ผู้เขียน หัวข้อ: Rec-1429 เรานั้นหรือ แท้จริงคือความว่างเปล่า  (อ่าน 1105 ครั้ง)

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4229
    • ดูรายละเอียด




ธรรมะจากพระพุทธเจ้า วันที่ 8 ตุลาคม 2558
ตอนที่ 59 **เราเป็นใคร แสวงหาอะไร**
+ +
ในวันนี้ข้าพเจ้าได้มีสภาวธรรมบางอย่าง ที่เกิดขึ้นในระหว่างการนั่งสมาธิ และจึงได้ทูลถามพระองค์ท่าน พระองค์ท่านก็ได้ทรงตอบ ข้าพเจ้าจึงได้นำมาเล่าสู่ ให้ญาติบุญญาติธรรมทั้งหลายได้ฟังกัน ::
วันนี้ เมื่อข้าพเจ้าได้นั่งสมาธิไปแล้ว ก็เจอแต่ความวุ่นวาย เจอแต่ความทุกข์ ความเหนื่อย เห็นแต่เรื่องนั้นบ้าง เรื่องนี้บ้าง วุ่นวายจนจิตใจนั้นหาความสงบสุขไม่เจอเลย.. แต่ข้าพเจ้าก็พยายาม พยายามที่จะดึงลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ดูไปเรื่อยๆ.. จนกายนั้นเริ่มนิ่ง สนิท เริ่มเข้าฌาน ไม่ขยับ ไม่เจ็บ ไม่ปวดแล้ว…
และข้าพเจ้าก็ได้เห็นกายภายใน เป็นกายทิพย์ที่สวยงาม
แต่ในการทิพย์นั้น ก็ยังคงมีงาน มีหน้าที่ มีสิ่งที่ต้องทำอีก..
ข้าพเจ้าก็ตั้งจิตในกายทิพย์นั้นให้สงบ แล้วจึงไปปรากฏกายอีกกายหนึ่ง ที่อยู่ภายในที่ซ้อนกายทิพย์เข้าไปอีก เป็นกายแก้วใสๆ แล้วก็ไปนั่งรับพลังอยู่ต่อหน้าองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า รับพลังไปรับพลังมา ก็ยังรู้สึกว่ายังไม่ค่อยสงบดี เพราะกายหยาบไม่วุ่นวายแล้ว // ก็ยังเจอกายทิพย์ // เมื่อเจอกายทิพย์แล้ว ก็ยังเจอกายแก้ว
.. ยังมีที่ตั้งแห่งจิตอยู่ จึง ยังมีสิ่งที่วุ่นวายและกังวลอยู่
รู้สึกในสมาธิในตอนนั้นว่า แล้วตกลงว่าเรานั่งสมาธิทำอะไร.. นั่งเพื่ออะไร.. หาอะไร
ความสุข ความสงบที่แท้จริง อยู่ที่ตรงไหน ทั้งที่เข้าฌานมา หลุดจากกายหยาบแล้ว ก็ยังมาเจอกายทิพย์ ทั้งที่หลุดจากกายทิพย์ ก็ยังไปเจอที่ตั้งแห่งจิต คือ กายแก้วใสๆ แต่จิตนั้นยังไม่เห็นจะรู้สึกว่าจะได้เจอความสุข สงบ อย่างแท้จริงเลย -- มันยังคงคิดตามเรื่องของมัน
เมื่อตอนที่อยู่ในกายหยาบ ก็คิดในเรื่องของกายหยาบ
เมื่อตอนที่ไปอยู่ในกายทิพย์ ก็คิดในเรื่องของกายทิพย์
เมื่อตอนที่ไปอยู่ในกายแก้วแล้ว ก็ยังคงคิด.. คิดถึงเรื่องในกายแก้วนั้น
-- จนรู้สึกว่า มันก็ยังวุ่นวายเป็นชั้นๆๆไป --
จึงถามตัวเองว่า แล้วในความจริงนั้นเราเป็นใคร ใครคือเรากันแน่ และเราแสวงหาอะไรกันแน่ จึงมาหาคำตอบให้กับตนเอง
เมื่อหยุดและหาคำตอบสักพักหนึ่ง พระพุทธองค์ท่านก็ได้ทรงเมตตาปรากฏพระวรกายขึ้นตรงหน้าของข้าพระพุทธเจ้า และได้บอกกับข้าพเจ้าว่า ..
ตัวตนของเรานั้น คือ ความว่าง เธอก็คือความว่าง สรรพสิ่งว่างเปล่า ถ้าเธอรู้สึกว่า เธอนั้นว่างแล้ว เธอก็จะสงบเอง
แต่ถ้าเกิดว่าเธอนั้น ยังมีที่ยึดเหนี่ยว แห่งจุดใดจุดหนึ่งในจิตใจเธอ เธอก็ยังไม่เจอความสุขสงบที่แท้จริง
เธออยู่ในกายหยาบ เธอก็จะวุ่นวายในกายหยาบ
เธออยู่ในกายทิพย์ เธอก็จะวุ่นวายในกายทิพย์
และเมื่อเธอไปอยู่ในกายแก้วแล้ว เธอก็จะยังวุ่นวายอยู่ในกายแก้วนั้น เพราะเธอยังไม่สลายตัวตน ยังไม่สลายสิ่งที่เป็นเธอไป—จึงยังมีที่เกาะ / ที่ยึดเหนี่ยว แห่งความว้าวุ่นเหล่านั้น
พระยาธรรมเอ๋ย.. เธอจงสลายตัวตนเสียเถิดลูก-- เพราะในความเป็นจริงแล้ว สรรพสิ่งทั้งหลายไม่มี
พระยาธรรมเอ๋ย.. จงพิจารณาให้เห็นความว่างเถิดลูก
/ ว่างในตัวตนของเรา
/ ว่างในเรา
/ ว่างในสิ่งของ ข้าวของอื่นๆ
-- สรรพสิ่งทั้งหลายบนโลกนี้ ว่างเปล่า !!
หายใจเข้าว่าง หายใจออกว่าง
คำพูดที่ไม่ดีก็ว่างเปล่า คำพูดที่ดีก็ว่างเปล่า
ความสุขก็ว่างเปล่า ความทุกข์ก็ว่างเปล่า
ความเหนื่อยก็ว่างเปล่า ความสุขสบายก็ว่างเปล่า
คนที่รัก หรือคนที่เกลียด ล้วนแล้วแต่ว่างเปล่าทั้งนั้น
พระยาธรรมเอ๋ย.. สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ไม่มีจริงหรอกลูก หาความว่างให้เจอ..ลูกเอ๋ย
ฟุ้งเรื่องใดอยู่ ฟุ้งเรื่องอะไรอยู่ ว่าง..ว่าง จะไปฟุ้งทำไม.. ? มันไม่มี..ไม่มีอยู่
เรานี้หรือ ทุกข์ในเรานี้หรือ.. เราก็ไม่มี ไม่มี
เสียงชื่นชมเมื่อกี้นั้นหรือ.. มันไม่มี ไม่มีอยู่จริง
เสียงด่า เสียงว่า เสียงถูกใจและไม่ถูกใจทั้งหลายเหล่านั้นหรือ มันไม่มีๆ..ลูกเอ๋ย
ว่าง ว่าง.. สิ่งทั้งหลายว่างเปล่า มันไม่มีสิ่งใดเลย ...
ทุกอย่างเป็นแต่เพียงสิ่งสมมุติทั้งนั้น สมมุติว่า เป็นอย่างนั้นบ้าง เป็นอย่างนี้บ้าง..
ทั้งคำพูด- ผู้คน- ข้าวของ- สิ่งของ
สรรพสิ่งทั้งหลาย ล้วนแล้วแต่จะหายไป / ดับไปตามกาลเวลาของมัน
ฉะนั้น เมื่อจิตของลูกฟุ้งซ่านไปในเรื่องไหนๆก็ตาม ให้จงว่างเสียเถิด มันไม่มีหรอกลูกเอ๋ย.. มันไม่มีอยู่จริง
เมื่อจิตของลูกเข้าไปสู่ความเป็นกายทิพย์ อาจจะเห็นสวรรค์ เห็นโลกทิพย์ที่สวยงาม เห็นหน้าที่ต่างๆที่ทำ- ที่เป็นอยู่ - ยังมีความรู้สึก ระลึกรู้สิ่งนั้นสิ่งนี้
- ยังคงมีการพิจารณาว่าจะทำสิ่งนั้นบ้าง สิ่งนี้บ้าง
-- ก็ยังคงว้าวุ่นอยู่ในความคิดนั้นอยู่.. ยังไม่ว่างเลยๆ.. ลูกเอ๋ย
วางเสียเถิดลูก
โลกสวรรค์..ก็ไม่เที่ยงแท้
กายทิพย์.. ก็ไม่เที่ยงแท้
สภาวธรรมในสิ่งที่เป็นนั้น..ก็ไม่เที่ยงแท้
-- วางเสียเถิดลูกเอ๋ย.. วางให้ว่าง ให้ว่าง..วางอย่างเดียว --
เมื่อจิตของลูกนั้น หลุดเข้าไปสู่กายแก้วแล้ว เป็นแก้วใสๆนั่งรับพลังพุทธบารมีเย็นๆ แต่ความรู้สึกยังมีอยู่ ยังมีที่ตั้งแห่งจิตอยู่ ว่าเป็นอย่างนั้นบ้าง เป็นอย่างนี้บ้าง –จิตใจก็เลยยังกังวลว้าวุ่นบ้าง แวบไปแวบมา จึงไม่เป็นสุข และไม่สงบเลย..
กายที่เราไปเห็น / ตัวตนที่มีอยู่นั้น ยังมีที่ยึดเหนี่ยวแห่งสิ่งว้าวุ่นอยู่ ลูกเอ๋ย.. มันเลยหาความสงบไม่เจอ
ทีนี้ไม่ต้องไปสนใจมันแล้ว “ว่าง ว่าง ว่าง”
หาสิ่งที่ว่างให้กับตนให้เจอ.. ลูกเอ๋ย ว่างในกาย ว่างในความคิด ว่างในอดีต ว่างในอนาคต ว่างจากสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวง
หายใจเข้า ให้รู้ว่า ว่าง
หายใจออก รู้ว่า ว่าง
ว่าง ว่าง ว่าง..สรรพสิ่งว่างเปล่า
เพราะในความเป็นจริงแล้ว มันไม่มี
เพราะในความเป็นจริงแล้ว ทุกอย่าง..เป็นสิ่งที่ไม่มี
> อย่าสนใจเลย..ลูกเอ๋ย ปล่อยใจให้ว่างเถิด
วันนี้เราปล่อยจิตปล่อยใจแห่งตน ให้ว่างเปล่าเถิด
เมื่อพระพุทธองค์ท่านได้ทรงเมตตา กล่าวสอนแก่ข้าพระพุทธเจ้าเช่นนั้นมา ข้าพระพุทธเจ้าจึงได้รับความรู้จากพระองค์ท่าน แล้วก็ได้หาความสุขเจอ
แท้ที่จริงแล้ว ความสุข ความสงบ ความที่เป็นเรา คือ สิ่งไม่มีต่างหาก
ไม่ใช่กายหยาบ ไม่ใช่กายเนื้อ กายทิพย์ หรือกายแก้ว ไม่ใช่จุดใดจุดหนึ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งจิต หรือความวุ่นวายต่างๆ
แต่เราคือความว่าง-- ว่างเพราะว่ามันไม่มี.. ไม่มีเลย
เมื่อข้าพระพุทธเจ้าได้เห็นความว่างแล้ว จึงพบความสุข และจึงได้นำธรรมนี้มาแนะนำให้แก่ญาติบุญ ญาติธรรมทั้งหลาย ได้ฟังกัน เพราะหากท่านกรรมฐานแล้ว ว้าวุ่นอยู่-- ให้รู้เช่นนี้
ว่าง ว่าง ว่าง.. หาความว่างให้เจอ
ว่างในชั้นต่างๆ ทุกระดับชั้นไป ตามที่พระองค์ท่านสอน แล้วท่านก็จะเจอกับความว่างได้ในที่สุด ท่านก็จะพบกับความพ้นทุกข์ได้ในที่สุด…
-- ความสงบจะเกิดขึ้น กับท่านทั้งหลาย --
สาธุ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 09, 2015, 06:37:00 am โดย thanapanyo »