ผู้เขียน หัวข้อ: Rec-0973 ทำความดี ละเว้นความชั่ว  (อ่าน 1721 ครั้ง)

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4066
    • ดูรายละเอียด
Rec-0973 ทำความดี ละเว้นความชั่ว
« เมื่อ: เมษายน 17, 2015, 09:48:09 pm »




ธรรมะจากพุทธประวัติ วันที่ 17 เมษายน 2558
ตอนที่ 154 **ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว**
ในเช้าของวันนี้ เมื่อข้าพระพุทธเจ้าได้เข้าเฝ้านอบน้อมต่อองค์พระบิดา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่านแล้วนั้น พระองค์ท่านได้ทรงเมตตาแสดงธรรม ข้อธรรมที่ 304
- - - -
โดยมีข้อธรรมเขียนไว้ ดังนี้ว่า ::
บุคคลที่…
- ไม่มีความโลภแล้ว จากสิ่งของ การงานทั้งหลาย
- ไม่หมกมุ่นในการนอนมาก / พูดมาก ไร้สาระ / นอนมาก จนเกินความพอดี
- ไม่ยินดี ในงานสังคม หรือหมู่คณะ
- ไม่เป็นผู้ปรารถนา ลามก
- ไม่ตกอยู่ในอำนาจของการทำชั่ว
- ไม่คบคนชั่ว
- ไม่หยุดความเพียรพยายาม เพื่อบรรลุธรรมขั้นสูงขึ้นไป ..แล้ว
-- บุคคลผู้นั้น จะไม่มีความเสื่อมเลย.. มีแต่ความเจริญอย่างเดียว --
พระพุทธองค์ท่านได้เตือนเราทั้งหลายว่า
**สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง มีเวลาดับไปของมัน**
> จงทำสิ่งที่เกิดประโยชน์แก่ตน และผู้อื่นเถิด …
ลูกทั้งหลายเอ๋ย..
-- บุคคลผู้ใดที่ไม่ได้มีความโลภ/ ปรารถนาจะได้สิ่งนั้น สิ่งนี้ วุ่นวายอยู่กับการงานต่างๆทั้งหลาย
-- บุคคลผู้ใดที่ไม่หมกมุ่นอยู่กับการนอนมากจนเกินพอดี รู้เวลา / รู้รักษาเวลาที่มีอยู่ /
ไม่ปล่อยให้สูญเสียเวลาไปกับการหลับนอน
-- ไม่พูดมาก ไร้สาระ พูดในสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์อะไร
-- ไม่ยินดี ในงานสังคมต่างๆ หรือหมกมุ่นอยู่กับหมู่คณะ
-- ไม่ปรารถนา ลามก
-- ไม่ตกอยู่ในอำนาจ ของการทำชั่ว
-- ไม่คบคนชั่ว
-- ไม่หยุดความเพียร เพื่อบรรลุธรรมขั้นสูง ยิ่งๆขึ้นไปแล้ว
< บุคคลผู้นั้น เขาจะได้พบความพ้นทุกข์แล้ว >
ลูกทั้งหลายเอ๋ย..
จงพิจารณาเถิดว่า บัดนี้ลูกนั้น ยังติดอยู่ในข้อใดอยู่..
จงพิจารณาเถิดว่า ลูกนั้น ได้มีการกระทำอันใด ที่ยังทำให้ลูกยังห่างไกลจากการบรรลุธรรม > เข้าถึงความพ้นทุกข์อยู่หรือเปล่า
หากว่ามีข้อใดข้อหนึ่ง ที่ทำให้ลูกนั้นยังติดอยู่ ให้พยายามฝึกฝน ปรับเปลี่ยน ปรับปรุงตน
ขยับขึ้นมาเรื่อยๆเถิด เพราะบุคคลผู้ที่มีความรู้สึก ประพฤติ กระทำตนให้ถึงในจุดนี้แล้ว >
- เขาเป็นผู้ที่ใกล้ที่จะพ้นฝั่งแล้ว
- เขาเป็นผู้ที่ใกล้จะหยุดการเดินทางของเขาแล้ว
- เขาเป็นผู้ใกล้ความพ้นทุกข์ แล้ว
.. ลูกเอ๋ย
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. จงพิจารณาดูตัวดูตนเถิดว่า...
** ตนนั้นยังเป็นผู้ “โลภมาก” อยู่หรือเปล่า --
ยังหมกมุ่นอยู่แต่กับการงาน จนไม่ลืมหูลืมตา /
ไม่ดูกาลเวลา / ไม่เสียดายเวลาที่สูญเสียไปกับสิ่งภายนอกต่างๆเหล่านั้นอยู่หรือเปล่า
> หากว่าเป็นเช่นนั้น จงปล่อยวางบ้างเถิด.. ลูกเอ๋ย
เพราะการงานทั้งหลาย สิ่งของทั้งหลายเหล่านั้น ถึงว่าจะไม่มากขนาดไหน
-- เมื่อครั้งถึงเวลา เขาก็จะต้องเสื่อมไป ดับไป เป็นปรกติของเขาอยู่อย่างนั้น --
จงอย่ามัวแต่หมกมุ่น วุ่นวาย มอบกายถวายชีวิต ให้แก่สิ่งภายนอกเหล่านั้นเลย
/ มันเป็นสิ่งที่เราเอาไปด้วยไม่ได้
/ มันเป็นสิ่งที่มีอายุขัยของมัน
/ มันจะอยู่กับเรา ตามกาลเวลาที่ถูกกำหนดเอาไว้
> เมื่อครั้งหมดเวลานั้นแล้ว.. มันก็จะไปตามทางของมัน <
บุคคลไม่ได้อยากจะจน ถ้าถึงเวลาจะจนแล้วนั้น ทรัพย์สิน ข้าวของต่างๆที่เรามัวแต่หมกมุ่นอยู่กับมัน เพื่อได้มันมาครอบครองเหล่านั้น > มันก็จะดับไป สูญไป..
เผลอแป๊บเดียว สิ่งของ ข้าวของต่างๆทั้งหลายเหล่านั้น มันก็จะหายไป และเราก็อาจจะกลายเป็นคนยากจนขึ้นมา ความรวย หรือความจนนั้น ไม่ได้เกิดจากความโลภ ไม่ได้เกิดจากการหมกมุ่นอยู่ในการงาน
> มันเกิดจากสิ่งที่เราได้สร้างไว้แล้ว ทำไว้แล้ว และมันเกิดจากบุญ-กรรม ที่มันมีขึ้นมา และมีดับไป
ถึงแม้ว่าเราจะหมกมุ่นอยู่กับการงานก็ตาม ถ้าถึงรอบ ถึงคราวที่มันจะต้องหมดแล้วนั้น
> ก็ไม่มีใครยื้อ หรือห้ามอะไรมันไว้ได้.. ถึงแม้ว่าเรายังโลภมาก อยากจะมีสิ่งนั้น สิ่งนี้อยู่
แต่ถ้าถึงเวลาที่มันจะต้องหมดไป มันก็ไม่ได้สนใจในความโลภของเรานั้น
จงอย่าโลภมาก และอย่าหมกมุ่นอยู่กับการงานทั้งหลายเลย ..
เพราะสิ่งเหล่านั้น คือ สิ่งที่ชักชวนให้ลูกหลงทาง เสียเวลา จมอยู่ เหนื่อย และทุกข์เพราะมันเปล่าๆ ...
** หากลูกนั้นยังหมกมุ่นอยู่กับ ”การนอน” มากจนเกินความพอดี / เกินคำว่าพักผ่อน...
จงตื่นเสียเถิดลูกเอ๋ย..
เวลาของลูกนั้นหมดไปทุกวันแล้ว ไม่มีวันไหนเลยที่เวลาจะหยุดอยู่ เพื่อรอเวลาการนอนของลูก
-- ลูกอย่าเสียเวลาทิ้งไปเปล่าๆ เลย --
ตื่นเถิดลูกเอ๋ย.. ตื่นมาสร้างความดี ทำสิ่งที่ดี เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ลูก **
มีหลายคนมากนัก ที่เขาอยากจะตื่นมาเพื่อทำอะไรสักอย่างหนึ่ง..
แต่เขานั้นตื่นไม่ได้ ลุกไม่ไหว เขาเสียดายเวลามากในสิ่งที่เขาทำไม่ได้
แต่ลูกนั้น เป็นผู้ที่ยังตื่นได้ ยังทำอะไรมากมาย เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ตัวเองและผู้อื่นได้มากมาย ในเวลาที่มีอยู่
< จงตื่นเถิด อย่ามัวแต่นอน กินเวลา-- นอนทับเวลาของลูกไปวันๆ เลย >
** หากลูกนั้นยังเป็นคน “พูดมาก” ไร้สาระ/ พูดเรื่องอะไรที่ไม่เกิดประโยชน์ ใช้อะไรไม่ได้อยู่
จงระมัดระวังคำพูดเถิดลูกเอ๋ย..
เพราะคำพูดนั่นแหละ คือ บ่อนทำลายทุกสิ่งทุกอย่างของตัวลูกเอง ...
บุคคลที่พูดมาก.. นั้นย่อมนำไปสู่ความไร้สาระ
บุคคลที่พูดมากไร้สาระ ย่อมหาความจริงอะไรไม่ได้ในนั้น…
ย่อมกลับกลายเป็นคนที่ไม่เกิดประโยชน์อะไร // ไม่มีความหมายอะไร
จงอย่าทำตนให้เป็นคนเช่นนั้นเลย …
จงฝึกพูดน้อย พูดแต่สิ่งที่สำคัญ..
จงฝึกพูดแต่สิ่งที่ไม่ไร้สาระเถิด-- เพื่อตัวของลูกนั้นจะได้มีค่าขึ้น มีราคาขึ้นมา
** บุคคลที่พูดมากไร้สาระนั้น ไม่มีค่า มีราคาอะไรหรอกลูก..
แม้เราจะพูดจริง ก็จะฟังเหมือนไม่จริง // แม้จะพูดแบบไหน ก็จะไม่มีใครเคารพและเชื่อถือ
แม้แต่เด็กตัวน้อยๆ ก็จะไม่เคารพ และยำเกรงต่อลูกเลย
ฉะนั้นลูกเอ๋ย.. จงอย่าประพฤติตน ไร้สาระ พูดแต่สิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์อะไร
-- จงอย่าทำตนให้กลับกลายเป็นคนที่ไม่มีค่า ด้วยคำพูดของตนเลย
-- จงปรับเปลี่ยน ปรับปรุงแก้ไขตนเถิด
เพราะการพูดมากไร้สาระนั้น เป็นบ่อนทำลายตัวของลูกเปล่าๆ
ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรแก่ตัวของลูกเลย...
ไม่มีใครที่จะมีความสุข ความเจริญ จากการพูดมาก ไร้สาระหรอกลูก...
< ฉะนั้น.. จงเปลี่ยนคำพูดใหม่ >
** บุคคลผู้ใดที่ไม่ได้ “ยินดีในงานสังคม” หรือหมู่คณะแล้ว
บุคคลผู้นั้น เขาต้องการความสงบ และเห็นความน่าเบื่อหน่ายในการร่วมงานสังคม ในการอยู่ร่วมกับหมู่คณะ
จิตใจของคนผู้นั้น เขาเข้าถึงความสงบ มองเห็นความเป็นจริงแล้ว..
จงหมั่นฝึกตน ให้มองเห็นความทุกข์ /สิ่งวุ่นวายที่ซ่อนอยู่ในงานสังคม ในหมู่คณะ
มองให้เห็นความเป็นจริง เพื่อเกิดความเบื่อหน่ายเถิด..
เพราะเมื่อเกิดความเบื่อหน่าย ในงานสังคม ในหมู่คณะนั้นแล้ว
> ลูกก็จะไม่ปรารถนาความวุ่นวาย สังคมต่างๆ --
เพราะแท้ที่จริง งานสังคม ความวุ่นวายในหมู่คณะนั้น เป็นสิ่งจะดึง และฉุดเราไปสู่ตัณหา / สู่กิเลสต่างๆ
/ สู่การล่อลวง ให้เรานั้นตกไปอยู่ใต้อำนาจ ของกิเลสตัณหาต่างๆเหล่านั้น
บุคคลผู้ที่ดึงตนออกจากสังคม ออกจากหมู่คณะได้
เขาจะเห็นความเป็นจริง และมีจิตที่สงบ ใกล้พ้นฝั่งแล้ว ใกล้เข้าสู่ความพ้นทุกข์..
** บุคคลผู้ใดที่ไม่ได้ ”ปรารถนา ลามก” วุ่นอยู่ในกามตัณหาต่างๆ แล้วนั้น
-- บุคคลผู้นั้น เขาย่อมใกล้ฝั่งความพ้นทุกข์แล้ว --
จงพิจารณาให้เห็นความทุกข์ เห็นยาพิษที่ซ่อนอยู่ในความลามก ซ่อนอยู่ในกามตัณหาต่างๆ เหล่านั้นเถิด
เพื่อลูกนั้นจะได้ไม่ลุ่มหลงอยู่กับมัน..
เมื่อลูกไม่ลุ่มหลงอยู่กับมันแล้ว.. ลูกก็จะใกล้ความพ้นทุกข์
แท้ที่จริงแล้ว กามตัณหาต่างๆเหล่านั้น -- มียาพิษที่ซ่อนไว้อยู่ พร้อมที่จะทำลายลูกได้ ในทุกเวลา ทุกเมื่อ --
**บุคคลผู้ที่ไม่คบกับ “คนชั่ว” ไม่หมกมุ่น ตกเป็นทาสของการทำชั่วแล้วนั้น ..
บุคคลผู้นั้น เขาเป็นผู้ใกล้ความพ้นทุกข์แล้ว..ลูกเอ๋ย
จงประพฤติ ปฏิบัติ กระทำตนให้รู้จักความชั่ว ยำเกรงต่อความชั่ว และไม่ตกเป็นทาสของมันเถิด
เพื่อลูกนั้นจะได้บรรลุธรรม ขั้นสูงสุด ยิ่งๆ ขึ้นไป-- จนกว่าจะเข้าถึงความพ้นทุกข์
** หากลูกนั้นไม่ได้ละต่อความเพียรพยายามเพื่อศึกษาธรรม บรรลุธรรม ในทุกวันเลย
ลูกยังเป็นผู้ขยันแข็ง ในการประพฤติปฏิบัติ เพื่อให้บรรลุธรรมขั้นสูงยิ่งๆขึ้นไปแล้วนั้น
ตราบนั้น ความเสื่อม ความตกต่ำลงไปจะไม่มีเกิดกับลูกเลย
เพราะลูกยังเป็นผู้ที่มีชัยชนะ -- ชนะความชั่ว ทิ้งสิ่งต่างๆทั้งหลายเหล่านั้นไว้แล้ว และยังเป็นผู้ที่มีความพยายามที่จะเดินก้าวต่อไปเรื่อยๆ เพื่อมุ่งสู่ความพ้นทุกข์
... ลูกจึงไม่มีทางที่จะกลับไปตกต่ำอีก
จงปฏิบัติให้ตนย่างก้าวเข้าสู่ทางพ้นทุกข์เรื่อยๆ ยิ่งๆ ขึ้นไปเถิด จนกว่าจะสุดปลายทาง ข้ามพ้นวัฏสงสารได้แล้ว เพราะร่างกายของคนเรานี้ ไม่เที่ยงแท้
ทุกสิ่งทุกอย่างมีเพียงแค่ตั้งขึ้นอยู่ และดับไป
มันมีกาลเวลา ที่จะเสื่อมไปของมันอยู่
จงรีบเร่งขวนขวาย *ความพ้นทุกข์* ให้แก่ตนเถิด ก่อนที่เวลานั้นจะหมดไป
แม้แต่ผู้ที่เป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ยังไม่สามารถยื้อร่างกาย หรือข้ามพ้นการตายไปได้
-- นอกจากดับการเกิด --
ร่างกายนี้เขามีตั้งไว้อยู่ เพื่อรอเวลาการดับ หากเวลาของเขามาถึงแล้ว ก็ไม่มีใครทำอะไรแก่เขาได้เลย
เรามีหน้าที่เพียงอย่างเดียว คือ ระลึกรู้อยู่เสมอ และสร้างสิ่งที่เกิดประโยชน์ให้แก่ตน และผู้อื่นให้ได้มากที่สุด ในเวลาที่เรามีอยู่เท่านั้นก็พอ ….
สาธุ
@ #
** คลิปธรรมะนี้ เป็นคลิปธรรมะสุดท้าย ของการจบประวัติของพระพุทธเจ้า
จึงนำบทสรุปของธรรมทั้งหลายเหล่านี้มาแสดง เพื่อให้ญาติโยมทั้งหลายได้ฟังกัน
ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ เป็นธรรมะจากการดูประวัติพระพุทธเจ้า
** ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น- มีอยู่ - ดับไป **
ล้วนแล้วแต่มีสิ่งที่สอนเรา เตือนเราอยู่เสมอ.. เพียงแต่เราจะมองให้เห็นสิ่งนั้นหรือเปล่า...
จงฝึกฝนตน ให้เป็นผู้รู้จักนำเอาสิ่งทั้งหลาย ที่ผ่านหูผ่านตา มาเป็นธรรมะสอนเตือนตนเองและผู้อื่น
-- เพื่อไม่ผิดพลาดในการเดินทางของชีวิต --
- - - -
ขออานิสงส์บุญจากการเผยแผ่ธรรมทั้งหลายเหล่านี้
จงแผ่ไปให้แก่ผู้ที่มีความตั้งใจฟังธรรม และติดตามธรรมนี้ทุกๆท่าน มาโดยตลอด
ขอให้พบกับความสุข พ้นจากความทุกข์ทุกคนเถิด ..
-- จิตของท่าน จงสว่างด้วยธรรมของพระพุทธเจ้า ในทุกภพชาติ จนตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานเทอญ --