ผู้เขียน หัวข้อ: Rec-1327 จริงไม่มี มีไม่จริง  (อ่าน 1496 ครั้ง)

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4229
    • ดูรายละเอียด
Rec-1327 จริงไม่มี มีไม่จริง
« เมื่อ: กรกฎาคม 27, 2015, 06:57:14 am »




(ถอดความจากคลิป)

ธรรมะเปิดโลก วันที่ 27  กรกฎาคม 2558
ตอนที่ 100 **จริงไม่มี มีไม่จริง**

เมื่อพระยาธรรมิกราชได้เข้าเฝ้าต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่านได้ทรงแสดงธรรมกลับมา ดังนี้ว่า
- - - -

ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ทุกสิ่งทุกอย่างที่มี ที่สมมุติว่ามีอยู่เหล่านั้น-- ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งเหล่านั้นไม่มี
ไม่มีอย่างไรเล่า ไม่มีนั้น-- เพราะว่ามันไม่เที่ยงแท้

ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. จงพิจารณาตามนี้เถิดลูก แล้วลูกจะเห็น “ความไม่มี..ในสิ่งที่มีอยู่”
ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ ข้าวของ /จะเป็นผู้คน บ้านเมือง จะเป็นต้นไม้ ใบหญ้า
.. จะเป็นอะไรก็ตามที่อยู่บนโลกนี้ หรืออยู่ในวัฏสงสารนี้..
<  สิ่งทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมมีความไม่เที่ยงแท้อยู่ในตัวของมัน >

สรรพสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ มีตั้งขึ้นมา มีทรงสภาวธรรมอยู่ และเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา
สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ จึงเป็นเพียงสิ่ง ที่สมมุติว่า “มี”

เมื่อมันเป็นแค่สิ่งที่สมมุติว่า มี แท้ที่จริงแล้วมันจึงไม่มี เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่เราสมมุติว่า เป็นสิ่งนั้นหรือสิ่งนี้
// มีอยู่ในที่นั่น หรือที่นี่ เท่านั้นเอง..

แต่ในความเป็นจริงก่อนจะมี มันก็ไม่มี // ตอนที่มันมีอยู่ มันก็แค่สมมุติว่า “มีอยู่”
ถ้าถึงเวลาที่มันดับ เสื่อมสลายไป-- มันก็ไม่มี

สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ไม่มีความเที่ยงแท้อยู่ในนั้น จึงเป็นแต่เพียง *สิ่งสมมุติ* เท่านั้น.. ลูกเอ๋ย 
จึงเรียกว่า “ไม่มี”

ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ไม่ใช่แต่เพียงโลกมนุษย์ // ไม่ใช่แต่เพียงโลกใดโลกหนึ่ง ที่มันไม่มีเท่านั้น
หากแต่ยังติดอยู่ / ยังวนอยู่ / เวียนอยู่ในวัฏสงสารนี้ ...
**ชีวิตก็ยังคงอยู่ในความไม่เที่ยงแท้**

จะเป็นนางฟ้าองค์หนึ่ง เมื่อครั้งกลับมาเกิดแล้ว.. นางฟ้าองค์นั้นก็หายไป
จะไปเกิดเป็นเทพบุตรอยู่ในสวรรค์ ชั้นใดชั้นหนึ่ง หมดรอบเวลาของบุญ
เทวดาองค์นั้นเมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์แล้ว.. เทวดาองค์นั้นก็ไม่มี หาย สลายไป
จะเป็นวิมานแก้ว วิมานทอง หากผลบุญของผู้ที่ครอบครองนั้นหมดไป
วิมานแก้ว วิมานทองเหล่านั้น.. ก็จะสลาย ดับหายไปตามกาลเวลาของมัน
-- แม้จะไปเกิดในโลกอื่นๆ จะเป็นสุข หรือเป็นทุกข์ // สิ่งทั้งหลายเหล่านั้น“ล้วนแล้วแต่ไม่เที่ยงแท้”

ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. จึงเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า *จริงที่มี แต่ไม่มีในความเป็นจริง* 
เพราะจริงๆแล้ว มันไม่มี ไม่ว่าจะเป็นโลกมนุษย์ของเราก็เช่นเดียวกัน

เกิดมา ชื่อสมมุติว่า ชื่อนี้.. เป็นลูกของคนชื่อนั้น
แต่ถ้าเกิดวันไหนที่เราหมดเวลา- หมดอายุขัยที่จะอยู่บนโลกนี้ไป
-- คนที่เป็นเรา ที่เรียกว่า เรา ที่ชื่อสมมุติว่าเป็น “เรา” --
บุคคลผู้นั้น > ก็ดับ สูญสลายไปจากโลกนี้

สรรพสิ่งทั้งหลาย มันมีแต่ความไม่เที่ยงแท้ มีแต่วิ่งเข้าหาเวลาที่จะเสื่อมสลายไป ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ ข้าวของ บุคคลที่รัก /ที่พอใจ จะเป็นผู้คนหรือเทวดา --ล้วนแล้วแต่อยู่บนความไม่เที่ยงแท้ทั้งนั้นเลย.. ลูกเอ๋ย
 < สิ่งเหล่านี้จึงไม่มีในความเป็นจริง >

และยังรวมถึงความรู้สึกต่างๆอีกด้วย ความรู้สึกสุข /ความรู้สึกทุกข์ /ความรู้สึกเจ็บ /ความรู้สึกทรมาน

สิ่งต่างๆทั้งหลายที่เป็นความรู้สึกนั้น ก็เช่นเดียวกัน..ลูกเอ๋ย
> มันก็ไม่มีความเที่ยงแท้อะไรเลย...
“ความสุข” นั้นหรือ มีอยู่จริงหรือเปล่า ?
ถ้ามันมีอยู่จริง เราก็ต้องสุขตลอด -ไม่มีความทุกข์เลย
-- ความสุขนั้นต้องอยู่ในเราตลอดไป ไม่มีดับ /ไม่มีหายไป -- 

แต่นี่ความสุขนั้นมันแวบเข้ามาพักหนึ่ง และมันก็แวบไปอีก
.. เมื่อสุขเข้ามาแล้ว ทุกข์ก็หายไป
.. เมื่อหมดเวลาแห่งความสุข // ความทุกข์ก็ผ่านเข้ามา > ความสุขก็หายไป

ความรู้สึกต่างๆทั้งหลาย / สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นก็ไม่มีความเที่ยงแท้ ..ไม่ว่าจะเป็นแค่ความรู้สึก
- มีความสุข-ความทุกข์
- มีความรู้สึกเกลียด-ไม่เกลียด
- รัก-หรือไม่รัก
- ความรู้สึกโลภ-ความรู้สึกโกรธ-หลง
… ความรู้สึกต่างๆที่มีอยู่  > ก็ล้วนแล้วแต่.. อยู่บนความไม่เที่ยงแท้

ฉะนั้น ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ความรู้สึกก็ไม่มีอยู่จริง มันเป็นของจอมปลอม เป็นสิ่งสมมุติที่เรานั้นไปแอบยึดติด ยึดมั่นถือมั่นให้มันมาเป็นเรา / เป็นของเรา-- แล้วเราก็พลอยสุข พลอยทุกข์ไปกับเขาอยู่นั้น..ไม่รู้จบ

ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. แท้ที่จริงแล้ว สิ่งเหล่านั้น- มันก็เป็นแต่เพียงสิ่งสมมุติเท่านั้น
มันไม่มีอยู่ในเรา //ในตัวของเรา
/ ไม่ว่าจะเป็นคำพูดจากบุคคลผู้อื่น พูดดี หรือพูดไม่ดี
/ ไม่ว่าจะเป็นคำด่า- คำชื่นชม สรรเสริญ -หรือนินทา

สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นก็ไม่มีความเที่ยงแท้เลย ลูกเอ๋ย.. ก็มีแต่เพียงเสียงที่มันผ่านมา และมันก็หมดไป..

จงอย่าไปลุ่มหลงอยู่กับคำชื่นชม หรือลุ่มหลงอยู่กับคำด่าของใคร //คำพูดดี หรือพูดไม่ดีของใคร > จนทำให้ตนนั้นต้องเป็นทุกข์เลย …

ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. สิ่งต่างๆทั้งหลายทั้งปวง ที่กล่าวมาแล้วนั้น ล้วนแล้วแต่ไม่มีอยู่จริง / ไม่มีอะไรที่มีจริง
-- รวมถึงตัวตนของเรานี้ด้วย --   

จงพิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริงเถิดลูก.. ตัวเรานี้ มีจริงหรือ ?
หายใจเข้า หายใจออก.. เรานั้นทรงสภาวธรรม
สมมุติว่าชื่อนี้- ชื่อนั้น เพราะว่ามันยังมีธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ช่วยประคองไว้ ให้ก่อเกิดสมมุติว่าเป็นเรา
แต่ถ้าเกิดเมื่อไหร่ธาตุลมหยุดเดิน หรือธาตุใดธาตุหนึ่งเกิดผุพัง เกิดเดินไม่ปกติ ..
> เราที่เรียกว่า “เรา”นี้ จะมีอยู่มั้ย !

หากว่ามันดับลง มีธาตุใดธาตุหนึ่ง หรือสมมุติสำคัญที่ 1 เป็น ธาตุลม..
ถ้าธาตุลมหยุดเดิน เรานี้ยังมีเราอยู่มั้ย ?

ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. เกิดมาก็ไม่นานนี้เอง ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง เราก็อายุขัยมากเท่านี้แล้ว.. ความเปลี่ยนแปลงในร่างกายก็เปลี่ยนแปลงไปมาก

เด็กเล็กน้อยตัวแดง เติบโตมาเดินได้ เด็กเดินได้ ก็เริ่มพูดได้
เมื่อพูดได้ ก็เริ่มเรียนรู้/ ศึกษา
เมื่อเรียนรู้/ ศึกษา ก็เป็นหนุ่มเป็นสาว
และแล้ว ก็มีครอบครัว
และแล้วก็กลายเป็นคุณปู่ คุณย่า
และแล้วก็หมดเวลา...
< เมื่อหมดเวลา “เรา” ยังมีอีกหรือ ?  >

ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ตัวตนของเรานี้ ก็ไม่ต่างอะไรจากสิ่งต่างๆทั้งหลายที่มันเกิดขึ้นด้วยธรรมชาติ
และดับไป / เป็นไป ตามธรรมชาติของมัน

จะสุข จะทุกข์ จะอยากหยุดสุข-ทุกข์นั้นไว้ จะเป็นแบบไหน > สิ่งเหล่านั้นก็ต้องผ่านไปอยู่ดี

ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ฉะนั้นเราจึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่มี และเป็นอยู่ / ยึดถือว่าเป็นเรา เป็นของของเรา --

จงปล่อยจิต ปล่อยใจ ปล่อยให้ว่างๆ และมอบสิ่งทั้งหลาย > กลับคืนสู่ธรรมชาติ ไม่ยึดถือมันอีกต่อไป...
เพื่อสลายความทุกข์ เพราะทุกข์นั้นมาจาก  < สิ่งที่ยังมีอยู่-- จึงมีทุกข์มาเกาะอยู่ >

< ทุกข์นั้นจะไม่มี หากว่าเราสลายจนมันไม่มี-- และก็จะไม่มีสิ่งใดมาเกาะสิ่งใดอีก คือ การดับทุกข์ >

ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ในโลกเช่นนั้นไม่มี แต่ว่ามันมีอยู่นั้น คือ โลกที่เที่ยงแท้ คือ ดินแดนแห่งพระนิพพาน
-- เพราะที่นั่น พ้นจากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มีการดับจากสิ่งที่มีอีกต่อไป -- 

ทรงสภาวธรรมอยู่ เที่ยงแท้ ไม่เกิด ไม่แก่อีกแล้ว และจะอยู่เช่นนั้น ตลอดไป..
// เพราะได้พ้นจากกฎของความไม่เที่ยงแท้
// เพราะได้พ้นจากธรรมชาติ
// เพราะจิตเหล่านั้นได้สละคืนสิ่งที่มีทั้งหลาย กลับคืนสู่ธรรมชาติแล้ว
> จิตเหล่านั้นจึงเป็นอิสระ / จึงไม่ต้องถูกกฎของธรรมชาติควบคุมอีกต่อไป จึงเป็น...
**โลกที่ไม่มี.. แต่ว่ามีอยู่จริง**

 > ความไม่มีของโลกใบนั้น คือ...
/ ไม่มีแล้ว ในความปรารถนา
/ ไม่มีแล้ว ในความทุกข์ ความทรมาน
/ ไม่มีแล้ว ในกิเลสตัณหาทั้งปวง
/ ไม่มีความยึดมั่น ถือมั่นใดๆทั้งสิ้น
 -- จึงไม่มีสิ่งใด ที่ทำให้ความทุกข์ไปเกาะติดอยู่ได้ // สร้างเหตุของทุกข์ ให้ได้อีก --

จึงเป็นที่ที่ไม่มี -- แต่สิ่งที่มีในที่นั่น คือ ความเที่ยงแท้-ที่มันไม่มีทางจะดับ จะสูญสลายอีกต่อไป คือ
*นิพพานเที่ยงแท้แน่นอน*
**ไม่กลับมาเกิด
**ไม่กลับมาแก่ เจ็บ และตาย
**ไม่มีอะไรจะมาเปลี่ยนแปลงความที่มี /ความที่เป็นนั้นได้อีกแล้ว

บุคคลผู้ใด ที่ถึงแล้วซึ่งพระนิพพาน
บุคคลผู้นั้น ถึงซึ่งความมี--*มี* คือ “ความเที่ยงแท้ที่มีอยู่” และมีอย่างแท้จริง ไม่ใช่มีเพราะสิ่งสมมุติ

บุคคลผู้ใดที่ยังไม่สละคืนเสีย สิ่งต่างๆที่มีอยู่ >ให้กับธรรมชาติไป
บุคคลผู้นั้น ย่อมเป็นทุกข์ เพราะยังถูกสิ่งที่มี--แต่สมมุติว่ามีเหล่านั้น ครอบงำ ควบคุมให้เป็นทาสของมัน

ให้เรายังพลอยสุข..สุขเพราะว่า มันมีขึ้นมา
ทุกข์.. เพราะว่ามันจะดับสลายไป
หรือบางทีก็ทุกข์.. เพราะว่าเกิดสิ่งที่ไม่ปรารถนาขึ้นมา

ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. เมื่อเราอยู่กับความหลอกลวง คือ “ความไม่เที่ยงแท้” คือ “สิ่งที่ไม่มีจริง”
-- เราย่อมเป็นทุกข์เพราะมันอยู่เสมอ--

แต่ถ้าเกิดว่าเราทำจิตแห่งตน จนเข้าถึงความไม่มี คือ ..
* ไม่มีแล้วในความต้องการต่างๆ
* ไม่มีแล้วในกิเลสตัณหาต่างๆ
-- แต่ไปทรงสภาวธรรม อยู่ในความที่มีอย่างเที่ยงแท้แน่นอนในนิพพาน--
<  เราย่อมเป็นสุข >

ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. จงพิจารณาให้เห็นความไม่มี ในตัวเราด้วยความไม่เที่ยงแท้ แล้วดับความลุ่มหลงกับสิ่งอื่นๆ ทั้งหลายทั้งปวง เพื่อลูกนั้น จะได้หลุดเข้าไปอยู่ในความเที่ยงแท้ จะได้ไม่ทุกข์อีก

๐ เมื่อเราดับ ”เรา” -- สลายความเป็นตัวตนของเรา
๐ เมื่อไม่มี “เรา” แล้ว -- สรรพสิ่งอื่นใด จะมีได้อย่างไรเล่า

๐ เมื่อไม่มีตัวของเราแล้ว อย่างอื่นนั้นย่อมไม่มี ...

ถ้าลูกนั้น หยุดหายใจวันนี้ อะไรเล่าที่เป็นของลูก หนี้สิน ทรัพย์สิน คำชื่นชม คำนินทา
จะเป็นสมบัติ หรือจะเป็นอะไรก็ตาม ทุกอย่างสิ้นสุดลง ไม่มีอะไรเป็นของลูกเลย ...
บุคคลที่รักต่างๆ ลูกหลาน บริวาร พี่น้อง พ่อแม่ สิ่งเหล่านั้นหรือ..จะเป็นของลูก

สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งสมมุติขึ้นมา อยู่ในธรรมชาติ
- สมมุติว่า สุข
- สมมุติว่า ทุกข์
- สมมุติว่า ยึดติด ยึดถือ ยึดมั่นกันและกัน
< เป็นสิ่งสมมุติทั้งนั้น--ท้ายที่สุดแล้วสิ่งเหล่านั้น ก็ดับหายไป >

ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ความยึดถือของเราต่างหาก ทำให้เรามัดกันแน่น - แน่นจนเรานั้น ไม่อาจที่จะถอดถอนความผูกมัด ลุ่มหลงเหล่านั้น ทิ้งออกจากตัวได้
-- จึงเป็นเหตุของบ่วงกรรม- กรรมที่ยังคล้องจิตคล้องใจเราไว้ >ให้ยังคงจมอยู่กับความทุกข์อยู่อย่างนั้น--   

จิตของเรายึดถือ ยึดมั่น ยึดเหนี่ยวสิ่งเหล่านี้เราไว้
เมื่อครั้งตายไป เราจึงมีสิ่งเหล่านี้เป็นที่ยึด ให้วนเวียนอยู่ในวัฏสงสาร > ไม่หลุดพ้นสักที..

แท้ที่จริงแล้ว ลูกเอ๋ย.. เราผู้ที่อยู่ในวัฏสงสารนี้ ก็ไม่ได้ต่างอะไรกันกับต้นไม้ไผ่ กับต้นกล้วย กับสิ่งอื่นๆที่มันเกิดขึ้นโดยธรรมชาติเลย  แต่สิ่งเหล่านั้น เขาไม่ได้มีความยึดถือ / ยึดมั่นในสิ่งที่เป็น เขาจึง..
- ไม่เจ็บปวด
- ไม่เวียนวน
- ไม่มีสิ่งที่ทำให้เขาเป็นทุกข์ ทรมาน

เขาจึงเกิด-ดับ ตามธรรมชาติของเขา // เขาไม่มีความคิดที่จะมาปรุงแต่ง / ผูกมัดว่า ตนเป็นอย่างนั้น หรืออย่างนี้
เขาจึงไม่เจ็บปวด

ต้นไผ่ต้นหนึ่ง เขาเกิดขึ้นมาตามธรรมชาติ เมื่อถึงรอบปี หน่อของเขาก็จะโผล่ขึ้นมาตามธรรมชาติ
ใครไปฟันมาเป็นอาหาร เขาก็จะไม่ร้องไห้ ไม่สนใจอะไร
.. เพราะเขาเหล่านั้น ถูกสร้างมาโดยไม่มีความยึดมั่นถือมั่น ไม่มีความรู้สึก...

มนุษย์เรา อาจจะอยู่ในจุดที่มีความรู้สึก มีความนึกคิด จึงมีความยึดมั่นถือมั่น
แต่ในความเป็นจริงแล้ว..ลูกเอ๋ย เราก็ไม่ต่างอะไรจากสิ่งเหล่านั้นเลย เพียงแต่จิตของเรา
- มีความคิด ปรุงแต่งว่าเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ 
- มีความลุ่มหลง ยึดถือเอาไว้
>  แล้วความยึดถือของเรานั่นแหละลูก จึงนำพาความทุกข์ให้เราต้องเวียนว่ายตายเกิด ไม่จบไม่สิ้น

สิ่งเหล่านั้นแหละ..ลูกเอ๋ย ความคิดเหล่านั้นแหละลูก เป็นสิ่งที่ทำให้เรายังไปก่อเกิด เป็นเช่นนั้น เช่นนี้ ตามกรรม
/ คิดดี ก็สร้างกรรมดี
/ คิดชั่ว ก็สร้างกรรมชั่ว

+ ไปเกิดอยู่ในจุดที่ดี ตามความคิดและการกระทำที่ดี +
+ ไปเกิดอยู่ในจุดที่ชั่ว ตามความคิดที่ชั่ว และการกระทำชั่วนั้น +

ความคิดเหล่านั้น นำพาให้เราเกิดตรงนั้น วนตรงนี้ เวียนตรงนี้
-- ยังมีที่เกาะยึดเหนี่ยวแห่งกรรมทั้งหลายที่เรายังยึดถือมันอยู่ -- 

ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ในความเป็นจริงแล้ว **เราไม่มีในมัน มันไม่มีในเรา**

เมื่อเรานั้น มอบทุกอย่าง.. กลับคืนสู่ธรรมชาติ
ชีวิตของเราย่อมต้องเป็นสุข / เป็นอิสระ ไม่ถูกสิ่งเหล่านั้นครอบงำอีก ..ลูกเอ๋ย

การที่เรานั้น ยังมีความรักอยู่ ยังมีความโลภอยู่ ความโกรธอยู่ และความหลงอยู่
> เพราะว่าเราไม่รู้ตามความเป็นจริงว่า สิ่งเหล่านั้น...
คือ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา
คือ สิ่งที่แค่หลอกให้เราติดบ่วงของมัน และวนอยู่กับมัน

ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. เมื่อเรารู้ตามความเป็นจริงว่า สิ่งเหล่านั้นไม่มีอยู่ในเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา
-- แล้วเราก็จะหลุดจากมัน ไม่ตกเป็นทาสของมันอีก -- 

สาธุ

<< >>

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 01, 2016, 07:18:04 pm โดย thanapanyo »