ผู้เขียน หัวข้อ: Rec-0995 ผู้มีศีล ผู้ขาดศีล  (อ่าน 1066 ครั้ง)

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4229
    • ดูรายละเอียด
Rec-0995 ผู้มีศีล ผู้ขาดศีล
« เมื่อ: พฤษภาคม 11, 2015, 05:58:56 am »




ธรรมะเปิดโลก วันที่ 11 พฤษภาคม 2558
ตอนที่ 24 **ผู้มีศีล ผู้ขาดศีล**
ในเช้าของวันนี้ เมื่อข้าพระพุทธเจ้าได้เข้าเฝ้านอบน้อมต่อองค์พระบิดา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่านแล้วนั้น พระองค์ท่านได้ทรงเมตตาแสดงธรรมกลับมา กับพวกเราทั้งหลาย ดังนี้
- - - -
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. วันนี้เราจะมีคุยกันถึงเรื่อง การมีศีล
.. การมีศีล มียังไง
.. ผู้ที่มีศีลเป็นแบบไหน
.. ทำยังไง จึงเรียกว่า เป็นผู้มีศีล
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. บุคคลผู้ที่มีศีลนั้น คือ ผู้ที่จะต้องรับศีล หรือตั้งสมาทานศีล ตั้งแต่ศีล 5 ขึ้นไป
และในระดับต่างๆของศีล ที่เราได้ตั้งใจสมาทานแล้วนั้น
** เราต้องรักษาไว้ให้อยู่ในกรอบของการที่เราจะรักษา **
เช่น ถ้าเราตั้งใจว่า จะรักษาศีล 5 สมาทานศีล 5 แล้ว
ก็ควรรักษา ประพฤติ ปฏิบัติ กระทำ ให้อยู่ในกรอบของศีล 5
ถ้าเราได้สมาทานศีล8 ศีล10 หรือจะสมาทานศีล เป็นนักบวช เป็นพระภิกษุสงฆ์
-- เราก็ต้องรักษา และปฏิบัติตามศีลที่เราสมาทานนั้น --
**การที่เราจะเป็นผู้มีศีลนั้น ไม่ใช่เป็นเพียงสมาทานศีลเท่านั้น.. แต่เป็นการที่เรา ”รักษาศีล” นั้นต่างหาก**
บางคนถือตัวถือตนว่าเป็นสมมุติสงฆ์แล้วนั้น ฉันเป็นพระ ฉันสูงกว่าเธอ
... แต่ตนยังรักษาศีลของสมมุติสงฆ์ไม่ได้อย่างแท้จริง
บางทีก็ยังทำตัว เหมือนคนทั่วไป
บางครั้ง ศีล 5 ก็ยังไม่ครบด้วยซ้ำไป
> เช่นนั้น ไม่ได้เรียกว่า *ผู้มีศีล*
-- เป็นผู้ที่ “สมาทานศีล” เฉยๆ.. แต่ไม่ใช่ผู้มีศีล --
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. บางคน อาจจะอยู่ในศีล8 ศีล10 ศีล5 แต่อยู่แต่ในการสมาทานศีล
ไม่ได้รักษา ประพฤติ ปฏิบัติตามศีลข้อห้ามต่างๆนั้น
จึงได้แต่สมาทาน แต่ไม่ใช่ผู้มีศีล เพราะตนไม่ได้รักษาศีลนั้นเอาไว้
การที่เราจะเป็นผู้มีศีล เราต้องมีตั้งแต่การสมาทาน คือ “ตั้งสัจจะ” ว่า จะรักษาศีลนี้ / ศีลกี่ข้อ
และต้องรักษาสิ่งที่เราตั้งสัจจะไว้นั้นให้ได้
**จึงจะเป็นผู้มีศีล อย่างแท้จริง**
การรักษาศีล < เป็นสิ่งสำคัญที่เราชาวพุทธทุกคนควรประพฤติ ปฏิบัติ กระทำตาม >
-- อย่างน้อยก็ให้ได้ศีล5 จึงจะบังเกิดผลที่ดีแก่ชีวิตของตน --
บางคนอาจจะเป็นชาวพุทธ แต่ศีล 5 ก็ยังรักษาไม่ได้
< ไม่มีศีล ชีวิตจึงมีแต่ความว้าวุ่น วุ่นวาย เป็นทุกข์ เร่าร้อนอยู่ตลอดเวลา >
เขาอาจจะคิดว่า ฉันก็ได้ทำบุญบ่อย ก็ได้ทำทานมาก
.. แต่ทำไมชีวิตของฉันจึงเป็นอย่างนั้น อย่างนี้
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. การที่เราไม่รักษาศีลนั้น เหมือนถังที่รั่ว ตั้งแต่ทีแรกแล้ว
จะใส่อะไรไปได้ล่ะลูก ใส่อะไร เติมอะไรเข้าไป ถึงแม้จะมีอยู่บ้าง แต่มันก็มีรูรั่ว
เมื่อถึงเวลา มันก็รั่วออกตามปกติของมันอยู่อย่างนั้น
... เพราะว่าเราไม่ได้รักษาศีล…
การที่เราจะทำอะไรได้สำเร็จอย่างแท้จริงนั้น เราต้องเป็นผู้รักษาศีลอย่างแท้จริง -- จึงจะเป็นถังที่ไม่รั่ว
ทำอะไร ทำสิ่งใด ชีวิตจึงจะมีความสุข // ชีวิตจึงจะไม่เจอกับความทุกข์
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ทีนี้มาคุยกันถึงเรื่อง รักษาศีล มีศีล มียังไงแล้ว..
> ให้รู้จักกับการที่เรา *ขาดศีล*
“ขาดศีล” ขาดยังไง
“ศีลขาด” ขาดยังไง
การที่เราสมาทานศีลนั้นแล้ว และรักษาศีลนั้นไว้ แต่เรารู้ได้ยังไงว่า ศีลเราขาดหรือเปล่า
หรือเรายังรักษาศีลไว้ได้อยู่
> ทุกอย่างอยู่ที่เจตนาของเราเท่านั้น ...
หากว่าเรานั้นมีเจตนาที่จะฆ่ามด ที่จะฆ่ายุง ด้วยใจที่เจตนา
จึงตบเข้าไปจนโดนยุงตาย บี้มดซะจนเละ ด้วยความตั้งใจ > อันนั้นคือ “ศีลขาด”
ถ้าเกิดว่าเราตั้งใจที่จะโกหก ตั้งใจที่จะพูด /จะทำในสิ่งไม่ดี อันนั้นคือ “ศีลขาด”
-- ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเจตนา --
ถึงแม้เราจะบอกว่าไม่ได้เจตนาที่ปาก.. แต่ถ้าใจเรามีความเจตนา คือ ตั้งใจไว้แล้วก่อนทำ
ถึงแม้คำพูดของเรา จะเป็นแบบไหนก็ตาม แต่ศีลของเราขาดไปเรียบร้อยแล้ว
... ต้องเริ่มใหม่ รักษาใหม่ ตั้งใจใหม่ ...
หากว่าเราทำอะไรละเมิดเบียดเบียนสิ่งอื่นใด.. โดยที่เราไม่ได้เจตนา
เช่น มดอาจจะคลาน วิ่งอยู่ในลำตัวของเรา ทีนี้เราเอามือปัดออก จึงโดนมันตาย
แต่ในใจของเรา ไม่ได้คิดว่าจะทำให้มันตาย อันนั้น คือ *ศีลไม่ขาด*
ถ้าเราพูด เราทำอะไรไป โดยที่เราไม่ได้มีเจตนาให้เป็นอย่างนั้น ให้เป็นอย่างนี้
พูดไป / ทำไป ตามความบริสุทธิ์ใจ โดยไร้เจตนาที่ไม่ดี ...
ถึงแม้ว่าผลที่ออกมา จะเป็นแบบไหนก็ตาม นั่นก็แปลว่า ศีลเราไม่ได้ขาด
เพราะว่า เราไม่ได้เจตนาที่จะทำ
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ศีลนั้น จะขาดหรือไม่-- ขึ้นอยู่กับ “เจตนา” ของเรา
การที่เรารักษาศีล …
ถ้าตึงไป จนเป็นทุกข์นั้น.. ก็ไม่ดี
ถ้าหย่อนไป จนไม่มีกรอบของคำว่าศีลเลย.. ก็ไม่ดี
-- เพราะจะทำให้เรารักษาศีลนั้นไว้ไม่ได้เลย --
ปล่อยทุกอย่างให้สบายๆ เป็นกลางๆ ขึ้นอยู่กับเจตนา
ถ้าเราไม่มีเจตนาที่มุ่งร้าย / ที่ไม่ดีนั้น ย่อมไม่มีผลอะไรกับการ ศีลขาด
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ไม่ว่าลูกนั้นจะถือศีล5 รักษาศีล8 สมาทานศีล 227 เป็นพระภิกษุสงฆ์ ก็ดี
ศีลทั้งหมด รวมมาเป็นศีลเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น คือ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น และตนเอง
คำว่า เบียดเบียนผู้อื่นนั้น คือ ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ
-- เราได้พูด เบียดเบียนผู้อื่นหรือเปล่า
-- เราได้คิด เบียดเบียนผู้อื่นหรือเปล่า
-- เราได้ทำ เบียดเบียนผู้อื่นหรือเปล่า
สำรวมกาย สำรวมวาจา และใจ
** ใจให้เราให้คิดดี ทำดี
** คำพูดของเราให้พูดดี ก่อนจะพูดอะไรให้พิจารณาไตร่ตรอง ... สิ่งใดไม่ดีอย่าพูดออกมา
** กายของเรา จะทำอะไรให้เป็นสิ่งที่ดี ... สิ่งใดที่ไม่ดี อย่าทำออกไป
-- มีแค่นี้แหละลูก ที่เราจะต้องรักษา --
ถึงแม้จะเป็นศีลที่ดูเยอะแยะมากมาย.. แต่ถ้าเกิดว่าเรามาพิจารณาให้หนักแน่น ไตร่ตรองให้รอบคอบอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นศีลอะไรก็ตาม แค่อยู่ในกรอบของการไม่เบียดเบียนผู้อื่น และตนเองเท่านั้นก็พอ

ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. การที่เราไม่เบียดเบียนผู้อื่นนั้น อาจจะฟังดูยาก อาจจะฟังดูง่ายๆ
แต่จริงๆแล้ว ไม่ได้ยากอะไรเลย
แค่คิดก่อนทำ.. ไม่ใช่ทำไปแล้วค่อยคิด
คิดก่อนพูด.. ไม่ใช่พูดไปแล้วค่อยคิด
พยายามปล่อยวาง เชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรม
ใครทำอะไรก็ได้เช่นนั้น อย่าไปสนใจกับการกระทำของผู้อื่น
แล้วเอาตนไปปนเปื้อนโดยการคิดเพ่งโทษคนนั้น เพ่งโทษคนนี้
คิดไม่ดี สิ่งต่างๆทั้งหลายเหล่านั้น
.. จะทำให้ลูกผิดศีล ละเมิดศีล ขาดศีล
.. หรือจะทำให้ลูกนั้น เป็นผู้มีศีล
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. วันนี้คุยธรรมะเกี่ยวกับเรื่อง...
การมีศีล มียังไง
ผู้ที่มีศีล มีแบบไหน
การมีศีล คือ ผู้ที่รักษาศีลนั้นไว้
การที่ไม่มีศีล คือ ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามศีล ที่ตนได้ตั้งสัจจะจะรักษาไว้ -- ไม่ใช่ผู้สมาทานศีล
การที่จะมีศีลอย่างแท้จริง คือ ผู้ประพฤติ ปฏิบัติตามกรอบของศีลนั้น
และศีลทั้งหมด ก็รวมมาเป็น ”ศีลแค่ 3 ข้อ” เท่านั้น
// ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ด้วย *กาย วาจา และใจ*
// ไม่เบียดเบียนตน โดยการสร้างกรรมกับผู้อื่น-- แล้วกรรมนั้นส่งผลมาที่ตัวของเรา

ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. จงประพฤติ ปฏิบัติ กระทำตน ให้เป็นผู้มีศีล
**โดยการปฏิบัติ** เถิด
อย่าให้ตนนั้นหลงคิดว่า ตนเป็นผู้มีศีล โดยการสมาทานศีลเลย
เพราะผู้มีศีล คือ < ผู้ปฏิบัติ ตามศีลข้อ 5 > ที่ได้สมาทาน...
-- ไม่ใช่ *ผู้สมาทานศีล*--
สาธุ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 12, 2015, 01:56:50 am โดย thanapanyo »