ผู้เขียน หัวข้อ: Rec-3761 อุดรูรั่วทางพ้นทุกข์  (อ่าน 196 ครั้ง)

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4066
    • ดูรายละเอียด
Rec-3761 อุดรูรั่วทางพ้นทุกข์
« เมื่อ: ธันวาคม 26, 2021, 02:27:46 pm »

พุทธธรรมแห่งการตรัสรู้   วันที่  26  ธันวาคม  2564
บทที่ 100  **อุดรูรั่วทางพ้นทุกข์**
+ +   

ในเช้าของวันที่  24  ธันวาคม พ.ศ. 2564           ณ  มหาวิชชาลัยธรรมิกราช
เมื่อท่านพระพุทธเจ้าน้อยได้ชาร์จพลัง จนจิตนั้นสว่างไสว  จึงนอบน้อมขึ้นเข้าเฝ้าต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่าน  เพื่อเฝ้าทูลถามธรรม   จึงได้นอบน้อมเฝ้าทูลถามพระพุทธองค์ท่านไป ดังนี้ว่า...

“ ข้าแต่องค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เจ้าขา..
วันนี้ ลูกจะขอเฝ้าทูลถามถึง ข้อธรรม บทที่ 100 น่ะเจ้าค่ะ
และในข้อธรรมบทนี้  ลูกจะขอเฝ้าทูลถามในสภาวธรรมของทางพ้นทุกข์ ในกึ่งพุทธกาล
น่ะเจ้าค่ะ

คือ ลูกได้แสดงธรรม ตามที่พระองค์ทรงแสดงให้ฟัง มาจนครบหมวดของพุทธธรรมแห่ง
การตรัสรู้ ทั้งหมด 100 ตอน กับตอนนี้แล้ว 
ซึ่งลูกก็ได้พิจารณาเห็นแจ้งอย่างนี้ว่า  พุทธธรรมแห่งการตรัสรู้ คือ หมวดหมู่ของหนทาง แนวทางแห่งการประพฤติปฏิบัติ ในกึ่งพุทธกาล 

เช่น  การมีองค์พระพุทธเจ้าน้อยก่อเกิดขึ้น องค์พระธรรมก่อเกิดขึ้น ในกึ่งพุทธกาล
หนทางการบำเพ็ญปฏิบัติที่ก่อเกิดขึ้น ในหลักสูตรค้นหาตัวตน  ในเส้นทางแห่งการ
ประพฤติปฏิบัติ  สู่ความพ้นทุกข์ในยุคกึ่งพุทธกาลนี้ ได้ก่อเกิดขึ้น 
และพระองค์ได้ทรงวางทางเส้นนี้  เอาไว้ท่ามกลางผู้คน และความเจริญที่อยู่ในบ้านในเมือง   ซึ่งเป็นการปฏิบัติ รู้ตื่น พ้นทุกข์
ท่ามกลางเทคโนโลยี 

แต่ลูกก็ได้พิจารณาเห็นช่องโหว่ช่องว่าง หรือรูรั่ว ที่อาจทำให้ผู้คนทั้งหลาย ได้อาศัย
เพื่อที่จะให้กิเลสนั้น.. ยังคงดำเนินอยู่ มีอยู่กับตน

เช่น  การปฏิบัติเพื่อไปสู่การละนั้น  ก็จะต้องไปในป่า หรือเข้าสู่การปฏิบัติ ที่ตัดตนเอง
ออกจากทุกอย่าง  แล้วก็ละทุกอย่างเพื่อปฏิบัติ

แต่ว่า การปฏิบัติในแบบทางในกึ่งพุทธกาลนี้..  ก็จะปฏิบัติ -โดยการที่ปฏิบัติอยู่กับปัจจุบัน
อยู่กับสิ่งที่มี ที่เป็น  และค่อยๆฝึกไป 

การเข้าไปปฏิบัติในวัดวาอาราม ก็ยังคงไปปฏิบัติ  ในรูปแบบที่ที่ยังคงต้องพัวพันกับผู้คนมากมาย
ที่แวะเวียนกันเข้ามาปฏิบัติ
คือ ปฏิบัติท่ามกลางผู้คน และความเจริญ น่ะเจ้าค่ะ

ลูกก็เลยเห็นว่า..  ต่อไป อาจจะมีคนที่เอาข้ออ้าง ในสิ่งต่างๆเหล่านั้น ที่มี ที่เป็น ที่ทำ
มาเป็นข้ออ้าง  ทำให้ตนเองนั้น.. ยังคงจมอยู่ใต้อำนาจของกิเลส 
เช่น บางคน อาจจะอยู่ในที่ที่หรู กินหรู อยู่หรู  หรือว่าอยู่ที่ละเอียดประณีต
แต่เขาทั้งหลายเหล่านั้น.. ก็จะเอาข้ออ้างในเรื่องของทางพ้นทุกข์ ในยุคเทคโนโลยีนี้
มาเป็นข้ออ้างให้กับกิเลสของตนได้ที่อยู่ที่อาศัย  - ที่เกาะเกี่ยวจิตใจเช่นนี้น่ะเจ้าค่ะ

ลูกได้พิจารณาเช่นนี้ เห็นว่า จะมีรูรั่ว การทำดีจะมีสิ่งที่กิเลส..จะแอบอ้างได้
ลูกก็เลยจะขอพระพุทธองค์โปรดทรงเมตตา แสดงธรรมในข้อธรรมบทนี้ 
เพื่อที่จะอุดรูรั่วเหล่านี้

ให้ลูกทั้งหลายได้รู้ตื่นว่า..  การบำเพ็ญปฏิบัติในหนทางพ้นทุกข์ ในยุคเทคโนโลยี
ในยุคกึ่งพุทธกาลเช่นนี้
เราจะต้องประพฤติปฏิบัติแบบไหน ยังไง -- จะได้ไม่มีรูรั่ว และมีข้ออ้างให้กับกิเลส
ได้อาศัยอยู่ พระพุทธเจ้าค่ะ ”
- - - -

พระพุทธองค์ ::   ดีแล้วละ พระพุทธเจ้าน้อยเอย.. 
เราตถาคตเอง  เมื่อได้ฟังธรรมที่ลูกได้กล่าวถาม  และพยายามอธิบายถึงสิ่งที่ลูกกำลังเห็นอยู่
ว่า เป็นช่องโหว่ ช่องว่างแล้วนั้น..
ก็พอจะเข้าใจในสิ่งที่ลูกพยายามจะอธิบาย อย่างนี้ว่า..

ในเมื่อทางพ้นทุกข์กึ่งพุทธกาล  ตั้งอยู่ในจุดที่มีความเจริญด้วยวัตถุ สิ่งของ
ด้วยสถานที่ที่ยังคงมีผู้คนมาพลุกพล่าน วุ่นวาย กันอยู่บ้าง 

ในขณะที่ต้องปฏิบัติท่ามกลางผู้คน และมีความเจริญนี้ -- อาจมีกลุ่มที่เขาทั้งหลายเหล่านั้น
แอบอ้างทางแห่งการปฏิบัติกึ่งพุทธกาลนี้  เพื่อที่จะให้กิเลสของเขา ได้มีที่ซ่อน ที่อยู่ที่อาศัย
ดำเนินต่อไป

โดยกล่าวอ้างว่า เป็นสักแต่ว่า  ว่าทางกึ่งพุทธกาล.. ก็สอนให้อยู่ ให้ดำเนินไป 
แล้วก็ปล่อยให้กิเลสของตนฟุ้งอยู่  ครอบครองจิตใจของตนอยู่
แล้วอาจทำให้ทำลายหนทางแห่งการปฏิบัติได้   +

ลูกเอ๋ย..  ดีแล้วละ ที่ลูกได้พิจารณาจนเห็นจุดบกพร่อง หรือรูรั่วที่จะก่อเกิดขึ้น

พระพุทธเจ้าน้อยเอย..  ด้วยทางแห่งการดำเนินเพื่อความพ้นทุกข์
เราจะต้องสละทุกอย่างออก เพื่อไปบวช 
แล้วจะต้องประพฤติปฏิบัติในที่ที่สงบสงัด  เพื่อที่จะฝึกฝนตน
นั่นถือว่า เป็นการละภายนอก - ที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน 

และคือหนทางอยู่แล้วในพระพุทธศาสนา ที่จะฝึกฝนปฏิบัติ
ซึ่งก็อาจจะทำให้เห็นกิเลสภายนอก หรือที่อยู่ที่อาศัยแห่งกิเลสภายนอก
ไม่ได้เห็นชัดเจนว่า เป็นกิเลสภายนอก
แล้วก็ฝึกฝนไป ขัดเกลาไป
 ฝึกละฝึกวางจากภายนอก - เข้าสู่ภายใน

แต่หนทางแห่งความพ้นทุกข์ - ในยุคกึ่งพุทธกาลนี้ คือ
การฝึกอยู่กับสิ่งที่มี - ให้เป็น
อยู่กับสิ่งที่เป็น - อย่างรู้ตื่น 

จึงเริ่มต้นด้วยการรักษาศีล  เริ่มต้นด้วยการฝึกฝนทำสมาธิ  ฝึกฝนปัญญา
และค่อยๆขัดเกลาตนเอง - ให้อยู่เหนือสิ่งเหล่านั้น
แล้วมีการฝึกสละ ฝึกละ ฝึกวางบ้าง ในระดับหนึ่ง 
ที่เมื่อถึงเวลา.. ก็ต้องละต้องวางไป

แล้วก็เข้าสู่ที่ประพฤติปฏิบัติ  คือ แดนธรรมต่างๆ
แต่ก็จะยังคงอยู่กับผู้คนมากมาย
ยังคงต้องฝึกฝนกันไปอย่างนั้น.. 

คือ พูดง่ายๆ ก็คือ ยังคงปฏิบัติอยู่ตามวัดบ้าน  ที่ยังคงเป็นที่ที่มีผู้คน อาจจะมากมาย
ที่เข้ามาเรียนรู้ศึกษา  และยังคงอยู่ด้วยอยู่ร่วมกันไป  ใช้ชีวิตดำเนินไปตามเหตุตามปัจจัย
 
จึงเป็นการละกิเลสภายในสู่ภายนอก  ที่ไม่ได้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนว่า
นั่นคือ การละแล้ว วางแล้ว

ย่อมอาจก่อให้เกิดเหตุ ก็คือ บางคนยังไม่ทันละ.. ก็แอบอ้างว่าละแล้ว
-- ทั้งที่ยังยึดติด ยึดมั่นถือมั่น อยู่กับสิ่งต่างๆทั้งหลาย ที่มี ที่เป็น..

ซึ่งก็อาจจะเป็นเหตุให้มีรูรั่ว แห่งการบำเพ็ญปฏิบัติ 
มีช่องโหว่ช่องว่าง ให้กิเลสนั้นได้มีที่อยู่ที่อาศัยเกาะจิต  ซึ่งก็จะเป็นหนทางที่ต่อไป ถ้าไม่ได้
กล่าวธรรมข้อนี้เอาไว้ 
อาจทำให้ผู้คนได้อาศัยจุดตรงนี้ มาแอบบอ้าง เป็นกิเลสของตนเอง
แล้วก็ทำลายหนทางแห่งการปฏิบัติ - ด้วยกิเลสของตน

นี่ก็คือ หนทางสู่ความพ้นทุกข์ ในกึ่งพุทธกาล  ที่ลูกทั้งหลาย..ก็ควรที่จะระมัดระวังตนเอง
ระมัดระวังกันบ้าง  เดี๋ยวกิเลสจะซ่อนตัวอยู่  !

ฉะนั้น ให้ลูกทั้งหลาย.. ทำความเข้าใจ ตามธรรมทั้ง 5 ประการนี้ อย่างกระจ่างแจ้ง
แล้วลูกก็จะเป็นผู้สามารถอุดรูรั่วแห่งความดี 
อุดไม่ให้มีกิเลสตัณหา - เข้าไปอาศัยอยู่ในตัวในตน ในจิตนี้
และจะสามารถชำระกิเลสได้ทั้งหมด 

พระพุทธเจ้าน้อยเอย..  ลูกลองพิจารณาธรรมใน ประการที่ 1 -- ดังนี้

ธรรมในประการที่ 1  นี้  ลูกทั้งหลาย.. ผู้ที่จะอาศัยทางพ้นทุกข์ในกึ่งพุทธกาล
เพื่อที่จะพาตนไปสู่ที่ที่พ้นทุกข์ คือ พระนิพพานนั้น.. 
จะต้องทำความรู้จัก เข้าใจถึงหนทางกึ่งพุทธกาล  ให้เป็นอย่างดี 
ให้กระจ่างแจ้ง  เช่นนี้ว่า..

การที่เราจะปฏิบัติอยู่บนหนทางแห่งธรรมกึ่งพุทธกาลนี้ 
. เราจะต้องมีการรักษาศีลอย่างตั้งใจ  รักษาศีลอย่างแท้จริง
. เราจะต้องมีการฝึกฝน ในการประพฤติปฏิบัติ  ด้วยการฟังธรรม 
. พิจารณาธรรมกึ่งพุทธกาลให้ดี  ให้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง
  ด้วยธรรมคำสอนในแต่ละบท แต่ละตอน 

. และเราจะต้องฝึกฝนทำสมาธิ
. ฝึกฝนให้เรานี้ สามารถที่จะสำเร็จ ในกรรมฐานหลวงทะลวงจิต 
. ฝึกฝนที่จะทำให้ตนนั้นเกิดสติ  เกิดปัญญา ที่เป็นปัญญาธรรมอย่างแท้จริง ที่เกิดขึ้นจากภายใน
. จะต้องฝึกฝนตน อยู่ในกรอบของ ศีล ธรรม สมาธิ ปัญญา.. อย่างมุ่งมั่นตั้งใจ
. จะต้องรักษากฎระเบียบ ข้อวัตรต่างๆ  ตั้งแต่ศีลที่ตนสมาทาน  และกฎของสำนัก 
. จะต้องฝึกฝนประพฤติปฏิบัติตน - ให้อยู่ในกรอบของหลักสูตรค้นหาตัวตน  การประพฤติปฏิบัติ
เพื่อมุ่งสู่การพ้นทุกข์ อย่างตั้งใจแน่วแน่อย่างแท้จริง

เมื่อลูกทั้งหลาย.. ทำความรู้จัก  ทำความเข้าใจถึงธรรมกึ่งพุทธกาล  กฎระเบียบ ข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ
ทั้งเรื่องของศีล  และกฎของสำนัก 
ศึกษาคลิป และข้อธรรมต่างๆ -- จนเข้าใจกระจ่างแจ้งแล้ว  ลูกก็จะรู้ว่า..
ทางพ้นทุกข์ในกึ่งพุทธกาลนี้ ก็คือ 

ลูกทั้งหลาย.. จะต้องฝึกละ ฝึกวาง  ฝึกขัดเกลาเจียระไน จากภายใน -สู่ภายนอก 
และจะต้องค่อยๆฝึกวาง  ฝึกละไปเรื่อยๆ
ฝึกทำความดีภายใน - สู่ภายนอก ให้ได้ ให้สมบูรณ์

ซึ่งทางในพุทธกาลนั้น ก็ได้มีเอาไว้ให้ดำเนินอยู่แล้ว
และก็ยังคงมีเอาไว้ให้ดำเนินต่อไปอยู่  โดยไม่ผิดไม่เพี้ยนอะไร 
คือ การละทุกอย่าง แล้วก็ฝึกจากภายนอก..  เข้าสู่ภายใน

แต่หนทางในกึ่งพุทธกาลนี้.. ก็มีไว้ให้เลือก
เผื่อถ้าใครจะปฏิบัติภายใน - สู่ภายนอก.. ก็จะได้ฝึกฝนด้วยหนทางเส้นนี้

ฉะนั้น..
ให้ลูกทั้งหลาย จงทำความเข้าใจ  รู้จักทางพ้นทุกข์ในกึ่งพุทธกาล ให้ดี ให้แจ่มแจ้ง
ให้ลูกทั้งหลาย.. จงรู้ว่า การประพฤติปฏิบัติตามทางเส้นนี้นั้น  ก็มีกฎ มีระเบียบ  มีกฎกติกา
ในการปฏิบัติด้วย เช่นกัน +

เมื่อลูกทำความเข้าใจอย่างกระจ่างแจ้งแล้ว  ลูกก็ค่อยเข้าสู่ ประการที่ 2 --
คือ การที่ลูกนั้น จะต้องตั้งใจที่จะน้อมเอาแนวทางการปฏิบัติในกึ่งพุทธกาลนั้น..
มาประพฤติปฏิบัติ ฝึกฝนอย่างตั้งใจ
ให้ลูกนั้น สามารถที่จะเข้าถึง การปฏิบัติในแต่ละขั้นๆ - ตามธรรมที่มี ที่สอนเอาไว้ให้
มากมาย

หรือลูกนั้น.. จะต้องพัฒนาตนเองให้ขึ้นมาทีละขั้น  ตามการเรียนจบในหลักสูตรค้นหาตัวตน
ขึ้นสู่ การละสังโยชน์ 3 ประการ  เพื่อขึ้นสู่พระโสดาบัน 
และเลื่อนขึ้นสู่การละสังโยชน์ ที่ละเอียดขึ้น คือ พระสกิทาคามี 
และมากขึ้น ด้วยการละสังโยชน์ ใน 5 ประการ คือ พระอนาคามี
และพัฒนาตนขึ้นไปเรื่อยๆ  จนเข้าสู่การละสังโยชน์ 10 ประการ คือ พระอรหันต์

ลูกจะต้องฝึกฝนตนอยู่ในหลักสูตรที่มีไงลูก
ในเมื่อหลักสูตร..ก็ได้มีเอาไว้แล้ว - ถ้าทำตามหลักสูตรแล้ว ก็ต้องจบ ++

ฉะนั้น ให้ลูกทั้งหลาย ตั้งใจประพฤติปฏิบัติตามหลักสูตรที่มีเอาไว้ - ให้เกิดผล
ให้สำเร็จเป็นขั้นๆไป

ทางแห่งความพ้นทุกข์  หรือว่าทางแห่งความพ้นทุกข์ในกึ่งพุทธกาลนั้น..
ไม่ใช่ว่าไม่มีเหตุ ไม่มีผล ไม่มีหลักการ ไม่มีวิธี  ไม่มีขั้นตอน
 ที่กิเลสทั้งหลายนั้น.. จะสามารถที่จะมองเห็นว่า ตนนั้นจะได้มีที่ยึดที่เกาะตรงนั้นตรงนี้

สำหรับผู้ที่ตั้งใจอย่างแท้จริง 
-- ถ้าหากว่า ตั้งใจอย่างแท้จริงแล้ว  ธรรมกึ่งพุทธกาลนั้น
มีขั้นมีตอน  มีแบบมีแผน มีแนวทางการปฏิบัติ ที่วางเอาไว้ให้เป็นอย่างดีแล้ว 
และตีกรอบทุกอย่าง ไม่ให้ลูกนั้น.. มีช่องโหว่ช่องว่าง ให้กิเลสได้อาศัยอยู่เลย
ถ้าลูกตั้งใจปฏิบัติอย่างแท้จริง

บุคคลผู้จะเอาดี  เดินทางกึ่งพุทธกาล หรือเดินทางในยุคพุทธกาล  ก็พ้นทุกข์
บุคคลผู้ไม่ตั้งใจจะเอาดี -- ก็ย่อมจะหาที่ที่จะให้กิเลสตัณหา.. ได้อาศัยอยู่ในตน 
... เช่นนี้ละ ลูกทั้งหลายเอ๋ย

ฉะนั้น..  หนทางแห่งการพ้นทุกข์ในยุคกึ่งพุทธกาล ได้วางแบบวางแผนไว้ดีแล้ว
ถ้าลูกทั้งหลาย.. ตั้งใจที่จะประพฤติปฏิบัติตาม
-- ลูกก็ย่อมสามารถที่จะเห็นผลตามได้ด้วย เช่นเดียวกัน ++

ฉะนั้น ธรรมในประการที่ 2 - นี้ก็คือ
จงตั้งใจประพฤติปฏิบัติตาม อย่างจริงจัง  และลูกนั้น ก็จะเห็นผลได้ด้วยตัวของลูกเองนั่นละ

ต่อไป ธรรมในประการที่ 3 --
และลูกนั้น ก็ควรจะที่จะหาความเป็นกลาง ในการประพฤติปฏิบัติอยู่ในหนทางเส้นนี้ให้เจอ
และปฏิบัติตามทางสายกลาง
ลูกนั้น.. จะต้องหาความเป็นกลางของธรรมกึ่งพุทธกาล ให้เจอแนวทางหลักการปฏิบัติ

ทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกขั้นตอนที่ลูกฝึกฝน ลูกจะต้องหาความเป็นกลางให้เจอ
เพราะธรรมะของพระพุทธองค์นั้น.. 
จะว่าลึกไป - ก็ไม่ใช่ 
จะว่าตื้นไป - ก็ไม่ใช่
ธรรมะของพระพุทธองค์นั้น.. ย่อมเป็นกลางอยู่เสมอ  ++

ให้ลูกทั้งหลาย.. หาความเป็นกลางให้เจอ ในทุกสิ่งที่ทำ 
แล้วลูกก็จะเจอธรรม ที่เป็นธรรมแท้ *

อะไรที่ย่อหย่อนเกินไป  จนกิเลสตัณหาเกาะกินจิตใจ -- ก็อย่าไปทำ
อะไรที่ตึงเกินไป จนตนนั้นกลายเป็นทุกข์ -- ก็อย่าไปทำ 

จงทำตามหลักสูตร  จงทำตามขั้นตอน
แต่จงหาความเป็นกลางให้เจอ 
แล้วลูกก็จะเจอธรรม - ที่เป็นธรรมแท้ 

จะเห็นผลของการประพฤติปฏิบัติ ฝึกฝน - ที่เกิดขึ้น มีอยู่ในตน
จงตั้งใจประพฤติปฏิบัติอย่างนี้ เช่นนี้ ต่อไปลูก

ต่อไป ธรรมในประการที่ 4 --
ลูกนั้น.. จะต้องรู้จักกับเชื้อของกิเลสตัณหา ให้เป็นอย่างดี
เช่นรู้ว่า.. กิเลสคืออะไร 
คือ ความหลง  ความความรัก  ความโลภ  และความโกรธ

ความอยาก คือ ตัณหา
ตัณหา นั้น ก็คือความอยาก
อยากให้มี ไม่อยากให้ดับไป

สิ่งต่างๆทั้งหลาย.. เมื่อไม่มี - ก็อยากให้มีขึ้น
เมื่อมีขึ้นแล้ว - ก็ไม่อยากให้ดับไป
บางทีมีขึ้นแล้ว - ก็อยากให้ดับไป  เช่นนี้ เป็นต้น

ความอยาก และความไม่อยากนั้น คือตัณหา
ลูกจะต้องรู้จัก  ทำความเข้าใจเชื้อของกิเลสตัณหานี้ให้กระจ่างแจ้ง
และที่สำคัญที่สุดก็คือ ควรจะรู้จักกิเลสตัณหาที่มันมีอยู่
เกิดขึ้นในตน  ดำเนินอยู่ในตน

ลูกเอ๋ย..  เพราะสิ่งที่เราต้องการที่จะดับ ก็คือ เชื้อ 2 ตัวนี้เท่านั้น  !
ลูกจึงควรที่จะรู้ว่า..
กิเลสตัณหา คืออะไร 
และกิเลสตัณหามีในตนมากแค่ไหน
ทำสิ่งใดไป
- ทำไปด้วยกิเลสจัดสรรหรือเปล่า
- ทำไปด้วยกิเลสจัดสรรหรือเปล่า
กิเลสจัดสรรนั้น เป็นยังไง 
ตัณหาจัดสรรแล้วเป็นยังไง
... เราจะต้องทำความรู้จักกับสิ่งเหล่านี้.. 
และการทำไปอย่างผู้รู้ตื่น - เป็นแบบไหน

ลูกจะต้องหาสิ่งเหล่านี้ให้ได้  ให้เจอ
เมื่อลูกหาเจอแล้ว ลูกจะรู้เลยว่า..
พูดไปด้วยกิเลสตัณหา  คิดไปด้วยกิเลสตัณหา ทำไปด้วยกิเลสตัณหา 
จงอย่าทำ 
จงละ ลด และเลิกเสีย 

แต่การทำสิ่งใดก็ตาม.. จงทำไปด้วยธรรมะจัดสรร
ทำไปตามเหตุตามปัจจัย 
ทำไปอย่างผู้รู้ ผู้เข้าใจ  รู้ตื่นในสิ่งที่ทำแล้ว..
ลูกย่อมจะไม่ผิดพลาด   ไม่ว่าลูกจะยืนอยู่ในกลางป่าปูน กลางความเจริญ  กลางผู้คน
หรือกลางป่า
-- ลูกก็ย่อมชนะได้.. ถ้าลูกรู้จักกิเลส  และรู้จักกิเลสตัณหาในตนได้เป็นอย่างดี  ++

* ชัยชนะก็อยู่ตรงนี้ละ พระพุทธเจ้าน้อยเอย..

ฉะนั้น.. ลูกจำเป็นที่จะต้องรู้จักกิเลสตัณหา ให้ดีนะลูก
แล้วลูกก็จะสามารถชนะได้  ไม่ว่าลูกจะยืนอยู่ที่ไหนก็ตาม..

ต่อไป ธรรมในประการที่ 5 -- ลูกนั้น ควรจะมีสติตั้งมั่นอยู่เสมอ
ควรที่จะรู้ตัวรู้ตน  รู้ว่าตนประพฤติปฏิบัติได้ในระดับใดบ้างแล้ว

และควรที่จะมีสติระลึกรู้ถึงกาย เวทนา จิต และธรรม อยู่เสมอ
คือ..
รู้เรื่องราวของกาย
รู้เรื่องราวของจิต 
รู้เรื่องราวของเวทนา  และเรื่องของธรรม

ควรที่จะมีจิตที่ตั้งมั่น รู้ตื่น
มีสติอยู่กับสติปัฏฐาน 4 อยู่เสมอ 
แล้วลูกจะรู้ตัวรู้ตน  รู้ความรู้สึกนึกคิดในตน 
ลูกจะเป็นผู้รู้ตื่น เบิกบาน 
... เช่นนี้ละ พระพุทธเจ้าน้อย

แล้วลูกทั้งหลาย.. ก็จะสามารถที่จะอาศัยทางสู่ความพ้นทุกข์ในกึ่งพุทธกาลนี้
เพื่อพ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง 
และจะไม่มีกิเลสตัณหาใด  มีช่องโหว่ ช่องว่าง - ให้มาอาศัยอยู่ 
มีที่เกาะเกี่ยวจิตใจนี้อีกต่อไป
... ลูกย่อมพ้นทุกข์ได้  ++

พระพุทธเจ้าน้อยเอย..  สิ่งที่ลูกเป็นกังวล จึงได้ถามมานั้น  ก็มีเหตุและผล
เพื่อป้องกันไม่ให้มีรูรั่ว  มีช่องโหว่ช่องว่าง  มีข้ออ้างให้กับกิเลส

ก็เป็นสิ่งที่ดี  ป้องกันไม่ให้ทำลายแนวทางการปฏิบัติ - ด้วยข้ออ้างของกิเลสต่างๆ
จากผู้คนมากมาย หลายยุคหลายสมัย
... ก็จะอาศัยทางเส้นนี้ ป้องกันไว้ก็ดี ++

แต่ที่จริงแล้ว ธรรมยุคกึ่งพุทธกาล -- ก็มีสิ่งที่ได้ตีกรอบเอาไว้อย่างแน่วแน่แล้ว
ในทุกสิ่งทุกอย่าง

บุคคลผู้เอาจริงเอาจัง  ตั้งใจประพฤติปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์
... ย่อมที่จะเข้าถึงความพ้นทุกข์ได้ 

บุคคลผู้ที่จะไม่ปล่อยให้ตนนั้น มีช่องว่างให้กับกิเลส เข้ามาอาศัยอยู่ในตน 
บุคคลผู้ตั้งใจ จะพ้นทุกข์อย่างแท้จริง   
-- เขาควรที่จะปฏิบัติตามธรรมทั้ง 5 ประการนี้...

เขานั้น ..
//  ควรที่จะทำความเข้าใจหนทางพ้นทุกข์ ในกึ่งพุทธกาล 
คือ รู้หลักสูตร หลักการปฏิบัติให้เป็นอย่างดี 

//  และควรประพฤติปฏิบัติตาม อย่างจริงจังให้เกิดผล
//  ควรที่จะหาความเป็นกลางในการปฏิบัติให้ได้ ให้เจอ ไม่ย่อหย่อน  หรือตึงจนเกินไป
//  ควรที่จะรู้กิเลสรู้ตัณหาในตนอยู่เสมอ  จะได้ระมัดระวัง 
ทำทุกอย่างไปตามธรรมะจัดสรร
จิตของเขา..ควรที่จะรู้ตื่น รู้แจ้ง มีสติ
รู้ทันกาย  รู้ทันจิต เวทนา และธรรมที่มีอยู่
-- เขานั้น ก็ย่อมจะพ้นทุกข์ได้ --
... เช่นนี้ละ พระพุทธเจ้าน้อยเอย

ฉะนั้น วันนี้..  ธรรมในหมวดนี้  คือ พุทธธรรมแห่งการตรัสรู้
ที่ได้เริ่มต้นตั้งแต่ก่อนที่ลูกจะตรัสรู้ และดำเนินมาจนถึงวันนี้
ที่ถึงรอบแล้ว ที่จะต้องหมุนธรรมนี้ - ขึ้นสู่ ธรรมะธรรมจักรกึ่งพุทธกาล
ซึ่งเป็นหัวข้อธรรม  หรือหมวดธรรมหมวดต่อไป 

ลูกนั้น.. จึงได้น้อมทูลถามถึงธรรมข้อนี้  เพื่ออุดรูรั่ว
 ตีกรอบไม่ให้กิเลส.. มีที่อยู่ที่อาศัย ในทางพ้นทุกข์กึ่งพุทธกาล

ก็ดีแล้วละ ลูกทั้งหลาย - ผู้ศึกษา ทำความเข้าใจ 
ควรทำความเข้าใจให้ดี ในเส้นทาง หนทาง
ควรปฏิบัติตาม แล้วก็จะรู้ตาม..
ผู้ปฏิบัติเท่านั้น.. ที่จะเข้าถึงความจริง 

การทำสิ่งใดก็ตาม  ไม่ควรย่อหย่อน หรือว่าตึงเกินไป
การจะปฏิบัติแบบไหนก็ตาม  ถ้ารู้กิเลส รู้ตัณหาในตนแล้ว
จะยืนอยู่ที่ไหน.. ก็มีโอกาสชนะ
... เพราะรู้จักศัตรูของตน เป็นอย่างดี +

และถ้ามีสติอยู่เสมอ  ไม่ขาดสติ
รู้ตัวรู้ตน รู้กาย เวทนา จิต และธรรม อยู่เสมอ
ก็ย่อมจะรู้ตื่น รู้แจ้ง  และหลุดพ้นได้
เช่นนี้ละ พระพุทธเจ้าน้อยเอย.. 

ธรรมกึ่งพุทธกาลมีขึ้นมา ให้เป็นทางเลือกสู่ความพ้นทุกข์
ไม่ได้มีขึ้นมา  เพื่อทำลายธรรมสมัยพุทธกาล

หนทางที่ได้วางเอาไว้  คือ  การดำเนินอยู่ในป่า ในเขา  อยู่ในที่สงบสงัด
ในที่ที่ควรปฏิบัติฝึกฝนตน
ไม่ได้เกิดมา เพื่อทำลายทางเส้นเดิม
-- แต่มีทางนี้ขึ้นมา  เพื่อต่อยอดให้ทุกคนได้เลือก  เพื่อหนทางที่เหมาะกับตน --

ซึ่งหนทางแห่งความพ้นทุกข์ในยุคพุทธกาล  ที่ได้มีวางแนวทางเอาไว้   
... ก็ยังคงมีไว้ให้เลือกเดินอยู่

ฉะนั้น..  ให้ลูกทั้งหลาย จงศึกษา ทำความเข้าใจให้กระจ่างแจ้งในทุกสิ่ง
และลูกทั้งหลาย.. ก็จะสามารถรู้แจ้งในธรรมขององค์พระพุทธเจ้าได้

ลูกทั้งหลายเอ๋ย..  ธรรมขององค์พระพุทธเจ้านั้น ไม่ใช่สิ่งที่ลูกนั้นจะเรียนรู้ได้ยาก
แล้วก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเรียนรู้ได้ง่าย 
-- แต่เป็นสิ่งที่จะเรียนรู้ได้จริง - สำหรับคนที่จะประพฤติปฏิบัติจริง **

ฉะนั้น..  ก็จงตั้งใจปฏิบัติกันไป 
เช่นนี้นะ.. พระพุทธเจ้าน้อยเอย 

+ +
พระพุทธเจ้าน้อย ::  สาธุ พระพุทธเจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณพระพุทธองค์  ที่ทรงเมตตาแสดงธรรมนี้ให้ลูกได้ฟังนะเจ้าคะ

ลูกพอจะเข้าใจแล้ว ว่า..  ไม่ว่าจะเป็นธรรมสมัยพุทธกาล หรือเป็นธรรมกึ่งพุทธกาล
ย่อมมีลู่ทาง แนวทาง ที่พระองค์ทรงวางรากฐานไว้แข็งแกร่ง มั่นคง 
และตีกรอบทุกอย่างเอาไว้แล้ว

ถ้าคนที่ตั้งใจจริง  และปฏิบัติตามอย่างจริงจัง -- ก็ย่อมจะเกิดผล  และพ้นทุกข์ได้
ลูกสบายใจขึ้นแล้ว พระพุทธเจ้าค่ะ 
ที่เห็นว่า ช่องว่างของกิเลส - ได้ถูกปิดด้วยธรรมคลิปสุดท้าย 
ในหมวดของ *พุทธธรรมแห่งการตรัสรู้*  นี้แล้ว

กราบขอบพระคุณพระพุทธองค์  ที่ทรงเมตตาลูกนะเจ้าคะ
วันนี้ ลูกต้องกราบขอลาก่อนนะเจ้าคะ   ไว้ลูกจะมาเฝ้าฟังธรรมใหม่
ในข้อธรรมหมวดต่อไป คือ *ธรรมะธรรมจักรกึ่งพุทธกาล*  พระพุทธเจ้าค่ะ...

สาธุ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 31, 2021, 12:18:18 pm โดย thanapanyo »