ผู้เขียน หัวข้อ: Rec-1321 ไม่ยึดติดในสิ่งที่รู้  (อ่าน 1135 ครั้ง)

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4229
    • ดูรายละเอียด
Rec-1321 ไม่ยึดติดในสิ่งที่รู้
« เมื่อ: กรกฎาคม 19, 2015, 05:52:57 am »
[/youtube]



ธรรมะเปิดโลก วันที่ 19 กรกฎาคม 2558
ตอนที่ 92 **ยึดติดในสิ่งที่รู้**
เมื่อพระยาธรรมิกราชได้เข้าเฝ้าต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่านได้ทรงแสดงธรรมกลับมา ดังนี้ว่า
- - - -
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ความคิดของมนุษย์เรา ความคิดของดวงจิตต่างๆ ที่ยังคงเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารนี้
หรือจะเรียกอีกแบบหนึ่งว่า ความคิดของดวงจิตที่ยังเวียนวนอยู่ ยังไม่พ้นจากกิเลสตัณหา ที่ครอบงำจิตใจ
ดวงจิตเหล่านั้นย่อมมีความคิดหลากหลายรูปแบบ แปลกแตกออกจากกันไป
บางคน ก็คิดไปอีกทางหนึ่ง
บางคน ก็คิดไปคนละเรื่อง
… ทั้งที่มันเป็นเรื่องเดียวกัน
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ความคิดต่างๆเหล่านี้ เป็นปกติของจิตที่ยังไม่พ้นทุกข์
แต่จงฝึกฝนตนให้ตนนั้นพ้นทุกข์ ด้วยการปล่อยวางความคิดที่เรามีอยู่เถิดลูก..
เพราะบางทีความคิดหรือสิ่งที่เรารู้นั้น ก็ไม่ได้แปลว่า มันจะถูกต้องเสมอไป
บางครั้งบางที สิ่งที่เรารู้ เราคิดอยู่ และเราก็คิดว่ามัน “ถูกต้องที่สุด” แล้ว
< แต่แท้ที่จริงอาจจะมีอะไรที่ถูกต้อง มากกว่านั้นก็ได้ >
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ความคิด ความเห็นที่เห็นแตกต่าง แล้วเรายึดติดยึดถือในความคิดนั้น..
ทำให้เราจมอยู่ / ติดอยู่กับความคิดเหล่านั้น -- ไม่ยอมรับรู้ความรู้ /ความคิดใหม่ๆ เข้าไปพิจารณา …
และบางทีตัวของเราเองนี้ ก็ชอบเอาความคิดของตนยกเป็นที่ตั้ง
+ ตัดสินว่าความคิด หรือความรู้ที่ผู้อื่นนั้นรู้หรือคิดนั้น..ผิดเสมอ
+ คิดว่าของตนแหละ คือ “สิ่งที่ถูกต้องที่สุด”
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. หากเป็นเช่นนั้น คิดอย่างนั้น ความรู้ ความคิด ก็จะหยุดแค่นั้น..ลูกเอ๋ย
จงเปิดจิตเปิดใจให้กว้างเถิดลูก.. เพราะบางทีความรู้ /ความคิดที่เรามีอยู่- มันอาจจะไม่ถูกต้องทั้งหมดก็ได้
เพราะบางทีสิ่งที่เรานั้นคิดว่ามันไม่มีทางผิด - มันอาจจะผิดก็ได้
และถึงแม้ว่ามันไม่ผิด แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความถูกต้องนั้นมันก็มีหลายระดับของความถูกต้อง
บางทีสิ่งที่เรารู้เราคิดนั้น มันอาจจะถูก แต่มันถูกอยู่แค่ในระดับใด ระดับหนึ่งเท่านั้น..
ความที่เรารู้ / สิ่งที่เราคิด.. มันยังมีอะไรที่ถูกต้องมากกว่านั้น สูงกว่านั้น เป็นลำดับๆ สูงยิ่งๆขึ้นไป
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. วันนี้ให้ลูกทุกๆคน ลองทบทวนดูเถิดลูก ...
หากลูกนั้นกำลังยึดถือสิ่งที่ลูกรู้.. ว่าเป็นสิ่งถูกต้องที่สุด
-- ให้จงเปิดใจให้กว้าง เปิดใจรับฟังสิ่งที่มันซ่อนเร้น สิ่งที่มันมีมากกว่าที่ลูกรู้ --
และพิจารณาด้วยสติ ด้วยปัญญา ไตร่ตรองด้วยเหตุผล เผื่อว่าจะเห็นสิ่งที่ถูกต้อง ยิ่งกว่านั้น...
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. การที่เราเกิดมา ยังเป็นจิตดวงหนึ่งที่ยังมีกิเลสตัณหา มีการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในเรานั้น..
* เราไม่สามารถรู้และเข้าใจได้ทั้งหมดหรอกลูก.. ว่ามันเป็นอย่างนั้น หรืออย่างนี้ //
* และไม่สามารถที่จะเข้าใจถูกต้อง รู้ได้ถูกต้องในทุกอย่างหรอกลูก..
เพราะแท้ที่จริงแล้ว คนที่เป็นผู้รู้อย่างแท้จริงนั้น เขาไม่ได้ยึดถือเอาความรู้ของตนเองว่า เขารู้แล้ว...
เขาจะปล่อยวางความรู้ที่เขารู้ เขาจะไม่ยึดถือเอาไว้ // พร้อมที่จะพิจารณา เข้าใจเหตุผลอื่นๆที่เข้ามา
บุคคลที่อยู่ในจุดที่สูงสุดแล้วอย่างแท้จริง-- เขาจะไม่สนใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่าเป็นแบบไหน
> เขาจะรู้อยู่ เห็นอยู่ และวางเฉยกับสิ่งที่รู้เหล่านั้น…
หากลูกยังเป็นบุคคลผู้หนึ่ง ที่ยังติดอยู่ในความรู้ของตนเอง และยึดถือว่าถูกต้องทุกอย่าง..
ความรู้ของลูกนั้นอาจจะไม่ได้แปลว่าถูกต้องเสมอไป
จงปรับเปลี่ยนความคิดใหม่ ปรับเปลี่ยนความรู้ใหม่ เช่น สมมุติว่า เราศึกษาบำเพ็ญเพียรมา เป็นแบบนี้ ตามใจเราที่เราชอบ คือ ถูกกับจริตของเรา
เราปฏิบัติมาแนวทางอีกแบบหนึ่ง และเราก็รู้สึกว่ามันถูกต้อง
แต่พอมีคนอื่นที่เขาปฏิบัติในอีกรูปแบบหนึ่ง ในอีกแนวทางหนึ่ง ตามที่ครูบาอาจารย์เขาสอนสั่ง
ตามที่เขานั้นได้ศึกษา เรียนรู้มา-- อาจจะตรงกับจริตของเขา
แต่เราดันไปตัดสินว่า
.. สิ่งที่เขาทำนั้นผิด สิ่งที่เราทำนั้นถูก
.. สิ่งที่เขารู้นั้นไม่ใช่ สิ่งที่เรารู้ต่างหาก.. จึงจะเป็นสิ่งที่ใช่
หากเรายังมีการเปรียบเทียบว่าเขาผิด - เราถูก // ว่าความรู้ที่เรารู้นั้น เป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด
> นั่นแปลว่าลูก ยังไปไม่ถึงฝั่งลูกเอ๋ย…
เพราะแท้ที่จริงแล้ว ในความเป็นจริงนั้น จะถูกหรือผิดนั้น > **ขึ้นอยู่กับดีหรือชั่ว**
-- ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการทำดี ในแบบไหน --
ไม่ว่าบุคคลผู้นั้นจะทำความดีมาในรูปแบบไหนก็ตาม
~ หากเป็นความดีนั้นแล้ว - ย่อมถูกต้อง ไม่ว่าบุคคลผู้นั้นจะเดินทางมาแบบไหนก็ตาม
~ หากทำความชั่วนั้นแล้ว - ย่อมไม่ถูกต้อง
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. การที่เราจะเดินทางการปฏิบัติไปในแนวใด รูปแบบใดก็ตาม
หากว่าเรานี้เดินด้วยความดี อยู่ในกรอบของศีล ธรรม สมาธิ และปัญญา / อยู่ในขอบเขตของ 4 ย่างก้าวนี้
-- เราย่อมไม่ผิดอะไร --
แม้บางคน อาจจะชอบนั่งสมาธิ ในกรรมฐานอีกกองหนึ่ง
บางคน นั่งในอีกรูปแบบหนึ่ง
< ก็ไม่มีผิดอยู่ในนั้น เพราะ*ทำความดี*ทั้งนั้นเลย >
ฉะนั้น จงอย่ายึดติดกับสิ่งที่ตนรู้ และคิดว่าถูกต้องที่สุด -- ถูกต้องมากกว่า สิ่งที่ผู้อื่นรู้
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. การที่เรายึดติดเช่นนั้น ทำให้เราอาจต้องสร้างกรรมเพิ่มมากมาย..โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
การที่เรายึดติดเช่นนั้น...
// ทำให้เรา เพ่งโทษความดีของผู้อื่น
// ทำให้เรา สร้างกรรมตัดรอนตน
// ทำให้เรา กลับกลายเป็นบันได หนุนนำผู้อื่นให้สูงยิ่งๆขึ้นไป
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. แม้เราจะรู้ธรรมที่เป็นธรรม- ธรรมที่บันทึกไว้ตั้งแต่ยาวนานมา
หรือจะรู้ธรรมที่เป็นธรรมใหม่ๆ - ที่เกิดขึ้นจากการประพฤติ ปฏิบัติ.. เป็นธรรมคำสอนในรูปแบบใหม่
ไม่ว่าเราจะรู้ในรูปแบบใดก็ตาม ควรแต่จะ “เก็บเอาแต่สิ่งที่ดี” มาประพฤติ ปฏิบัติธรรม
*ธรรม* ไม่ใช่ตัวตนของเรา ไม่ใช่เรา.. ลูกเอ๋ย
จงอย่าไปยึดถือ ว่าฉันเป็นผู้รู้.. รู้ในตำราทั้งหมด -- แล้วก็คิดว่า บุคคลผู้อื่นเขาไม่รู้หรอก เขานั้นรู้ผิด / ทำผิด
ไม่ว่าเราจะเป็นผู้ที่ประพฤติ ปฏิบัติ บำเพ็ญธรรม แล้วเราก็ได้ความรู้ใหม่ ซึ่งเป็นธรรมคำสั่งสอนที่ทำให้ตนนั้นรู้ในอีกรูปแบบหนึ่ง ก็อย่าไปยึดเลยลูก.. ว่าสิ่งที่ฉันรู้นั้น ถูกต้องที่สุด ถูกต้องมากกว่าในตำรา หรือสิ่งที่ผู้อื่นรู้ …
จงปล่อยวางความรู้นั้น อย่ายึดถือเอาไว้ และพิจารณากรองเอาความรู้ ธรรมคำสั่งสอนที่ดี
> นำไปประพฤติ ปฏิบัติ ฝึกฝนตนไปเรื่อยๆ
... เพราะแท้ที่จริงแล้ว.. สิ่งที่เรารู้ ไม่ได้แปลว่าจะถูกต้องเสมอไป
ความถูกต้องหรือไม่นั้น ไม่ได้อยู่ที่ความรู้ของเรารู้หรอกลูกเอ๋ย.. อยู่ที่มัน *ดี หรือ ชั่ว*
ทำไปแล้ว เกิดการค้ำหนุน / หรือทับถมตน
ความรู้ที่ถูกต้องนั้นคือ
* ไม่ยึดถือ ยึดมั่น ไม่มีอัตตาตัวตน
* ไม่มีความเห็นที่เป็นของเรา เปรียบเทียบกับของผู้อื่น
< จิตดวงนั้น จึงจะสามารถบำเพ็ญให้สูงยิ่งๆขึ้นไป จนกว่าจะสำเร็จเข้าถึงความพ้นทุกข์ >
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ธรรมทั้งหลาย ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
ธรรมทั้งหลายนี้ เป็นแต่เพียง “เส้นทาง” ที่ให้เราเดินตาม จนกว่าเราจะพ้นจากทุกข์เท่านั้น
-- แต่ไม่ใช่การยึดถือใน “เส้นทาง” ที่เราเดินมา --
เมื่อถึงแล้ว เราก็จะปล่อยทางเส้นนั้นไป อย่ายึดถือ ยึดมั่นในความรู้ของตน
จงปล่อยทุกอย่าง ให้มันเป็นไปตามเหตุของมัน แล้วเราอย่ามีทิฐิในความรู้แล้ว
ปล่อยทุกอย่างให้มันว่าง..ว่างจากเราไป เพื่อที่จะได้ศึกษาเพิ่มเติมใหม่
> จนกว่าเราจะเข้าถึงความพ้นทุกข์ …
จงอย่าเข้าข้างตนเอง อย่ายึดถือสิ่งที่ตนรู้ / ตนคิด ว่า “ถูกต้องที่สุด”
เมื่อทำเช่นนั้น ยังเป็นบุคคลผู้โง่เขลาอยู่ !
บุคคลผู้โง่เขลา ที่ยังแบกถือสิ่งที่ตนรู้ และยังยึดถือ ยึดติดเอาไว้ ไม่ยอมวาง ...
จนทำให้ตนนั้นต้องเกิดความทุกข์มากมายในตัวของตน เมื่อไม่มีใครเห็นด้วย / เมื่อคนอื่นเขาเห็นสิ่งที่แตกต่างออกไป > ตนก็เป็นทุกข์เปล่าๆ ..ลูกเอ๋ย
-- จงประพฤติ ปฏิบัติธรรม เช่นนี้ อย่างนี้เถิด --
สาธุ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 21, 2015, 04:42:19 am โดย thanapanyo »