ผู้เขียน หัวข้อ: Rec-1347 ก้าวออกจากทะเลทุกข์  (อ่าน 1516 ครั้ง)

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4368
    • ดูรายละเอียด
Rec-1347 ก้าวออกจากทะเลทุกข์
« เมื่อ: สิงหาคม 06, 2015, 06:03:01 am »




ธรรมะเปิดโลก วันที่ 6 สิงหาคม 2558
ตอนที่ 110 **ก้าวออกจากทะเลทุกข์**
เมื่อพระยาธรรมิกราชได้เข้าเฝ้าต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่านได้ทรงแสดงธรรมกลับมาดังนี้ว่า
- - - -
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. แท้ที่จริงแล้ว แสงสว่างแห่งความพ้นทุกข์นั้น มีอยู่ในตัวของลูกทุกๆคน
ลูกทั้งหลาย.. ดวงจิตที่ส่องสว่าง มีอยู่ในทุกๆคน ขึ้นอยู่กับว่า
ใครจะประพฤติ ปฏิบัติ จะกระทำ จนจิตแห่งตนสว่างรุ่งเรือง
หรือใครจะปล่อยให้จิตนั้นมืดมิด เศร้าหมอง จมอยู่เช่นนั้น..ลูกเอ๋ย
ทางพ้นทุกข์.. มีอยู่ในเราทุกคน ขึ้นอยู่กับว่าใครจะแสวงหามันหรือเปล่า !
ลูกทั้งหลาย.. ในความเป็นจริงแล้ว ดวงจิตทุกๆดวงนั้น ย่อมมีคุณค่า มีความสามารถเท่าเทียมกัน
แต่ที่มันสูงกว่า- ต่ำกว่า อยู่ในจุดที่ดีกว่า และชั่วกว่านั้น -- ก็เป็นเพราะการกระทำของตัวบุคคลผู้นั้นเอง..ลูกเอ๋ย
บางที การที่เราเกิดอยู่ในที่ที่ดีกว่า เช่น อยู่ในโลกสวรรค์
.. เราก็อาจจะดูว่าโลกมนุษย์ คนที่เกิดอยู่ในเมืองมนุษย์นั้นต่ำกว่า
บางทีเราเกิดเป็นมนุษย์
.. เราก็ไปดูว่า คนที่เกิดเป็นสัตว์ เกิดเป็นสัตว์นรก จิตวิญญาณ เป็นผี เปรต อสุรกาย.. สิ่งเหล่านั้นตกต่ำกว่า
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ลูกเอ๋ย เราทุกคน มีสภาวะของภูมิจิตที่เสมอเหมือนกัน
แต่ที่มันต่ำกว่า เพราะการกระทำเท่านั้น.. ลูกเอ๋ย
และการกระทำเหล่านั้น ก็กระทำไปเพราะถูกกิเลสตัณหา ถูกความลุ่มหลงยึดติดครอบงำ
จึงทำให้จิตเหล่านั้นตกต่ำลงไป ด้วยพฤติกรรม ด้วยการกระทำที่ถูกครอบงำนั้น..ลูกเอ๋ย
และองค์พระอรหันต์ องค์พระพุทธเจ้า ผู้ที่สำเร็จธรรม ปรินิพพานแล้ว ที่ทุกคนอาจจะดูว่า เป็นผู้สูงส่งแล้ว
-- ก็มาจากการที่เวียนว่ายตายเกิด
-- ก็มาจากมนุษย์บ้าง เปรต อสุรกายบ้าง
... มาจากความที่เคยเป็นสิ่งเหล่านั้น..ลูกเอ๋ย
เพียงแต่ดวงจิตเหล่านั้น เป็นผู้ที่บำเพ็ญ ประพฤติ ปฏิบัติ ชำระล้างจิตแห่งตน-- จนสามารถสำเร็จเป็นองค์พระอรหันต์ // เป็นองค์พระพุทธเจ้า ได้แล้วเท่านั้น.. ลูกเอ๋ย
ฉะนั้นดวงจิตทุกๆดวง มีสิทธิ์ที่จะสว่าง / มีสิทธิ์ที่จะพบกับความสุขทุกข์
ขึ้นอยู่กับว่า บุคคลผู้นั้น คือ จิตดวงนั้น จะรู้จักสร้างความสว่างไว้ในจิตแห่งตน โดยการชำระล้างสิ่งที่ทำให้ตนปนเปื้อน สิ่งที่ทำให้ตนมืดมิด/มืดบอดอยู่เหล่านั้น ทิ้งไปบ้างหรือเปล่า
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. จงหมั่นทำตนให้เห็นแสงสว่าง ที่ซ่อนอยู่ในจิตในกาย /ซ่อนอยู่ในใจของลูกนั้นให้เจอ
แสงสว่างนั้นจะปรากฏในตัวของลูก ก็ต่อเมื่อหยุดการทำชั่ว > ตั้งใจทำความดี
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. การรักษาศีล ก็คือ กรอบแห่งการละต่อการทำชั่ว โดยสิ้นเชิง
และการรักษาศีลนั้นก็จะทำให้ลูกค่อยๆเห็น ค่อยๆเข้าใจในสิ่งที่สว่างอยู่ในจิตในใจของเรา
เพราะเราไม่ได้ฉาบทาสิ่งสกปรกเพิ่มเติมเข้าไปอีก
มันมีแต่จะแกะเอาของเก่าที่มันมีอยู่แล้วนั้นทิ้งไป.. ทิ้งไปเรื่อยๆ
จนเรานั้นเห็นแสงสว่างที่เกิดขึ้น /มีอยู่ในเรา..ลูกเอ๋ย -- เพื่อความพ้นทุกข์ของตัวเรานี้เอง
การที่จะทำให้เรานั้นพบแสงสว่างในตัวตนของเรานั้น คือ หยุดสร้างกรรมชั่ว กระทำความดี
การที่เราหยุดทำความชั่วแล้ว และกระทำความดี --ความดีนั้นก็เป็นเครื่องชำระล้าง ค่อยๆขัด ค่อยๆปรับ ค่อยๆเปลี่ยนสิ่งที่บดบังแสงสว่างในตัวของเรานั้นออกไป..
จนวันหนึ่งเราก็ได้พบกับแสงสว่างที่มากเพิ่มขึ้นๆเรื่อยๆไป จนกว่าดวงจิตของเรานั้นจะสว่างรุ่งเรือง
.. ไม่มีสิ่งใดจะทำให้มืด ให้เศร้าหมอง และเป็นทุกข์ได้อีก…
ลูกทั้งหลาย.. จงเริ่มต้นฝึกฝน กระทำแสงสว่างของตน ชำระล้างความมืดออก ให้ตนนั้นสว่างตั้งแต่วันนี้ไปเถิดลูก พยายามรักษาศีล ตั้งแต่ศีล 5 ขึ้นไปให้ได้ และการรักษาศีล นั้นจะประคองศีล 5 ขึ้นเป็นศีล 8 และศีลทั้งหลายที่รักษาก็จะพยายามให้เรานั้น อยู่ในกรอบของการรักษาศีลที่บริสุทธิ์ยิ่งๆขึ้นไป
ลูกทั้งหลาย.. แม้ว่าอาจจะดูยาก / อาจจะทำลำบาก --แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังลำบากไม่เท่ากับการที่ลูกนั้นต้องจมอยู่ในทะเลทุกข์ที่ไม่มีที่สิ้นสุด --ความทุกข์ของลูกนั้นมากมายเท่ากับเม็ดทรายที่อยู่ในชายทะเล.. ที่นับไม่ถ้วน ไม่มีที่สิ้นสุดแห่งการนับ
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. จงอดทนสักนิดสักหน่อย ฝืนใจตนสักหน่อยหนึ่ง เพื่อฝึกตน และเพื่อเปิดแสงสว่างให้แก่จิตของตน เพื่อเปิดทางให้กับดวงจิตอันบริสุทธิ์ของลูกนั้น ได้ไปสู่ที่ที่เป็นอิสระ ได้พบแสงสว่างเถิดลูก
เพราะการที่เราไม่ยอมเปิดโอกาสให้แก่ตน --โดยการคิดว่าคงจะยากเกินไปบ้าง ลำบากเกินไปบ้าง
ความคิดต่างๆเหล่านี้ มันมีแต่จะพาให้ลูกนั้นต้องจมไปเรื่อยๆ.. ต้องทุกข์ ต้องหนัก มากไปกว่านี้
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ลองฝึกทำดู ในความเป็นจริงแล้ว การกระทำความดี อาจจะดูยาก อาจจะมีอุปสรรคเข้ามาทดสอบ อาจจะมีสิ่งต่างๆที่ผ่านเข้ามาให้เราต้องฝึกฝน เรียนรู้ ทดสอบความดีของเราอันนั้น
แต่การทำดีไม่มีผลกรรมที่ส่งผลกลับคืนมา ไม่วนอยู่ในจุดเดิม ไม่ต้องจมอยู่ในที่เดิม..ลูกเอ๋ย
การทำความดี สร้างความดีนั้น มีแต่จะทำให้จิตของลูกเลื่อนระดับของภูมิจิตให้สูงขึ้นไปเรื่อยๆ เรียกว่า มีทางไปของจิต และไปจนถึงจุดที่มีคำว่า “สิ้นสุดแห่งการเดินทาง” > คือ เมื่อพบกับความพ้นทุกข์แล้ว
การกระทำความชั่ว แม้จะเป็นสิ่งที่ทำง่าย ใครๆก็ทำได้ง่ายมาก ไม่มีอุปสรรคอะไรกีดขวาง
.. คิดทำชั่วตอนนี้ก็ทำได้เลย
ถึงแม้ว่ามันจะง่ายต่อการทำ แต่ลูกเอ๋ย..มันคือการวนเวียนอยู่ คือการไม่รู้จักสิ้นสุด
คือการโยนไปแล้ว สิ่งที่กระทำนั้น จะถูกดันกลับมา ที่ตัวของบุคคลผู้ที่โยนออกไป
การทำความชั่วนั้น ถ้าเราได้ทำไปแล้ว กรรมอันนั้น ย่อมตีกลับมาให้เราต้องชดใช้ - ชำระ
//ให้เราต้องจมอยู่ ทุกข์อยู่ อยู่กับมัน..ลูกเอ๋ย
< มันจึงเหมือนอะไรที่ยังวนอยู่ ไม่มีทางไป และไม่มีความคืบหน้า ก้าวหน้าเลย.. ลูกเอ๋ย.. >
ย่นระยะเวลาของเรา จาก 100 ปี ก็กลับอยู่ที่เดิม 100 ปี ก็อยู่ที่เดิม
อยู่ที่เดิม และคงจะเป็นอย่างเดิมๆเช่นนั้น หากว่าเราสร้างกรรม
- เพราะว่ามันเป็นสิ่งฉุดรั้ง
- เพราะว่า มันเป็นสิ่งฉุดดึง
- เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้เราต้องจมอยู่ หลงอยู่ และทุกข์อยู่
... อยู่มันไม่มีที่สิ้น ลูกเอ๋ย นอกเสียจากว่าเราเลิกกระทำมันเสีย
แต่การทำความดีนั้น ยิ่งเราทำดีมากเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งมีแต่การผลักดัน /หนุนนำเราให้ไปไกลแสนไกล มากเท่านั้น จนวันหนึ่งที่เราพ้นทุกข์
ฉะนั้น ลูกทั้งหลาย.. แสงสว่างมีอยู่ในเราทุกคน..ลูกเอ๋ย
จงแสวงหาแสงสว่างในกายของลูกให้เจอ --ด้วยการละเว้นต่อการทำชั่ว กระทำความดี
เพื่อให้ความดีนั้น ชำระล้างสิ่งที่ปกปิดแสงสว่างในใจให้ได้
เพื่อให้ลูกนั้นได้มีความดี เป็นเพื่อนนำทางออกจากกองทุกข์
อย่าไปเชื่อ อย่าไปหลง อย่าไปจมอยู่กับความทุกข์ คือ ความชั่ว
อย่าไปคบหากับมัน.. ลูกเอ๋ย
มันคือ สิ่งที่ฉุดดึง ฉุดรั้งให้ลูกนั้นจมอยู่ วนอยู่ ทุกข์อยู่ ไม่จบไม่สิ้น
ความทุกข์ เป็นสิ่งที่มีอยู่ตลอดเวลา และไม่สิ้นสุด
แต่หากว่าลูกนั้นจะเลือกที่จะให้มันสิ้นสุดในตัวของลูกนั้น คือ หยุดกระทำมันซะ
-- และสร้างแต่ความดี เพื่อเดินออกจากมันไปเสีย --
ลูกทั้งหลาย.. ความทุกข์ในวัฏสงสารนี้ ยังคงมีอยู่..
ความทุกข์ที่มันเกิดขึ้นในดวงจิตทุกคน เกิดขึ้นเร่าร้อน ดิ้นรน ที่มันอยู่ในดวงจิตทุกดวง-- ยังคงมีอยู่เสมอ.
แต่บัดนี้องค์พระพุทธเจ้า //องค์พระปัจเจกพุทธเจ้า //องค์พระอรหันต์ //ผู้ที่สามารถชำระล้างจิตแห่งตนให้ไปถึงซึ่งความพ้นทุกข์นั้น ได้พ้นจากความทุกข์แล้ว..ลูกเอ๋ย
ความทุกข์มันยังคงอยู่คู่กับโลก.. ลูกเอ๋ย แต่จิตที่สามารถสลัดเอาความทุกข์นั้นทิ้งไป ก็สามารถหลุดจากมัน
ลูกทั้งหลาย.. ฝึกฝนตนให้พ้นทุกข์ เพื่อวันหนึ่งลูกนั้นจะได้หลุดจากกองทุกข์ ที่มันอยู่ในวัฏสงสารนี้
เพื่อวันหนึ่งลูกนั้นจะได้เป็นอิสระไปจากมัน
ทุกข์เขามีอยู่ในที่แห่งนี้ --
หากเรายังอยู่ในที่แห่งนี้ มันจะหนีจากเราไปได้อย่างไรเล่า-- เราก็ยังคงทุกข์อยู่.. จมอยู่เช่นนี้
ทุกข์จะหนีไปจากเรานั้น เป็นไปไม่ได้เลย.. ลูกเอ๋ย
-- นอกจากว่าเราจะชำระล้างตนให้หลุดออกจากมัน เท่านั้น --
สาธุ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 06, 2015, 09:06:08 pm โดย thanapanyo »