ผู้เขียน หัวข้อ: Rec-1604 โศกเศร้าเพราะอะไร  (อ่าน 989 ครั้ง)

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4368
    • ดูรายละเอียด
Rec-1604 โศกเศร้าเพราะอะไร
« เมื่อ: มกราคม 27, 2016, 06:27:19 am »




(ถอดความจากคลิป)

ธรรมะจากพระพุทธเจ้า วันที่ 26 มกราคม 2559
ตอนที่ 169 **โศกเศร้าเพราะอะไร**

+ +
เมื่อพระยาธรรมิกราชได้เข้าเฝ้านอบน้อมต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระพุทธองค์ได้ทรงเมตตาแสดงธรรม ดังนี้ว่า...
- - - -

ลูกเอ๋ย.. การที่คนเรานั้น เกิดความซึมเศร้า โศกเศร้า เสียใจ เรานั้นอาจจะคิด
เพ่งโทษบุคคลผู้อื่น
เพ่งโทษสิ่งของสิ่งอื่น

...เพ่งโทษไปต่างๆนานา ว่า
- เป็นเพราะคนนั้นจากฉันไป ฉันก็เลยเศร้าแบบนี้
- เป็นเพราะคนนี้จากฉันไป ก็เลยเศร้าอย่างนั้น

หรืออาจจะเพ่งโทษสิ่งของ ข้าวของ สิ่งต่างๆทั้งหลายภายนอก ว่าเป็นเพราะเขา / ว่าเป็นเพราะสิ่งของสิ่งนั้น / บุคคลคนนั้นที่ทำให้เราเศร้าใจ ทุกข์ใจ
... แต่ในความเป็นจริงแล้ว.. ลูกเอ๋ย ความเศร้าใจ โศกเศร้าเสียใจนั้น เกิดขึ้นอยู่ในตัวเราเองต่างหากเล่า !

ลูกทั้งหลาย.. ถ้าเราฝึกจิตของเรา / ฝึกตัวของเรา / ฝึกใจของเรา …
/ ให้ยอมรับต่อความเป็นจริง ในสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป
/ ให้เราอยู่อย่างมีสติ อยู่อย่างมีกำลัง มีพลังจิต มีสติ และปัญญา
-- เราก็จะสามารถอยู่ได้ ในขณะที่สิ่งเหล่านั้น เกิดขึ้น- ตั้งอยู่- หรือดับไป
... ก็จะไม่กระทบ ไม่ทำให้เราซึมเศร้า เสียใจได้เลย…

ลูกทั้งหลาย.. ในความเป็นจริงแล้ว ชีวิตของคนเราจะเกิดสุข หรือเกิดทุกข์ -- ไม่ได้ขึ้นอยู่กับบุคคลหรือสิ่งของภายนอกเลย "
* อยู่ที่ตัวของเรา
* อยู่ที่ใจของเรา

เปรียบเสมือน บุคคล 2 คน
คนหนึ่ง เมื่อสูญเสียบุคคลที่ตนรักไป แต่ตนมีสติ มีปัญญา ยอมรับกับความเป็นจริง สิ่งที่สูญเสียไปนั้นได้ -- บุคคลผู้นั้นก็เลยไม่ค่อยทุกข์เท่าไหร่.. ก็เลยปล่อยวางได้

ส่วนอีกคนหนึ่ง ยอมรับความเป็นจริงไม่ได้ กับการที่ต้องสูญเสียสิ่งของ ข้าวของที่ตนรัก ก็เลยทำใจไม่ได้
-- พอทำใจไม่ได้ ก็เลยเป็นทุกข์มาก โศกเศร้าเสียใจมาก.. เพราะใคร..ลูกเอ๋ย - เพราะเราต่างหากเล่า !

เพราะเราเองที่ทำใจไม่ได้ //เพราะเราเองที่ไม่รู้จักฝึกฝนจิตของตน ให้มีพลัง ให้เข้าใจตามความเป็นจริงว่า แท้ที่จริงแล้ว สรรพสิ่งทั้งหลาย.. มันก็เป็นไปของมันอย่างนั้นเอง

ลูกทั้งหลาย.. ความเศร้าเสียใจ เกิดขึ้นกับเราทุกคน เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา …
เมื่อเราเจอการพลัดพรากจาก
- ไม่ว่าจะจากบุคคล จะจากเป็น หรือว่าจะจากตาย
- ไม่ว่าจะจากสิ่งของข้าวของ จากสถานที่ จากด้วยอะไรก็ตาม
... ความโศกเศร้าเสียใจนั้นก็จะเกิดขึ้นกับเราได้ตลอดเวลา ทุกที่ ทุกแห่งหน ในตัวของบุคคลทุกๆคน

แต่จะมากหรือจะน้อย-- ขึ้นอยู่กับที่ว่าเรานั้น มีสติมาก หรือมีสติน้อย
ยอมรับความเป็นจริงได้มาก หรือว่า รับความเป็นจริงได้น้อย
 -- ขึ้นอยู่กับตัวของเราเองต่างหากเล่า.. ว่าเรานี้จะวางจิตได้ขนาดไหน --

ลูกเอ๋ย.. ในความโศกเศร้านั้น - เกิดขึ้นจากเรา และทำไมเราต้องทำให้โศกเศร้า ทำให้โศกเศร้าทำไม

เพราะว่าเรา ยังไม่ยอมรับตามความเป็นจริง
ทำไมถึงไม่ยอมรับความเป็นจริง เพราะว่าเราไม่ฝึกตนอยู่บ่อยๆ
+ ไม่ฝึกให้รู้การเกิด รู้การดับ
+ ไม่ฝึกตน ให้เห็นถึงความไม่เที่ยงแท้

-- เมื่อรู้อยู่ เห็นอยู่ แต่จิตนั้นก็เลยยังยอมรับที่จะให้เป็นไปอย่างนั้นไม่ได้ --

ลูกเอ๋ย.. เราไม่ฝึกตนให้เห็น เห็นแล้วก็ไม่ฝึกจิตให้มีกำลัง เราก็เลยไม่สามารถละ / ไม่สามารถวางได้

ฉะนั้น.. หากว่าเรา ปรารถนาที่จะหลุดพ้น-จากความโศกเศร้าเสียใจ // หลุดพ้นจากสิ่งที่ทำให้เราเป็นทุกข์เหล่านั้น
.. เราก็ต้องคอยหมั่นฝึกฝนตน ให้รู้ ให้เข้าใจตามความเป็นจริงว่า
** ทุกสิ่งทุกอย่าง มีเกิดขึ้น ย่อมมีดับไป เป็นธรรมดา **
... แม้ตัวของเรานี้ วันหนึ่งก็ต้องดับไปเหมือนกัน ไม่มีอะไรที่จะอยู่ตลอดไป...

เราก็แค่เกิดมาตามธรรมชาติ และจะดับไปตามธรรมชาติเหมือนกัน
บุคคลผู้อื่นเขาก็เหมือนกัน / สิ่งของอื่นๆ เขาก็เหมือน
-- เขาก็แค่เกิดมาตามธรรมชาติ และก็จะดับไปตามธรรมชาติ

แต่เรานี้ เอาความอยากเป็นที่ตั้ง อยากให้มันเป็นอยู่อย่างนั้น ไม่อยากให้มันดับไป ไม่อยากให้มันหายไป
เราใช้ความอยากเป็นที่ตั้ง คบกับความอยากนั้นเป็นเพื่อน.. ก็เลยเกิดความเศร้า

ถ้าเกิดว่ามีสิ่งใดดับไป เราเฉยๆ ไม่ได้อยากให้มันมีอยู่อย่างนั้นตลอดไป //ไม่ได้อยากให้มันเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ตามใจตน
แต่ยอมรับความเป็นจริงในสิ่งที่มันเกิดแล้ว ในสิ่งที่มันดับแล้ว และปรับจิตของตนให้เป็นไปตามนั้น ...
-- ความโศกเศร้า ความเสียใจ ของเราก็ย่อมที่จะน้อยลง น้อยลงไปเรื่อยๆ จนกว่าเรานี้จะสามารถที่จะประพฤติ ปฏิบัติตน จนเข้าถึงความพ้นทุกข์ได้ --

ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. สิ่งที่ยังทำให้เราโศกเศร้าเสียใจนั้น ก็เพราะอย่างนี้แหละลูก.. เพราะว่าเราไม่ยอมรับความเป็นจริง
และที่ไม่ยอมรับความเป็นจริงนั้น ก็เป็นเพราะ เรายังลุ่มหลงอยู่
# ลุ่มหลงในสิ่งนั้น ว่าต้องมีอยู่อย่างนั้น ว่าเป็นเรา เป็นของของเรา
# ลุ่มหลงในตัวบุคคล ในสิ่งของข้าวของ 
... จึงเกิดความอยาก อยากให้ตั้งอยู่ ไม่อยากให้ดับไป อยากให้เป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ตามใจตน

กิเลส และตัณหา ครอบงำจิตใจตนอยู่ ก็เลยทำให้ตนไม่ยอมรับความเป็นจริง
ไม่ยอมปล่อย ไม่ยอมวาง
ไม่ยอมให้มันเป็นไปตามเหตุที่แท้จริงของมัน ตามกฎของธรรมชาติที่มันจะแปรเปลี่ยนไป
ทั้งที่ไม่ยอม - มันก็เป็นไปไม่ได้
ทั้งที่ต่อให้เราจะดิ้นรนจนขาดใจ - ก็เป็นไปไม่ได้ ว่ามันจะเป็นอย่างที่เราอยากให้เป็น

มันก็เป็นแต่เพียงความอยาก ที่อยากแล้ว ให้ทุกข์
มันก็เป็นแต่เพียงความลุ่มหลง ที่หลงแล้วให้ทุกข์ ให้ยึดอยู่อย่างนั้น.. ไม่เห็นว่ามันจะช่วยอะไรเราเลย.. ลูกเอ๋ย

จงฝึกฝนตน ประพฤติ ปฏิบัติ ฝึกจิตให้มีพลัง / ฝึกตนให้เห็นความไม่เที่ยงแท้ ยอมรับกับความเป็นจริงเถิดลูก
- ถอดถอนความลุ่มหลง
- ถอดถอนความอยาก คือ เชื้อของกิเลส และตัณหา ที่ครอบงำจิตใจตนอยู่
... แล้วจะทำให้ลูกนั้น ดับความโศกเศร้าได้…

ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. เชื้อกิเลส คือ ความลุ่มหลง // เชื้อตัณหา คือ ความอยากนั้น
... เป็นต้นเหตุของการที่ทำให้ลูกก่อเกิดความโศกเศร้า
ฉะนั้น.. จงดับมันเสีย เมื่อดับมันแล้ว ลูกก็จะสามารถอยู่เหนือความโศกเศร้า ความเสียใจเหล่านั้นไปได้

ลูกทั้งหลาย.. สายน้ำที่มันไหลไปแล้ว ยังไงมันก็ต้องไหลไป ไม่มีใครทำให้มันหวนกลับคืนได้หรอก

จงยอมรับความเป็นจริงเถิด บุคคลที่เป็นทุกข์ที่สุด คือ...
**คนที่ไม่ยอมรับความเป็นจริง ไม่ยอมอยู่กับปัจจุบัน ว่ามันเป็นเช่นนั้นแล้ว เช่นนี้แล้ว**

ลูกทั้งหลาย.. จงปรับที่จิตของตน ประพฤติ ปฏิบัติที่ตนเถิด
เพราะเหตุของความซึมเศร้า เหตุของความทุกข์นั้นอยู่ที่เรา --ไม่ได้อยู่ที่บุคคลผู้อื่น หรือสิ่งของสิ่งอื่น

เราก็อย่ายึดติดสิลูก
เราก็อย่าลุ่มหลงสิลูก
อย่าอยากสิ
เราก็อย่าทำให้เรานี้ ไปจมอยู่กับสิ่งเหล่านั้นสิ
-- เราจะได้ไม่ทุกข์ --

สมมุติว่า ถ้าเราไม่ลุ่มหลงในสิ่งนั้น เราก็คงไม่ต้องอยากให้เป็นอย่างนั้น อย่างนี้
ถ้าเกิดว่าเป็นอย่างนั้น เราก็คงไม่ต้องทุกข์ ไม่ต้องเศร้า ไม่ต้องเสียใจ อะไรอีกต่อไป...

โลกใบนี้ เขาก็เป็นธรรมดาของเขาอย่างนี้แหละลูก ใบไม้มันก็ออกตามฤดูกาลของมัน ตามรอบ ตามเวลาของมัน เมื่อถึงเวลา มันก็ต้องร่วงลงไป เป็นธรรมดา

ถ้าเกิดว่าเราเห็นใบไม้ร่วงสักใบหนึ่ง เราก็พลอยทุกข์ หยิบกาวไปติดไว้ที่เดิม มันจะเหมือนเดิมมั้ยลูก..
มันก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ถ้าเกิดว่าเราเห็นใบไม้ร่วง เราก็โศกเศร้า เห็นใบไม้แปรเปลี่ยนไป เราก็โศกเศร้า...
แล้วชีวิตของเราจะเอาความสุขมาจากที่ไหน แล้วชีวิตของเราจะสงบได้อย่างไรเรา

ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ต้นมะม่วงมันเกิดขึ้นมาแล้ว มันก็ต้องเติบโต
เมื่อเติบโตแล้ว มันก็ต้องออกดอก ออกผล

ในรอบปีหนึ่งครั้ง.. มันออกผลหนึ่งรอบ มันก็ต้องสุก และร่วงลงไป
ปีหน้าก็ค่อยออกใหม่.. เป็นอย่างนั้นไปเรื่อยๆ จนกว่าต้นมะม่วงต้นนั้นจะดับไป

แล้วเราจะเป็นสุข.. เมื่อมะม่วงออกผลทำไม
เราจะเป็นทุกข์.. เมื่อผลของมันร่วงลงสู่พื้น หรือหมดจากต้น ไปทำไม

ถ้าเกิดเราทำอย่างนั้น เราก็คงจะ
เหมือนคนที่ไม่ตื่น
เหมือนคนที่นอนหลับอยู่ในความฝัน
เหมือนคนที่ลุ่มหลง ไม่มีสติ เช่นนี้ลูก

ฉะนั้น.. ชีวิตของคนเรา ก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน
หากว่าเราไปติดอยู่กับสิ่งทั้งหลาย ไม่ยอมปล่อยวาง จนทำร้ายตนให้โศกเศร้า
… เราก็เลยเหมือนคนไม่มีสติ เหมือนกัน

-- จงปฏิบัติใหม่เถิด เพื่อชีวิตของลูก จะได้ปราศจากความซึมเศร้า โศกเศร้า เสียใจ เหล่านั้นไป --

+ +
พระพุทธองค์ท่านได้ทรงแสดงธรรมกับข้าพระพุทธเจ้ามาดังนี้ ข้าพระพุทธเจ้าจึงนำธรรมนี้มาเผยแผ่ให้แก่ญาติบุญญาติธรรมทุกๆคน ได้ร่วมพิจารณาธรรมด้วยกัน

ขอให้ท่านทั้งหลาย จงแจ่มแจ้งในธรรมของพระพุทธองค์ ตลอดไป...

สาธุ

+ +


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 20, 2016, 02:37:36 am โดย thanapanyo »