ผู้เขียน หัวข้อ: Rec-1000 ผู้มีปัญญาอย่างแท้จริง  (อ่าน 1044 ครั้ง)

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4229
    • ดูรายละเอียด
Rec-1000 ผู้มีปัญญาอย่างแท้จริง
« เมื่อ: พฤษภาคม 14, 2015, 07:25:02 am »




ธรรมะเปิดโลก วันที่ 14 พฤษภาคม 2558
ตอนที่ 27 **ผู้มีปัญญาทางโลก ผู้มีปัญญาทางธรรม**
ในเช้าของวันนี้ เมื่อข้าพระพุทธเจ้าได้เข้าเฝ้านอบน้อมต่อองค์พระบิดา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่านแล้วนั้น พระองค์ท่านได้ทรงเมตตาแสดงธรรมกลับมา กับพวกเราทั้งหลาย ดังนี้
- - - -
พระยาธรรมเอ๋ย..
บุคคลผู้ใดที่มีปัญญาอย่างแท้จริง และมีปัญญาในทางธรรม
บุคคลผู้นั้น ต้องมีปัญญาแบบไหน จึงจะเรียกว่า **เป็นผู้มีปัญญา**
พระยาธรรมเอ๋ย.. ปัญญาที่มีอยู่ในทางโลก กับทางธรรมนั้น แตกต่างกัน
ผู้ที่มีสติ มีปัญญาในทางโลก คือ ผู้ที่เรียนเก่ง ฉลาด รอบรู้ทุกอย่างในทางโลก
ทำอะไรก็ได้ ทำอะไรก็เป็น เก่งทุกอย่าง พูดได้ภาษาต่างๆมากมาย
อาจจะเป็นนักธุรกิจ อาจจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ หรือจะเก่งมากมาย…
เช่นนั้น เรียกว่า “เป็นผู้มีปัญญาในทางโลก“
แต่บุคคลผู้ที่ *มีปัญญาในทางธรรม* คือ ผู้ที่
รู้แจ้ง เข้าใจในสรรพสิ่ง/ การเวียนวน เวียนว่ายตายเกิด
รู้กฎแห่งกรรม
รู้ผลวิบาก ที่ส่งผลมา
รู้อดีต / รู้อนาคต
รู้ความไม่เที่ยง
และประพฤติดี / กระทำดี
-- เช่นนั้น เรียกว่า *ผู้มีปัญญาในทางธรรม** --
พระยาธรรมเอ๋ย.. บุคคลผู้ที่จะพ้นทุกข์ได้นั้น < เขาต้องมีศีล ธรรม สมาธิ และปัญญา >
ปัญญาในที่นี้ ที่กล่าวถึงนั้น ไม่ได้หมายถึง ปัญญาในทางโลก
เพราะปัญญาในทางโลก -- แม้จะมีมากเพียงใด ก็ไม่ได้ช่วยตนให้พ้นทุกข์
แม้จะเก่งขนาดไหน แม้จะฉลาดเพียงใด แต่ตนก็ยังไม่พ้น *กฎแห่งกรรม*
ถ้าตนทำความชั่ว ก็ยังต้องได้รับกรรมชั่ว
ถ้าตนทำความดี ก็จะได้รับกรรมดี
และยังไม่พ้นจากวัฏสงสารนี้ และพ้นจากการเวียนว่าย ตายเกิด
-- ยังคงต้องตกอยู่ในกฎของความไม่เที่ยงแท้ .. ทุกอย่าง ยังคงดับสูญ และสลายไป
วันนี้ อาจจะเป็นคนฉลาด แต่อีกหน่อย ความฉลาดนั้น ก็จะไม่เที่ยงแท้
ก็จะดับสูญและหายไป.. กลายเป็นคนที่ไม่รู้อะไรเลย
ในภพหน้า ชาติใหม่ แม้กระทั้งบั้นปลายชีวิต จากคนที่ฉลาด คนที่เก่งทุกอย่าง
.. พอแก่ตัวลง ก็กลับกลายเป็นคนหลงๆ ลืมๆ กลายเป็นคนโง่ซะอย่างนั้น
คิดอะไรไม่ออก บอกอะไรไม่ถูก กินข้าวแล้ว ก็ยังบอกว่า ไม่ได้กิน
เช่นนั้น.. > จึงไม่ได้เรียกว่า *เป็นผู้มีปัญญา* อย่างแท้จริง
บุคคลผู้ที่จะมีความพ้นทุกข์นั้น ต้องมี**ปัญญาในทางธรรม**
คือ ต้องรู้ เข้าใจในทุกสิ่ง ในทุกอย่าง เป็นขั้นๆไป
อาจจะยังรู้ไม่ทั้งหมด แต่ก็เริ่มรู้ เช่น รู้ว่า.. สรรพสิ่งไม่เที่ยงแท้ มีตั้งขึ้นอยู่ และดับไป เป็นธรรมดา
ถ้าเจอกับการพลัดพราก การสูญเสีย การจากใดๆ เราสามารถนำจิตแห่งตน ให้เข้าถึงคำว่า ...
“ช่างมันเถิด” ทุกอย่างเป็นธรรมดา เช่นนั้น อย่างนั้น อยู่แล้ว
เราฝืนอะไรไม่ได้ เพราะนั่นคือ ความจริง คือ กฎที่มีอยู่ และทุกคนก็ต้องเจอกับสิ่งเหล่านี้
-- ถ้าเราคิดได้เช่นนี้ก็แปลว่า *เป็นผู้มีปัญญา* --
ถ้าเกิดว่าใครที่เขาทำอะไรไม่ดีกับเรา.. ด่าเรา ว่าเรา กล่าวร้ายต่างๆนานา
แต่เราสามารถระลึกรู้ได้ว่า -- เมื่อก่อนโน้น เราเคยไปทำกับใครเขาไว้
อาจจะเป็นในอดีตชาติ หรือปัจจุบันชาติก็ตาม
... แต่เราสามารถระลึกรู้ได้เช่นนั้น และสามารถอโหสิกรรม
... ปล่อยวาง ปล่อยให้สิ่งเหล่านั้น ผ่านไป โดยไม่โต้ตอบ โดยไม่เป็นทุกข์ โดยไม่สนใจในคำนั้น
-- เรียกว่า *เป็นผู้มีปัญญา*--
หากว่าใครด่าเรา ว่าเรา ทำไม่ดีกับเรา เราสามารถรู้ได้ว่า “กฎแห่งกรรม” นั้นคุมอยู่
กรรมอันใด ที่เราไม่เคยทำ --ย่อมไม่ส่งผลมาเกิดขึ้นกับเรานั้น เป็นแน่แท้
พืชใดที่เราไม่เคยปลูก.. พืชนั้นจะไม่ออกดอก ออกผลให้เราได้รับผลนั้น
ฉะนั้น สิ่งใดที่เกิดขึ้นกับเราแล้ว แปลว่า-- เราต้องได้เคยทำไว้แล้ว
“ช่างมันเถิด” ปล่อยวาง ปล่อยให้มันผ่านไป
-- เช่นนั้น เรียกว่า *เป็นผู้มีปัญญา* --
ถ้าใครทำอะไรกับเราก็ตาม ทำให้เรารู้สึกเป็นทุกข์ แต่เราก็นึกขึ้นมาได้ว่า..
“ช่างมันเถิด” กฎแห่งกรรมนั้น.. มีคุมไว้อยู่แล้ว -- ใครทำสิ่งใด ได้สิ่งนั้น
ถึงแม้วันนี้ เขาจะทำไม่ดีกับเรา แต่เขาก็ได้ปลูกพืชที่ไม่ดีนั้นแล้ว
เดี๋ยวเขาย่อมต้องได้รับผลที่เขาปลูกไว้ เป็นธรรมดา
ส่วนเรา จงอย่าปลูกพืชที่ไม่ดี โดยการโต้ตอบ / โต้เถียง เพื่อให้สานกรรมต่อเลย
ปล่อยให้มันผ่านไปเถิด...
-- เช่นนี้ เรียกว่า *เป็นผู้มีปัญญา*--
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. บุคคลผู้ที่มีปัญญา ในทางธรรมนั้น เขามีปัญญา เช่นนี้แหละลูก
และเขาจะรู้เสมอว่า เกิดมา- ต้องตาย เป็นแน่แท้.. เกิดมาเดี๋ยวก็ต้องตาย เป็นธรรมดา
เขาจะระลึกรู้ถึง “ความตาย” เสมอ
เขาจะเสียดายเวลาที่มีอยู่
เขาจะเร่งรีบ ขวนขวาย สร้างบุญกุศล บารมี > เพื่อให้มากที่สุด เท่าที่เขานั้นจะทำได้
-- นั่นเรียกว่า *เป็นผู้มีปัญญา* --
เขารู้การเวียนว่าย ตายเกิด ว่ามีอยู่จริง-- ตายภพนี้ ต้องไปภพหน้า
เขาจึงไม่สร้างกรรมชั่วอะไร ไว้แก่ตน
-- นั่นจึงเรียกว่า *เป็นผู้มีปัญญา* อย่างแท้จริง --
เขารู้และถอดถอนความยึดติด ความลุ่มหลง สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่หลอกเขา ให้จมอยู่ /ทุกข์อยู่
ว่ามันมีความอยาก ความยึด.. มันมีการเบียดเบียน ลุ่มหลง
สิ่งต่างๆเหล่านั้น เป็นเหตุที่ทำให้เขา เกิดมาใหม่ และ ”การเกิดนั้น ก็เป็นทุกข์”
-- เรียกว่า *เป็นผู้มีปัญญา* --
เขารู้ว่า ถึงแม้จะเกิดเป็นเทวดา นางฟ้า สวยสดงดงาม ขนาดไหน
มีวิมานแก้ว วิมานทอง.. สุขสบายเพียงใดก็ตาม
.. ท้ายที่สุดก็ยังต้องกลับมาเกิด ไม่พ้นการเวียนวนอยู่ดี
> และการเกิดนั้น ก็เป็นเหตุของทุกข์
-- นั่นจึงเรียกว่า *เป็นผู้มีปัญญา* --
เขารู้และเข้าใจในธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นแนวทางการออกจากทางพ้นทุกข์
และประพฤติ ปฏิบัติตาม *เป็นผู้มีสติ และปัญญา*
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. การมีสติ การมีปัญญานั้น สามารถมีได้อยู่ในหลายระดับ
บุคคลผู้ใดที่..
- รู้เช่นนี้
- ประพฤติเช่นนี้
- กระทำเช่นนี้
จนจิตแห่งตนนั้น ออกจากกองทุกข์ได้ คือ ดับการเกิดแห่งตนได้ จึงเรียกว่า
*เป็นผู้มีปัญญา อย่างสูงสุด* และมีปัญญาอย่างแท้จริง
การที่เรามีปัญญาในส่วนใดส่วนหนึ่งนั้น ย่อมไม่ทำให้เราพ้นทุกข์ได้
-- นอกจากเราต้องเติมปัญญาขึ้นไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ จนเห็นแจ้ง
บุคคลผู้ที่จะเห็นแจ้งในสรรพสิ่ง เห็นความไม่เที่ยงแท้ เห็นสิ่งจอมปลอม ที่ซ่อนอยู่ในนั้น
... ต้องเป็นคนที่หมั่นภาวนา นั่งสมาธิบ่อยๆ
จะเกิดความเห็นแจ้งขึ้นมา
จะรู้เท่าทัน สิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อมาหลอก มาล่อ มาฉุดดึงตน
เห็นคนสวย เห็นคนหล่อ.. ก็จะเห็นความไม่สวย ความไม่หล่อที่ซ่อนในนั้น
-- เรียกว่า *เป็นผู้มีปัญญา* --
เห็นคนที่น่าจะรักเขามากเลย แต่ไม่รัก เพราะรู้แล้วว่า
ในความรักนั้น ซ่อนเร้นด้วยยาพิษ / หนามที่แหลมคม ที่พร้อมจะทิ่มแทงตนได้ทุกเมื่อ.. จึงไม่รัก
-- เรียกว่า *เป็นผู้มีปัญญา* --
เจอสิ่งต่างๆทั้งหลายที่มาทดสอบ หลอกล่อเราให้อยากได้ // อยากมี // อยากเป็น
แต่ไม่ได้สนใจในความอยากนั้นแล้ว เพราะรู้แล้วว่า สิ่งทั้งหลายเหล่านั้น ไม่มีอยู่จริง
เป็นแต่เพียงสิ่งที่หลอกให้เราหลงอยู่ / ยึดติดอยู่ เท่านั้นเอง…
-- เช่นนี้ เรียกว่า *เป็นผู้ที่มีปัญญา* --
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ศีล ธรรม สมาธิ และปัญญา คือ เครื่องออกจากทุกข์
เมื่อเรารู้จักการมีศีลอย่างแท้จริง มีธรรมอย่างแท้จริง มีสมาธิอย่างแท้จริงแล้ว
-- จงรู้จัก *การมีปัญญา* อย่างแท้จริงด้วย --
การมีปัญญาของผู้ที่จะพ้นทุกข์ได้นั้น มีเช่นนี้แหละลูก
ไม่ใช่มีความฉลาด เพราะรู้จักสูตรในการทำก๋วยเตี๋ยว
ไม่ใช่ฉลาด เพราะรู้จักสูตรของการทำลูกชิ้น
ไม่ใช่ฉลาด เพราะรู้จักสอนหนังสือให้เด็กๆ เป็นคุณครู หรือ เป็นดอกเตอร์
ลูกทั้งหลาย.. ฉลาดในที่นี้ คือ การฉลาด >
// เห็นความไม่เที่ยงแท้
// รู้กฎแห่งกรรม
// ปล่อยวาง
// สร้างความดี
// ขวนขวายความพ้นทุกข์
... ไม่หลงในสิ่งหลอกล่อทั้งหลาย ต่างหากล่ะลูก
จงประพฤติ ปฏิบัติ กระทำตนให้มีพลังจากกำลังของสมาธิ …
** เพื่อแจ่มแจ้งในโลก
** เพื่อเป็นผู้มีปัญญาอย่างแท้จริง
และจะได้เอาชนะทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นธรรมชาติ ที่อยู่ในกฎของวัฏสงสาร / อยู่ในการเวียนว่ายตายเกิดนี้ได้ ด้วยตนเองเถิด
-- แล้วลูกนั้น จะได้เป็นผู้มีอิสระอย่างแท้จริง --
สาธุ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 14, 2015, 06:44:10 pm โดย thanapanyo »