ผู้เขียน หัวข้อ: Rec-1483 สวดมนต์ไปเพื่ออะไร  (อ่าน 1072 ครั้ง)

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4229
    • ดูรายละเอียด
Rec-1483 สวดมนต์ไปเพื่ออะไร
« เมื่อ: พฤศจิกายน 27, 2015, 06:05:16 am »




ธรรมะจากพระพุทธเจ้า วันที่ 19 พฤศจิกายน 2558
ตอนที่ 101 **สวดมนต์ไปเพื่ออะไร**

+ +
เมื่อพระยาธรรมิกราชได้เข้าเฝ้านอบน้อมต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทูลถามคำถาม ::
“ ทำไมเราต้องสวดมนต์ เพราะอะไร สวดแล้วได้อะไร ?
พระพุทธองค์ได้ทรงเมตตาแสดงธรรมตอบกลับมา ดังนี้ว่า…
- - - -

พระยาธรรมเอ๋ย.. การสวดมนต์นั้น ทำให้ผู้สวด / ทำให้เรา-- ได้อะไรมากมาย
การสวดมนต์ จะฝึกอะไรหลายๆอย่างในตัวของบุคคลผู้สวด.. อย่างน้อยก็ฝึก "ความอดทน"
- อดทนในการทำความดี แบ่งเวลามานั่งสวดมนต์ได้
- อดทนในการทำความดีได้ ครึ่งชั่วโมง / หนึ่งชั่วโมง

"ความอดทน" ก็อยู่ในการสวดมนต์นั้น และยังเป็นการวัดการทำความดีของเราว่า เราจะทำได้หรือเปล่า
ถ้าเกิดว่าเราจะต้องมานั่งสรรเสริญพระพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ สรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้า
... เราจะทำได้มากน้อยแค่ไหน ?

รวมถึงการสวดมนต์นั้น- ยังได้สมาธิ.. สมาธิที่เราได้ก็คือ ได้นั่งนิ่งๆ แล้วก็สวดสรรเสริญไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ
ฝึกสมาธิของเราให้นั่งอยู่กับที่ ตั้งสติอยู่กับเสียงสวด ยังได้สมาธิ- เข้ามาในตัวของเรา
-- เมื่อได้สมาธิแล้ว หากว่าเรา *สวดมนต์เช้า-สวดมนต์เย็น*.. ก็ยังทำให้เรานี้ได้เข้าใจคุณของพระพุทธ ว่า
* คุณของพระพุทธนั้นเป็นเช่นไร-- ทำไมเราจึงต้องนอบน้อม เคารพบูชาต่อพระพุทธ
* คุณของพระธรรม พระธรรมนั้นมีคุณอะไร-- ทำไมเราจึงนอบน้อมเคารพบูชาต่อพระธรรม
* พระสงฆ์ มีคุณอะไรอยู่ในนั้น-- ทำไมเมื่อเราเจอ เราพบ ทำไมเราจึงต้องเคารพบูชา หรือไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ทำไมจึงต้องบูชา เป็นพระสงฆ์เพื่ออะไร

พระพุทธเจ้า คือ  อะไร ทำอะไร เป็นแบบไหน จึงเรียกว่าเป็น "พระพุทธเจ้า"
พระธรรม เป็นอะไร ยังไง แบบไหนทำไมจึงเรียกว่า "พระธรรม"
พระสงฆ์ เป็นอะไร แบบไหน ยังไง ทำไมจึงเรียกว่า "พระสงฆ์"
> นั่นคือสิ่งที่เราก็จะได้มา...
นอกเหนือจากความอดทน ความตั้งใจทำความดี
นอกเหนือจากสมาธิ ก็ยังเกิดปัญญาอีก ลูกเอ๋ย..
เมื่อเกิดปัญญาแล้ว ในทางที่เราจะได้เป็นอานิสงส์นั้น ก็ยังทำให้เราก่อเกิดเป็นอานิสงส์
การชำระล้าง ขัดเกลากิเลสและตัณหา ในใจตนอีกต่างหาก

หากว่าเราสวดมนต์เป็นประจำทุกวันๆ ช่วงที่เราสวดมนต์นั้น สรรเสริญคุณของพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ก็จะทำให้เราน้อมพลังของพุทธบารมี ขององค์พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ลงมาที่กายของเรา
ทำให้เรานั้นได้ชำระล้างสิ่งที่ทำให้จิตใจเราเศร้าหมอง คือ กิเลส และตัณหานั้น
... เหมือนน้อมเอาน้ำที่สะอาดมาชำระล้างสิ่งสกปรก

หากเราสวดมนต์ เป็นประจำทุกวันๆ ก็จะมีพลังของพุทธะ พลังของพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ อยู่ในกาย / อยู่ในจิตของบุคคลผู้นั้น...
และการที่เรามีพลังของพุทธะ ควบคุมในกายของเราแล้ว
> หากเรานั้นจะทำสิ่งใดที่ไม่ดี-- เราก็จะชนะใจที่ไม่ดีนั้น

จะทำความชั่ว พลังพุทธะนั้นก็ช่วยหนุนเนื่องจิตของเรา ช่วยจิตของเราไม่ให้เราทำความชั่วได้
ทีนี้เราก็จะไม่ต้องก่อกรรมอีก
> เมื่อเราไม่สร้างกรรมชั่วเพิ่ม.. วิบากกรรมที่เราจะต้องไปชดใช้ มันก็น้อยลง ลูกเอ๋ย..

หากว่าเราจะเกิดอันตรายจากภัยพิบัติ เคราะห์กรรมต่างๆ-- จิตของเรานั้น ก็จะน้อมนึกถึงพลังพุทธะ
ก็จะมีพลังแห่งพุทธะนั้น ช่วยค้ำหนุนตัวของให้คลาดแคล้ว ปลอดภัยจากอันตรายเหล่านั้นได้บ้าง

ถ้าเกิดว่ามีผี- มีจิตวิญญาณ- เจ้ากรรมนายเวร ที่เขาจะมาแกล้งเรา หรือจะเป็นมาร คือ ความไม่ดีทั้งหลาย เข้ามาใกล้เรา เรามีพลังแห่งพุทธะนั้นคุ้มกันอยู่ ด้วยความดีของเรานั้นแหละลูก
คือ ความดีที่เราสวดมนต์ก่อเกิดเป็นพลังพุทธนั้น คุ้มครองเรา
ก็จะทำให้เจ้ากรรมนายเวร จิตวิญญาณ ผีร้าย มารเหล่านั้น เขามาใกล้เราไม่ได้ แฝงในจิตในใจของเราไม่ได้
> เราก็จะมีพลังที่จะอยู่เหนือสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น

และพลังแห่งพุทธะนี้ เมื่อเราเติมเข้าไปๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ ก็จะทำให้จิตของเรานี้แกร่ง และมีพลังความดี
สวดมนต์นานหน่อย ความอดทนก็ได้มา
สวดมนต์ทุกวัน ความตั้งใจทำดีก็มีขึ้นมา
สั่งสมความดีทุกวัน ทั้งสมาธิ ทั้งปัญญา สั่งสมไปทุกวัน ก็บังเกิดอยู่ในจิตของเรานี้ ให้เรามีกำลังมากพอที่จะชนะต่อความชั่ว

สิ่งที่เราสวดมนต์แล้วจะได้อะไรนั้น-ก็ได้มาเช่นนี้ อย่างนี้แหละ.. ลูกเอ๋ย
ได้มาด้วยคุณค่าทางจิต ด้วยสิ่งที่เรานั้นจะได้มาหนุนนำจิตของเรา ให้จิตของเรานั้นอยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่างได้


และการทำดี ในการสวดมนต์นี้ก็ไม่ได้สักแต่ว่า มีแต่ในโลกนี้เท่านั้น มันยังเป็นทรัพย์สมบัติในทางจิตที่เราสามารถนำไปเพื่อค้ำหนุนตัวของเรา คือ ดวงจิตนั้นได้ในทุกภพทุกชาติ
ไม่ว่าเราจะมีชีวิตอยู่ อานิสงส์ผลบุญ สมบัตินั้น ก็ยังค้ำหนุนเราอยู่ ไม่ว่าเราจะตายไปแล้ว
ความดีที่เราทำนั้นก็ยังคงตามเราไปด้วย ไม่ว่าเราจะอยู่ในที่ไหนๆ ความดีนั้นก็จะตามเราไปทุกที่ ทุกแห่งหน

ฉะนั้น ลูกเอ๋ย.. การสวดมนต์นั้นก็เลยจึงจำเป็นที่จะต้องทำ ในกลุ่มของบุคคลผู้ที่ปรารถนาที่จะเข้าถึงความดี // ผู้ที่ปรารถนาที่จะข้ามพ้นวัฏสงสาร จึงจำเป็นที่จะทำ ลูกเอ๋ย..
เพราะว่ามันเป็นการทดสอบความดี / สั่งสมความดี
เก็บเล็กเก็บน้อย ที่เราจะสั่งสมให้เกิดความอดทน เกิดสมาธิ เกิดสติและปัญญา เกิดพลังแห่งพุทธบารมี เพื่อค้ำหนุนตัวของเรา

ฉะนั้นให้สวด สวดบ้างวันละนิด วันละหน่อยก็ดี สวดได้แค่ไหนก็สวดแค่นั้น...
แต่เราชาวพุทธทั้งหลาย ก็จึงจำเป็นที่จะต้องสวดมนต์
และการสวดมนต์นี้ บางทีก็ยังส่ง/ แผ่อานิสงส์การสวดนั้นให้แก่ดวงจิตผู้ที่เป็นกายทิพย์ เป็นเทวดา เป็นดวงจิตต่างๆทั้งหลาย เขายังได้มาน้อมจิต ฟังเสียงสวดจากเรา
ทำให้เขานั้นก็ได้ความสุข ได้รับพลังแห่งพุทธะไปด้วย เราก็ได้ช่วยคนอื่นด้วย / ช่วยเราด้วย

ถ้าพูดง่ายๆก็คือ ก็เหมือนการสั่งสมความดี ในรูปแบบหนึ่งเท่านั้นเอง ลูกเอ๋ย..  จึงควรที่จะทำ
แต่ก็..
/ จงอย่าทำให้ตนนั้นเป็นทุกข์
/ จงอย่าทำ จนรู้สึกว่ามันเป็นภาระมากๆเลย กับการที่จะต้องมานั่งสวดมนต์ 
ทำอะไรก็ตามลูกเอ๋ย.. จงทำตามพละกำลังของตน ทำอย่างพอดีๆก็พอ
ทำแล้วให้เกิดความสุข > จึงจะเป็นบุญที่แท้จริง ..ลูกเอ๋ย
ทำแล้วก็อย่าเป็นทุกข์
ทำแล้วก็อย่าแบกเอาไว้ ทำแล้วอย่ารู้สึกว่า แบกอยู่
** ทำไปอย่างเป็นสุขใจเถิด >  แล้วลูกนั้นก็จะมีความสุข ในการทำดี // ในการสวดมนต์ **

พระยาธรรมเอ๋ย.. บุคคลที่ประพฤติ ปฏิบัติเท่านั้น ลูกเอ๋ย.. ที่จะสามารถเข้าใจได้ ว่าเป็นเช่นไร
ส่วนธรรมคำสั่งสอน สิ่งที่บอกสอนนั้น.. เป็นแต่เพียงแผนที่การบอกทางเท่านั้น
-- จะรู้จริงหรือไม่ว่าเป็นเช่นไร ก็ต้องลองดู ลองปฏิบัติให้รู้ ให้เข้าใจได้ด้วยตนเอง --

สาธุ

๐ ๐



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 26, 2016, 02:27:25 pm โดย thanapanyo »