ผู้เขียน หัวข้อ: Rec-0980 จิตอิสระ  (อ่าน 1168 ครั้ง)

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4229
    • ดูรายละเอียด
Rec-0980 จิตอิสระ
« เมื่อ: เมษายน 24, 2015, 07:07:02 am »




ธรรมะเปิดโลก วันที่ 24 เมษายน 2558
ตอนที่ 7 **จิตอิสระ**
ในเช้าของวันนี้ เมื่อข้าพระพุทธเจ้าได้เข้าเฝ้านอบน้อมต่อองค์พระบิดา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่านแล้วนั้น พระองค์ท่านได้ทรงเมตตาแสดงธรรมกลับมา กับพวกเราทั้งหลาย ดังนี้ว่า
- - - -
พระยาธรรมเอ๋ย.. จิตของคนเรานั้น จะมีค่าก็ต่อเมื่อเราทำให้มันมีค่า และจิตที่มีค่าอย่างแท้จริงนั้น ต้องเป็นจิตที่เป็นอิสระ ไม่มีสิ่งใดทำให้เขาต้องเศร้าหมอง เป็นทุกข์อีกต่อไป
พระยาธรรมเอ๋ย.. จิตทุกดวงที่เวียนวน เวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารนี้ จิตทุกๆดวงยังตกเป็นทาสของสิ่งต่างๆทั้งหลาย ที่อยู่ในวัฏสงสารนี้ ยังถูกครอบงำด้วยสิ่งทั้งปวง ซึ่งทำให้จิตเหล่านั้นตกเป็นทาสของเขามาโดยตลอด
สุขก็อาศัยเขาสุข อาศัยสิ่งนั้น สิ่งนี้ สิ่งโน้น อาศัยสิ่งต่างๆทั้งหลายเหล่านั้นว่าเป็นความสุข
แต่แท้ที่จริงแล้ว มันก็ยังไม่ใช่ความสุข
มันเป็นสิ่งที่เราคิดว่า คงจะสุข หลอกตนเองว่าสุขเท่านั้นเอง
และยังถูกสิ่งต่างๆทั้งหลายเหล่านั้นครอบงำ ทำให้เราเป็นทุกข์ ทุกข์เพราะสิ่งนั้นบ้าง ทุกข์ไปตามสิ่งทั้งหลายทั้งปวง
< จิตของเราจึงไม่มีค่าอะไร เพราะเรายังตกเป็นทาสของผู้อื่นอยู่ >
พระยาธรรมเอ๋ย.. บุคคลที่สามารถทำให้จิตแห่งตนนั้น มีค่าได้อย่างแท้จริง จิตดวงนั้นต้องมีอิสระจากสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น และการที่เราจะฝึกฝน ทำให้จิตของตนนั้นมีค่าขึ้นมา เราก็สามารถฝึกฝนได้ จากการถอดถอน สิ่งต่างๆทั้งหลายบนโลกนี้ที่ครอบงำเรานั้นออกไป
< จิตดวงใดที่สามารถถอดถอนตน ออกจากทุกสิ่งทุกอย่างได้นั้น.. จิตดวงนั้นย่อมมีค่ามากกว่าสิ่งอื่นใด >
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. อย่ามัวแต่นึก และลุ่มหลงว่าสิ่งต่างๆทั้งหลายเหล่านั้นมีค่ามาก
อย่าเอาจิตของตน ไปทำให้ตกเป็นทาส ของทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านั้น แล้วไปให้คุณค่ากับเขาเหล่านั้น-- ยกให้เหนือกว่าตนที่เป็นจิตเลย
... เพราะถ้าเราทำเช่นนั้น จิตของเรา ก็จะด้อยค่า และไม่มีประโยชน์อะไรเลย ..
เรายกสิ่งสมมุติทั้งหลาย ยกสิ่งที่มันไม่มีอยู่จริง ยกความว่างเปล่า ความทุกข์ทั้งหลายเหล่านั้นเหนือตัวเรา
จึงทำให้จิตแห่งตนด้อยค่าลงไป คือ ความทุกข์ ทุกข์ที่เกิดจากความลุ่มหลงในสิ่งต่างๆ
เมื่อเราลุ่มหลงอยู่กับเขา จิตของเราก็ตกเป็นทาสของเขาไป แล้วก็พลอยทุกข์เพราเขาเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นบุคคลที่รัก หรือทรัพย์สิน ข้าวของ ตำแหน่ง ลาภยศ สรรเสริญ สิ่งต่างๆทั้งหลายเหล่านั้น
เมื่อเราตกเป็นทาสของเขา เราก็พลอยทุกข์เพราะเขา อยู่ตลอดเวลา
จิตของเราจึงด้อยค่า ไม่มีค่า มีราคาอะไร
เลอะ ปนเปื้อน จมอยู่ เป็นทุกข์ อยู่อย่างนั้น...
ลูกทั้งหลาย.. บางคนลุ่มหลงมาก จนถึงขนาดสร้างกรรม สร้างสิ่งที่ไม่ดีเยอะแยะมากมาย
จนจิตแห่งตนต้องตกต่ำไปอยู่ในภูมิของนรก ไปเกิดเป็นเปรต อสุรกาย เกิดเป็นสัตว์นรก
บางคนกลับมาเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานก็มี
เมื่อกลับมาเกิดเป็นสัตว์ กว่าจะวนกลับมาเป็นคน
เป็นคนก็ไม่มีค่า มีราคาอะไร เพราะจิตตนนั้นลุ่มหลงกับสิ่งต่างๆ-- จนทำให้ตนนั้นด้อยค่า...
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. คนบางคน เขาสามารถยกจิตของเขาให้มีค่า มากขึ้นมา ด้วยความดีของเขา และต่อความดีไปเรื่อยๆ จนกว่าจิตของเขานั้นจะมีค่ามาก
ถึงแม้ในทางโลกเขาจะไม่มีอะไรเลย แม้แต่ตำแหน่ง หน้าที่การงานที่ดี เขาไม่มีอะไรสักสิ่งสักอย่างในทางโลกแล้ว แต่จิตของเขามีค่า เพราะเขาประพฤติดี ทำดี สร้างสิ่งที่ดี เพื่อเกิดประโยชน์แก่ผู้อื่น
เขาจึงเป็นคนที่มีค่า เป็นจิตที่มีค่า สำหรับตนและผู้อื่น เพราะเขาอยู่อย่างมีประโยชน์แก่ทุกคน..
เมื่อครั้งเขาดับไป ตายไป เขาก็ไปเป็นผู้ที่มีค่าอย่างแท้จริง
-- จิตของเขาเป็นอิสระ ไม่ต้องตกเป็นทาสของใครอีก--
บางคนมีสมบัติในทางโลก เยอะแยะมากมาย แต่ไม่มีค่าอะไรเลยสำหรับคนอื่น และตนเอง
ชีวิตอยู่ไปวันๆ ทรัพย์สินเหล่านั้น ไม่ได้สร้างคุณค่าให้แก่เขาอย่างแท้จริงเลย
จิตของเขา เร่าร้อนและเป็นทุกข์อยู่ตลอดเวลา
แม้ตนเอง ก็ยังหาความจริงใจในตนเองไม่เจอ
แม้ตนเอง ก็ยังหาความสุขในตนเองไม่เจอ
แม้แต่ตัวตนของตนเองนั้น ก็ยังวิ่งวุ่น แสวงหาความสุขที่แท้จริงไม่เจอ จนทำให้ตนนั้นสับสน และวุ่นวาย เป็นทุกข์อยู่ตลอด
อยู่ใกล้ใคร อยู่ร่วมกับใคร ก็มีแต่สร้างเหตุของทุกข์ให้แก่เขา เพราะตนไม่เข้าใจในศีลธรรม ไม่ทำความดี ทำแต่สิ่งที่ไม่ดี เพราะลุ่มหลงอยู่กับสิ่งที่มีอยู่
คิดว่าฉันเป็นคนรวย คิดว่าฉันมีสตางค์ คิดว่า ฉันใหญ่ฉันโต จึงลืมไปว่า ความดี คือ สิ่งที่จำเป็นที่จะต้องทำไว้ หรือมีไว้ จึงละเมิดเบียดเบียนกับผู้อื่น จนสร้างกรรมแก่ผู้อื่น
-- จึงมีค่าน้อยมาก แทบจะไม่มีค่าอะไรเลย --
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. คนในแบบนี้ เรียกว่า คนชั่ว คนชั่วนั้นถึงแม้จะเป็นคน แต่ก็ไม่มีประโยชน์อะไร
เมื่อครั้งตายไป จากโลกนี้ไป จิตก็ต้องไปตกต่ำอีก ไปเกิดอยู่ในนรก ไปชดใช้กรรม ไม่มีค่า มีราคาอะไรเลย
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. จิตของเรานั้นจะมีค่าได้ก็ต่อเมื่อเราสร้างคุณงามความดี สร้างสิ่งที่ดีให้เกิดประโยชน์ แก่ทุกๆคน แต่ถ้าจิตของเรานั้นไม่ได้ทำความดี ไม่มีสิ่งที่ดีอยู่ในจิตเลย จิตมีแต่กิเลสตัณหา ความทุกข์ ความเร่าร้อนอยู่ในนั้น จิตดวงนั้นย่อมไร้ค่า
จงหมั่นฝึกฝนตน อบรมตนให้ระลึกรู้คุณค่าของความเป็นคน ระลึกรู้คุณค่าของความเป็นตัวของเรา ที่ควรจะสร้างสม และทำแต่สิ่งที่ดี เพื่อค้ำหนุนตัวเราเอง
ลูกทั้งหลาย.. ที่จริง คนเรานั้นจะมีค่าหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการทำดี หรือทำชั่ว ไม่ได้ขึ้นอยู่กับทรัพย์สิน หรือเหตุปัจจัยภายนอกเลย เพราะสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น เป็นสิ่งที่ไม่ได้ให้ความสุขกับใครอย่างแท้จริง ไม่ได้ให้คุณค่ากับใครอย่างแท้จริง
บางคนเมื่อครั้งไปอยู่กับคนที่รวยมาก แต่ไม่มีน้ำใจ ไม่มีความเป็นคน ไม่มีการช่วยเหลือเอื้อเฟื้อ ไม่มีความเมตตา เมื่อไปอยู่กับคนเช่นนั้น ก็ไม่ปรารถนาที่จะอยู่ เพราะหาอะไรไม่เจอในนั้นเลย มีแต่ความเห็นแก่ตัว มีแต่ความทุกข์เท่านั้น
บางคนถึงแม้ไปอยู่บ้านหญ้าคา เป็นคนยากจน มีแค่อาหารป่าให้กิน แต่ถ้ามีความรักต่อกัน มีความจริงใจต่อกัน ช่วยเหลือกัน เมตตา สงสารซึ่งกันและกัน นั่นก็จะมีค่ามากยิ่งกว่าการที่ไปอยู่ในราชวังใหญ่โต มีเงินทองทรัพย์สินมากมายอีก
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ความสุขที่แท้จริง จึงไม่ได้อยู่กับเงินทอง
คุณค่าที่แท้จริง ไม่ได้อยู่กับเกียรติยศบารมี หรืออยู่กับสิ่งที่มี ที่เป็นอยู่
-- ขึ้นอยู่กับการทำดีของตัวเราเองต่างหาก --
จิตดวงใดที่จะสามารถทำตนให้มีคุณค่ามากที่สุด จิตดวงนั้นต้องเก็บเกี่ยวและสั่งสมความดี ให้ได้มากที่สุด
- จากเล็กไปหามาก
- จากมากไปให้เต็ม
- เต็มแล้วสลาย *ความเต็ม* นั้นไป
คือ เราต้องทำความดีไปเรื่อยๆ จนถึงวันหนึ่งจิตของเรานั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความดีแล้ว
ให้สลายความดีนั้นไป จนจิตแห่งตนนั้น เป็นผู้ที่พ้นจากความทุกข์ พ้นจากวัฏสงสารนี้
ดับจากการเวียนว่ายตายเกิดแล้ว จิตจึงจะเป็นจิตที่มีค่าอย่างแท้จริง
แต่ความมีค่านั้นก็เหมือนไม่มี มีก็เหมือนไม่มีไป
ไม่ได้ยึดถือ ยึดเอาสิ่งต่างๆเหล่านั้นมาเป็นตัวตนของเราอีก
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. จิตที่มีค่าที่แท้จริง คือ จิตที่ไม่มีค่าอะไรแล้ว คือ เขาจะไม่เห็นคุณค่าของสิ่งใดเลย แม้แต่ตัวของเขา
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. จงอย่ามัวหลงยึดกับสิ่งนั้นสิ่งนี้ และแสวงหา ให้คุณค่าราคา กับสิ่งนั้นสิ่งนี้ แล้วทำให้ตนนั้น ต้องพลอยรู้สึกว่าขาดหาย และต้องคอยรู้สึกว่าต้องหามาเติมให้เต็ม ให้คุณค่าราคากับสิ่งภายนอกทั้งหลาย จนมาทับถมจิตแห่งตน จนต้องเป็นทุกข์เร่าร้อน ตกต่ำไป
บุคคลที่มีทรัพย์มากอย่างแท้จริง คือ ทรัพย์ในการกระทำ ในความดีที่กระทำไว้ เพราะทรัพย์ในการทำความดีนั้น จะสามารถค้ำหนุนจิตแห่งตน ให้ไปสู่ความพ้นทุกข์.. ให้มีค่าอย่างแท้จริงด้วยความดี
แต่ทรัพย์ทางโลก ทรัพย์สิน สิ่งต่างๆทั้งหลายทั้งปวง ที่เป็นของภายนอก ที่เป็นสิ่งที่เป็นองค์ประกอบเท่านั้น
สิ่งเหล่านั้น ไม่ใช่ทรัพย์ที่แท้จริง
ถึงแม้จะมีจนล้นฟ้า ก็ไม่อาจช่วยอะไรเราได้เลย
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. มีเงินมาก มีทรัพย์สมบัติมาก
- ไม่ได้ช่วย ไม่ให้เราตาย
- ไม่ได้ช่วย ม่ให้ปัญหาเข้ามาในชีวิตเรา
- ไม่ได้ช่วย ไม่ให้เราป่วย
- ไม่ได้ช่วย ไม่ให้พลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักทั้งหลายทั้งปวง
แต่การที่เราบำเพ็ญปฏิบัติ สร้างความดี สั่งสมสิ่งที่ดี คือ ทรัพย์ภายในนั้น สามารถส่งให้เราข้ามพ้นจากความทุกข์เหล่านี้ไปได้
แม้ชาตินี้อาจทำให้เราไม่ตายไม่ได้ แต่ก็จะทำให้เราไม่ต้องกลับมาเกิดอีกนั้นได้
เมื่อเราจะตายในชาตินี้ มันก็ไม่สามารถทำให้เราเป็นทุกข์กับการตายได้
เพราะว่าเรารู้แล้ว // เพราะว่าเราสั่งสมความดีแล้ว เราจึงไม่กลัวตาย
ความแก่ ความเจ็บ ความตายนั้น ก็ทำอะไรเราไม่ได้แม้ในชาติปัจจุบัน-- เพราะเราไม่ได้สนใจในมันแล้ว
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. จงหมั่นฝึกฝนอบรมตน สั่งสมความดีที่เป็นทรัพย์ภายใน เพื่อให้จิตของตนนั้นมีค่าอย่างแท้จริงเถิด เพราะคุณค่าที่แท้จริงของจิตของตัวเรานั้น ไม่ใช่สิ่งต่างๆ ที่เป็นส่วนประกอบจากภายนอก
สิ่งทั้งหลายเหล่านั้น เป็นแต่เพียงสิ่งที่หลอกให้เราลุ่มหลง ทดสอบจิตใจของเรา ทดสอบการข้ามพ้นวัฏสงสารของเราต่างหาก ถ้าเราไม่ลุ่มหลงกับมันแล้ว จิตของเราก็จะข้ามพ้นไปสู่ความพ้นทุกข์ นั่นคือจิตที่มีค่าอย่างแท้จริง
ถ้าเรายังลุ่มหลงอยู่กับสิ่งต่างๆเหล่านั้น จิตของเราก็จะไม่มีค่าอะไรเลย เพราะเรายังให้ความมีค่ากับสิ่งเหล่านั้นอยู่ เพื่อสิ่งเหล่านั้นมาทำร้าย มีอำนาจต่อเรา มากกว่าตัวเราเองอยู่
จิตที่มีค่าอย่างแท้จริง จึงเป็นจิตที่อิสระ มีความอิสระเหนือสรรพสิ่ง เราสามารถทำให้จิตของเรามีค่า ด้วยการประพฤติ ปฏิบัติ ของตัวเราเอง
สาธุ
# #
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 02, 2015, 10:22:44 am โดย thanapanyo »