ผู้เขียน หัวข้อ: Rec-1450 วิธีสลายตัวตน  (อ่าน 1439 ครั้ง)

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4229
    • ดูรายละเอียด
Rec-1450 วิธีสลายตัวตน
« เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2015, 06:42:05 am »




(ถอดความจากคลิป)

ธรรมะจากพระพุทธเจ้า วันที่ 31 ตุลาคม 2558
ตอนที่ 82 **วิธีสลายตัวตน**
+ +
เมื่อพระยาธรรมิกราชได้เข้าเฝ้านอบน้อมต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทูลถามคำถาม ::
“ จะทำยังไงให้เราสลายความเป็นตัวตนของเราได้ จะมีวิธีอะไรบ้าง ? “
พระพุทธองค์ได้ทรงเมตตาแสดงธรรมตอบ ดังนี้ว่า…
- - - -

พระยาธรรมเอ๋ย.. การที่เรานั้นยังมีอัตตาตัวตน หรือว่ามีตัวมีตน ยึดถือในตัวตน และสลายมันไปไม่ได้เลยนั้น..เพราะว่าเรา ยังไม่รู้ตามความเป็นจริงว่า --ในความเป็นจริงแล้ว สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนแล้วแต่ไม่มี.. รวมถึงตัวเรานี้ด้วย
จึงยังเกิดความยึดถือ ความยึดมั่นในตัวตน
จึงยังมีตัวมีตนอยู่
อันนั้นก็ของฉัน สิ่งนี้ก็ของฉัน ใครด่าใครบ่นก็ด่าฉัน บ่นฉัน
... มีอะไรก็เลยกระทบมาที่ตัวของเรา…

พระยาธรรมเอ๋ย.. เหมือนก้อนน้ำแข็งก้อนหนึ่ง ที่เมื่อมันอยู่ในที่ที่เย็น มันก็ยังเป็นน้ำแข็งอยู่ แต่เมื่อครั้งมันไปอยู่ที่ที่ร้อน มันก็สลาย ละลายเป็นน้ำไป
น้ำเมื่อมีเยอะๆ ก็เห็นว่าเป็นน้ำ แต่ถ้ามีนิดหน่อย มันก็สลายซึมสู่พื้นดินไป หาอะไรจริงจังไม่ได้ หาตัวตนให้ยึดเหนี่ยวไม่ได้ ไม่มีที่เกาะแห่งตัวตนเลย
แต่ที่เรานี้ยังมีตัวมีตนอยู่ เพราะว่าเรายังไม่ได้เข้าใจตามนี้.. พระยาธรรมเอ๋ย

การที่เราจะสลายตัวตนได้ ดับความมีตัวมีตนของเราได้นั้น จิตของเราจำเป็นอย่างยิ่ง ลูกเอ๋ย.. ที่จะต้องมี*พลังของจิต* และการที่เราจะมีพลังของจิตได้นั้น
** เราต้องมีการรักษาศีล การภาวนา มีการทำความดีสั่งสมบุญ เพื่อยกระดับจิตแห่งตนให้สูงขึ้นๆ**
... สูงเรื่อยๆ จนถึงจุดที่เรานั้น สามารถเข้าใจ รู้แจ้งในสรรพสิ่ง เราจึงจะมีพลังมากพอที่จะสลายตัวตนได้…

การที่จะสลายตัวตนได้นั้น เราต้องระลึกรู้อยู่เป็นประจำๆว่า แท้ที่จริงแล้วตัวของเรานี้ มันไม่มีอยู่จริง
เราอาจจะดูเหมือนว่ามัน "มี" แต่มันไม่มี
... ไม่ต่างจากก้อนน้ำแข็ง ที่เมื่อโดนความร้อน--มันก็ละลายหายไป

พระยาธรรมเอ๋ย.. เธอลองมองดูก้อนเมฆที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า ดูเหมือนว่าจะเป็นรูปเป็นร่าง ดูเหมือนว่าจะสามารถมองเห็นและจับต้องได้
แต่เมื่อครั้งเธอลองไปถึงจุดนั้นอย่างแท้จริง เธออาจมองเห็นลางๆ รู้ว่าอันนี้คือ "เมฆ"
แต่เธอลองจับมาไว้ในมือ เธอก็ทำอะไรไม่ได้ จับไม่ได้ มันก็เป็นแต่.. "ความว่างเปล่า"

ชีวิตของคนเราก็เหมือนกัน ดูเหมือนว่าจะจริงจังซะเหลือเกิน ทุกข์เรื่องนั้น สุขเรื่องนี้ อันนั้นก็ของฉัน อันนี้ก็ของฉัน ทะเลาะวิวาทบ้านแตก บ้านเมืองแตก อยู่ไม่เป็นสุขกัน สร้างแต่ความเดือดร้อนซี่งกันและกัน เพราะความมีตัวตนนี้แหละลูก..
... แต่สุดท้ายแล้ว สรรพสิ่งทั้งหลายก็ดับ ก็สลายหายไปอยู่ดี ...

เมื่อก่อนโน้น..เคยมีเมืองเยอะแยะมากมาย ชื่อว่า เมืองนั้นบ้าง เมืองนี้บ้าง
หากเราได้เคยศึกษาในประวัติ หรือเคยได้ดูประวัติเก่าๆที่ผ่านมา.. เราก็จะเข้าใจ
หรือจะเปรียบเสมือน เมื่อตำนานสมัยที่พระพุทธเจ้าบังเกิด ก็ยังมีเมืองนั้นเมืองนี้มากมาย
-- แต่บัดนี้ก็ไม่เห็นจะมีเลย

เมื่อ 4-500 ปีที่แล้ว ที่ที่เรานี้มันชื่อว่าเมืองอะไรก็ไม่รู้-- แต่ตอนนี้ชื่อว่า**เมืองไทย** ชื่อว่า อำเภอนั้น จังหวัดนี้
แต่ไม่รู้อีกหน่อย อีก 4-500 ปี 2-300 ปี ข้างหน้า.. ไม่รู้ว่าจะเป็นแบบไหน
-- คนทั้งหลายที่ทะเลาะกันอยู่นี้ แก่งแย่งชิงดีกันอยู่นี้ ก็ไม่รู้ว่าจะหายไปไหนหมด --

พระยาธรรมเอ๋ย.. หากว่าเราพิจารณาความจริงเช่นนี้ จนแจ่มแจ้งในจิตของตน -- ความมีตัวตนของเราก็จะค่อยๆหายไป.. ลูกเอ๋ย
แต่ก่อนที่เราจะมีจิตที่สูง.. สูงพอที่จะนำสิ่งเหล่านี้มาพิจารณาให้รู้แจ้งเห็นจริง เข้าใจตามได้นั้น > เราต้องมีพลังของจิต จากการสร้างสมความดีต่างๆมาแล้วก่อน-- เราจึงจะสามารถมีพลังมากพอที่จะเข้าใจ

พระยาธรรมเอย..
การที่เรานั้น เห็นสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ไม่เที่ยงแท้ มีเกิด-และมีดับ
การที่เราเห็นความดับของมัน จะทำให้เข้าใจว่า มันไม่มีอยู่จริง- แม้ตัวตนของเรานี้ด้วย ก็จะถอดถอนความยึดติด

เมื่อถอดถอนความยึดติดแล้ว สิ่งทั้งหลายไม่มี --
/ เราก็ไม่มี - เขาก็ไม่มี
/ ความสุขก็ไม่มี - ความทุกข์ก็ไม่มี
/ สรรพสิ่งทั้งหลายบนโลก มันไม่มี
... มันเพียงแค่ปรากฏตัวขึ้นมา ในช่วงเวลาสั้นๆ และมันก็จะสลายกลับคืนสู่ธรรมชาติ

ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ มันก็แค่เกิดมาตามรอบของมัน ดับไปตามเหตุของมัน แต่เราเองต่างหาก ความคิด ความอยาก ความยึด --สิ่งทั้งหลายเหล่านี้สั่งให้เรา ไปดึงไปรั้งมันเอาไว้ จึงทำให้เรานี้เป็นทุกข์..ไม่รู้จบ

พระยาธรรมเอ๋ย.. ให้จงหมั่นฝึกฝนตน เช่นนี้เถิดลูก..
สิ่งทั้งหลายทั้งปวง อาจจะดูว่ามีมากมาย หลากหลายสิ่งหลากหลายอย่าง ศึกษาไม่ครบไม่ถ้วนสักที
แต่ไม่เป็นไร ลูกเอ๋ย.. ให้ศึกษาแค่ในเราก็พอแล้วลูก + +
แค่ศึกษาในเรานี้ว่าเรานั้น เกิดมายังไง มีอายุขัยนานหรือเปล่า ดับไปแล้วเป็นเช่นไร
-- ลองทบทวนหาตัวตนที่แท้จริงของเรา ว่าเป็นใครกันแน่ เรานี้มาจากไหน--

พระยาธรรมเอ๋ย.. คนที่หาเจอคำตอบแล้ว เขาก็เลิกมีตัวตนได้เอง คนที่ยังหาคำตอบไม่เจอ จึงยังโดนความคิด- คิดปรุงแต่งต่างๆ ทำให้มีตัวตน พอดูเหมือนมีตัวตน.. ก็เลยสลายไม่ได้

จงคลายเสียเถิดลูก.. คลายความคิดต่างๆเหล่านั้น ว่าอันนี้ของเรา อันนั้นของเรา / สิ่งนี้สุข สิ่งนั้นทุกข์
คลายความยึดถือทั้งหมดเหล่านี้ ทำใจให้ว่างๆ แล้วลองพิจารณาดูว่า
-- กายนี้ เป็นของเราหรือ ลองค้นหาดูว่ามีอะไรอยู่ในกาย ?

ในร่างกายนี้ ก็มีหนังหุ้มอยู่ ข้างในก็เต็มไปด้วยน้ำเหลือง น้ำเลือด กระดูก และกล้ามเนื้อต่างๆ เส้นเอ็นต่างๆ เป็นต้น
มันเกิดมาจากธาตุของ ดิน น้ำ ลม ไฟ
เมื่อครั้งมันถึงเวลาที่ธาตุใดธาตุหนึ่งทำงานไม่ปรกติ.. ก็จะมีเหตุทำให้ร่างกายนี้ เสื่อมสลายไป ดับไป
เราทำอะไรกับมันไม่ได้เลย..
แล้วเราจะยึดถือกับมันไปทำไม มันอยู่ไม่กี่ปีหรอก-- เดี๋ยวมันก็เสื่อม / เดี๋ยวมันก็เสีย

พิจารณาให้เห็นกาย ไม่ต่างอะไรจากรถสักคนที่ซื้อมาป้ายแดง สวย รุ่นใหม่ที่สุด แพงที่สุด แต่อีกสิบปีข้างหน้ามันก็เป็นรุ่นเก่าแล้ว มันก็ไม่สวยแล้ว อีก 20 ปี- 30 ปีข้างหน้า มันก็พังลง เหลือแต่ซากเหล็ก

จริงๆแล้ว.. ร่างกายของเรา ก็ไม่ต่างอะไรเลยจากรถสักคันหนึ่ง
ลองดูเรือสักลำหนึ่ง เรือลำนี้เพิ่งซื้อมา จึงใหม่เอี่ยมเลย สวยจังเลย แพงเท่าไหร่ก็จะซื้อ ทุ่มหมดตัว
แต่พอผ่านไป 5 ปี -10  ปี ความสวยของมันก็ไม่มี
20-30 ปี-- มันก็ผุ ก็พังไป

เรือนั้นประกอบด้วยธาตุของสิ่งต่างๆ นำมาประกอบ ประติดประต่อ เป็นเรือ 1 ลำ
รถก็เหมือนกัน มีพลาสติค มีสิ่งประกอบต่างๆทั้งโครงเหล็ก เครื่องจักร ที่จะให้เครื่องติดได้ ทำงานได้ เอามาประกอบๆกัน ก็เรียกว่า "รถ"

ร่างกายคนเรานี้ก็เหมือนกัน ลูกเอ๋ย.. ประกอบด้วยธาตุของดิน น้ำ ลม ไฟ.. ก็เลยรวมมาก่อตัวเป็นเรานี้
มนุษย์อาจจะสร้างรถ // แต่ธรรมชาติก็เป็นผู้สร้างคน
ในความเป็นจริงแล้ว เราสร้างรถ สร้างเรือ-- แต่ก็มีคน / มีสิ่งที่สร้างเราเหมือนกัน
ฉะนั้น กายของเรานี้ก็ไม่ได้ต่างจากรถ จากเรือ.. แล้วเราจะยึดมั่นถือมั่นมันไปทำไม..

ทีนี้เราค้นหาร่างกายของเราจนครบแล้ว มันไม่มีอะไรน่าสนใจ มันไม่มีอะไรให้เรายึดถือ
มันก็สักแต่ว่าเป็นร่างกายเฉยๆ เราก็รู้ทันมันแล้ว ไม่สนใจมันแล้ว
> ทีนี้ความมีตัวตน ยึดถือ ยึดมั่นในร่างกายของเรา.. ก็จะดับ ก็จะหายไป

เมื่อจิตยังยึดถือในกายภายใน กายภายในของเราคือ ชีวิตหลังความตาย
บางคน เมื่อดับกายแล้ว ก็ยังไปยึดถือกายภายในที่เป็นจิตอีก

ทีนี้ก็ไปตามหาดูว่า ข้างใน กายในกายของเรานี้ มันมีอะไรหรือ มันน่าสนใจหรือ มันมีอะไรบ้างที่อยู่ในนั้น
เราก็นั่งนิ่งๆ พิจารณา.. กายนี้ก็ไม่สำคัญอะไรแล้ว แล้วกายในกายของเราล่ะ มันสำคัญแค่ไหน ?
ถ้าเกิดว่าเราหยุดหายใจตอนนี้ กายภายในกายของเรา
- มันจะเป็นแบบไหนนะ
- มันจะไปไหนนะ
- มันจะเจอกับอะไรบ้างนะ

ทีนี้ดู กายในกายของเรามันก็ไม่มีอะไร มีแต่ความรู้สึก ความรู้สึกนึกคิด มีแต่ความคิดปรุงแต่ง ความยึดมั่นถือมั่น รัก โลภ โกรธ หลง ต่างๆ ที่ยังก่อตัวอยู่ในจิตของเรา ซึ่งเป็นนามธรรมที่จับต้องไม่ได้ แต่ว่าเรารู้สึก และเราเชื่อมต่อกับมันได้

กายในกายของเรานี้ มันเป็นความคิดปรุงแต่ง เป็นสิ่งยึดถือ เป็นกรรมที่ดี / กรรมที่ไม่ดี โอ้ว..สิ่งเหล่านี้ รวมกันมาเป็นกายในกายของเรา --
+ ถ้ามีกรรมดีมาก ก็ได้กายที่สวย เป็นนางฟ้า นางสวรรค์ หรือจะเกิดเป็นเทพบุตร--ที่มีความร่ำรวย มีความสุขในทางทิพย์
+ ถ้ามีกรรมชั่วมาก ก็ตกนรก เกิดเป็นเปรต อสุรกาย
+ ถ้าชั่วบ้าง - ดีบ้าง ก็เป็นผีบ้าง เป็นสัมภเวสี วิญญาณเร่ร่อน-- รอการกลับมาเกิดชดใช้กรรมใหม่

กายในกายของเรา มันเป็นเช่นนี้เอง…
ถ้าชั่วเยอะ ก็ไปสู่จุดที่ไม่ดี
ถ้าดีเยอะ ก็ไปสู่จุดที่ดี
... แต่จุดที่ดี -- มันก็มีรอบ มีเวลา ที่มันหมดความดีนั้นไปตามกาลเวลา มันไม่เที่ยงแท้เลย
…จุดที่ไม่ดี ถ้าเราชดใช้กรรมนานๆไป --มันก็หมด ก็จบเหมือนกัน

แต่สุดท้ายทุกอย่าง ก็คงวนกลับมาครอบครองกายหยาบนี้ กลับไปอยู่กับพวกความคิดปรุงแต่งต่างๆเหล่านั้น
อยู่ตรงนั้นที อยู่ตรงนี้ที //  วุ่นวายไม่เห็นจะเป็นอิสระอะไรเลย ก็ยังมีหน้าที่ต้องทำ..
> ถ้าเป็นเทวดา ก็ยังคงต้องต่อบุญไปอีกเรื่อยๆ
> เป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย ก็ยังต้องทุกข์ ต้องทรมานอยู่อย่างนั้น..ไม่รู้จบ ไม่จบไม่สิ้นสักที 

ทีนี้หาความสุขในภายในก็ไม่เจอ / หาความเที่ยงแท้ในกายภายในก็ไม่มี -- มันอยู่ตรงไหนน้อ หาไม่เจอ
พอเราหากายภายใน ก็ไม่เห็นจะมีอะไรสำคัญเลย / ไม่เห็นจะมีอะไรดีจริงเลย-- เราก็เกิดความเบื่อหน่าย
> เบื่อหน่ายในกายภายใน ในจิตข้างใน เบื่อมาก ไม่อยากจะมีมันแล้ว ... มันคืออะไรกันแน่ !
/ มีแต่ความว้าวุ่น
/ มีแต่ความทุกข์
/ มีแต่หน้าที่  มีแต่เกิด-ดับ เสื่อมไป
/ มีแต่ความไม่เป็นอิสระทั้งนั้นเลย

ทีนี้เราก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นในมันแล้ว เมื่อเราไม่ยึดมั่นถือมั่นในกายภายใน.. กายที่อยู่ในกายข้างในนั้นแล้ว
เราก็หลับตาค้นหาตัวตนที่แท้จริงของเราว่า ในเมื่อกายใน ก็ไม่เที่ยงแท้ /ไม่มีความสุข /ไม่ใช่ตัวตนของเรา ไม่ใช่เรา...แล้วเราเป็นใคร
ที่นี้ก็ค้นหากายที่อยู่ในจิตอีก จิตที่อยู่ซ้อนจิตเข้าไปอีก ค้นหาตัวตน ค้นหากายในกาย แล้วก็ในกายเข้าไปอีกขั้นหนึ่ง -- เราค้นไปค้นมา แท้ที่จริงแล้ว กายในกายนั้น คือ *ความสุขที่เป็นอิสระ*-- เขานั้นสะอาด บริสุทธิ์
เขานั้น ไม่ปนเปื้อนด้วยกิเลส และตัณหา
เขานั้น ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น
เขานั้น ไม่มีอะไรที่อยู่ในเขาเลย
เขานั้น เป็นอิสระ บริสุทธิ์ อยู่ในเขา

ทีนี้เราเจอแล้ว แท้ที่จริงเราก็คือ *จิตที่บริสุทธิ์* นี่เอง และเป็นอิสระ
//ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานก็ได้
// ไม่ต้องเวียนตายเวียนเกิดก็ได้
// ไม่ต้องจมอยู่กับความทุกข์ ถูกกาลเวลาควบคุม ถูกกฎแห่งไตรลักษณ์ควบคุม..ให้ต้องอยู่ในความไม่เที่ยงแท้ก็ได้

แต่ที่เรามาจมอยู่กับความทุกข์นี้-- เพราะว่าเรามีกิเลส มีตัณหา ความรัก ความโลภ ความโกรธ ความลุ่มหลง ความอยาก ความยึด --สิ่งต่างๆทั้งหลายเหล่านี้ มันทำให้เราก่อตัวมาเป็น"สมมุติว่าเป็นเรา" เป็นกายในกายที่ครอบจิตไว้อยู่ -- จิตจึงถูกความคิดปรุงแต่ง ถูกกิเลสตัณหาเหล่านั้น นำพาให้มีสภาวธรรมเช่นนั้น เช่นนี้ ตามกรรมแห่งตน ให้เวียนว่ายตายเกิด ให้อยู่ในสวรรค์บ้าง ในนรกบ้าง ในโลกมนุษย์บ้าง.. วนไป เวียนมาอยู่เช่นนั้น อย่างนั้นเอง

ทีนี้เรารู้จัก *ตัวตนที่แท้จริง* ของเราแล้ว เราก็ไม่เชื่อความคิดปรุงแต่งอีก เพราะมันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา
มันจะคิดอะไรเรารู้ทันมันแล้ว มันจะปรุงแต่งอะไรเรารู้ทันมันแล้ว
... มันจะปรุงไปให้เกิดความรัก-- เราก็ไม่มีแล้ว ไม่ปรุงตามมัน 
... มันจะปรุงให้เกิด ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความอยาก ความยึด -- เราก็รู้ทันมันหมดว่ามันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา.. เราก็เลยไม่วิ่งตามมันแล้ว

ทีนี้เราก็ถอดถอนความยึดติด ยึดมั่นถือมั่นในตัวตน // ถอดถอนความเป็นตัวตนของเราได้
> จิตเราก็เลยสว่างไสว  เป็นผู้รู้แจ้ง เข้าใจจริงในสรรพสิ่ง / เป็นผู้ที่พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด --เพราะเราชนะแล้ว กับสิ่งสมมุติในกายหยาบ // สิ่งสมมุติในกายภายใน และเราได้หาเจอ"เรา" ที่แท้จริงแล้ว
เมื่อนั้นแหละลูก.. ความคิดปรุงแต่งต่างๆ ที่จะมาปรุงให้เรายึดมั่นถือมั่น..ก็ไม่มี
เราก็จะสลายไป  ละลายไป มีเหมือนไม่มี- เหมือนอยู่กับลม กับอากาศ
.. สมมุติว่า มีอากาศ แต่เราก็จับมาเป็นตัวเป็นตนไม่ได้
.. สมมุติว่า มีลม แต่เราก็จับมาเป็นตัวเป็นตนไม่ได้

-- มีสักแต่ว่ามี เราก็จะไม่สุข ไม่ทุกข์ ไม่ต้องทนอะไรอีกแล้ว --

พระยาธรรมเอ๋ย.. หากว่าลูกนั้นหมั่นพิจารณาเช่นนี้ และสั่งสอน บอกต่อให้บุคคลผู้อื่นกระทำเช่นดังที่กล่าวมานี้..
-- ก็จะทำให้เราถอดถอนความมีตัวตนของเราได้.. ลูกเอ๋ย --

สาธุ

> <




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 17, 2016, 02:26:00 pm โดย thanapanyo »