ผู้เขียน หัวข้อ: Rec-1333 ผู้เดินตามรอยพุทธะ  (อ่าน 1376 ครั้ง)

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4368
    • ดูรายละเอียด
Rec-1333 ผู้เดินตามรอยพุทธะ
« เมื่อ: สิงหาคม 01, 2015, 06:20:28 am »




ธรรมะเปิดโลก วันที่ 1 สิงหาคม 2558
ตอนที่ 105**ผู้เดินตามรอยพุทธะ**
เมื่อพระยาธรรมิกราชได้เข้าเฝ้าต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่านได้ทรงแสดงธรรมกลับมา ดังนี้ว่า
- - - -
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ลูกทุกๆคนที่มีความปรารถนาดี จะเดินตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ลูกจงตั้งใจรักษาศีล ตั้งใจภาวนา และดูตนว่า บัดนี้ตนยังติดในสิ่งใดอยู่บ้าง พยายามสละ/ ละเสีย ซึ่งที่มี และยังติดอยู่เหล่านั้น
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ทางเดินแห่งพุทธะ คือ ทางแห่งการละ > ไม่ใช่การมี
< เรายิ่งเดินลึกเข้าไปเท่าไหร่ เราก็ยิ่งต้องละต่อสิ่งต่างๆทั้งหลายที่มี..มากเท่านั้น >
จงอย่าพึงเข้าใจเลยลูกว่า เราทำสิ่งนี้ไป เพื่อจะได้สิ่งนั้น/ เพื่อจะได้สิ่งไหน
เราทำสิ่งต่างๆทั้งหลาย ก็เพื่อให้เราได้ละ ได้สละคืนเสีย สิ่งที่มีอยู่ / สิ่งที่ลุ่มหลงอยู่ / และยึดติดอยู่
นั่นคือ ทางเดินแห่งพุทธะ คือ แนวทางของการสั่งสอนให้เดินตามขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อพบกับความพ้นทุกข์
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ผู้ที่เดินตาม.. ตามรอยพระพุทธเจ้านั้น คือ ผู้ที่เดิน> เพื่อละ
// เมื่อเราเคยมีความรัก เราก็ต้องพยายามฝึกหัด ต่อการละทิ้งในความรัก- ความต้องการทีมีอยู่ในตัวของเรานั้น
ฝึกสลัดออกเสีย
// เมื่อเราเคยมีความโกรธ เราก็ต้องคอยพยายามสลัดความโกรธนั้นออกจากตัวของเรา..
เพื่อเรานี้จะได้อยู่ห่างจากความโกรธนั้น
// เมื่อเรามีความโลภ ให้เราพยายามดู ความโลภที่มีอยู่ในเรา.. แล้วสละมันคืนเสีย
// เมื่อเรามีความโกรธ หรือความหลง ในสิ่งใดๆก็ตามที่ไม่ดี ที่มีอยู่ในตัวของเรานี้ .. ให้พยายามสละคืนเสีย
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ผู้เดินตามรอยแห่งพระพุทธเจ้า คือ เดินตามเช่นนี้แหละลูก
ยิ่งเดินไป ก็ยิ่งให้เบาลงๆ แล้วลูกนั้นจึงจะเป็นผู้เดินตามรอยอย่างแท้จริง ...
แล้วลูกนั้น จึงจะพบความสุข ในความเบา.. เบาที่ไม่มีสิ่งใด จนกว่าลูกนั้นจะเข้าถึง และพบกับความพ้นทุกข์
แต่บุคคลผู้ใดก็ตาม หากคิดว่าตนทำดี รักษาศีล ไปบวช ภาวนา ทำสิ่งต่างๆ เพื่อให้ก่อเกิดสิ่งนั้น หรือสิ่งนี้ขึ้นมา
ให้ได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ขึ้นมา

ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. หากว่าเราคิดเช่นนี้ ทำเพื่อยึดถือ ทำเพื่อได้ ทำเพื่อลุ่มหลง และยึดติดนั้น
ให้มีสิ่งนั้น สิ่งนี้ เกิดขึ้นมา
หากทำเช่นนี้..ลูกเอ๋ย ถึงแม้ว่าเราจะทำไป เราก็จะไม่ได้ความสุขเลย เพราะ..
- ความทุกข์ อยู่ในความยึดถือ
- ความทุกข์ อยู่ในสิ่งที่มี
- ความทุกข์ มาพร้อมสิ่งต่างๆที่มีเหล่านั้น
จงเข้าใจในการเดินตามรอยพระพุทธเจ้าเถิดลูก.. พระพุทธเจ้าเดินไปเพื่อละ เดินไปเพื่อตัด เพื่อวาง
แล้วเราเป็นผู้เดินตามพระองค์ท่าน เราจะเดินตามเพื่อสิ่งอื่นใด
แล้วเราจะพบความสุขที่พระพุทธเจ้าทรงสอนได้อย่างไรเล่า
ฉะนั้น ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ต่อจากนี้ไป จงเป็นผู้เดินตาม แห่งเส้นทางการละเถิด
การรักษาศีล ไม่ได้รักษาศีลเพื่อให้ได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ขึ้นมา
จงทำความเข้าใจเถิดลูก การรักษาศีลนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้เรา
* ละต่อการทำบาปทั้งปวง
* ละต่อการสร้างความชั่ว
> เมื่อเราละต่อการทำบาป ทำความชั่ว บาปและความชั่วนั้น-- ก็จะไม่มาทำให้เราต้องจมอยู่ ทุกข์อยู่ เพราะความชั่วเหล่านั้น
การที่เรารักษาศีล ก็มีจุดมุ่งหมายเพียงเท่านี้แหละลูก คือ ละต่อการทำชั่ว
การที่เราฟังธรรมของพระพุทธเจ้า
- ไม่ได้เพื่อให้เราฉลาดกว่าผู้อื่น
- ไม่ได้เพื่อให้เรารู้มากกว่าผู้อื่น ดูเหมือนจะเก่ง ดูเหมือนจะดี
- ไม่ใช่แค่ให้เรานำไปเทศน์สั่งสอนผู้อื่น
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. การฟังธรรมของพระพุทธเจ้านั้น ฟัง
> เพื่อให้เราได้เข้าใจในแนวทางการปฏิบัติ และให้ตัวของเรานี้แหละลูก ประพฤติตาม ปฏิบัติตาม
> เพื่อเข้าใจในแนวทางของการทำต่อ > เพื่อให้ไปถึงซึ่งความละต่อทุกอย่าง
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. การทำสมาธิ
/ ไม่ได้ทำให้เราดูเก่ง นั่งสมาธิได้นานหลายชั่วโมง
/ ไม่ได้ทำเพื่อให้ใครชื่นชมเรา ว่าเรานี้เป็นคนที่เก่ง นั่งสมาธิเก่งจริงๆ
/ หรือไม่ได้นั่งเพื่อให้เรามีพลังจิตที่พอจะไปเล่นงานบุคคลผู้อื่น- ทำในสิ่งที่ไม่ถูกไม่ต้อง
การนั่งสมาธินั้น เราเพียงแต่นั่ง เพื่อเราได้พบความสงบในตัวของเรา และรู้ว่าในความเป็นจริงแล้ว ความสุข ความสงบอยู่ในตัวของเรานี้ เพื่อไม่ให้ยึดติดลุ่มหลง หรือไปฝากความสุขไว้กับสิ่งของ ข้าวของ ทรัพย์สินภายนอกบุคคลผู้อื่นต่างหาก.. ลูกเอ๋ย
-- เราจะได้ละต่อการต้องการสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ตัวตนของเรา ที่ทำให้เราเป็นทุกข์เหล่านั้น --
การที่เรานั่งสมาธิ เพื่อให้ก่อเกิดปัญญา
การที่จำเป็นจะต้องมีปัญญา รู้ทันเข้าใจในสรรพสิ่งที่เกิดขึ้นและดับไปเหล่านั้น เห็นตามความเป็นจริงนั้น
ไม่ใช่เพื่อโอ้อวดต่อใครคนใดคนหนึ่ง
แต่เพื่อให้เรารู้เห็น/ เข้าใจในความไม่ดีที่ซ่อนอยู่ในสิ่งที่เรานั้นคิดว่าดี เพื่อถอดถอนตัดความยึดมั่นถือมั่น
ให้เรานั้น--
> ละต่อความต้องการในสิ่งเหล่านั้น
> ละต่อการยึดติด ลุ่มหลง
> ถอดถอนตนเอง
.. ให้ได้ต่างหากล่ะลูก
ทางเดินแห่งพุทธะ ธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า สั่งสอนให้ผู้เดินตาม- เดินตามเช่นนี้แหละ ลูก
หากลูกนั้นเข้าใจในการเดินทางแล้ว ก็จงปฏิบัติตาม เดินทางเพื่อสู่ทางแห่งการละ ละทุกสิ่งทุกอย่างที่มี
สลายมันไปให้หมด เพื่อพบกับความพ้นทุกข์.. ลูกเอ๋ย
หากว่าลูกนั้น ยังไม่เข้าในการเดินตามรอยของพระพุทธเจ้า ว่าเดินไปเพื่ออะไร ทำเพื่ออะไร ก็จงทำความเข้าใจดังนี้เถิดลูก แล้วลูกนั้นก็จะได้พบกับความสุข
บางคนอาจจะคิดว่า สวดมนต์ทุกวัน ชีวิตก็ไม่เห็นจะดีขึ้นเลย ก็ยังเป็นทุกข์อยู่ !
บางคนอาจจะคิดว่า นั่งสมาธิทุกวัน ทำบุญมากมาย ทำไมยังเป็นทุกข์อยู่ !
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. สิ่งเหล่านั้นที่เราทำไป ก็เพื่อการตัด / การละ/ การดับกิเลสตัณหาในตัวของเรา
< หากลูกทำไปเพื่อปรารถนาสิ่งอื่นแล้วนั้น – ย่อมไม่เห็นผลอะไรหรอกลูก >
แต่ถ้าเกิดว่าลูกทำไปเพื่อตัด เพื่อละ เพื่อวาง รัก โลภ โกรธ หลง กิเลส ตัณหาต่างๆในตัวตนนั้น..
ลูกจะเห็นได้ว่า *พบความสุขที่แท้จริง*
เพราะความสุขนั้นอยู่ในการห่างไกลจากกิเลสตัณหาทั้งปวง
** ไม่ได้อยู่ในการที่ลูกนั้น..ทำดีแล้ว หรือยังไม่ได้ทำดี **
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ถึงแม้ว่าลูกนั้นทำดีไปแล้ว แต่หากจิตใจไม่รู้จักตัดวาง ละวาง ต่อกิเลสตัณหา
ทำไปก็ใช้ตัณหา จัดสรรในการทำ
บางครั้งทำบุญ /ทำความดีแท้ๆ แต่ก็...
+ ยังใช้ความอยากในการทำ //
+ ยังใช้สิ่งที่ทำให้ตนเป็นทุกข์ในการทำ //
+ ยังทำเพื่อให้ได้คำชื่นชมสรรเสริญ //
+ ทำให้เพื่อให้ได้หน้า ได้สิ่งที่ทำให้ผู้อื่นอิจฉา / ทำให้ผู้อื่นนั้นพ่ายแพ้ต่อเรา ...
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. การทำบุญ ทำความดีนั้น ก็ไม่ได้ช่วยอะไรลูกหรอก
ความจริงแล้ว ทางเดินแห่งพุทธะที่แท้จริง สอนให้รู้จักทำทาน เพื่อละต่อความยึดมั่นถือมั่น
ทำทาน เพื่อรู้จักสละสิ่งที่มี ไม่ได้ยึดถือ
ฝึกฝน และอบรมตนต่างหากเล่า --ไม่ได้ทำเพื่อได้มันมา
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. การที่ลูกนั้นจะเดินตามรอยแห่งพุทธะ แห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ได้สั่งสอนเอาไว้แล้ว
จงทำความเข้าใจ ในการเดินตามเช่นนี้เถิดลูก.. ว่าเราเข้าใจผิด หรือเข้าใจถูกในการทำ
เราทำไปแล้ว พบความสุขจริงหรือเปล่า ?
ความสุขเหล่านั้นที่พระพุทธเจ้า ชี้ทางบอกทาง ให้เราเดินตาม
-- เราทำถูกแล้วหรือยัง.. จึงยังไม่พบกับความสุข --
บุคคลผู้หนึ่ง เมื่อเดินหลงทาง ถึงแม้จะมีบ่อทองอยู่ในปลายทางที่เขาบอกนั้น
-- หากเดินหลงทางย่อมหาไม่เจอ --
บุคคลผู้ใด ที่เดินตามทางที่วางไว้ให้แล้ว จนยันสุดปลายทาง.. ย่อมต้องเจอกับบ่อทองคำนั้น
จงพิจารณาตนเถิดลูก ว่าลูกนั้นเป็นผู้ที่เดินตามรอยแห่งพุทธะ.. แล้วเดินถูกหรือเปล่า ?
หากถูกแล้ว ก็จงเดินต่อไป --จนสิ้นสุดแห่งการละในสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวง
หากยังไม่สิ้นสุด ยังไม่ถูกนั้น-- ต้องเดินให้ถูก.. ลูกเอ๋ย
จะได้พบกับความสุข ดังคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ที่สอนไว้ให้ เพื่อเดินตาม
-- เพื่อละ เพื่อพบกับความสุขในการละนั้น --
สาธุ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 01, 2015, 07:09:58 pm โดย thanapanyo »