ผู้เขียน หัวข้อ: Rec-1338 พุทธโอวาทในวันเข้าพรรษา ๒๕๕๘  (อ่าน 1436 ครั้ง)

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4368
    • ดูรายละเอียด
Rec-1338 พุทธโอวาทในวันเข้าพรรษา ๒๕๕๘
« เมื่อ: กรกฎาคม 31, 2015, 08:02:04 am »




ธรรมะเปิดโลก วันที่ 31 กรกฎาคม 2558
ตอนที่ 104**พุทธโอวาทในเข้าพรรษา**
เมื่อพระยาธรรมิกราชได้เข้าเฝ้าต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่านได้ทรงแสดงธรรมกลับมา ดังนี้ว่า
- - - -
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ในวันนี้ก็เป็นวันเข้าพรรษาแล้ว เข้าพรรษาก็เพื่อให้ลูกทั้งหลายได้หยุดทำสิ่งที่เคยทำ และเริ่มทำในสิ่งที่อาจจะตั้งใจไว้แล้ว แต่ยังไม่ทำ
บางคนก็อาจจะหยุดการดื่มของมึนเมา - ในช่วงเข้าพรรษา
บางคนจะหันหน้ามาสวดมนต์ ใส่บาตร.. ทำอะไรทุกสิ่งทุกอย่างที่ดี
และเป็นแรงจูงใจ เป็นช่วงเวลาแห่งการทำความดี ตั้งจิตตั้งใจ ของคนในบางกลุ่ม…
บางคน ถ้าจะทำสิ่งไม่ดี ก็จะระลึกนึกคิดว่า ในช่วงนี้เป็นช่วงเข้าพรรษาอยู่ > “ไม่ทำดีกว่า”
ก็จะอยู่ในกรอบของความดี
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. เข้าพรรษาแล้ว ก็จงตั้งใจดีเถิดลูก ว่าจะทำความดีอะไรกันในช่วงเข้าพรรษานี้ ของแต่ละบุคคล เมื่อตั้งใจดีแล้ว ก็ให้กระทำดี ตามที่ตั้งใจนั้นไว้ด้วย
< ความตั้งใจดีนั้น จึงจะสำเร็จลุล่วงตามที่ตนนั้นตั้งใจเอาไว้ >
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. จะทำดีมาก ดีน้อย.. ก็ขอให้ทำ
จะทำแบบไหน ก็ได้ทั้งนั้น ขอให้เป็นความดี
ส่วนความชั่วนั้นจงละเว้นต่อมันเถอะ.. ลูกเอ๋ย
ละเว้น เป็นบางช่วง // แล้วก็ละเว้นไปตลอด.. ค่อยๆฝึกฝนตน
กรรมอันใดที่ทำไปแล้ว จะต้องมาพลอยเดือดร้อนหรือเป็นทุกข์ เพราะกรรมอันนั้น ก็จงอย่าทำ..ลูกเอ๋ย
ถึงแม้จะหยุดเลยในคราวเดียวไม่ได้.. ก็จงหมั่นค่อยๆ ฝึกตน
จากทีละเล็ก ทีละน้อย ให้ทำได้เถิดลูก
เช่น ในช่วงเข้าพรรษานี้ เราก็คงระลึกนึกถึงความดีของบุคคลที่ตั้งใจดี และเชื่อในธรรมคำสั่งสอนของศาสนาพุทธ
ถ้าลูกนั้นเป็นหนึ่งในชาวพุทธ ลูกตั้งใจดีแล้ว-- ก็จงทำดีด้วย
เพื่อให้ความดีของลูกนั้น จะได้ประสบความสำเร็จ ในระดับที่ตั้งใจไว้
และฝึกฝนตนให้ละเว้นต่อการกระทำความชั่ว ทั้งหลายทั้งปวง -- เพื่อตัวของลูกนี้จะได้เป็นสุข
เมื่อเราตั้งใจทำความดี ในช่วงเข้าพรรษา และทำจนสำเร็จแล้ว
ความดีอันนั้นก็จะผลักดัน หนุนนำเรา ให้ทำความดีต่อไปเรื่อยๆ..
> จนกว่า ความชั่วนั้น จะอยู่ห่างไกลจากเรา…
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. จงตั้งจิตอธิษฐานในวันนี้เถิดลูก ว่าถ้าช่วงเข้าพรรษานี้ เราจะประพฤติดี กระทำดีอะไร
// จะทำอะไรที่เป็นสิ่งที่ดี สำหรับตัวของเรา และผู้อื่นด้วย
เมื่อเราคิดพิจารณาตั้งใจแล้ว > ความตั้งใจนั้น ก็จะเป็นกรอบที่ตีเราไว้ในการทำความดี
และย่อมแน่นอนว่า การที่เราทำความดี สิ่งที่ดีนั้นย่อมบังเกิดกลับมาสู่เรา เป็นแน่แท้
และการที่เราตีกรอบ ตั้งจิตตั้งใจเอาไว้เช่นนั้น ก็ไม่ได้ได้เพียงแค่ “การทำดี”
ยังได้ “ความอดทน”
- อดทนที่จะไม่ทำในสิ่งที่เราเคยทำ
- อดทนที่จะไม่ทำในความชั่วทั้งหลาย ที่เคยผิดพลาดไป
ได้ความอดทนแล้ว > ก็ยังได้ “ความสำเร็จ” - สำเร็จในสิ่งที่ทำ
เราตั้งใจทำอะไร เราก็ได้รับผลความสำเร็จ ในสิ่งที่เราได้ตั้งจิตตั้งใจเอาไว้แล้วนั้นด้วย..
> ยังได้ “สัจจบารมี” - ตั้งสัจจะไว้แล้ว ก็ทำตาม
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ความดี สิ่งที่ตั้งใจไว้นั้น ได้หลายอย่าง หลายประการ ที่จะก่อเกิดอยู่ในตัวของเรานี้
จงตั้งใจดีเถิดลูก แล้วประพฤติดีตาม ฝึกฝนตน
- อย่ามัวแต่คิดว่า เรานั้นทำไม่ได้
- อย่ามัวแต่เพ่งโทษตนเอง เพ่งโทษผู้อื่น
- เอาผู้อื่นมาทำร้าย ทำลาย ความตั้งใจของตนบ้าง
- เอาตนมาทำร้ายตนเองบ้าง ด้วยความคิดที่ตนนั้นอาจจะคิดว่า.. เพราะอย่างนั้น /เพราะอย่างนี้..ทำไม่ได้หรอก
ลูกทั้งหลาย.. มีคนมากมายเลยทีเดียว เมื่อพรรษาที่แล้ว เขาก็ยังมีชีวิตอยู่ แต่เขาก็ตั้งใจไว้
แต่ก็เพราะอย่างนั้น อย่างนี้.. เลยไม่ได้ทำความดี คิดว่าปีหน้าก่อน
.. และแล้ว พอมาถึงปีนี้ > เขาก็ไม่อยู่แล้ว
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. บางที ชีวิตของคนเรานั้น ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นเช่นไร -- จึงไม่ควรฝากอะไรไว้ในอนาคต
จงทำความดีในปัจจุบันไว้เถิดลูก..
อย่างน้อยๆ เกิดมาครั้งหนึ่งเราก็ยังเคยได้สร้างความดี ทำความดีไว้ในพรรษาหนึ่ง เราก็ยังฝึกฝนตนได้
อย่างน้อยถ้าพรรษาหน้า เรายังอยู่ > เราก็จะได้รู้ว่า เราได้ทำดีไปแล้ว ในพรรษาหนึ่ง
และพรรษาหน้า เราก็จะได้ตีกรอบ -วัดความดีของเราให้หนักแน่นเพิ่มขึ้นมา /ให้มากเพิ่มขึ้นมา
เพื่อเรานั้นจะได้เลื่อนระดับ ของการทำความดี // สร้างความดีเป็นขั้นๆไป
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. จงประพฤติดี กระทำดีเช่นนี้เถิดลูก
ในช่วงเข้าพรรษานี้ ให้ทุกๆคนตั้งใจภาวนา
และบุคคลผู้ใด ที่ได้เข้ามาประพฤติ บำเพ็ญ ปฏิบัติ หรือเข้ามาอยู่ในศาสนาพุทธแล้วก็ตาม
ให้จงระลึกคิดเช่นนี้เถิดลูก..
เรานี้เกิดมาอยู่ในศาสนาพุทธ.. นับถือพุทธมาตั้งแต่เกิด
แต่เราอายุเท่าไหร่แล้ว แล้วเราได้เคยทำดีในช่วงเข้าพรรษา บ้างแล้วหรือยัง ?
เมื่อยัง ก็จงทำเสียลูกเอ๋ย เพราะว่า ชาติหน้า ชาติใหม่
+ ไม่รู้ว่าเราจะได้มากลับเจอพระพุทธศาสนาอีกหรือเปล่า ?
+ ไม่รู้ว่าต่อไป เราจะมีโอกาสอีกหรือเปล่า ?
บุคคลผู้ใดที่ได้เข้ามาศึกษา บำเพ็ญธรรมแล้ว ก็ให้ระลึกนึกคิดทบทวนอยู่ตลอดเวลา ว่า
ปีนี้ เป็นปีที่เท่าไหร่ ที่เราได้รู้จักพระธรรมคำสั่งสอน รู้จักการบำเพ็ญปฏิบัติ แล้วตอนนี้
- เรายังติดอะไรอยู่
- ลุ่มหลงอะไรอยู่
- จมอยู่กับอะไรอยู่บ้าง
- เราถอดถอนอะไรไปได้บ้างแล้ว
ในเวลาหลายปี /หลายเดือนมานี้ ที่เราได้มารู้จักกับธรรมคำสอน
เรายังติดความรัก ความโกรธ ความโลภ ความลุ่มหลงต่างๆ อยู่หรือเปล่า
ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็จงนับดูลูกเอ๋ย ว่าตนเกิดมาแล้วกี่ปี่
- ได้รู้จักการเข้าพรรษามาแล้วกี่พรรษา
- แล้วเราได้ทำดีได้มากขนาดไหน
- ยังเหลือความชั่วในตัวของเรามากเพียงใด
หรือจะดูแต่ความชั่วที่ยังเหลืออยู่ ก็ได้ ลูกเอ๋ย..
พิจารณาสิ่งไม่ดี สิ่งที่ก่อกวนใจ และจะฉุดดึงเรานั้นไปกระทำความชั่ว // กระทำสิ่งที่ทำให้ตนนั้นติดอยู่-ทุกข์อยู่ และจมอยู่ เหล่านั้นให้ได้
และถอดถอนสิ่งไม่ดี > สิ่งที่ดีก็จะเข้ามาเอง
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. จงประพฤติ ปฏิบัติ กระทำตนให้ดี ให้อยู่ในกรอบของศีลธรรม ในช่วงนี้เถิดลูก
ตั้งใจดีแล้ว ก็ประพฤติดี กระทำดีด้วย – ความดีนั้นจึงจะเสร็จสมบูรณ์ อย่างแท้จริง
ส่วนนักบวชทั้งหลายผู้ที่ได้เข้ามาขึ้นชื่อว่าเป็นนักบวช ไม่ว่าจะเป็นสมมุติว่า เป็นพราหมณ์ เป็นเณรน้อย
หรือจะเป็นสมมุติสงฆ์ จะเป็นอริยสงฆ์ -- จะเป็นแบบไหนในนักบวชก็ตาม
ให้จงพิจารณาดูตนเถิดลูก...
ปีนี้ เป็นพรรษาที่เท่าไหร่ แล้วเราได้อะไรแล้วบ้าง ยังติดอะไรอยู่บ้าง
การมาบวชของเราในคราวครั้งนี้ เราได้ถอดถอนอะไรทิ้งไปแล้วบ้าง- หรือว่ายังอยู่
ยังถูกครอบงำด้วยความอยาก- ความยึด- ความหลง สิ่งต่างๆเหล่านั้น อยู่หรือเปล่า
พิจารณาดูตนให้ดี และระลึกรู้ว่าตนคือ “นักบวช” // ตนนั้นบวชมานานแค่ไหนแล้ว
ให้ดูกิเลส สิ่งที่ครอบงำตน-- แล้วถอดถอนเถิด.. ลูกเอ๋ย
อย่ามัวแต่ภูมิใจ ว่าฉันมีพรรษาเท่านั้นแล้ว /เท่านี้แล้ว /มาแล้วกี่ปี
บางคนก็นั่งภูมิใจว่าในพรรษาต่างๆ
แต่พรรษาเหล่านั้น ก็ไม่ได้ช่วยอะไรให้ลูกนั้น ละทิ้งห่างไกล จากความลุ่มหลง ยึดติดต่างๆเลย ลูกเอ๋ย..
พรรษาที่นับไว้.. ไม่ช่วยอะไรลูกหรอก
ความดี -ความรู้ตัวรู้ตน สิ่งเหล่านั้นต่างหากเล่า ที่จะช่วยให้ลูกได้หลุดพ้นอย่างแท้จริง…
ฉะนั้น พรรษาต่างๆ เราจงอย่าไปยึดถือมัน และเอามันมาเป็นอัตตาตัวตน
มาเป็นทิฐิให้แก่เรา และคิดว่าเรานั้นสำคัญแล้ว / ว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ / ได้เท่านั้นเท่านี้พรรษา ..ลูกเอ๋ย
ให้จงมองดู ทบทวนดูตนว่าปีนี้..เป็นพรรษาที่เท่าไหร่ เราได้อะไรแล้วบ้าง- ในพรรษาต่างๆ
ยิ่งเรามาบวชนานเท่าไหร่ > ก็ยิ่งควรทบทวนดูตนมากเท่านั้น..
เรามา 10 ปีแล้ว -ได้อะไรบ้าง ?
20 ปี กับการเป็นนักบวช- ได้อะไรบ้าง
คือ ได้ความพ้นทุกข์ในระดับใด /ละอะไรได้บ้าง /ยังติด ยังเหลืออะไรอยู่บ้าง
ให้พิจารณาเช่นนี้ แล้วตั้งใจให้ดีว่าในพรรษานี้ จะทำกิเลสตัวไหนให้หลุดไป
จะทำความลุ่มหลง ความโกรธ หรือสิ่งที่ไม่ดีตัวไหนให้หลุดไปจากเรา
จงฝึกฝนตนให้ดี เพื่อตนนั้นจะได้ความสุข /ได้ความดี ที่เป็นความดีอย่างแท้จริง
ในพรรษาแต่ละพรรษา มีไว้ให้ลูกทั้งหลาย คอยทบทวนความดีที่ทำมา ..ว่าตนนั้นได้ทำความดีอะไรไปแล้วบ้าง
และความดีเหล่านั้น..
- ได้ทำสมบูรณ์ดีหรือเปล่า หรือ
- เป็นความดีที่ใช้ความอยากจัดสรร
- เป็นความดีที่ทำไปด้วยตัณหา แล้วเกิดความทุกข์
- เป็นความดีที่เราทำแล้ว เกิดความสุขหรือเปล่า
พิจารณาทบทวน หาข้อบกพร่องในความดีที่ทำ หรือว่าทำดีแล้ว ยึดดี ถือดีหรือเปล่า
สิ่งเหล่านี้ คือ สิ่งที่ทบทวน และควรจะชำระเอาสิ่งที่ยังติดอยู่ /ไม่ดีอยู่ เหล่านั้นออกไป
ทิ้งไปจากตัวตนของเรา ..ลูกเอ๋ย
รวมถึง เป็นช่วงที่ลูกนั้น> ควรพิจารณาว่า ตนยังติดอะไรอยู่
ควรขัดเกลา และเตือนตนว่า --ฉันมาเท่านี้แล้ว
/ ฉันได้อะไรบ้าง
/ ฉันเหลืออะไรบ้างที่ต้องทำ
แล้วจงรีบเร่ง กระทำจิตของตน ให้เข้าถึงซึ่งความพ้นทุกข์อย่างแท้จริงเถิด.. ลูกเอ๋ย
ในช่วงพรรษานี้ ก็ถือเป็นช่วงสำคัญที่นักบวชต่างๆ ควรประพฤติ ปฏิบัติ บำเพ็ญธรรม
ทำสิ่งที่ดี ให้ก่อเกิดประโยชน์แก่ตน และเผื่อแผ่แก่บุคคลผู้อื่นด้วย ...
นักบวชทั้งหลาย จึงจำเป็น และควรอย่างยิ่งที่จะขัดเกลากิเลสตัณหาที่มีอยู่ในตัวในตน ออกไปเสียให้หมด
หรือน้อยลงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย.. ลูกเอ๋ย
เพราะการที่เรายังมีกิเลสตัณหา ความลุ่มหลงต่างๆอยู่.. เราย่อมถูกสิ่งเหล่านั้นชักจูง ชักนำไปกระทำในสิ่งที่ผิดๆอยู่เสมอ และขึ้นชื่อว่าผิด ย่อมส่งผลมากระทบที่เรา ทำให้ก่อเกิดเป็น”ทุกข์”
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ฉะนั้น จงขัดเกลาตนให้หมดจากกิเลสตัณหาเหล่านั้นเถิด
และความดีที่อยู่ในตัวในตนของเรานี้ ก็จะแพร่หลาย แผ่คลุมไปสู่บุคคลผู้อื่นอีกด้วย
จงเอาตนเป็นที่ตั้ง และตั้งในตนให้ดี ชำระตนให้สะอาด..
เปรียบเสมือนบ่อน้ำที่ทำจนสะอาด ใสเย็นแล้ว -- บุคคลผู้อื่นก็ได้พึ่งพาด้วย
จงประพฤติดี ปฏิบัติดี ตามความตั้งใจดี วัดความอดทน
ตีกรอบของตนไว้ในช่วงเข้าพรรษานี้ และระลึกรู้เช่นนี้เถิดลูกเอ๋ย..
เพื่อถอดถอน”ความเกิด”ของลูกนั้น // เพื่อถอดถอน”ความทุกข์” ที่มีอยู่นั้น
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. *กรรม* คือ สิ่งที่ทำให้เราทั้งหลาย ยังเวียนวน เวียนว่ายตายเกิดอยู่
ถ้าเรายัง”กำ” สิ่งใดไว้ -- สิ่งนั้น ก็จะเป็นสิ่งที่ส่งเราไปเกิดตาม”กรรม” อันนั้น
เรียกว่า มนุษย์ หรือจิตต่างๆที่ยังอยู่ในวัฏสงสารนี้ จึงเป็นไปตามกรรม
ถ้าเรากำความชั่วไว้ / กำความดีไว้ / ยึดติด ยึดมั่น ถือมั่น ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
เราก็จะไปเกิด ดี-ชั่ว > ตามกรรมของตน
แต่วันนี้ หากลูกนั้นปรารถนา ที่จะหยุดการเกิดแห่งตน
ลูกนั้นก็จงหยุดกรรม คือ หยุดในการยึดถือ สรรพสิ่งทั้งหลาย
ไม่กำทั้งดี // ไม่กำทั้งชั่ว ไม่กำอัตตาตัวตน -- ไม่กำอะไรอีกต่อไปแล้ว
ปล่อยทุกอย่างให้ว่าง ให้โล่ง ให้โปร่ง ให้หลุดจากเราไป
แล้วสลายตน ให้เหลือแต่เพียง *ความว่างเปล่า*-- ไม่มีตัวตน ไม่มีเรา ก็ไม่มีของของเรา
เมื่อนั้นลูกก็จะไม่ถูกกรรมใดกรรมหนึ่ง ส่งไปให้เกิดในสวรรค์ชั้นใดชั้นหนึ่ง หรือในนรกขุมใดขุมหนึ่ง
หรือจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก
< กรรมนั้นไม่มีส่งลูกไปไหนอีกแล้ว-- เพราะลูกไม่ได้กำอีกต่อไปแล้ว >
จงฝึกฝนในการแบออกมา / ละออกมา / ละทิ้งเสีย --ทิ้งสรรพสิ่งจากความยึดถือ ยึดติด ยึดมั่นต่างๆ
แล้วเราจะได้ไม่ถูกกรรมนั้น กำหนดให้เป็นเช่นนั้น เช่นนี้.. อีกต่อไป
จงประพฤติดี ปฏิบัติดี นำทางตน - ให้เข้าถึงซึ่ง*พระนิพพาน* ในพรรษานี้
ให้ชำระจิต-กาย-ใจ ของตน.. ให้สะอาด บริสุทธิ์
ทำตนให้รู้แจ้ง / เห็นชัด ในความเป็นจริงของสรรพสิ่ง
แล้วถอดถอนให้หมดกรรมเสียเถิด.. ลูกเอ๋ย
เพราะกรรม คือ แดนเกิดของสรรพสิ่งที่ก่อตัวเป็นเรา
-- หากหยุดกรรม ก็หยุดการเกิด --
สาธุ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 31, 2015, 07:03:15 pm โดย thanapanyo »