ผู้เขียน หัวข้อ: Rec-1115 สัจจะบารมี  (อ่าน 5511 ครั้ง)

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4229
    • ดูรายละเอียด
Rec-1115 สัจจะบารมี
« เมื่อ: พฤษภาคม 28, 2015, 06:39:18 am »




ธรรมะเปิดโลก วันที่ 28 พฤษภาคม 2558
ตอนที่ 41 **สัจจะบารมี**
ในเช้าของวันนี้ เมื่อข้าพระพุทธเจ้าได้เข้าเฝ้านอบน้อมต่อองค์พระบิดา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่านแล้วนั้น พระองค์ท่านได้ทรงเมตตาแสดงธรรมกลับมา กับพวกเราทั้งหลาย ดังนี้ว่า
- - - -
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. เกิดมาเป็นคน เกิดมาเป็นอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเทวดา นางฟ้า จะเป็นนาค เป็นคน เป็นผี เป็นอะไรก็ตาม …
...ถ้าเราเป็นคนที่ไม่รู้จักรักษาสัจจะไว้ให้กับตนเอง -- เราก็จะกลายเป็นดวงจิต เป็นคนที่ไม่น่าเคารพนับถือ
ต่อให้เป็นเทวดา ก็เป็นเทวดาที่ไม่น่าเคารพ ไม่น่าเชื่อถือ
ถ้าเป็นมนุษย์ ก็เป็นมนุษย์ที่ไม่น่าเคารพเชื่อถือ
เป็นผี ก็เป็นผีที่ไม่น่าเชื่อถือ
เป็นนาค... เป็นอะไรก็ตาม-- ก็จะเป็นบุคคลที่ไม่น่าเชื่อถือ
*สัจจะ* จึงเป็นสิ่งที่เราทุกคนควรจะมี// และควรจะฝึกฝนตนให้เป็นคนที่ “รักษาสัจจะ” ไว้ให้แก่ตนให้ดี
เพราะการที่เราเป็นคนไม่มีสัจจะ
เราอย่าคิดเลย..ลูกเอ๋ย ว่าการที่เราหลอกลวงผู้อื่น คิดจะพูดก็พูดไป โดยที่ไม่ได้ไตร่ตรองว่าเราจะทำได้หรือเปล่า นึกจะทำอะไร พูดอะไรก็พูดไป -- ทำผิดด้วยคำพูดของเราเอง
การที่เราเป็นเช่นนั้น ไม่ใช่เราหลอกแต่ผู้อื่น ไม่ใช่เราไม่มีสัจจะแต่กับผู้อื่น
แต่แท้ที่จริงแล้วลูกเอ๋ย.. ถ้าเราทำอย่างนั้น เป็นเช่นนั้น เราก็จะเชื่อไม่ได้ แม้แต่ตนเอง
ลูกทั้งหลายเอ๋ย..
ตัวของเราเอง ก็ยังเชื่อเราไม่ได้เลย
ตัวของเราเอง ก็ยังหลอกตัวเราเลย...
ฉะนั้น.. เราจะหาความจริงใจ หาความเชื่อถือได้จากที่ไหน !
และที่สำคัญก็คือ ถ้าเราเป็นคนที่ไม่มีสัจจะ ไม่มีความรับผิดชอบในสิ่งที่ได้รับปากเอาไว้ /พูดเอาไว้ / ตั้งสัจจะเอาไว้ ถ้าเราเป็นเช่นนั้น.. กรรมของการไม่มีสัจจะนั้น ก็จะส่งผลมาที่ตัวของเรา
ให้ทำอะไร.. เจอกับใคร
-- ก็จะเจอแต่คนที่เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน
-- ก็จะเจอแต่คนที่ไม่มีสัจจะเช่นเดียวกัน
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ฉะนั้นเรา จึงควรที่จะทำตนให้เป็นคนที่มีสัจจะ
จึงจะได้มีความเชื่อมั่นต่อบุคคลที่พบเห็น
จึงจะได้มีความเชื่อมั่นต่อตัวของเราเอง
นอกจากการที่เราเป็นคนที่ไม่มีสัจจะนั้น จะทำให้เชื่อไม่ได้สำหรับผู้อื่น// เชื่อไม่ได้สำหรับตัวเอง
และจะส่งผลกรรมให้เราได้เจอแต่กับคนที่เป็นเช่นนั้น / เจอแต่กับสิ่งที่เป็นเช่นนั้น
นอกจากนั้น ยังส่งผลให้เราเป็นคนที่ไม่มีขอบเขตในการทำความดี
และทำความดีอะไรก็ตาม จะไม่ค่อยสำเร็จ ..เพราะว่าเราไม่มีสัจจะอยู่ในตนเอง
บางครั้งตั้งจิตตั้งใจไว้ว่า จะทำสิ่งนี้ให้สำเร็จ.. จะทำสิ่งนั้นให้ได้ขึ้นมา
แต่ตนไม่รักษาสัจจะแห่งตน-- จึงไม่สามารถที่จะทำได้
...ท้ายที่สุดก็เลยเกิดความล้มเหลวขึ้นมาในตัวของเราเอง และไปไม่ถึงเส้นชัยที่ตนวางเอาไว้
-- เพราะความไม่มีสัจจะในตนเอง --
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. *สัจจะ*
เป็นสิ่งที่ทำให้คนเชื่อถือตัวของเรา
เป็นสิ่งที่ทำให้เราน่าเชื่อถือ
< เชื่อได้แม้แต่ผู้อื่น หรือตนเองจะเชื่อตนเอง -- และยังนำชัยชนะ ความสำเร็จมาสู่ตนเอง >
การที่เรามีสัจจะเป็นอย่างดีนั้น.. หากเราไปขอความช่วยเหลือ หรือไปพูดไปทำอะไร...
ก็จะมีแต่คนเชื่อ เคารพนับถือ ในคำพูด- การกระทำของเรา
> จะทำให้เราทำอะไรได้ง่ายขึ้น.. ไม่ต้องกลัวว่าคนนั้นจะไม่ช่วยเรา คนนี้จะไม่ช่วยเรา
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ฉะนั้น จึงเป็นเหตุที่ลูกนั้นควรจะมีสัจจะไว้ในตนเอง
ลองเอา ใจเขามาใส่ใจเรา
ลองเอา บุคคลผู้อื่นมาเปรียบเทียบกับตนดู
ถ้ามีคนคนหนึ่งมีสัจจะ.. นั่นแหละ
และบุคคลผู้นั้น เขาพูดอะไรไปแล้ว เขาก็ทำตามทุกอย่าง
วันนี้เขามาหยิบยืมอะไรจากเรา เขาบอกว่า “วันนี้จะใช้คืนให้ “
เมื่อถึงเวลาเขาก็รับผิดชอบในสิ่งที่เขาพูด เขาก็จะคืนให้แก่เรา เช่นเดียวกันกับคำพูดนั้น
หรือถ้ามีเหตุอะไรที่เขาอาจใช้คืนกับเราไม่ได้ -- เขาก็จะมาบอกเรา
แสดงความรับผิดชอบกับสิ่งที่เขาได้เคยพูดเอาไว้แล้ว และ ”ไม่ให้สูญเสียคำพูดเลย”
โดยการมีความรับผิดชอบ แสดงความจริงใจกลับมากับเรา.. ให้เราได้รู้ ได้เข้าใจถึงเหตุผลนั้น
บุคคลผู้นั้น เราย่อมเคารพและนับถือเขา ยำเกรง เกรงใจเขา
เมื่อวันหลังต่อไป หากว่าเขาเกิดความเดือดร้อน เราก็ยินดี ยินยอมที่จะให้/ จะช่วยเหลือเขา
บุคคลผู้นั้น ย่อมเป็นที่น่านับถือสำหรับเรา
หากว่าเขาพูด เขากล่าวอะไรไปแล้ว < เราย่อมเชื่อ และเคารพในสิ่งที่เขาทำ >
หากว่า มีอีกคนหนึ่ง เป็นคนที่พูดไป ดีแต่พูดเท่านั้น ไม่เห็นจะเคยทำได้สักอย่างเลย
พูดไป เกินความพอดี..
พูดไป ในสิ่งที่ไม่ควรพูด และยังไม่เกิดขึ้น..
... แต่ตนก็ขอให้ได้พูด-- พูดไป เพื่อหวังให้คนอื่นนั้น เขาจะเกรงกลัว เขาจะเชื่อในสิ่งที่ตนพูด
แต่ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ถ้ามีบุคคลเช่นนั้น และทำเช่นนั้นกับเรา ถึง 2 ครั้ง 3 ครั้ง ขึ้นไป..
เราก็จะรู้แล้วว่า คนคนนี้...
// เป็นคนไม่มีสัจจะ
// เป็นคนที่พูด แต่ไม่ทำ
// เป็นคนที่พูดไปเรื่อยๆ
คำพูดนั้น เชื่อไม่ได้ ใช้ไม่ได้ เขาก็มองเราเป็นคนที่ไร้สาระ มองเราเป็นคนที่ไม่น่าเชื่อถือ
แม้ต่อไป เราจะพูดความจริงก็ตาม เขาก็จะไม่สนใจในคำพูดของเราอีก
เราลองคิดดูเถิดลูกเอ๋ย.. ถ้ามีบุคคลในแบบนี้ เราก็คงคิดเช่นนั้น ทำเช่นนั้น.. คือ ไม่เคารพนับถือ เช่นเดียวกัน
ฉะนั้น *สัจจะ* จึงเป็นสิ่งที่เรา...
ควรจะรักษาเอาไว้ เพื่อตัวของเราเอง // เพื่อเรานั้นจะได้เป็นคนที่มีความมั่นคงในสิ่งที่จะกระทำ
ควรจะรักษาเอาไว้ เพื่อตนนั้นจะได้อยู่ในกรอบของการตั้งสัจจะเป็นคนดี
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. คนที่ไม่รักษาสัจจะเอาไว้นั้น อย่าว่าแต่จะเป็นอะไรได้เลย
แค่จะเป็นคนดีก็ยังไม่ได้ เพราะตนไม่มีสัจจะ// เพราะตนเป็นคนไม่รักษาสัจจะ
ถ้าเป็นคน ก็คงจะเป็นคนขี้โกง
ถ้าเป็นเทวดา ก็คงจะเป็นเทวดาที่ไม่ดี ขี้โกง
... พูดได้ แต่ทำไม่ได้
... เป็นคนกะล่อน เป็นคนที่ไม่น่าเชื่อถือ ไม่น่าไว้วางใจ
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. เพราะเหตุเช่นนี้ อย่างนี้แหละลูก จึงต้องควรรักษาสัจจะเอาไว้ เพื่อเป็นบารมีอีกข้อหนึ่ง
เพราะ*สัจจะ* คือ กรอบที่จะ..
** ตีไว้ให้เรา อยู่ในคุณงามความดี
** ตีไว้ให้เรา อยู่ในศีลในธรรมให้ได้
เช่น ถ้าเรารับปาก รับศีลข้อ 5 ข้อ 8 ข้อ 10 หรือจะข้อใดๆก็ตาม...
ถ้าเราได้ตั้งสัจจะบารมีตรงที่จะรักษาศีลตรงนั้นไว้แล้ว ก็จงประคองศีลนั้นไว้ อย่าทำให้ตนเสียสัจจะ
ไม่ใช่การเคร่งเครียด เคร่งตึง…
-- แต่เป็นกรอบ เป็นเขตของการทำดี ที่จะทำให้เราไปถึงเส้นชัย --
การที่เราจะตั้งสัจจะในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ควรพิจารณาดูเสียก่อนว่า “เราทำได้ หรือเปล่า ?”
ถ้ายังไม่แน่ใจ ก็ไม่ควรที่จะตั้งสัจจะนั้นเอาไว้ เพราะอาจทำให้เรากลายเป็นคนที่ไม่มีสัจจะไป
... ด้วยความไม่ไตร่ตรอง ไม่คิด ไม่พิจารณา ของตัวเราเอง
ก่อนที่เราจะรับปาก ตั้งสัจจะอะไรเอาไว้ < ต้องแน่ใจในสิ่งที่เรานั้นจะรับปากนั้นได้ก่อน >
แล้วเราจึงจะค่อยทำ จึงจะค่อยตั้งสัจจะ ว่าจะทำ.. ว่าจะตั้งใจรักษาเช่นนั้น อย่างนั้น
-- เราจึงจะไม่เป็นคนที่ “ไม่มีสัจจะ” --
ลูกทั้งหลายเอ๋ย..
จงหยุดความฟุ้งซ่าน
จงหยุดความไม่ดีของตนเองโดยการไม่รักษาสัจจะ
ฟุ้งซ่าน ไปเรื่องนั้น ก็พูดไปอีกแบบหนึ่ง..
นึกจะพูด นึกจะรับปากใคร นึกจะกล่าวอะไรออกมา ก็พูดไป.. ทั้งที่ตนไม่ได้พิจารณา และทั้งที่ตนไม่รู้ว่าจะทำได้หรือเปล่า จะเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า
สิ่งเหล่านี้ จงตัดทิ้งเสียเถอะลูก อย่าปล่อยให้ตนต้องเป็นคนที่ ไม่มีสัจจะเลย...
เพราะนั่นคือ เหตุที่ทำให้ตนไปถึงทางพ้นทุกข์ไม่ได้
เพราะนั่นคือ เหตุที่จะก่อกรรม..
- ทำให้บุคคลผู้อื่นเขานั้น มีโทษมีกรรมเพิ่มขึ้นมา
- ทำให้ผู้อื่นเขานั้น เกิดความทุกข์อยู่ในตัวของเขาเพิ่มขึ้น
... เพราะความไม่มีสัจจะในตัวของเราเอง...
คนเรา ขนาดว่าตั้งใจแล้ว พิจารณาดีแล้ว ไตร่ตรองแล้ว.. ก็ยังเกิดการผิดพลาด
แต่หากว่าเราไม่พิจารณาเลย นึกจะทำอะไร จะพูดอะไร รับปากอะไรกับใครไป ก็ทำตามใจตน
-- ย่อมเกิดเหตุผิดพลาดได้มากเพิ่มขึ้น--
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ฉะนั้น จงพิจารณา และนึกถึงการรักษาสัจจะของตนให้ตั้งมั่น แล้วตนนั้นจะได้เป็นคนมีสัจจะ น่าเชื่อถือ น่าเคารพบูชา และอยู่ในกรอบของความดี ได้เช่นนี้ อย่างนี้ ดังธรรมคำสั่งสอนที่ได้กล่าวมาแล้วนี้
เพื่อตัวของลูกนั้นจะได้ไม่ผิดพลาด ในคำพูด การกระทำอยู่บ่อยๆ…
เพื่อตัวของลูกนั้น จะได้พบกับความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง....
สาธุ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 28, 2015, 07:20:56 pm โดย thanapanyo »