ผู้เขียน หัวข้อ: Rec-1609 ผู้รู้ตื่น  (อ่าน 1041 ครั้ง)

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4229
    • ดูรายละเอียด
Rec-1609 ผู้รู้ตื่น
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2016, 04:49:08 am »




(ถอดความจากคลิป)

ธรรมะจากพระพุทธเจ้า วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559
ตอนที่ 175 **ผู้รู้ตื่น**

+ +
เมื่อพระยาธรรมิกราชได้เข้าเฝ้านอบน้อมต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  พระพุทธองค์ได้ทรงเมตตาแสดงธรรมกลับมา ดังนี้ว่า...
- - - -

ลูกเอ๋ย.. บุคคลบนโลกนี้มีมากมาย ดวงจิตที่ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารนี้ ก็ยังมีอยู่อีกมาก

แต่บุคคลผู้ใดที่เป็นคนที่ตื่นแล้ว ?
ดวงจิตในรูปแบบใดที่ตื่นจากความฝัน ตื่นจากวัฏสงสารนี้แล้ว ?

ลูกเอ๋ย.. ผู้ที่รู้ตื่นนั้น มีหลายระดับ…
บางคนเกิดแล้ว ก็ตื่นจากโลกจริงๆ ตื่นจากวัฏสงสารจริงๆ…
คือ ตื่นแล้วไม่กลับไปวนอีก
คือ ดวงจิตของผู้ที่สามารถบำเพ็ญตนจนเข้าถึงความเป็นพระอรหันต์ - ดับการเกิดแห่งตนได้

แต่ก็ยังมีดวงจิตอีกมากมาย ที่เขาเหล่านั้นตื่นแล้ว แต่ว่าเขายังตื่นไม่ตลอด
เขาทำความดี สร้างความดี ละเว้นต่อการทำความชั่ว -- คนที่ทำเช่นนี้ คือ ผู้ที่รู้ตื่นแล้วในระดับหนึ่ง.. ลูกเอ๋ย

การที่เราทำความดี เราก็ควรจะทำเป็นระดับๆไป
การที่เราจะรู้ตื่นได้ เราก็ควรจะรู้เป็นระดับๆไป.. เหมือนกัน ลูกเอ๋ย

บางทีเราอาจจะคิดท้อใจว่า บุคคลผู้ที่ตื่นแล้วนั้น ไม่ใช่เรา.. ยากเหลือเกินกับการที่จะรู้ตื่น
... จึงไม่ยอมทำ ไม่ยอมปลุกตนให้ตื่น ด้วยการทำดีเล็กๆน้อย / ด้วยการหมั่นสั่งสมความดี

แต่ลูกเอ๋ย.. กว่าที่ดวงจิตดวงหนึ่ง เขาจะตื่นได้อย่างแท้จริง.. เขาก็ต้องค่อยๆถอดถอนตน / ปลุกตนให้รู้ตื่นขึ้นมา
เริ่มตั้งแต่การเริ่มพิจารณา…
> เห็นความไม่เที่ยงแท้ในโลกนี้ 
> เห็นความไม่เที่ยงแท้ ในสิ่งที่เป็นเรา เป็นของของเราทั้งหลาย
> เห็นความทุกข์ที่ซ่อนอยู่ในความไม่เที่ยงแท้เหล่านั้น


เมื่อเห็นความทุกข์ที่ซ่อนอยู่ในความไม่เที่ยงแท้เหล่านั้นแล้ว.. ชีวิตของเราก็จะค่อยๆรู้ตื่น จากสิ่งที่ปกปิดเรามานานแสนนาน -- ทำให้เรานั้น คิดว่า "นั่นคือ เรา " "นั่นคือ ตัวตนของเรา" / ทำให้เรานั้นลุ่มหลงอยู่กับสิ่งสมมุติทั้งหลายเหล่านั้น จนเราไม่รู้ตื่น

แต่วันนี้เราเริ่มตื่น ด้วยการรู้ทันสิ่งเหล่านั้นแล้ว.. และเริ่มฝึกหัดตนเองให้รู้จักการปล่อยวาง วางเฉยกับสิ่งทั้งหลาย
+ ที่มันเกิดขึ้น เหล่านั้น
+ ที่มันดับไป เหล่านั้น
+ และเห็นว่ามันเป็นธรรมดาของมัน อยู่อย่างนั้นเอง
… เพื่อถอดถอนตัวของเรา

เมื่อเราถอดถอนจิตของเรา ให้หลุดออกจากสิ่งสมมุติเหล่านั้น โดยการไม่ยึดติด ไม่ลุ่มหลงกับสิ่งเหล่านั้น
-- ก็จะทำให้เราเป็นผู้รู้ตื่นขึ้นมา ตื่นแล้วไม่หลับใหลไปกับมัน ไม่ฝันไปกับมัน ว่ามันคือ "สิ่งที่มีอยู่"
ไม่โดนมันหลอกให้จมอยู่กับมันอีกต่อไป ...
-- จิตเหล่านี้ ก็จะเป็นดวงจิตที่ค่อยๆตื่น.. ค่อยๆฟื้นกลับคืนสู่ความเป็นจริง --

ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. เมื่อเราพิจารณาอย่างนี้ เช่นนี้ อยู่บ่อยๆ.. เราก็จะเกิดการหยุดสร้างกรรม
ไม่มีความจำเป็นอะไรที่เราจะไปสร้างกรรม / สร้างสิ่งที่ไม่ดี คือ กรรมชั่วทั้งหลายเหล่านั้น เพื่อให้ได้สิ่งใดมา

ทีนี้การรักษาศีลของเรา ก็ก่อเกิดขึ้น เพราะเราเห็นแล้วว่ามันไม่เที่ยงแท้ เรารู้ตามความเป็นจริงแล้วว่ามันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป / ว่ามันเป็นธรรมดาของมันอยู่อย่างนั้น

เมื่อเราเข้าใจว่าเป็นเช่นนั้นแล้ว และยอมรับความเป็นจริงว่าเป็นเช่นนั้นแล้ว..
เราก็ไม่ดิ้นรนที่จะได้มันมา ทีนี้เราจะสร้างกรรมได้อย่างไรเล่า ! -- เราก็จะไม่ทำกรรมชั่วอีกต่อไป
+ เมื่อเราไม่ทำกรรมชั่ว - การรักษาศีลก็ก่อเกิดในตนเอง
+ เมื่อมีศีลแล้ว - จิตใจของเราก็สงบ
+ เมื่อจิตใจของเราสงบแล้ว เราก็จะเกิดเป็นสมาธิ
+ จิตเราตั้งมั่นในสมาธิ แล้วเราก็จะตั้งมั่นในความรู้แจ้งตามมา-- เพราะปัญญาของเราเริ่มเกิด ชัดขึ้นๆทุกวัน

ลูกเอ๋ย.. บุคคลที่ตื่นแล้ว มีเป็นระดับๆเช่นนี้แหละลูก เพียงแต่จงปลุกตนให้ตื่น ในระดับที่ 1, ที่ 2 ,ที่ 3 และที่ 4
ปลุกตนให้รู้ ให้ปล่อยวาง ให้หยุดการสร้างกรรม หมั่นนั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรม -- ก็จะทำให้ตนนั้นรู้ตื่น คือ ผู้รู้แจ้งโลกขึ้นมา เป็นระดับๆ

เริ่มจากการรู้ว่า กายนี้ไม่ใช่กายเรา ไม่ใช่ของของเรา
เริ่มจากการยอมรับความเป็นจริงในทุกอย่าง เดินเข้ามาสู่การรักษาศีล
... จิตเรานี้ก็จะตื่นขึ้นทุกวัน.. ลูกเอ๋ย

จนกว่าเราจะมองเห็นสรรพสิ่งบนโลกนี้ เป็นแต่เพียงของธรรมดาที่มันมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
- เราจะเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ในความที่มีนั้นว่า "มันไม่มี"
- เราจะเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง อย่างแจ่มแจ้ง
... แล้วเราก็จะเป็นผู้ตื่น อย่างแท้จริง…

ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. วันนี้เราทำความเข้าใจกับบุคคลผู้ที่ตื่นแล้ว ว่าเป็นใครบ้าง // ดวงจิตที่ตื่นแล้วมีกี่ระดับ

ฉะนั้น จงอย่าทุกข์ใจ ท้อใจกับการทำความดีเล็กน้อยๆ กับการสร้างความดีนิดๆหน่อยๆของตน ที่ตนกำลังทำอยู่
ไม่ว่าจะเป็นการพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นการรักษาศีล นั่งสมาธิ จะเป็นการทำความดีนิดๆหน่อยๆ.. ก็จงทำเถิดลูก
... เพราะว่ามันจะเป็นการปลุกจิตของเราให้ตื่นขึ้นมา

การที่เรานั้นนอนหลับใหล มีสิ่งที่คลุมเราไว้มากมาย ปกปิดไม่ให้เรารู้ตื่น / ให้เราเป็นทาสของมัน / ลุ่มหลงอยู่กับมัน
แต่การที่เราจะปลุกให้มันตื่นนั้น เราก็ต้องปลุกมันทีละอย่างๆ ค่อยๆทำ ค่อยๆดึงออก ในสิ่งที่มันบดบังจิตของเรา ทำให้เราเผลอลืมไป ทำให้เราหลับใหลไป เราก็ต้องค่อยๆปลุก ค่อยๆดึงออกเหมือนกัน

ไม่มีใครหรอกลูก ที่ทำสิ่งใดแล้วจะปรากฏผลในทันที
มันไม่ง่ายหรอกลูก กับการที่เราจะปลุกจิตตนให้ตื่น.. แต่มันก็ไม่ยากจนเรานั้นทำไม่ได้ ค่อยๆดึงมันออกทีละอย่างๆจากตน… จนกว่าจิตนั้นจะตื่นขึ้นมา รู้แจ้ง เข้าใจตามความเป็นจริง

ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ในความเป็นจริง ในสิ่งที่มีอยู่ ซ่อนด้วย"ความไม่มี"- อยู่เบื้องหลัง เยอะแยะมากมาย
ในสิ่งที่มีนั้น มันซ่อนเร้นด้วยสิ่งต่างๆทั้งหลาย ที่ซ่อนอยู่ในตัวของมันมากมาย
แต่ว่าเราไม่รู้ตื่น เราจึงมองเห็นมันว่า มันเป็นแค่สิ่งของสิ่งนั้น และรู้จักใช้ประโยชน์กับมันได้แค่นั้น

เช่นดังบางคนเกิดมาแล้ว ได้ร่างกายนี้มาครอบครองแล้ว ก็ลุ่มหลงในร่างกายของตน คิดว่าเกิดมาครั้งหนึ่งแล้ว.. ต้องทำชีวิตของตนให้คุ้มค่า โดยการหาความสุขไปวันๆ ที่เป็นความสุขจากทางกิเลสและตัณหามาสนองตน
ไปเที่ยวจนลืมพ่อแม่ผู้มีคุณ ลืมคุณงามความดี ลืมภาระหน้าที่แห่งตน
ทำในสิ่งที่ทำให้ตนคิดว่า สนุกดี คิดว่าคุ้มค่ากับการเกิด หลับใหลไปในร่างกาย

-- นั่นคือ ผู้ที่หลับใหล ลุ่มหลงในร่างกาย จึงมองเห็นแต่สิ่งที่ลุ่มหลงเท่านั้น --

แต่บางคนเกิดมา ได้กายนี้มาครอบครอง เขาเป็นผู้ที่รู้ตื่น เขาจะรู้ว่าเวลาของเขามีอยู่ไม่มากนัก เขาควรจะสร้างความดี ทำความดี ควรจะรีบขวนขวายสิ่งที่ดีมาไว้ให้ตัวของเขา คือ *ดวงจิต* ของเขา
- เขาก็จะหมั่นสั่งสม รีบเร่งทำทุกอย่างที่เป็นคุณงามความดี
- เขาจะไม่ลุ่มหลงยึดติดในกายนี้ นอกจากนำกายนี้มาทำสิ่งที่เกิดประโยชน์ให้แก่ตน และบุคคลผู้อื่นที่อยู่ด้วย อยู่ร่วม

เมื่อเขาหมดเวลาจากโลกใบนี้ไป สิ่งที่เขาได้รับก็คือ คุณงามความดี 
สิ่งที่ไปค้ำจิตของเขาให้สูงขึ้นมาเรื่อยๆ จนกว่าจะเป็นผู้รู้ตื่น อย่างแท้จริง

การได้กายนั้นมาของเขา ก็...
- ไม่ได้ทำให้เขาติดลบลงไป
- ไม่ได้ทำให้เขาถอยหลังกลับคืน และอยู่ในความฝัน
... เพราะว่าเขารู้จักใช้กายนี้ ในการทำคุณประโยชน์.. ไม่ลุ่มหลงในมัน

ลูกทั้งหลาย.. ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ ข้าวของก็ตาม-- หากว่าเราลุ่มหลงอยู่ในสิ่งเหล่านั้น.. ก็จะทำให้เรามองเห็นได้แค่สิ่งที่มันมี…
... เมื่อมันดับไป มันก็จะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย

แต่ถ้าบุคคลที่รู้ตื่น เขาจะมองเห็นสองมุมว่า
** ณ วันนี้มันสมมุติมี // ต่อไปมันจะสมมุติไม่มี **
เราต้องระมัดระวังกับการอยู่กับมัน.. อยู่กับมันให้เป็น อย่าลุ่มหลง ยึดติดกับมัน
นำเอาสิ่งที่มีนี้ ไปทำสิ่งที่เกิดประโยชน์

ชีวิตของบุคคลที่รู้ตื่นเช่นนั้น…
เขาย่อมไม่เป็นทุกข์
เขาย่อมเจอกับความสุข

ลูกเอ๋ย.. คนเรานี้ก็เหมือนโดนหลอก โดนหลอกให้จมอยู่ในนี้
แต่บุคคลที่รู้ตื่น เขาก็เหมือนคนที่ค่อยๆตื่นจากทีละอย่าง ค่อยๆรู้แจ้งทีละอย่าง จนจิตของเขานั้นไม่โดนหลอกอีก
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กเรื่องน้อย จนถึงเรื่องใหญ่ก็ตาม

เขาก็จะค่อยๆปลุกตนให้ตื่น ปลุกตนให้รู้แล้วเลิกโดนหลอก...
ให้จมอยู่ในที่แห่งนี้ คือ *วัฏสงสาร*
ให้จมอยู่ในการเวียนตายเวียนเกิดไม่จบไม่สิ้น เช่นนี้

** ดวงจิตทุกคนสามารถเป็นผู้รู้ตื่น เป็นผู้รู้ตื่นได้ในทุกระดับ.. จนกว่าจะตื่นอย่างแท้จริง **

จงใช้ความพยายาม ความอดทน ทำความดี
ใช้สติ และปัญญา ใช้ธรรมคำสั่งสอนเป็นแสงไฟ แสงสว่าง ที่จะส่องทางให้เดินจากความฝัน มาสู่การรู้ตื่นเถิด ลูกเอ๋ย...

สาธุ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 20, 2016, 02:31:38 am โดย thanapanyo »