ผู้เขียน หัวข้อ: Rec-0917 พุทธโอวาทในวันมาฆบูชา ๒๕๕๘  (อ่าน 1641 ครั้ง)

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4066
    • ดูรายละเอียด
Rec-0917 พุทธโอวาทในวันมาฆบูชา ๒๕๕๘
« เมื่อ: มีนาคม 04, 2015, 08:11:52 pm »





*พระพุทธโอวาทในวันมาฆะบูชา 2558*
วันที่ 4 มีนาคม 2558
ในเช้าของวันนี้ เป็นวันสำคัญทางศาสนา ซึ่งข้าพระพุทธเจ้าจะขอเข้าเฝ้านอบน้อมต่อองค์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอพระองค์ท่านเมตตาแสดงธรรมเกี่ยวกับวันสำคัญทางศาสนา กลับมากับพวกเราทั้งหลายได้ฟังกัน
เมื่อข้าพระพุทธเจ้าได้น้อมจิตเข้าเฝ้าต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วนั้น พระองค์ท่านได้ทรงเมตตาแสดงธรรมกลับมากับพวกเราทั้งหลาย ดังนี้
- - - -
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. การที่มีวันสำคัญเกิดขึ้นในทุกๆปี เป็นสิ่งที่เตือน และบ่งบอกเราว่า ปีนี้ครบ 1 ปี อีกแล้ว
วันมาฆบูชา ปีที่แล้วได้ผ่านไป.. ปีนี้ได้มาถึง
ให้เราได้รู้รอบของกรอบเวลาว่า เวลาของเราได้หมดไปอีก 1 ปี ให้เราเร่งรีบขวนขวาย สร้างคุณงามความดี สร้างบุญ สร้างกุศล สั่งสมความดี ก่อนที่เวลาของเราจะหมดไป ไม่มีใครรู้ ว่าเวลาของตนนั้น เหลือนานเท่าไร
ปีนี้เราอาจจะได้อยู่ อาจจะได้สร้างบุญ สร้างบารมี.. แต่ก็ไม่รู้ว่าวันมาฆบูชาในปีหน้า เราจะได้อยู่หรือเปล่า นี่คือ สิ่งสำคัญ
ฉะนั้น การที่มีวันสำคัญ...
หนึ่ง คือ การเตือนเราในปีแต่ละปี ที่ถึงรอบของการวนกลับมาถึง.. เพื่อให้เรารู้ว่า เวลาได้ผ่านไปแล้ว / ได้หมดไปแล้ว..
ให้เราจะได้ไม่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไป > โดยที่ไม่ได้ทำความดี ไม่ได้สร้างบุญ- สร้างบารมี
เฉพาะอย่างยิ่ง เป็นวันสำคัญทางศาสนา ก็ยิ่งเป็นการเตือน และทำให้เรารำลึกนึกถึงศาสนา / ทำให้เราพิจารณาจิตเข้าถึงศาสนา เป็นวันสำคัญของศาสนา สำคัญอย่างไร สำคัญแบบไหน แล้วศาสนา เช่น ศาสนาพุทธเป็นแบบไหน มีตั้งขึ้นมาเพื่ออะไร มีองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาสั่งสอนธรรม จึงมีวันสำคัญต่างๆของศาสนา และจึงมีศาสนา
.. แต่สอนเรื่องอะไร สอนเพื่อให้เราทำอะไร
วันสำคัญของศาสนา จึงเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่ง ที่นอกเหนือจากที่เรารำลึกนึกถึงกาลเวลา ที่ล่วงเลยไปในแต่ละปี ยังให้เรานั้นรำลึกนึกถึงคุณของศาสนา ความสำคัญของศาสนา จุดประสงค์ของศาสนา ว่าเราต้องทำแบบไหน ยังไง เพื่อให้จิตของเรานั้น เข้าถึงบุญอย่างแท้จริง เข้าถึงความสุข / เข้าถึงสิ่งที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสั่งสอนให้จิตของเราเรียนรู้สิ่งต่างๆ
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. วันสำคัญในศาสนานั้น มีไว้เพื่อเตือนใจเรา ให้เรารำลึกนึกถึง อย่างน้อย 1 ปี
ถ้ามีวันสำคัญกี่วัน เราก็ได้ทำบุญใหญ่.. ในกี่รอบ ?
แต่นั่นคือ เฉพาะสิ่งที่เอาไว้สำหรับคนทั่วไป เอาไว้สำหรับชาวพุทธที่ตั้งใจจะทำทาน ตั้งใจจะสร้างบุญเฉพาะวันสำคัญนั้น และเป็นสิ่งที่ให้ชาวพุทธรำลึกนึกถึง เพื่อสร้างคุณงามความดีเท่านั้น
แต่แท้ที่จริงแล้วลูกเอ๋ย.. *วันสำคัญ*.. สำคัญทุกวัน !!
ชีวิตของเราเมื่อยังมีลมหายใจเข้า หายใจออกอยู่..
**เราจงให้มันเป็นวันสำคัญแก่เราเถิด เพราะจริงๆแล้ว เราสามารถสร้างวันสำคัญได้ทุกวัน / ทุกเวลา**
เพียงแค่เรานั้น ทำให้มันสำคัญ วันนี้เราลืมตาตื่นมาแต่เช้า เราได้ทำอะไรที่เป็นความดีแล้วหรือเปล่า ได้เตรียมอาหารใส่บาตรทำบุญ ได้พูดดี คิดดี ได้ทำดี เก็บเกี่ยวความดีไว้หรือเปล่า
ถ้าใน1 รอบวัน เราตื่นเช้ามา เราได้ทำบุญใส่บาตร นั่งสวดมนต์ นั่งสมาธิ ทำจิตให้เป็นสุข ทำความดี..// ในวันนั้นก็สำคัญแล้ว มีค่าแล้ว เพราะว่าเราได้ทำความดี
แต่หากว่าเราไม่ได้ทำวันนั้นให้สำคัญ.. ถึงแม้ว่าจะเป็นวันสำคัญมากขนาดไหน ถ้าเราไม่ได้ทำให้สำคัญ ไม่คิดดี ทำดี ไม่สวดมนต์ นั่งสมาธิ ไม่ได้ทำในสิ่งที่เป็นความดี.. > วันนั้นก็ล่วงเลยไป โดยที่ไม่สำคัญอะไรเลย **.
ฉะนั้น ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. **วันสำคัญ คือ วันที่เราทำดี**
เวลาที่สำคัญและมีค่าอย่างแท้จริง คือ เวลาที่เรานั้นสั่งสม เก็บเกี่ยวความดี
1 ปี มี 300 กว่าวัน ปีนี้เราได้ทำดีกี่วัน ?.. เรามีเวลาเหลืออยู่มากขนาดไหน ?
แล้วเราจะใช้เวลาที่เหลืออยู่นั้น ในการทำความดี.. ทำให้เป็นวันสำคัญกี่วัน ?
ลูกทั้งหลาย.. ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ให้นึกถึงเวลาที่ล่วงเลยไป แล้วจงพยายามสร้างแต่สิ่งที่ดี คิดแต่สิ่งที่ดี ทำแต่สิ่งที่ให้เกิดประโยชน์ สั่งสมเวลาที่มีค่าให้แก่ตนเองเถิด...
ถึงแม้บางครั้ง ชีวิตอาจจะเจอกับสิ่งทดสอบต่างๆเยอะแยะมากมาย อาจจะเจอกับปัญหาต่างๆเข้ามาทับถม
แต่ลูกเอ๋ย.. เขาก็เป็นธรรมดาของเขาอยู่อย่างนั้นแหละลูก เพราะนั่นคือโลกมนุษย์
เขาก็เป็นธรรมดา ตามโลกของเขา.. แล้วเราจะทำจิตของเราให้ไปทุกข์ -ไปสุข วิ่งตามเขาไปเพื่ออะไร
เพราะเรา.. คือลูกของศาสนาพุทธ.. คือลูกแห่งผู้ที่ชี้ทางให้พ้นจากทุกข์แล้ว.. คือลูกของผู้ที่รู้แจ้ง/ เข้าใจในเหตุของทุกข์
เราได้เข้ามานอบน้อม เคารพนับถือองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เข้ามาเรียนรู้ / ศึกษาในทางพ้นทุกข์ จิตของเราให้พยายามยกระดับห่างออกจากโลกมนุษย์ คือ การฝึกฝนตนให้เรียนรู้การปล่อยวาง.. ให้เห็นความเป็นไปและมีอยู่
ของสิ่งที่มันมีอยู่ เกิดขึ้น และดับไป.. ให้เห็นการเวียนวนต่างๆ เป็นธรรมดา
ความสุข หมุนเข้ามา // ความทุกข์หมุนเข้ามา.. และแล้วก็ผ่านไป
กาลเวลาล่วงเลยไป ไม่เคยคอยใคร เราฝึกตน..
-- ให้เห็นสรรพสิ่ง เขาเป็นธรรมดาของเขาอย่างนั้น..
-- ให้เห็นสรรพสิ่งเขาเป็นของเขาเช่นนั้นเอง
>> แล้วทำจิตของตนให้ปล่อยให้วาง ให้เราระลึกรู้อยู่เสมอ... เห็นความเป็นธรรมดาของมันอยู่อย่างนั้นเสมอ แล้วจิตของตน ก็จะไม่ทุกข์
เมื่อเราไม่ต้องมาทุกข์ มาเก็บอมสิ่งที่เป็นยาขมเอาไว้ในตน เวลาของเราก็มีความสุข
เมื่อเรามีความสุข จากการที่ปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่าง // เมื่อเรามีความสุขอยู่ในจิตในใจของเราแล้ว.. เราก็จะทำแต่สิ่งที่ดี.. ที่เกิดประโยชน์.. ที่เป็นสิ่งที่มีค่า
ทีนี้ เวลาของเราก็สำคัญ เราสามารถเก็บเกี่ยวแต้มคะแนนบุญ- คะแนนความดี- คะแนนความสำคัญของเรา ในแต่ละวันได้เยอะมาก..
บางคนเกิดมา 60 ปี แต่ได้เก็บเวลาความสำคัญที่แท้จริง อยู่ไม่กี่ปี บางคนได้ 3 ปี บางคนสั่งสมตลอดชีวิตได้ 3 เดือน รวมๆ กันมาแล้ว ในทุกวันที่ตนได้ทำให้เป็น*วันสำคัญ*
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. กาลเวลานั้นล่วงเลยไปทุกวัน วันสำคัญของแต่ละพ.ศ. แต่ละปี ..หมุนเข้ามาทุกวัน
วันเวลาวิ่งไปทุกวัน เราก็วิ่งตามมันทุกวัน > แต่เราได้เก็บอะไรเอาไว้ เป็นสิ่งที่สำคัญแก่ตนหรือเปล่า ?
< วันสำคัญสุดของศาสนา มีขึ้นมาไว้เพื่อเตือนเราทุกคนว่า ให้ทำสิ่งที่ดี >
มีวันสำคัญเช่นนี้ของศาสนา สอนสั่งให้ทำความดี เป็นโอกาสที่เปิดให้สร้างสิ่งที่ดี สั่งสมความดี
แต่ลูกเอ๋ย.. ลูกจงหมั่นสร้างวันสำคัญ ให้แก่ลูกเถิด
< มันจะมีค่า จะสำคัญได้ต่อเมื่อเราได้สั่งสมความดี >
ที่เป็นความดีจะนำไปได้.. ค้ำหนุนจิตในภพหน้า ชาติหน้า.. ค้ำหนุนจิตจนกว่าจะเข้าถึงทางพ้นทุกข์
ลูกทั้งหลาย.. ฝึกฝนจิตของตน ให้เรียนรู้ ให้แจ้งในศาสนา เข้าถึงศาสนา
และลูกจะได้ไม่ต้องกลับมาเป็น..เช่นนี้.. อย่างนี้.. ทุกข์อยู่เช่นนี้อีก
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. กาลเวลาที่จะหมุนเข้ามา และจะหมุนผ่านไปนั้น ช่างสั้นนัก !
…**อย่ามัวแต่ลุ่มหลงอยู่กับสิ่งอื่นเลย**...
วันนี้เป็นวันสำคัญ ของศาสนา จงเรียนรู้ / ศึกษา ทำความเข้าใจในศาสนาเถิด และเวลาต่อจากนี้ไป จะได้ทำความดีเพิ่มขึ้น
ศาสนาพุทธนี้ > ตั้งขึ้นมาเพื่อนำทางให้ลูกทั้งหลายเดินเข้าไปสู่.. *ทางพ้นทุกข์*
มีไว้ให้ลูกนั้นได้บำเพ็ญ ปฏิบัติ.. เพื่อดับการเกิด
....ตราบใดก็ตามที่ยังมีการเกิดอยู่ > ตราบนั้น ก็ยังไม่พ้นจากความทุกข์
ฉะนั้น “ศาสนา” สอนให้ดับการเกิด การที่เราจะดับการเกิดได้.. เราต้องรู้เหตุของการเกิด
<การที่มนุษย์ยังเกิดอยู่ เพราะยังหลงอยู่ หลงยึดติดในร่างกาย.. ร่างกายแห่งตน >
//ไม่ว่าจะเป็นร่างกายของเทพ เทวดา หรือจะเป็นกายที่เป็นกายของมนุษย์ กายใดๆ ก็ตาม หากยังมีความยุ่ง หลง ยึดติดอยู่ในกายนั้นอยู่
> ย่อมต้องมีสิ่งต่างๆที่เป็นองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับร่างกายนั้น ย่อมต้องมาเกิด
< เมื่อต้องมาเกิด ย่อมเป็นทุกข์ >
ฉะนั้นถ้าเราจะดับการเกิด เราต้องพิจารณาให้เห็น ให้รู้ว่า แท้ที่จริง ร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของของเรา
... เราหยิบยืมมาใช้ เพียงชั่วครั้ง ชั่วคราว เพื่อสร้างคุณงามความดีเท่านั้น
เมื่อก่อนเล็กๆอยู่ ตอนนี้ก็โตแล้ว แก่แล้ว.. วันเวลาล่วงเลยไปแล้วทุกวัน >เรานี้จะอยู่ได้นานอีกแค่ไหน
ร่างกายนี้ไม่ใช่ของเรา เพราะเขาเป็นไปตามกาลเวลาของเขา แล้วให้ปล่อยวางในร่างกาย อย่ายึดถือในร่างกาย
เมื่อเราไม่ยึดถือในร่างกายแห่งตนแล้ว
.... เราก็จะไม่ยึดถือในสิ่งต่างๆที่เป็นองค์ประกอบในร่างกายนี้อีก...
< ความลุ่มหลงเท่านั้น..ลูกเอ๋ย ที่เรายังจมอยู่อีก ยังเกิดอยู่ ยังวน ยังเวียนอยู่ >
ทีนี้เมื่อเราตัดที่กายนี้แล้ว ให้ไปพิจารณาที่จิต...
* จิตนี้เป็นของเราหรือ? *
ถ้าจิตนี้เป็นของเรา เราก็สั่งให้เขาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ตามใจเราได้ สั่งให้เขาไม่ต้องไปเกิด ไม่ต้องไปตกนรก ไม่ต้องไปเกิดเป็นสัตว์ เป็นมนุษย์ ไม่ต้องเป็นอย่างนั้น อย่างนี้.. ตามใจเรา
*จิต*
แท้ที่จริงจิตนี้ ก็ไม่ใช่ของเรา เพราะถ้ายังมีจิตอยู่ คือ จิตนี้ยังมีจุดที่ยึดถือ/ ยึดเหนี่ยวอยู่.. ว่าเป็นเรา เป็นของเราอยู่ แล้วให้สลายจิตตัวนี้ไป สลาย ไม่ใช่การดับสูญ..
// แต่การสลายจิตนั้น คือ การตัดความยึดมั่น ถือมั่นในจิตนั้นไปด้วย..
- เพื่อการชำระล้างจิตนั้นให้ขาวสะอาด บริสุทธิ์ ..
- ให้จิตนั้นสว่างรุ่งเรือง..
- ให้จิตนั้นไร้ตัวตน เพื่อเข้าสู่ความพ้นทุกข์
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. การฝึกตนให้เข้าถึงการดับการเกิดนั้น คือ สิ่งที่ศาสนาพุทธเรา สอนสั่งให้ทำอย่างนั้น เป็นอย่างนั้น
เพียงแต่ การที่เราจะเข้าถึงเส้นชัย แห่งการพ้นทุกข์นั้น เราต้องมีคะแนน แต้มต่างๆ จากการสั่งสมบารมีในแต่ละภพ แต่ละชาติมา การทำทานบ้าง การเมตตา ความอดทน การรู้จักเจริญสติปัญญา เป็นต้น
สั่งสมสิ่งเหล่านี้ ความดีเหล่านี้ ให้เรานั้นมีสิทธิ์เข้ามาสอบในความพ้นทุกข์ คือ เข้ามาเป็นผู้ศึกษาในศาสนา
ศึกษาการเกิด / ศึกษาการดับ > ดับที่กาย- ดับที่จิต..ทุกอย่างก็ดับหายไป...
**เมื่อไม่มีการเกิด ย่อมไม่มีความทุกข์**
ศาสนาพุทธ สอนให้พ้นทุกข์ พ้นจากการเกิด..ไม่มีจุดประสงค์อื่นใดนอกเหนือจากนี้ เพียงแต่ อาจเป็นรากฐานของการสั่งสมแต้มคะแนนบุญ ขึ้นมาเรื่อยๆ จากการเริ่มทำความดี คือ การรักษาศีล ไม่เบียดเบียนผู้อื่น เลื่อนภูมิจิตของตนให้รู้จักมีจิตเมตตา เสียสละ คือ การทำทาน มีความอดทน อดกลั้น ขยันขันแข็ง ทุกอย่างเข้าสู่ความดี
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ลูกนั้นจะเข้าถึงศาสนาพุทธได้อย่างแท้จริง ก็แค่ทำความเข้าใจในจุดประสงค์ของศาสนา
.. แล้วเดินตามมา คือ
ศีล..รักษาศีล ตั้งแต่ศีล 5 ให้ครบ
เมื่อมีศีลแล้ว ให้มี *ธรรม*
*ธรรม* คือ คำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
สั่งสอนสิ่งใด ศึกษาในคำสอนให้แจ่มแจ้ง เข้าใจแล้วจะได้มีกำลังใจ มีสติ มีปัญญา รู้ในเหตุ / จุดประสงค์ต่างๆ แล้วเจริญสมาธิ เมื่อเรารู้เหตุแล้ว ว่า...
- ทำทานเพื่ออะไร
- เข้าไปในศาสนาพุทธเพื่ออะไร
- ทำความดีเพื่ออะไร..
- รู้แล้วว่า นั่งสมาธิ เพื่ออะไร..
… > เราก็จะปรารถนาที่จะนั่งสมาธิ
เมื่อมีศีล มีธรรม ย่อมมีสมาธิ.. นั่งไปแล้วย่อมสงบสุข ไม่มีสิ่งใดมารบกวน
เรานั่งสมาธิไปเรื่อยๆ ก็จะเกิดความแจ้งในความรู้++ มีความรู้ที่รู้แจ้งในสรรพสิ่งขึ้นมา ด้วยสติ ด้วยปัญญา จากการนั่งสมาธิ ทำให้กระจกที่ปิดมิติ ปิดภพชาติต่างๆ เริ่มใสขึ้นมา
ทำให้เรามองเห็นในภพหน้า ชาติหน้า ในภพก่อนที่ผ่านมา
ทำให้ระลึกรู้ จะรู้ด้วยปัญญา จะรู้ด้วยจิตที่มองเห็น หรือจะรู้ได้ด้วยการถอดจิตไปรู้.. เราก็จะรู้
เมื่อเรารู้ภพชาติต่างๆ เมื่อเราเห็นความเป็นจริง ที่ซ่อนอยู่ในความทุกข์ทั้งหลายเหล่านี้ ปกปิดสภาวธรรมเอาไว้ เราเห็นสิ่งที่ซ่อนเงื่อนอยู่ในเบื้องหลังชีวิตเราแล้ว เราก็จะรู้แจ้งในวัฏสงสารนี้
>> เมื่อเรารู้แจ้งแล้ว เราก็ออกจากความทุกข์ได้...
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. วันนี้เป็นวันสำคัญของศาสนา จึงได้มีธรรมะที่ชี้ให้ลูกทั้งหลายนั้น ได้เข้าใจในศาสนา เพื่อรู้คุณค่าของศาสนา.. รู้คุณค่าของวันเวลา.. รู้คุณค่าของวันสำคัญแห่งตนว่า *วันสำคัญแห่งตน* คือ วันไหน
จงสร้าง *วันสำคัญแห่งตน* ให้เกิดขึ้นมากที่สุดเถิดลูกเอ๋ย.. เพื่อตัวของลูกนั้นจะได้เข้าถึงความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง....
สาธุ