ผู้เขียน หัวข้อ: Rec-1297 หลักธรรม  (อ่าน 1119 ครั้ง)

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4229
    • ดูรายละเอียด
Rec-1297 หลักธรรม
« เมื่อ: กรกฎาคม 13, 2015, 06:52:21 am »




ธรรมะเปิดโลก วันที่ 13 กรกฎาคม 2558
ตอนที่ 86 **หลักธรรม**
เมื่อพระยาธรรมิกราชได้เข้าเฝ้าต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่านได้ทรงแสดงธรรมกลับมา ดังนี้ว่า
- - - -
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. การที่ลูกนั้นต้องการจะเดินเข้าไปสู่ทางพ้นทุกข์ ลูกต้องรู้ทาง และทางที่จะรู้นั้นคือ ต้องเดินไปในทางไหน.. ถึงจะเจอกับความพ้นทุกข์
แท้ที่จริงแล้ว การที่เราจะไปที่ใดแห่งหนึ่ง ย่างก้าวแรก เราเข้าไปสู่ทางที่ถูกต้อง-- ทางนั้นย่อมนำทางเราไปให้ถึงทางที่ 2
ฉะนั้น ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. วันนี้เรามาคุยธรรมะเกี่ยวกับข้อธรรม ที่เรียกว่า “สิ่งที่อยู่ในหลักธรรมของพระพุทธเจ้า” หลักธรรม ก็คือ แนวทาง การชี้ทาง การบอกทาง เพื่อที่จะบอกให้เรานั้นทำอะไรบ้าง เพื่อพ้นทุกข์
สิ่งที่อยู่ในกรอบของหลักธรรม
คือ ย่างก้าวแรก-- *มีศีล*
ศีล เราต้องรู้รักษา ตั้งสัจจะวาจาไว้ ในศีลระดับใดระดับหนึ่งที่เราแน่ใจ และคิดว่าจะทำได้แน่นอน ให้เราตั้งใจเอาไว้ที่ศีลนั้น
เมื่อย่างก้าวที่ 1 คือ ศีลแล้ว -- ย่างก้าวที่ 2 ก็คือ *ธรรม*
*ธรรม* คือ ธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า สั่งสอนให้เราทำอะไร ประพฤติ ปฏิบัติแบบไหนบ้าง
ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับ “การรักษาศีล” และ “การดับการเกิด” เท่านั้นเอง
ต่อไป สมาธิ -- ย่างก้าวที่ 3 คือ *สมาธิ*
ให้เราทุกคน นอกเหนือจากการรักษาศีล ฟังธรรมแล้ว ให้รู้จักนั่งสมาธิ เพื่อสงบจิตใจของเรา
การที่ทำให้จิตใจของเราสงบ ไม่ว้าวุ่น จะทำให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆ ที่มันเกิดขึ้น- ดับไป
เมื่อเรามีสมาธิ นิ่งอยู่ในจุดใด จุดหนึ่ง-- *ปัญญา* ย่อมบังเกิดขึ้น
เมื่อ *ปัญญา* คือ ย่างก้าวที่ 4 เกิดขึ้นนั้น เราก็จะรู้ทันทุกสิ่งทุกอย่าง
เมื่อเรารู้ถึงปัญญา / ปัญญาบังเกิดแล้ว -- เราก็ศึกษาพิจารณาความไม่เที่ยงแท้ ความที่มันมีขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป
สิ่งที่มันมีอยู่คู่กับวัฏสงสารนี้ ให้เห็นมันอย่างแจ่มแจ้ง อย่างชัดเจน แม้ในขณะเวลาที่ยาวนาน เช่นสมัยแต่ก่อน คนในยุคก่อนเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ และที่สุดก็หายไปหมด / คนในยุคสมัยปู่ย่าตาทวด
จนมาพิจารณาเรื่องสั้นๆ คือ ตัวของเรานี้ เมื่อกี๊ก็คิดแบบหนึ่ง ตอนนี้ก็คิดอีกแบบหนึ่ง
-- เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา นั่นเพราะความไม่เที่ยงแท้ --
เมื่อเราพิจารณาจนเห็นความไม่เที่ยงแท้แล้ว ก็ให้พิจารณาให้เห็น *กฎแห่งกรรม*
*กฎแห่งกรรม* คือ ใครทำอะไรก็จะได้อย่างนั้น ใครทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
ให้เราหมั่นพิจารณาให้เห็นสิ่งเหล่านี้ อย่างชัดเจน รู้เรื่องของกฎแห่งกรรม ว่าทำอะไรไปแล้ว จะเกิดเป็นอะไรบ้าง ต่อไปเมื่อรู้กฎแห่งกรรมแล้ว ให้รู้ภพชาติ การเวียนว่ายตายเกิด เมื่อเราเชื่อหรือเห็น รู้ในเรื่องของภพชาติ การเวียนว่ายตายเกิดนั้นแล้ว ก็จะทำให้เราเข้าใจว่าแท้ที่จริงแล้ว จิตของเรายังทุกข์แล้วทุกข์อีก ทุกข์วนไป ทุกข์วนมา ไม่จบไม่สิ้น ไม่มีที่สิ้นสุด
เกิดมาเป็นอย่างนั้นบ้าง เป็นอย่างนี้บ้าง คู่กับคนนั้น เดี๋ยวก็คู่กับคนนี้ มีลูกเป็นคนนั้น เดี๋ยวก็มีลูกเป็นคนนี้ วนไปเวียนมา เวียนว่ายตายเกิด จนน่าเบื่อหน่ายในวัฏสงสารนี้
เมื่อเรารู้ถึงการเวียนว่ายตายเกิดแล้ว เราจึงจะเกิดการเบื่อหน่ายในการที่ต้องเวียนต้องวน อยู่เช่นนี้
เมื่อเราค้นพบภพชาติแล้ว เบื่อหน่ายแล้ว ให้พิจารณามองดูตนเอง อย่ามองดูสิ่งอื่น หรือผู้อื่น จึงจะเกิดสิ่งที่เราชำระตัวเราเอง ไม่เพ่งโทษผู้อื่นให้เพิ่มกรรม / เพิ่มสิ่งที่ไม่ดี ให้มาปนเปื้อนกับเราอีกต่อไป
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. เมื่อเรารู้สิ่งต่างๆทั้งหลายเหล่านี้แล้ว ให้เราดูเหตุของทุกข์ว่า มาจากไหน
เมื่อเรารู้ว่าเหตุของทุกข์มาจากไหน -- คือ มาจากการเกิดของเรา
< เมื่อเราดับการเกิดของเราได้ - เราก็ดับความทุกข์ได้เช่นเดียวกัน >
จงพิจารณาให้เห็นเหตุของทุกข์ที่มีอยู่ในเรา ที่มันเกิดขึ้นอยู่ทุกเวลา เกิดขึ้นอยู่ตลอด แล้วเราเกิดความเบื่อหน่าย เห็นแจ้ง เห็นชัดในเหตุของทุกข์นั้น เพื่อเรานี้จะได้ออกจากมัน
เมื่อดับการเกิดของเรา -- ดับความทุกข์ ที่มีอยู่ในเราด้วย.. ลูกเอ๋ย
ในสิ่งสำคัญที่อยู่ในหลักธรรมหลักๆ ที่ลูกทั้งหลาย ที่ต้องการพ้นทุกข์จะศึกษา ก็มีอยู่เพียงเท่านี้แหละ ลูกเอ๋ย..
ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปดิ้นรนขวนขวาย ให้รู้ภาษาหลายๆภาษา ให้รู้สิ่งนั้นสิ่งนี้มากมาย
ขอเพียงแค่ให้ลูกรู้ตามหลักในศาสนา ซึ่งก็มีอยู่แต่เพียงเท่านี้แหละ ลูกเอ๋ย.. ลูกก็สามารถที่จะนำพาตนให้ออกจากกองทุกข์ได้ โดยที่ไม่ต้องไปคุ้ยเขี่ยหาความรู้มากมาย ไม่จำเป็นต้องไปศึกษาจนวุ่นวายอยู่ในจิตใจ จนดูว่า ธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้น เป็นสิ่งที่ยาก เป็นเรื่องที่ยาก ยากที่จะประพฤติ ปฏิบัติธรรมได้ มันจะทำให้ลูกนั้นเหนื่อย ท้อ และหยุดหาทาง-- เพราะลูกนั้นหาทางในทางที่ผิด
แท้ที่จริงแล้ว ลูกทั้งหลาย.. คนที่จะเดินสู่ทางพ้นทุกข์ได้นั้น ก็มีแต่เพียงเท่านี้แหละลูก อยู่ในกรอบของหลักธรรมของพระพุทธเจ้า ศีล ธรรม สมาธิ และปัญญา ดูความไม่เที่ยงแท้ รู้กฎแห่งกรรม รู้ภพชาติ การเวียนว่ายตายเกิด ดูตนเอง อย่าดูสิ่งอื่นหรือผู้อื่น ดูเหตุของทุกข์ เพื่อให้เดินออกจากมัน
ดับการเกิดของเรา -- ก็จะดับความทุกข์ไปด้วย
จริงๆแล้ว หลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ สั่งสอนและนำทางดวงจิตทุกดวง ให้พ้นจากความทุกข์ ก็มีอยู่เพียงเท่านี้แหละลูกเอ๋ย ไม่ได้มีมากมายเลย
บุคคลที่สามารถประพฤติ ปฏิบัติ และนำธรรม นำทางตนเพื่อเข้าถึงมรรคผลนิพพาน เข้าถึงความพ้นทุกข์ได้ เขาก็ใช้หลักการเดิน เพียงเท่านี้แหละ ลูกเอ๋ย.. ก็จะทำให้เขาเหล่านั้นเข้าถึงความพ้นทุกข์ได้ โดยที่ไม่จำเป็นที่จะต้องมีอะไรเยอะแยะมากมายเลย
ต่อจากนี้ไป เมื่อเข้าใจในหลักธรรมแล้ว หากลูกนั้นเป็นบุคคลผู้หนึ่ง ที่มีความคิดดี ปรารถนาดี จะเดินออกจากทุกข์ ลูกนั้น..จงฝึกฝนตนให้อยู่ในกรอบของหลักธรรมหลักๆที่มีอยู่เหล่านี้ เพื่อให้เห็นสิ่งเหล่านี้อย่างแจ่มแจ้ง แล้วลูกก็จะพบกับความสุขได้ คือ ความพ้นทุกข์ที่มีอยู่ อย่างแท้จริง
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. การที่เราจะไปในที่ใดแห่งหนึ่งนั้น เมื่อเรารู้ที่แล้ว เราก็ต้องเดินทางไปเอง
เมื่อเราออกเดินทางแล้วในย่างก้าวที่หนึ่ง ถ้ายังแน่ใจในการที่จะเดินต่อไป ในย่างก้าวที่ 2, ที่ 3..
ในที่สุดเราก็จะพบกับความเป็นจริง เราก็จะไปถึงยังจุดมุ่งหมายอย่างแท้จริง
-- ก็จะพบกับความสำเร็จที่เราต้องการ และปรารถนา --
แท้ที่จริงแล้วการประพฤติปฏิบัตินั้น สามารถรู้ เข้าใจได้ ด้วยตัวบุคคลที่ประพฤติ ปฏิบัตินั้น
..ไม่ได้เข้าใจเพราะบุคคลผู้อื่นมากสักเท่าไหร่หรอก ลูกเอ๋ย..
เพราะในความเป็นจริง เราต้องเป็นที่ตั้งแห่งการจะทำดีก่อน คือ เราต้องตั้งตัวของเราไว้เพื่อจะทำดี และรองรับสิ่งที่ดีๆ ที่จะเกิดขึ้นกับเราก่อน เราจึงจะรับธรรม คำสั่งสอน คำชี้แนะชี้นำจากบุคคลผู้อื่น เข้ามาเติมต่อให้เราเข้าถึงความดี ความสุขได้อย่างแท้จริง
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ต่อจากนี้ไป หากลูกนั้นต้องการความพ้นทุกข์ อย่างแท้จริง จงเดินตามมาเถิด
-- หลักธรรมแท้จริง ที่จะทำให้คนพ้นทุกข์นั้น ก็มีอยู่เพียงเท่านี้แหละลูก ก็จะประสบพบกับชัยชนะได้ --
สาธุ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 14, 2015, 04:38:48 am โดย thanapanyo »