ผู้เขียน หัวข้อ: Rec-0996 ผู้มีธรรม ผู้รู้ธรรม  (อ่าน 1156 ครั้ง)

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4229
    • ดูรายละเอียด
Rec-0996 ผู้มีธรรม ผู้รู้ธรรม
« เมื่อ: พฤษภาคม 12, 2015, 06:20:27 am »




ธรรมะเปิดโลก วันที่ 12 พฤษภาคม 2558
ตอนที่ 25 **ผู้มีธรรม ผู้รู้ธรรม**
ในเช้าของวันนี้ เมื่อข้าพระพุทธเจ้าได้เข้าเฝ้านอบน้อมต่อองค์พระบิดา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่านแล้วนั้น พระองค์ท่านได้ทรงเมตตาแสดงธรรมกลับมา กับพวกเราทั้งหลาย ดังนี้
- - - -
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ลูกทุกๆคน เมื่อเราได้มีศีลแล้ว
ทีนี้ให้ไปดู ไปฟัง ไปศึกษาดู *ผู้มีธรรม*
-- บุคคลในแบบไหน บุคคลชนิดใด ที่เรียกว่า เป็น*ผู้มีธรรม*
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. การที่เราจะเป็นผู้มีธรรมได้
** เราต้องเป็นผู้ประพฤติ ปฏิบัติ กระทำตามคำสอนสั่งในธรรมต่างๆ**
ธรรม คือ สิ่งที่สอนสั่งให้ประพฤติดี ปฏิบัติดี กระทำตามแนวทางที่ดี
ธรรม คือ แผนที่แห่งการบอกทาง สู่ทางพ้นทุกข์
-- ผู้ที่จะมีธรรมอย่างแท้จริง ต้องเป็นผู้ที่ปฏิบัติ ประพฤติตามธรรมคำสั่งสอนต่างๆทั้งหลาย --
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. การฟังธรรม การศึกษาธรรมะ ทำความเข้าใจธรรมต่างๆทั้งหลายนั้น..
ยังไม่ได้ถือว่า เราเป็นผู้มีธรรม
แต่ผู้ที่ถือว่า เป็นผู้มีธรรมแล้วนั้น ต้องเป็นผู้ที่ฟังธรรมนั้น แล้วนำเอาไปประพฤติ ปฏิบัติ กระทำตาม
เช่น บางครั้งเราอาจจะเจอในบางสิ่งบางอย่าง ที่เบียดเบียนต่อตน ทำร้ายทำลายตน
จะด้วยทางกายก็ดี ทางใจก็ดี..
แต่เราเป็นผู้มีธรรม โดยการรู้จักการปล่อยวาง ปล่อยวางเพื่ออะไร !
เราเคยศึกษาเรียนรู้มาแล้วว่า การปล่อยวางนั้น...
-- ทำให้ปัญหาที่ใหญ่ เล็กลง
-- ปัญหาที่เล็กจะหายไป
การปล่อยวางนั้น คือ *ชัยชนะ* ที่ชนะอย่างแท้จริง เพราะว่าเราจะเดินต่อไป ไม่ติดอยู่ /จมอยู่
ไม่ต้องไปวนใหม่ เพื่อชดใช้กรรมนั้น -- เราจึงเป็นผู้ชนะ
เราเคยฟังธรรมในเรื่องของการปล่อยวางบ่อยๆ
ทีนี้เราก็เลยปล่อยวาง ประพฤติตาม ปฏิบัติตามธรรมคำสั่งสอนที่เราเคยศึกษา เคยเรียนมาแล้ว
... อันนั้นเรียกว่า เป็น *ผู้มีธรรม*
ถ้าหากว่าเรานั้น เคยแต่ได้ยิน เคยแต่ฟัง ฟังก็จริง ฟังอยู่ทุกวัน
แต่เมื่อครั้งถึงเวลาที่เจอสิ่งกระทบต่างๆทั้งหลาย เรายังปล่อย ยังวางไม่ได้เลย
ยังโกรธมาก โมโหมาก ยังสร้างเหตุของการที่จะสร้างกรรมต่อ ไม่ยอมปล่อยวาง
...อันนั้นไม่ได้เรียกว่าเราเป็น *ผู้มีธรรม*
เราเป็นแต่เพียงผู้รู้เฉยๆ
แต่ก็รู้ไม่จริง.. เพราะว่า เรายังไม่ได้ประพฤติ ปฏิบัติตาม
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. การที่เรารู้จักธรรมนั้นอย่างแท้จริง / จะเป็นผู้มีธรรมนั้นอย่างแท้จริง..
เราต้องเป็นผู้ปฏิบัติ กระทำตามด้วย ไม่ใช่สักแต่ว่ารู้ รู้ว่าปล่อยวางๆ
ใครๆ ก็พูดได้.. ลูกเอ๋ย
< แต่การที่จะรู้อย่างแท้จริง ต้องประพฤติ ปฏิบัติ ให้ได้อย่างจริงจัง >
แผนที่ ถึงแม้ว่าเราจะรู้ > แต่ถ้ายังไม่ไป ก็ย่อมไม่ถึง
เมื่อไม่ถึง ความสำเร็จ ย่อมไม่เกิดขึ้น
การฟังธรรม คือ การเรียนรู้แผนที่การเดินทาง
การปฏิบัติ คือ การเดินไปสู่ทางนั้นแล้วอย่างแท้จริง
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ธรรม คือ สิ่งดีงาม สิ่งที่สอนสั่งให้ประพฤติดี ปฏิบัติดี
สอนตั้งแต่การ คิดดี ทำดี พูดดี ความประพฤติต่างๆ เหล่านั้น รวมมาเป็น *ธรรม*
ต้องเป็นผู้ที่มีความดี ทำอะไรก็ตามจะต้องเป็นผู้มีความยุติธรรม
...เพราะนั่นคือ การทำดี
เมื่อเรามีความยุติธรรมในสิ่งที่ทำ เป็นคนทำแต่ความดี.. จิตใจของเรา ก็ดีงาม
นั่นจึงจะอยู่ในกรอบของธรรม
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ธรรมะ / ธรรมคำสั่งสอนที่
* สั่งสอนให้ประพฤติตั้งแต่ การรักษาศีล ภาวนา
* สอนให้ละ ให้ตัดวาง ให้วาง
* สอนให้รู้แจ่มแจ้ง สิ่งต่างๆทั้งหลายเหล่านี้
บุคคลผู้ที่จะรู้ได้อย่างแท้จริง // เป็นผู้ที่มีธรรมเหล่านี้ อย่างแท้จริง
> ต้องเป็นคนที่ประพฤติตาม ปฏิบัติตามแล้ว
เช่น สอนไว้ว่า ให้รักษาศีล 5 เพื่อสิ่งนั้น // เพื่อสิ่งนี้ เพื่อจะได้เป็นไปตามอย่างนั้น อย่างนี้
หากว่า เรายังเป็นแต่เพียงผู้ฟัง ฟังเฉยๆ..
แต่ไม่เคยปฏิบัติ ไม่เคยทำตาม ในธรรมคำสั่งสอนนั้น ไม่เคยรักษาศีล 5
เราก็เป็นแต่เพียงผู้รู้อยู่ไกลๆ แต่ไม่เคยไปถึง ไม่เคยมีธรรม เ
เพราะว่าเราไม่ได้ประพฤติ ปฏิบัติตามเลย..
หากว่าเรานั้นยังไม่เคยรักษาศีล 8 ไม่เคยมาบวช / ปฏิบัติ
เรามีแต่รู้ รู้อยู่ไกลๆ> เราก็ไม่รู้จักการบวชอย่างแท้จริง หรอกลูก
เราก็ไม่ใช่ *ผู้มีธรรม* อย่างแท้จริง-- เพราะว่า เรารู้ แต่ยังไม่ทำ
ลูกทั้งหลายเอ๋ย..
บุคคลผู้ใด ที่เป็น*ผู้มีธรรม*นั้น
บุคคลผู้นั้น ต้องเป็น “ผู้ที่ประพฤติ ปฏิบัติ ทำตามคำสั่งสอน” นั้นด้วย
บุคคลผู้ใด ที่ได้แต่รู้ๆ แต่ไม่เคยนำมาประพฤติ ปฏิบัติธรรม
บุคคลผู้นั้น ไม่ใช่ผู้ที่มีธรรม
ลูกทั้งหลาย.. ลูกทุกๆคน วันนี้เราฟังธรรมะเรื่อง
*ผู้มีธรรม* มีอย่างไร
อย่างไรที่เรียกว่า *มีธรรม*
ฟังแล้ว เข้าใจแล้ว ว่าผู้ปฏิบัติ จึงเป็นผู้ที่รู้ธรรม มีธรรมอย่างแท้จริง
ผู้ที่รู้เฉยๆ แต่ยังไม่ปฏิบัตินั้น เป็นผู้ที่ไม่ได้รู้อย่างแท้จริง
ไม่ได้เป็นผู้มีธรรมอย่างแท้จริง
ฉะนั้น.. ต่อจากนี้ไป ให้ลูกทั้งหลาย จงเป็นผู้ที่มีธรรม โดยการปฏิบัติตามธรรมคำสั่งสอนนั้นเถิด
รักษาศีล 5 ฟังธรรมะ ตามธรรมคำสั่งสอนที่เราเคยฟังมา
ออกบวช ภาวนา เพื่อความพ้นทุกข์ เพื่อการละ การปล่อย การวาง ตามธรรมที่เราเคยฟังมา
เราให้ทาน ทำบุญ สร้างสิ่งที่เป็นความดี เพื่อค้ำหนุนจิตแห่งตน
เราก็ทำ ทำไปตามสิ่งที่เราได้รู้ ได้ฟังจากธรรมมา
ทำทาน เพื่อให้ก่อเกิดสิ่งนี้ เราก็ทำไป
-- ทีนี้เราจะได้เป็นผู้ที่มีธรรม อย่างแท้จริง --
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ผู้ประพฤติ ปฏิบัติ เท่านั้น จึงจะเป็นผู้ที่รู้อย่างแท้จริง ไปถึงอย่างแท้จริง
การที่เราเป็นผู้รู้ แต่รู้เฉยๆ นั้น ไม่ใช่ผู้รู้ /ไม่ใช่ผู้ที่มี
*ผู้มีศีล* ต้องเป็นผู้ที่รักษาศีล
*ผู้มีธรรม* ต้องเป็นผู้ที่ปฏิบัติ ตามธรรมคำสั่งสอน ประพฤติดี กระทำดี อย่างนั้นด้วย
... จึงจะเรียกว่า *ผู้มีธรรม*
เมื่อเรารู้ธรรมของสิ่งใด จงประพฤติ ปฏิบัติ ตามธรรมในสิ่งนั้น
เช่น วันนี้เรารู้เรื่องธรรมะ เกี่ยวกับการที่ผู้รู้ธรรม / ผู้มีธรรม มียังไง...
เราได้เข้าใจแล้วว่า แท้ที่จริงแล้ว การมีธรรม เป็นผู้ที่ปฏิบัติ ไม่ใช่รู้เฉยๆ
ทีนี้เราก็เริ่มการปฏิบัติ ทำตามธรรมที่เราได้รู้มาทั้งหลายเหล่านั้น
ถ้าเราได้ฟังธรรมะ เกี่ยวกับเรื่อง *ศีล*-- ผู้รักษาศีลเท่านั้น จึงจะเป็นผู้ที่มีศีล
เราก็ต้องรักษาศีล เราจะได้เป็นผู้มีธรรม เพราะว่าเราปฏิบัติตามแล้ว
-- ไม่ใช่สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าฟัง--
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. วันนี้ลูกอาจจะได้ฟังธรรมะ ศึกษาธรรมมามาก...
เราก็ได้รู้เรื่องของพระพุทธเจ้า ว่าสอนสั่งให้เรานั้นทำอะไรบ้าง ปฏิบัติเพื่ออะไรบ้าง
พระพุทธเจ้า บังเกิดมาเพื่อสิ่งใด...
เราได้รู้หมดแล้ว เข้าใจทุกอย่างแล้ว > เราก็ต้องประพฤติ ปฏิบัติตาม.. เพื่อเราจะได้เป็นผู้มีธรรม
-- เมื่อมีศีล ก็มีธรรม --
... มีได้อย่างไร มีได้โดยการประพฤติ ปฏิบัติตาม...
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. อย่าเป็นแต่เพียงผู้ที่พูดเลย // อย่าเป็นแต่เพียงผู้ที่รู้เลย ...
จงเป็นผู้ปฏิบัติเถิด.. ลูกจะได้เป็นผู้มีศีลอย่างแท้จริง ไม่ใช่สักแต่ว่า มี
วันนี้ เข้าใจแล้วว่า --
ทองแท้ เป็นผู้ที่ปฏิบัติ กระทำตาม
ทองปลอม เป็นที่ผู้ที่สักว่า รู้
จงทำตนให้เข้าถึง- เข้าสู่ การเป็นทองแท้เถิด..ลูกเอ๋ย
เพราะไม่มีใครที่จะช่วยเราได้ นอกจากตัวของเราเอง จะประพฤติ ปฏิบัติตามที่เรานั้นได้รู้มา
บุคคลผู้ที่ยืนรู้ แต่ไม่ย่างก้าวเดิน ย่อมไม่มีทางไปถึง
บุคคลที่รู้ พร้อมทั้งการเดินทาง จึงจะถึง
เช่นเดียวกันกับคนที่อาจจะรู้จักในสถานที่แห่งนี้
แต่รู้เฉยๆ.. ไม่เคยมา ก็ไม่รู้ว่าเป็นเช่นไร
รู้เฉยๆ ยังไม่ออกเดินทาง > ย่อมไม่ถึง
< การที่เรามีศีล มีธรรม ก็เป็นเช่นนั้น >
ถ้าเรารู้เฉยๆ ยังไม่ทำ ย่อมไม่มีทางไปถึง
-- เมื่อไปไม่ถึง ไม่ได้ทำ เราก็เป็นผู้ไม่มีธรรมอยู่ในเรา --
สาธุ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 12, 2015, 09:07:13 pm โดย thanapanyo »