ผู้เขียน หัวข้อ: Rec-1685 เรือสายพระนิพพาน  (อ่าน 1793 ครั้ง)

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4229
    • ดูรายละเอียด
Rec-1685 เรือสายพระนิพพาน
« เมื่อ: มีนาคม 05, 2016, 06:15:55 am »




ธรรมะจากพระพุทธเจ้า วันที่ 5 มีนาคม 2559
ตอนที่ 207 **เรือสายพระนิพพาน**

+ +
เมื่อพระยาธรรมิกราชได้เข้าเฝ้านอบน้อมต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธองค์ได้ทรงเมตตาแสดงธรรมกลับมา ดังนี้ว่า...
- - - -

พระยาธรรมเอ๋ย.. การที่เราจะเดินทางไปสู่พระนิพพาน ก็เปรียบเสมือนว่า มีเรืออยู่ลำหนึ่ง
บุคคลผู้ที่นั่งอยู่ในเรือลำนั้น เขาต้องการที่จะเดินทางไปสู่จุดมุ่งหมาย ในที่แห่งหนึ่งที่ก็ไกลพอตัว แต่ก็เคยมีคนไปถึงแล้ว
... เขาก็อยากจะไปให้ถึงบ้าง เขาจึงลงไปบนเรือลำหนึ่ง เพื่อที่จะเตรียมตัวเดินทาง

ลูกเอ๋ย.. เรือลำนั้น จะพาบุคคลผู้นั้นไปถึงยังจุดหมายปลายทางได้ ก็ต่อเมื่อบุคคลผู้พายเรือ เขานั้นมีวิธีต่างๆ
และต้องทำกฎกติกา รู้วิธีพายเรือ
-- บุคคลผู้นั้นเขาจึงจะสามารถไปถึงจุดหมายปลายทาง ที่เขาวางเอาไว้ / ตั้งใจเอาไว้ --

ลูกเอ๋ย.. สมมุติว่าถ้าเราลงไปอยู่บนเรือลำหนึ่ง เราตั้งใจจะนั่งเรือลำนั้นไปสู่พระนิพพาน ให้ทำเช่นนี้เถิดลูก

**ให้รักษาศีล**
ศีล เปรียบเสมือน.. เชือกที่รัดเรือไว้ ถ้ามีเชือกรัดเรือเอาไว้ ต่อให้เรานั้นจะพายเรือขนาดไหน มันก็มีตัวดึงเชือกนั้นก็ยังมัดเรือเอาไว้อยู่

ถ้าเกิดเราไม่มีศีล / บกพร่องในศีล -- ก็จะเป็นการสร้างกรรม กรรมเล็ก กรรมน้อย กรรมเก่า กรรมใหม่ …
กรรมไม่ดีเหล่านั้น.. ก็จะเป็นเชือกเล็ก เชือกน้อย ที่คอยเกาะรัดเรือของเราเอาไว้ ทำให้ไปไม่ถึงไหนหรอกลูก
วิ่งไปได้ประมาณสัก 100 เมตร เชือกก็ดึงกลับ ถอยมาอีกสัก 20 เมตรบ้าง 100 เมตรบ้าง บางทีก็ถอยกลับมา 200 เมตร ก็มี

ทีนี้เราก็วิ่งไปวิ่งมา อยู่อย่างนั้น ออกจากฝั่งไปไม่ได้เสียที ไปจากที่ที่เราอยู่นั้นไม่ได้เสียที 

การที่เรานี้จะตั้งใจไปสู่พระนิพพาน-- เราจึงควรที่จะรักษาศีล เพื่อตัดเอาเชือกเล็กเชือกน้อย ที่จะดึง-มัดเอาไว้ กีดขวางเรือเหล่านั้น ทิ้งไปให้หมด
เมื่อเรือเป็นอิสระ ปราศจากเชือกที่มัดที่ดึงแล้ว -- เราจึงจะสามารถออกเดินทางได้
เมื่อไปแล้ว จึงจะไม่ถอยหลัง.. ลูกเอ๋ย

**การรักษาศีล จึงเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งนัก**

ถ้าเกิดบุคคลผู้ใด ที่ต้องการจะไปสู่พระนิพพาน เหมือนชายผู้พายเรือ ต้องการจะไปยังจุดมุ่งหมาย
 ต้องแกะเชือกเรือเสียก่อน..ลูกเอ๋ย -- จึงจะไปได้ จึงจะไปถึง
เมื่อเรารักษาศีล ไม่สร้างกรรมชั่วเพิ่มขึ้น จนทำให้เชือกที่รัดเรือของเราไม่มี.. ไม่มีสิ่งใดกีดขวางแล้ว เรือของเราก็เป็นอิสระแล้ว

ทีนี้จำเป็นอย่างยิ่งว่าบุคคลผู้พายเรือ ต้องรู้แผนที่การไป ว่าจะล่องไปทางเหนือ หรือว่าล่องไปทางใต้
เราต้องรู้..ลูกเอ๋ย.. คือ ธรรมคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่สอนว่าให้เดินไปทางนี้ และถ้าเจอสิ่งนี้ ให้ไปทางโน้น 
เช่น การสอน...
/ ให้ทำความดี ละเว้นความชั่ว
/ ให้ทำความดีจนเต็มแล้ว ให้วางความดี และความชั่ว-- จึงจะสามารถเข้าสู่พระนิพพาน เช่นนั้น อย่างนั้น
/ ให้ทำความดี เพื่อเรานี้จะได้ชำระล้างกิเลสในตน
/ ทำความดี ก็เพื่อมุ่งสู่พระนิพพาน

**ธรรมเหล่านี้ คำสั่งสอน** เปรียบเสมือน "แผนที่การบอกทาง"
เมื่อเรารู้แผนที่การบอกทางแล้ว ให้ประพฤติเช่นนี้ กระทำเช่นนี้-- เราก็รู้แล้ว ว่าจะไปทางเหนือ หรือว่าทางใต้ เราก็ออกเรือไป

ทีนี้สมาธิ ก็คือ พลังความแข็งแกร่งของเรือลำนั้น และคือพลังที่จะขับเคลื่อนเรือลำนั้น ให้ออกเดินทางได้
**สมาธิ**
เป็นพลังของจิตที่จะนำพาจิตนั้น ให้ทำความดี ละเว้นต่อความชั่วได้
ให้จิตนั้นมีพลังที่จะทำความดีต่อไปเรื่อยๆได้

< สมาธิ จึงเปรียบเหมือนความแข็งแรง แข็งแกร่ง / เปรียบเหมือนพลังของเรือ ที่จะนำพาเราไปสู่จุดมุ่งหมาย >

ทีนี้จำเป็นอย่างยิ่งอีก ลูกเอ๋ย.. ที่เราจะต้อง **มีปัญญา**
ปัญญา จะเป็น "สิ่งที่ส่องแสงสว่าง" ระหว่างการเดินเรือ
มืดแล้วก็ต้องรู้ว่าเราไปทางไหน…
- สว่าง ก็ต้องรู้
- มืดแล้ว ก็ต้องรู้
... เราขาดแสงสว่างไปไม่ได้ **

**ปัญญา เปรียบเสมือนแสงสว่าง ที่นำทางให้เราเดินเรือไปเรื่อยๆ ไปยังจุดมุ่งหมาย.. ลูกเอ๋ย**

เมื่อมี ศีล มีธรรม มีสมาธิ มีปัญญาแล้ว -- เราก็พร้อมที่จะออกเรือ
- เชือกที่เกี่ยวเรือ โดนตัดแล้ว
- กำลังของเรือ มีแล้ว
- แผนที่ รู้แล้ว
- แสงสว่างนำทาง ก็มีแล้ว
... ชายพายเรือจึงออกเดินทาง

แต่ลูกเอ๋ย.. นอกเหนือจากนั้น การเดินทางยังต้องเจอพายุ ต้องเจอลม เจอแดด เจอคลื่นน้ำ เจอสัตว์น้ำ เจอสรรพสิ่งต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคเข้ามากีดขวางการเดินทางอีก

ทีนี้เราก็ยังจะต้องมีวิธี รู้หลบ รู้หลีก พายุ ลมฝนเหล่านั้น
รู้จักหลบสัตว์น้อย สัตว์ใหญ่ ที่อยู่ใต้น้ำ ที่อาจทำให้เราเป็นอันตรายได้ เหล่านั้นอีก
เราต้องรู้วิธีเหล่านั้น -- เราจึงจะสามารถเดินเรือไปจนถึงจุดหมายปลายทาง  ลูกเอ๋ย..

เมื่อเรารู้วิธีต่างๆแล้ว / เคล็ดลับของวิธีเดินเรือ เราจึงจะไปถึงจุดมุ่งหมาย
ถ้าเราไม่รู้เคล็ดลับของการเดินเรือ เราก็ไปไม่ถึง.. ลูกเอ๋ย

เมื่อเจอพายุมา เราก็จงระลึกรู้ว่าพายุมาแล้ว.. แล้วก็หลบไปซะ
หลบไปก่อน เข้าฝั่งไปก่อน หาที่ที่ปลอดภัยให้เราหลบไป อย่าไปต้านกับพายุลมฝนเหล่านั้น

ลูกเอ๋ย.. เราจงเตรียมตัว พร้อมรับกับสิ่งที่จะเจอในภายภาคหน้า ไม่ว่าจะเป็นอุปสรรคทางใดก็ตาม เราจงรู้วิธีรับมือกับมัน -- เราจึงจะสามารถที่จะนำพาตนไปสู่จุดมุ่งหมายได้.. ลูกเอ๋ย
.. รู้หลบ รู้หลีก รู้เวลาพัก รู้เวลาไป.. 

จงค่อยๆเดินไป อย่างไม่ประมาท อย่างผู้รู้ตื่น ผู้มีสติ และปัญญา แก้ไขเหตุการณ์ต่างๆได้ ด้วยปัญญาของตน
พอหลบ-ก็หลบ พอหลีก-ก็หลีก ฝนมา-ก็รู้ว่าฝนมา แล้วก็หาที่ปลอดภัยให้แก่ตน
> บุคคลที่มีปัญญาเช่นนี้ จึงจะสามารถเข้าถึงพระนิพพานได้.. ลูกเอ๋ย

เช่นเดียวกันกับเรา การเดินทางบำเพ็ญ ประพฤติ ปฏิบัติ เพื่อเข้าสู่พระนิพพาน
แน่นอน ลูกเอ๋ย.. นอกจาก **ศีล ธรรม สมาธิ ปัญญา** แล้ว ก็ยังมีเคล็ดลับในการปฏิบัติอีกมากมาย 
* รู้หลบ รู้หลีก รู้เชื้อกิเลส รู้เชื้อตัณหา
* รู้จักว่าตนนั้นควรจะผ่อน พักเอาไว้ หรือควรจะรีบวิ่งไป
* รู้ตัวรู้ตน วัดระดับของตนให้เข้าใจ ให้รู้การเดินทาง

จงเดินทางไปด้วย**ทางสายกลาง**
> อย่าตึงเกิน อย่าหย่อนเกินไป
// ไม่ใช่มัวแต่นอน แล้วก็ไม่ยอมพายเรือเดินทาง
// ไม่ใช่มัวแต่พายเรือ ฝนตกก็ไม่ยอมหยุด ไม่พัก / พายุมา ก็ไม่หลบไม่หลีก เพราะจะรีบไป
... ไม่ใช่อย่างนั้น.. ลูกเอ๋ย

เจอปัญหาสิ่งใดๆ ให้มีสติระลึกรู้อยู่กับปัญหานั้นๆ ทำใจของตนให้เย็นๆ ค่อยๆตรึกตรอง ทบทวนดู หาทางออกให้เจอ แล้วจึงค่อยๆไป.. ลูกเอ๋ย
และลูกนั้น จึงจะไม่เจอกับภัยอันตราย / จึงไม่เจอกับสิ่งที่ลูกนั้น ต้องพลัดพรากจากความสำเร็จไป
> ชายพายเรือ จึงจะไปถึงฝั่ง / ถึงจุดมุ่งหมายในที่สุด.. ลูกเอ๋ย

การที่เรานี้จะเป็นบุคคลผู้หนึ่ง ที่พายเรือนำพาจิตของเราข้ามพ้นทะเลทุกข์ -- เราต้องมีความเพียบพร้อม เช่นนี้แหละลูก.. เราจึงจะสามารถที่จะ"ข้ามพ้นทะเลทุกข์"ได้

ลูกเอ๋ย.. การที่เราจะเดินข้ามพ้นทะเลทุกข์นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกลูก
แต่ก็ไม่ยากอะไร ถ้าเรารู้วิธี ศึกษามา จนแน่ใจ
รู้เคล็ดลับของการหลบหลีก  มีศีล ธรรม สมาธิ และปัญญา
เรือหนักแน่น ไม่มีสิ่งกีดขวาง -- เราย่อมไปถึงได้ในสักวัน.. ลูกเอ๋ย

ชายพายเรือ เพื่อไปสู่จุดมุ่งหมาย // เหมือนเราพาจิตใจตน เพื่อไปสู่ **พระนิพพาน**
// จงรักษาศีล ให้มั่น
// ฟังธรรม ให้เข้าใจ
// นั่งสมาธิ ให้มีพลังแก่กล้า
// ให้มีปัญญา เป็นแสงสว่างนำทางตน

-- แล้วลูกนั้น จึงจะพบกับความสำเร็จในที่สุด.. ลูกเอ๋ย --

สาธุ

# #

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 13, 2016, 03:53:45 pm โดย thanapanyo »