ผู้เขียน หัวข้อ: Rec-1345 จิตถูกครอบงำด้วยกิเลสตัณหา  (อ่าน 2124 ครั้ง)

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4368
    • ดูรายละเอียด
Rec-1345 จิตถูกครอบงำด้วยกิเลสตัณหา
« เมื่อ: สิงหาคม 05, 2015, 07:37:48 am »




(ถอดความจากคลิป)

ธรรมะเปิดโลก วันที่ 5 สิงหาคม 2558
ตอนที่ 109 **จิตที่ถูกครอบงำด้วยกิเลสตัณหา**

เมื่อพระยาธรรมิกราชได้เข้าเฝ้าต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่านได้ทรงแสดงธรรมกลับมา ดังนี้ว่า
- - - -

ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. เสื้อผ้าที่เราสวมใส่ ถ้ามันสกปรก เลอะโคลน ถ้าเกิดว่ามันติดสิ่งสกปรก หรือแม้แต่แค่มันมีกลิ่น จากวันก่อนที่ได้ใส่มา และไม่ได้ซักออกไป

สิ่งสกปรกเหล่านั้น ยังทำให้เรารำคาญใจ ทำให้เราอึดอัด และไม่อยากจะสวมใส่เสื้อผ้าเหล่านั้นเลยลูกเอ๋ย.. เสื้อผ้าที่สกปรก--ไม่เป็นที่ต้องการสำหรับเราที่จะเอามาห่อหุ้มกายตน
ย่อมปรารถนาที่จะสลัดออก และใส่ผืนใหม่ที่อย่างน้อยก็ไม่ต้องสกปรก ถึงแม้ว่ามันจะไม่หอม แต่ให้มันสะอาด

ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ในความเป็นจริงนี้ จิตของเราก็ถูกสิ่งสกปรกห่อหุ้มไว้ ไม่ต่างอะไรกันจากการที่เราใส่เสื้อผ้าสกปรกนั้นเลย ...

ลูกทั้งหลาย.. ในความเป็นจริงแล้ว จิตของเรานั้นถูกสิ่งสกปรกคลุมไว้มากมายเลยลูก
จึงทำให้เราร้องไห้ ทำให้เราเป็นทุกข์ อึดอัด เป็นคนก็ไม่มีความสุข เป็นผีก็ไม่มีความสุข
แม้จะเกิดไปเป็นเทพบุตร เทพยดาอยู่ที่ใดๆ ก็ไม่มีความสุข เพราะว่าจิตของเราถูกมารกิเลสตัณหา ถูกสิ่งไม่ดีเหล่านั้นครอบงำอยู่

จึงเหมือนบุคคลผู้ที่ใส่เสื้อผ้าสกปรกคลุมกายแห่งตนไว้ มีแต่ความเดือดร้อนรำคาญใจ ลูกเอ๋ย..

จงหมั่นตรวจดูจิตของตนว่า บัดนี้ตอนนี้มีอะไรคลุมไว้อยู่บ้าง และเหนื่อยขนาดไหน..ลูกเอ๋ย
ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจได้ครอบงำจิตของเรา เหมือนการที่เราถูกสิ่งสกปรกครอบงำ ควบคุมเอาไว้
จิตของราไม่ได้เป็นอิสระเลย

เรานั้นถูกกายครอบ กายนี้เจ็บป่วย /ทุกข์ทรมาน ดิ้นรน ขวนขวาย มีหน้าที่มากมาย
และกายนี้ก็มีความหิว มีความแก่ ความเจ็บ และความตาย
กายนี้เป็นที่ตั้งแห่งกองทุกข์

ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ในร่างกายนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากเสื้อผ้าสกปรกหนัก ที่เรานั้นสวมใส่เอาไว้
คือ จิตที่สว่างไสว // คือ จิตที่เป็นอิสระ แต่โดนสิ่งเหล่านี้ครอบงำเอาไว้..ลูกเอ๋ย

เมื่อเราพิจารณาถึงความทุกข์ใจ เราไม่สมหวังบ้าง ผิดหวังบ้าง พลัดพรากจากสิ่งของอันเป็นที่รักที่พอใจบ้าง
สิ่งต่างๆทั้งหลายเหล่านี้ ก็เป็นความทุกข์ใจ

ความทุกข์เหล่านี้ที่มี เพราะว่าจิตใจของเราถูกกิเลสตัณหาครอบงำอยู่ --   
> จึงยังทำให้เราจมอยู่ ทุกข์อยู่ และเหมือนคนที่ใส่เสื้อผ้าสกปรกติดตัว แต่ไม่สามารถถอดออกได้
จึงต้องทน..ทนไปอย่างนั้น.. ทนแล้วทนอีก
- นานแสนนาน กับการอดทนในสิ่งสกปรกเหล่านั้น
- นานแสนนาน กับการอดทนอดกลั้น ที่จะต้องแบกสิ่งสกปรกเหล่านั้น

บุคคลผู้ใดที่รู้ตามความเป็นจริงเช่นนี้แล้วว่า แท้ที่จริงในสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ มันก็คือสิ่งสกปรก
ไม่ว่าจะเป็นกาย // เป็นกิเลสที่ครอบงำจิตใจอยู่เหล่านั้น..
ก็มีแต่ความทุกข์ทรมาน ทำให้ตนนั้นอึดอัด ไม่เป็นอิสระ

บุคคลผู้นั้น เขาย่อมสละคืนเสีย สิ่งทั้งหลายที่ครอบงำเขาอยู่
ไม่ว่าจะเป็นร่างกาย -- เขาก็จะไม่ยึดติด ไม่ลุ่มหลงในกายของตน และบุคคลผู้อื่น

ร่างกายเขาก็จะเห็นเป็นแต่เพียงสิ่งสกปรก ที่นำความเดือดร้อน นำความทุกข์มาให้
เพราะมันก็เหมือนเปลือกที่หุ้มจิตไว้ มีแต่สิ่งไม่ดีที่อยู่ในมัน

บุคคลที่รู้แล้ว ย่อมพร้อมที่จะสลัดมันออกคืนเสียสู่ธรรมชาติ และถอดถอนความยึดติดลุ่มหลงในมัน
จนจิตแห่งตนนั้นพ้นจากความทุกข์.. ลูกเอ๋ย

บุคคลผู้ใดที่รู้แล้วว่า ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ การทุกข์ทรมานในใจนั้น..
/ เกิดจากความอยาก / ความยึด
/ เกิดจากความที่เรานั้นทำกรรม เบียดเบียนต่อผู้อื่น
/ เกิดจากความคิดลุ่มหลงของเรานั้นเอง
… ความปรุงแต่งต่างๆเหล่านี้ ไม่ใช่ตัวตนของเรา แต่เป็นสิ่งสกปรกที่ครอบงำเราอยู่...

บุคคลผู้นั้นเขาย่อมปรารถนาที่จะสละคืนเสียสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น ให้เขาเป็นอิสระ มีความสุขกาย ให้เขานั้นได้พ้นทุกข์

เหมือนบุคคลผู้ที่ได้ถอดเสื้อผ้าสกปรกทิ้งไปเสียแล้ว เขาอาบน้ำชำระตนจนสุขสบาย
แม้จะนอนก็หลับ จะทำสิ่งใดก็เป็นสุข --ไม่อึดอัด ไม่เหนื่อย ไม่เหม็น ไม่ทุกข์ ไม่ทรมานอีกต่อไป

ฉะนั้นให้ลูกทุกๆคนที่มีความปรารถนา ต้องการจะพ้นทุกข์ ให้พิจารณาให้เห็นสิ่งสกปรกที่ครอบงำตน 
แล้วค่อยๆสลัดออกไป ทีละชิ้นๆ ทีละสิ่งทีละอย่าง จนมันหมดไปจากตัวของลูก

เมื่อมันหมดไปแล้ว
จงชำระล้างจิตของตนให้สะอาดขาวบริสุทธิ์ เพื่อจิตแห่งตนนั้นจะได้พ้นจากความเหนื่อย ความทุกข์ยาก กลิ่นเน่าเหม็น สิ่งเหล่านั้นเถิดลูก เพราะนั่นเป็นความสุขที่แท้จริง และมันมีอยู่ในตัวของลูกนี้เอง
> เพียงแต่ลูกนั้นยังมองไม่เห็น ยังลุ่มหลงอยู่กับสิ่งเหล่านั้น --


ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ทุกข์ เป็นทุกข์มั้ยล่ะลูก ลองพิจารณาดูตน..
ตนจะเป็นใคร เกิดมาเป็นแบบไหน จะอยู่ในสถานภาพแบบใดก็ตาม > ทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นทุกข์
๐ ไม่ทุกข์ใจ ก็ทุกข์กาย
๐ ไม่ทุกข์กาย ก็ทุกข์ใจ
๐ บางคนก็ทุกข์ ทั้งกายและใจ

ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ความทุกข์เหล่านี้ที่มันมีอยู่ เพราะเรายังคบหา และเกี่ยวพันอยู่กับสิ่งสกปรกทั้งหลาย
> จีงทำให้เรายังต้องเป็นเช่นนี้

จงมองให้เห็นทุกข์ทั้งหลาย แล้วลูกจงทำความเข้าใจ ว่ามันสกปรกแบบไหน แล้วค่อยสลัดตัดมันทิ้งไป ทีละอย่าง ทีละแบบ ทีละชิ้น ทีละอัน จนทำให้ลูกนั้นได้พบกับทางสว่างเถิดลูก..

บุคคลผู้ที่ค่อยๆตัด ตัดออกไปทีละชิ้นๆ 
บุคคลผู้นั้น เขาย่อมรู้สึกเบาตัวลง
... เมื่อเขาตัดได้มากเท่าไร เขาก็จะเบาตัว เบาใจได้มากเท่านั้น ลูกเอ๋ย

ถ้าเราตัดความยึดติดได้เป็นข้อๆ > ก็จะตัดสิ่งอื่นไปได้ด้วย **
ถ้าเราตัดความโกรธ ความโลภ หรือความหลง-- ตัดข้อใดไปข้อหนึ่ง เราก็จะโล่งโปร่ง เบาไปในระดับหนึ่ง

ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ค่อยๆฝึก ค่อยๆตัด ค่อยๆสลัดไปลูก จนกว่าลูกนั้นจะได้พบแสงสว่างในตัวตน
จนกว่าลูกนั้นจะสลัดเอาสิ่งสกปรก /ไม่ดีเหล่านั้น ออกไปจากตัวของลูก..จนหมด

จงมองให้เห็นสิ่งไม่ดี ที่ซ่อนอยู่ในกายนี้ คือ ความทุกข์ ความอึดอัด และหน้าที่ คือ
“การเกิด การแก่ การเจ็บ และการตาย การพลัดพรากจาก.. เหล่านั้นเถิด..ลูกเอ๋ย
สิ่งเหล่านั้นแหละลูก คือ “ความทุกข์ในกายนี้”

จงพิจารณาให้เห็นว่า ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งเหล่านี้ -- เขาไม่ใช่ตัวตนของเรา ไม่ใช่เราเลย 
เขามีเกิดขึ้นมา และเขาก็จะมีสิ่งที่เป็นไป ตามธรรมชาติกำหนดลิขิตเอาไว้
ส่วนตัวเรานั้น เมื่อครั้งเขาดับเขาสิ้นสูญไปแล้ว เรานั้นจะไปไหน เราจะเป็นเช่นไร...

ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. จงหมั่นดูตน ทบทวนตนให้ตนนั้นระลึกรู้ ถอดถอนสิ่งที่ไม่ดีในตน
เหมือนบุคคลผู้ที่รู้แล้วว่า เหตุที่ตนสกปรกเช่นนี้ เหตุที่ตนนอนไม่ได้ กินไม่ลง เหตุที่ตนยังดิ้นรนทรมานเช่นนี้ เพราะตนสวมใส่เสื้อผ้าที่มีกลิ่นเหม็น /ที่มีสิ่งสกปรกติดอยู่เต็ม --จึงทำให้ตนอึดอัด

เหมือนบุคคลที่รู้เช่นนั้น.. เมื่อรู้เช่นนั้นแล้ว ย่อมถอดเสื้อผ้าชุดนั้นทิ้งไป --โดยไม่อาลัยกับมันอีก

ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. กิเลสตัณหา สิ่งที่ครอบงำจิตใจของมนุษย์ ครอบงำจิตใจของผู้ที่ยังเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารนี้ ก็ถูกสิ่งสกปรกครอบงำเอาไว้ เช่นนั้นแหละลูก

จงทำตนให้เห็นแจ้ง รู้จักสิ่งไม่ดี แล้วขจัดออกจากตนไป
-- เพื่อจิตแห่งตนนั้นจะได้เป็นอิสระ.. พ้นจากความทุกข์ -- 

สาธุ

~ Q ~

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 01, 2016, 07:15:53 pm โดย thanapanyo »