ผู้เขียน หัวข้อ: Rec-1100 ศีลบารมี  (อ่าน 1130 ครั้ง)

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4229
    • ดูรายละเอียด
Rec-1100 ศีลบารมี
« เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2015, 06:09:07 am »




(ถอดความจากคลิป)

ธรรมะเปิดโลก วันที่ 23 พฤษภาคม 2558
ตอนที่ 36 **ศีลบารมี**

ในเช้าของวันนี้ เมื่อข้าพระพุทธเจ้าได้นอบน้อมเข้าเฝ้าต่อองค์พระบิดา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่านแล้วนั้น พระองค์ท่านได้ทรงเมตตาแสดงธรรมกลับมา กับพวกเราทั้งหลาย ดังนี้ว่า
- - - -

ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. การรักษาศีลนั้น เป็นกรอบของการทำความดี ละเว้นความชั่ว
การรักษาศีล จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องรักษาศีลนั้นเอาไว้ให้ดี หากว่าลูกนั้นเป็นบุคคลผู้หนึ่งที่ต้องการ //ปรารถนาที่จะพบกับความพ้นทุกข์

พระยาธรรมิกราชเอ๋ย.. การกระทำอันใด ที่เรากระทำไปแล้ว ก็จะส่งผลมาที่ตัวของเรา
และก็เช่นเดียวกัน...

บุคคลผู้ใด ที่ยังมีหนี้กรรมอยู่
บุคคลผู้นั้น เขาย่อมไปไม่ได้
บุคคลผู้ใดที่ยังสร้างกรรมชั่วอยู่ ย่อมแน่นอนว่า…
… กรรมชั่วอันนั้นก็จะเป็นเหตุที่มาฉุด มาดึงจิตดวงนั้น ไม่ให้ไปสู่ทางพ้นทุกข์

อย่าว่าแต่ปลายทางเลย.. ลูกเอ๋ย ต้นทาง คือ ความสุขสงบในฌานสมาธิ ในชีวิตประจำวัน ก็ยังหาไม่เจอ
เพราะว่า ตนยังละเมิดเบียดเบียนสร้างกรรมชั่วอยู่ ยังไม่ได้ละเว้นต่อการทำชั่วนั้นเลย
ชีวิตของลูกจะเจอความสุขได้อย่างไรเล่า เมื่อลูกนั้นยังสร้างกรรมอยู่
ฉะนั้น ศีลจึงเป็นกรอบของการทำความดี และเป็นกรอบไม่ให้ทำความชั่ว

ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. การมีศีลนั้น อยู่ในจิตใจตน และนำมาเพื่อประพฤติปฏิบัติตาม ไม่ให้กระทำล่วงละเมิดศีลนั้น
ย่อมแน่นอนว่า เราจะไม่ได้สร้างกรรมชั่วอีกเลย

บุคคลผู้ใด ที่รักษาศีลได้ 1 ข้อ.. การทำชั่ว ก็เบาบางลงไป 1 อย่าง
บุคคลผู้ใด ที่รักษาศีลได้ 2 ข้อ.. การทำชั่วนั้น ก็เบาบางลงไป 2 ข้อ เช่นเดียวกัน

ฉะนั้น ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. การรักษาศีล-- การที่เรารักษา ไม่ทำผิดกฎกติกาของศีล ข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 3 ข้อ 4 และข้อ 5
นั่นก็แปลว่า เราเลิกทำความชั่วไปได้ หลายข้อแล้ว

ทีนี้การที่เราเลิกทำความชั่ว จิตแห่งตน ก็จะเริ่มเลื่อนภูมิ ไปสู่ภูมิจิตที่สูงขึ้นมา...
ความสุข ความสงบ ก็จะเริ่มเกิดขึ้นกับตัวของเราเอง
ทางพ้นทุกข์ ไปไม่ยากหรอกลูก -- ขอให้เข้าใจในหลักการไป
การจะไปสู่ทางพ้นทุกข์ได้นั้น “ต้องมีวิบากกรรม น้อยลงๆ” จนกว่า วิบากกรรมเหล่านั้นจะไม่มีแล้ว
และจะทำยังไงล่ะลูกเอ๋ย ..ให้วิบากกรรมนั้นมันน้อยลงๆ …

การที่เราจะทำให้วิบากกรรมของเราน้อยลง ก็คือ เมื่อมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับชีวิตเรา กับตัวตนของเรา
ให้คิดเสียว่า ...
นี่คือ หนี้บิล ที่เขาส่งมาเคลียร์บิลแล้ว
นี่คือ *หนี้กรรม* ที่เราคงต้องชดใช้มันแล้ว
แล้วเราก็ไม่ตอบคืน คือ ไม่สร้างกรรมชั่วเพิ่มขึ้น..
ใครทำชั่วกับเรา เราก็ปล่อยผ่านไป อโหสิกรรมให้แก่เขา
ใครด่า ใครว่าเรา เราก็ปล่อยผ่านไป อโหสิกรรมให้แก่เขา
นิ่ง ไม่สร้างกรรมเพิ่ม อันนั้นแหละลูกเอ๋ย ได้ใช้บิลไปแล้ว -- ทีละบิลๆ

เราตั้งใจทำความดี มุ่งตรงต่อทางพ้นทุกข์ ใครจะว่าอะไรช่างเขา ทำแต่ความดี
วันนี้เราได้ใช้หนี้ และไม่สร้างหนี้เพิ่ม สร้างความดี เพื่อปูทางให้แก่จิตแห่งตน

แค่นั้นแหละลูกเอ๋ย.. กรรมของเราก็จะเบาบางลงไปทุกวันๆ
ความดีของเรา ก็จะมากเพิ่มขึ้นๆ ในทุกวัน ทีนี้เราก็จะไปถึงทางพ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง

ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ศีลนั้น มีไม่เยอะมากหรอกลูก มีไม่กี่ข้อหรอกลูก
...แค่เราเข้าใจในกฎหลักๆ ที่ไม่ควรทำ เช่นศีล 5 นั่นก็สามารถที่จะทำให้เราอยู่ในกรอบของความดีได้แล้ว

ไม่จำเป็นเลย ลูกเอ๋ย..ที่จะต้องไปรักษาศีลมากมาย จึงจะเป็นคนดีได้
การที่เรารักษาศีล 5 ได้ เราก็เป็นคนที่ดีแล้ว …
... และการที่เป็นคนดีแล้ว ก็จะส่งให้เราไปเป็นคนที่อยู่เหนือคน คือ
* เป็นนักบวช
* เป็นบุคคล ผู้ประพฤติ ปฏิบัติดี
* เป็นบุคคล ที่เป็นอริยบุคคล

ไม่ว่าจะอยู่ในขั้นไหนก็ตาม เราก็ไปอยู่ในกลุ่มของอริยบุคคลแล้ว
ก็แปลว่า เรา “เป็นคน ที่เหนือคนแล้ว”
เหนือคน เพราะว่าจิตของเราจะไม่ตกไปสู่จุดที่ต่ำอีกแล้ว
เหนือคน เพราะตายจากนี้ไป เราจะไปเกิดเป็นนางฟ้า เทวดา ผู้สูงสุด หากว่าเรายังไม่ถึงนิพพาน
เหนือคน เพราะว่าเรา ไม่ต้องกลับมาเกิดแบบชนิดที่เรียกว่า นับภพชาติไม่ถ้วน อีกต่อไปแล้ว
เราคือ บุคคลผู้หนึ่งที่จิตนั้นได้ไปถึงนิพพานแน่นอนแล้ว แต่เราจะไปถึงช้าหรือเร็ว เท่านั้นเอง
และเหลือเวลาอีกไม่นานในการไป…

คำว่า *อรหันต์* จะเกิดขึ้นกับเราในไม่ช้า นั่นเราจึงเริ่มจากการเป็นคน โดยการรักษาศีล 5
เมื่อจิตของเราเลื่อนจากการรักษาศีล 5 กลายเป็นคนที่เหนือคนขึ้นไป

ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. การรักษาศีลนี้ สิ่งที่จำเป็นหลักๆ ก็มีแค่ *ศีล 5 ข้อ* เท่านั้นเอง
การที่เราไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ฆ่าชีวิตของผู้อื่น...

อานิสงส์บุญนั้น ก็จะส่งผลให้เราเป็นบุคคลผู้หนึ่ง ที่ไม่ต้องถูกฆ่าอีกแล้ว
ซึ่งหมายถึงการเกิด- การตาย // การเกิด- และการดับ

ถ้าเรารักษาศีลไม่ฆ่าสัตว์ได้ .. ชีวิตของเรา ก็จะได้รับอานิสงส์บุญค้ำหนุน ค้ำชู ไปสู่ทางพ้นทุกข์
ไม่ต้องเกิดมาเพื่อโดนกฎของธรรมชาติ //โดนกฎของไตรลักษณ์ // กฎของความไม่เที่ยงแท้ฆ่าอีกต่อไป
... ชีวิตของเราพ้นจากการตาย ...

ถ้าเกิดว่า ลูกนั้นรักษาศีลข้อที่ 2 ได้
ไม่ลักทรัพย์ ไม่ไปเอาของใครคนใดคนหนึ่ง
เราก็ไม่มีความโลภ ไม่มีความลุ่มหลง ยึดติดในทรัพย์สินภายนอก
-- เราก็ไม่มีการเบียดเบียน ต่อผู้อื่น --

เราก็ไม่ได้รับกรรมชั่ว …
- เพราะเบียดเบียนต่อผู้อื่น
- เพราะความลุ่มหลง
- เพราะความโลภนั้น
เราก็สามารถถอดถอนตน ออกจากกองทุกข์ได้ คือ การสร้างกรรมชั่วให้แก่ผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นเป็นทุกข์
... เราก็จะไม่ได้รับความทุกข์อีก

การที่เราไม่เกิดความโลภ ทำให้เราไม่หลงในทรัพย์สินข้าวของ ติดอยู่ในโลกนี้
การที่เราถอดถอนความลุ่มหลงได้แล้วนั้น คือ ไม่หลงในทรัพย์สินต่างๆจนหน้ามืด ตามัว และสร้างกรรม ความลุ่มหลงของเราก็ถอดถอนเราออกจากความทุกข์ได้
บุคคลที่ไม่หลงในทรัพย์สินเงินทองแล้วนั้น
บุคคลผู้นั้นเขาย่อมพ้นจากทุกข์ได้

ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ถ้าเรารักษาศีลทั้ง 5 ข้อ ให้ครบ เช่น ไม่ล่วงละเมิด เบียดเบียนต่อลูกเมียผู้อื่น เบียดเบียนต่อลูกเมีย ครอบครัวของตนเอง

ความโลภในความต้องการทางกาย // ความต้องการทางกามราคะนั้น.. ก็จะไม่เกิดขึ้นกับเรามาก
เพราะว่าเราอยู่ในกรอบ ขอบเขตของตนเอง

เมื่อเรารักษาศีลข้อนี้ให้สมบูรณ์แล้ว เราก็จะทำให้จิตแห่งตนละทิ้งต่อการที่จะโลภ ในการมีคู่ครอง ที่จะมีอารมณ์ทางกามารมณ์มากนั้น ก็จะไม่มี ก็จะลดลงไปๆ จนเรานั้นเข้าถึงความละซึ่งอารมณ์กาม ความต้องการเหล่านั้นได้

ลูกทั้งหลาย.. ถ้าเรารักษาศีล ไม่พูดโกหก ไม่หลอกลวงผู้อื่น-- ชีวิตของเราก็จะได้ไม่ต้องถูกสิ่งหลอกลวง บนโลกนี้ ในวัฏสงสารนี้ หลอกให้เป็นเช่นนั้น เช่นนี้ // ลุ่มหลงอยู่ในสิ่งนั้นอีกต่อไป

การโกหก คือ การที่ทำให้ผู้อื่นหลงในความไม่จริง ว่าเป็นจริง
กรรมตัวนั้นก็จะทำให้เราหลงในสิ่งไม่จริงเหล่านี้ ว่าเป็นจริง
*การโกหก* จึงส่งผลให้เรา จมอยู่ในกองทุกข์

และถ้าเรารักษาศีลข้อนี้ได้ ก็จะทำให้เรามีสติ มีปัญญา รู้แจ้ง เห็นสรรพสิ่งว่าไม่เที่ยงแท้ เห็นสิ่งที่มันหลอกเรา
เห็นผู้หญิงสวยๆ ก็รู้ว่ามันหลอกเรา
เห็นผู้ชายหล่อๆ ก็รู้ว่ามันหลอกเรา
เห็นของสวยงาม
เห็นสิ่งต่างๆที่เป็นตำแหน่ง ลาภยศ สรรเสริญ สิ่งต่างๆทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้น ก็รู้ว่ามันหลอกเรา
การที่เราไม่หลอกใคร ก็ทำให้เราไม่โดนหลอก
เมื่อเราไม่โดนหลอก.. เราย่อมรู้แจ้งเห็นชัดในสรรพสิ่ง

ถ้าเรารักษาศีลได้ โดยการ*ไม่ดื่มของมึนเมา* ต่างๆ ก็จะทำเราอยู่ในกรอบของจิต ที่ตั้งมั่นในความดี…


ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ปกติแล้ว จิตของเราที่ถูกกิเลสตัณหา ถูกสิ่งสมมุติทั้งหลายครอบอยู่นั้น
ก็ไม่มีสติอยู่แล้ว ก็มึนเมาอยู่แล้ว
> เราอย่าไปเอาของมึนเมา มาทำให้ตนต้องเสียสติมากเพิ่มขึ้นอีกเลย --

การที่เราไม่ดื่มของมึนเมานั้น ก็จะทำให้เราหลุดจากความมึนเมา /ลุ่มหลง /ไม่มีสติ ทั้งหมดทั้งปวง
ก็จะทำให้เรานั้น พ้นจากความทุกข์ได้เพราะเราเลิกมึนเมาแล้ว
... จิตของเราเป็นผู้มีสติแล้ว เป็นผู้มีปัญญาแล้ว ...

จงละเลิกต่อกรรมที่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น โดยการนำของมึนเมามาดื่มเลย
เพื่ออานิสงส์บุญนั้นจะได้ส่งผลให้เรา เลิกมึนเมาซะที

ลูกทั้งหลาย.. จริงๆแล้วหลักๆ ชีวิตมนุษย์ก็ดี จิตก็ดี ที่ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ทั้งหลายนั้น ไม่ได้จำเป็นเลยลูก ที่จะต้องรักษาศีลมากมาย
สิ่งที่จำเป็น และหลักๆ และ คือ ศีล 5 เท่านั้น

จงรักษาศีล 5 ให้ได้เถิดลูก -- แล้วชีวิตของลูกนั้น ก็จะดีขึ้นตามลำดับความดี ที่ทำนั้นเอง...
และการรักษาศีล เราอย่ามองว่ามันเป็นเรื่องยาก เราอย่ามองว่ามันทำไม่ได้หรอก
ให้เริ่มรักษาตั้งแต่ 1 ข้อ, 2 ข้อ, 3 ข้อ, 4 ข้อ และ 5 ข้อ
ไม่ว่าจะเป็นข้อใดก็ตาม ให้เราเริ่มรักษา
ถ้ามีจุดที่ 1 ก็จะมีจุดที่ 2 และที่ 3 ต่อไป...

การที่เราหัดได้ 1 ข้อ จิตเราก็เลื่อนภูมิไป 1 ระดับ แล้วค่อยหัด- 2 ข้อ, 3 ข้อ, 4 ข้อ, 5 ข้อ
เรียกว่า *ย่างก้าวแห่งการทำความดี*
แน่นอนว่า จะต้องมีก้าวที่ 1.. ก้าวที่ 2.. ก้าวที่ 3…

ฉะนั้น จงหมั่นทำ / เริ่มต้นทำ อย่ากลัวต่อความดีว่า ทำไม่ได้
ขอเพียงแค่เริ่มต้นทำ > จากน้อย
ความน้อยนั้น ก็จะต่อไปสู่มาก

** ปลูกเมล็ดพืช 100 เมล็ด ย่อมงอกออกมาเป็นร้อยเท่าทวีคูณ **
-- การทำความดี 1 ครั้งนั้น หรือ 1 ข้อนั้น ก็จะส่งผลให้เรา มีกำลังทำความดีอีกหลายข้อ --

สาธุ

๑ ๑
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 17, 2016, 03:12:55 pm โดย thanapanyo »