ผู้เขียน หัวข้อ: Rec-3660 การยอมรับสิ่งใหม่ในศาสนา  (อ่าน 403 ครั้ง)

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4229
    • ดูรายละเอียด
Rec-3660 การยอมรับสิ่งใหม่ในศาสนา
« เมื่อ: สิงหาคม 24, 2021, 02:33:31 pm »

พุทธธรรมแห่งความเมตตา   วันที่  20  สิงหาคม  2564
บทที่ 104  **การยอมรับสิ่งใหม่ในศาสนา**
+ +   
ในเช้าของวันที่  20 สิงหาคม พ.ศ. 2564        ณ สวนธรรมิกราช
เมื่อท่านพระยาธรรมิกราช ได้กราบนอบน้อมเข้าเฝ้าต่อองค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่าน เพื่อเฝ้าฟังธรรมแล้วนั้น  จึงได้นอบน้อมเฝ้าทูลถามพระพุทธองค์ท่านไป ดังนี้ว่า...
“ ข้าแต่องค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เจ้าขา..
วันนี้ ลูกจะขอเฝ้าทูลถามถึง ข้อธรรม บทที่ 104 น่ะเจ้าค่ะ
คือว่า ลูกเกิดความสงสัยเช่นนี้ อย่างนี้ว่า..
บัดนี้ องค์พระพุทธ องค์พระธรรม และองค์พระสงฆ์ ได้ก่อเกิดขึ้นแล้วในกึ่งพุทธกาล
พระพุทธ  ก็ก่อเกิดขึ้นในนามองค์แทนองค์พระพุทธเจ้า คือ องค์พระพุทธเจ้าน้อย
พระยาธรรมิกราช 
พระธรรม  ก็ก่อเกิดขึ้น ด้วยการสื่อธรรมตรงจากแดนพระนิพพาน จากองค์พระพุทธเจ้า
โดยผ่านลงมาที่กายของท่านแม่ชีกชพร - ซึ่งก็เป็นกายของสตรี
และองค์พระสงฆ์  ก่อเกิดขึ้นด้วยหนทางการประพฤติปฏิบัติ - ในหลักสูตรค้นหาตัวตน
แนวทางการปฏิบัติ ในสายปฏิบัติธรรมสัมมาสัมพุทธะ ปัจฉิมาสัมพุทธะ
ทีนี้ ลูกจึงเกิดความสงสัยอย่างนี้ว่า.. จะทำยังไงหรือเจ้าคะ ให้ผู้คนและดวงจิตทั้งหลาย..
สามารถยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่นี้.. เข้าสู่ตน และพ้นทุกข์ได้ น่ะเจ้าค่ะ
เพราะลูกเห็นว่า.. การที่มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นใหม่นั้น..
เป็นเรื่องยากมากที่จะทำให้ดวงจิต และผู้คนยอมรับกันได้ น่ะเจ้าค่ะ
ลูกจึงจะขอถึงพระพุทธองค์โปรดทรงเมตตาเป็นที่พึ่ง แสดงธรรมการยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ ให้ลูกได้ฟัง ได้พิจารณา  ทำความเข้าใจ  เพื่อน้อมไปประพฤติปฏิบัติตาม
และเผยแผ่ให้ทุกคนได้ทำความเข้าใจด้วยเถิด พระพุทธเจ้าค่ะ ”
- - - -
ดีแล้วละ พระยาธรรมเอ๋ย..  ถ้าอย่างนั้น ให้ลูกทั้งหลาย จงทำจิตของตนให้นิ่งเฉย
วางเฉย.. ให้เกิดความเป็นกลางขึ้นมาเสียก่อนนะ
วางความเป็นตัวเป็นตน  วางความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่เรารู้
ในสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งต่างๆ ทิ้งไปให้หมด
ให้เหลือเพียงแค่ดวงจิต ที่เบาสบาย 
ว่างโล่ง โปร่ง สว่างไสว
ดุจดังดวงแก้ว ดวงธรรม 
ให้ปัญญาอันรู้ตื่น รู้แจ้ง - ก่อเกิดขึ้นเสียก่อน.. ลูกทั้งหลายเอ๋ย
แล้วจึงค่อยใช้ปัญญาอันรู้ตื่นจากภายในของลูก  ค่อยๆพิจารณาธรรมดังต่อไปนี้..
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ในประการที่ 1 -- นั้น
ให้ลูกทั้งหลายทำความเข้าใจ เช่นนี้ อย่างนี้ว่า..
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้.. ไม่ใช่สิ่งใหม่  ไม่ใช่อะไรที่เป็นเรื่องใหม่เลยลูก +
--แต่เป็นการฟื้นฟู และต่อยอดพระพุทธศาสนา.. ให้เจริญขึ้นอีกครั้งหนึ่ง *
เพื่อที่จะต่ออายุขัยแห่งพระพุทธศาสนา
ให้อยู่ยาวนานไป จนถึง 5000 ปีเท่านั้น 
พระยาธรรมเอย..  หากลูกได้เข้าใจว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วนี้ คือ สิ่งใหม่
ลูกก็จะคิดว่ามันเป็นเรื่องใหม่  เป็นสิ่งใหม่
แล้วก็จะพากันปฏิเสธบ้าง  ยอมรับบ้าง
ทั้งที่การคิดเช่นนั้น เข้าใจเช่นนั้น.. ก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ถูกต้องเลย  !!
-- เพียงแต่ว่า ลูกทั้งหลาย.. ไม่รู้ตามความเป็นจริง เท่านั้น ++
พระยาธรรมเอย..  สิ่งที่ก่อเกิดขึ้นมา ขึ้นแล้ว  ในวันนี้ ที่นี่
คือ การตรัสรู้ธรรม ขององค์พระพุทธเจ้าน้อย
 การก่อเกิดองค์พระพุทธ องค์พระธรรม และองค์พระสงฆ์
องค์พระรัตนตรัยที่ก่อเกิดขึ้นนี้.. ก็ไม่ใช่การก่อเกิดศาสนา ขึ้นมาใหม่นี่ลูก
แต่เป็นการฟื้นฟู ต่อยอด  ให้พระพุทธศาสนานั้น.. กลับมาเจริญรุ่งเรือง
เป็นกิจอันสำคัญแห่งองค์พระศาสดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
-- ที่ทรงเมตตาแก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย.. ผู้เวียนว่ายตายเกิดอยู่
ได้วางแบบแผน แผนงานที่จะส่งธรรมของพระพุทธองค์ ลงสู่โลก 
-- กลับมาฟื้นฟูอีกครั้งหนึ่ง ในกึ่งพุทธกาลนี้เท่านั้น **
ฉะนั้น..
องค์พระพุทธ  ก็คือ พระองค์เดิม
องค์พระธรรม  ก็คือ พระธรรมเดิม
องค์พระสงฆ์  ก็คือ พระสงฆ์เดิม
ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง  ไม่มีอะไรเป็นสิ่งใหม่ 
เพียงแต่ฟื้นฟูขึ้นมา เพื่อต่อยอดพระพุทธศาสนา
ให้สามารถสืบทอด.. จนกว่าจะสิ้นสุดอายุขัยของศาสนา
คือ ครบ 5000 ปี เท่านั้น  ++
พระยาธรรมเอย..  องค์พระพุทธเจ้า ที่บังเกิดขึ้นบนโลกนี้
ในนาม พระพุทธเจ้าน้อย
... ก็มาจากองค์พระพุทธเจ้าหลวง - องค์พระพุทธเจ้าสมณโคดม บรมครูเจ้านั่นละ
เพียงแต่ก่อเกิดด้วยพลังบารมีจากพระองค์
แล้วก็ก่อเกิดขึ้นมา - เป็นสภาวธรรมแทนพระองค์
คือ เป็นพระพุทธเจ้าน้อย
คือ เป็นสภาวธรรม ที่เกิดขึ้นแทนองค์พระพุทธ เท่านั้น *
แต่เบื้องหลังองค์พระพุทธเจ้าน้อย ก็คือ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขับเคลื่อนอยู่
แล้วจะมีอะไรใหม่เล่า ลูก  !
พระศาสดา ก็คือ พระองค์เดิม 
ฉะนั้น ลูกเอ๋ย..  ไม่มีอะไรเป็นสิ่งใหม่
ก็คือ องค์พระพุทธ - องค์พระพุทธเจ้า พระสมณโคดม บรมครูเจ้าพระองค์เดิมนั่นละ
และองค์พระธรรม  ก็แสดงธรรมมาจากองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์เดิม
ไม่ได้มีพระศาสดาองค์ใหม่  มาแสดงธรรม
ธรรมไม่ได้ผิดเพี้ยนไปจากหลักธรรม จากธรรมที่องค์พระพุทธเจ้าได้แสดง
องค์พระพุทธเจ้า เป็นผู้แสดงธรรมเหล่านี้ ส่งลงมาสู่โลก - ด้วยพระองค์เอง
เพียงแต่พระธรรม.. ก็จะมีการฟื้นฟู  ต่อยอด
ฟื้นฟู ก็คือ ธรรมบางส่วนที่ละเอียด ที่หายไป
... ก็มีการฟื้นฟูให้ชัดเจนขึ้น
กาลเวลาผ่านไป 2000 กว่าปี แล้วนี่ลูก 
ฉะนั้น.. 
อาจมีธรรมที่ละเอียด ที่สำคัญตกหล่นไปบ้าง
อาจมีความเข้าใจ จากบุคคลผู้บันทึก - ที่เป็นคัมภีร์ให้ทุกคนได้ศึกษา
อาจมีการเข้าใจ ผิดไปจากประเด็นของความเป็นจริง อยู่บ้าง
เช่นนี้.. ก็เป็นสิ่งที่เลือนรางจางหายไป ของพระธรรม 
และยุคสู่ยุค  แปลจากหนึ่งภาษา - มาเป็นอีกหนึ่งภาษา
ซึ่งก็สามารถรักษาไว้ได้ เป็นอย่างดี ละลูก
... เพียงแต่ก็มีธรรมที่ละเอียด ราวประมาณ 30-40% ที่หายไป
ฉะนั้น ลูกทั้งหลายเอ๋ย..  การฟื้นฟู ก็คือ.. การฟื้นฟูคำสอน
- ให้ชัดเจนขึ้น
- ให้เข้าใจตรงตามเป้าหมายหลัก ให้มากขึ้น
เพื่อให้ง่ายต่อการเรียนรู้ศึกษาธรรม.. ให้เข้าใจ
และสามารถนำไปประพฤติปฏิบัติ  ฝึกฝนตามได้อย่างแท้จริง
... ให้เกิดผลอย่างแท้จริง เท่านั้น
ฉะนั้น.. จึงเป็นการฟื้นฟูพระธรรมคำสอน เท่านั้น
ไม่ได้มาแต่งพระธรรมคำสอน ให้เกิดขึ้นใหม่นี่ลูก 
ฉะนั้น  ลูกเอ๋ย..  การก่อเกิดขึ้นของพระธรรม ก็คือ
การก่อเกิดขึ้น เพื่อฟื้นฟู
และการก่อเกิดขึ้น เพื่อต่อยอด 
การต่อยอดพระธรรม ก็คือ ได้มาต่อยอด แสดงธรรมบางส่วนที่หายไป
ได้ต่อยอดแสดงธรรมบางส่วน ที่ละเอียดลึกซึ้ง มากเพิ่มขึ้น
เปิดเผยความจริงของจักรวาล วัฏสงสารนี้ - ให้ชัดเจนขึ้น
ถึงเรื่องของการก่อเกิดดวงจิต 
และสภาวธรรมความละเอียดอ่อนของวัฏสงสารนี้..
เปิดสภาวธรรมเหล่านี้.. ให้ชัดเจนขึ้น
ต่อยอดให้ทุกคน.. ได้เข้าใจดวงจิต
เข้าใจดวงจิตวัฏสงสารมากเพิ่มขึ้น 
/  เพื่อง่ายต่อการเรียนรู้ศึกษา
/  เพื่อไขข้อข้องใจ  และไม่มีความลังเลสงสัย
/  ทำความรู้ให้แจ้งแก่ทุกคนเท่านั้น
-- ไม่มีอะไรที่จะผิดเพี้ยน  หรือเปลี่ยนไปจากธรรมขององค์พระพุทธเจ้าเลย ++
ฉะนั้น..  พระธรรมที่เกิดขึ้นแล้วในกึ่งพุทธกาลนี้..
จึงก่อเกิดขึ้น เพื่อฟื้นฟู  และต่อยอดพระพุทธศาสนา เท่านั้น +
ฉะนั้น ลูกทั้งหลายเอ๋ย..  รายละเอียดของพระธรรม จะปรากฏชัดเจนขึ้น
ยอดที่จะหายไป - ก็จะต่อยอดให้สมบูรณ์ขึ้น
ทั้งนี้.. ก็เพื่อทำให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง กลับคืนมาอีกครั้งหนึ่งในโลก เท่านั้น  ++
เช่นนี้ละ พระยาธรรม  แล้วจะเป็นสิ่งใหม่ได้อย่างไรเล่า ?
ก็ในเมื่อ..
องค์พระพุทธ ก็คือ พระองค์เดิม
องค์พระธรรม ก็คือ พระธรรมเดิม
เพิ่มเติม คือ ละเอียดรอบคอบมากกว่า เท่านั้นเอง  +
ลูกทั้งหลายเอ๋ย..  ส่วนเส้นทาง หนทาง แนวทางการประพฤติปฏิบัติ
ก็ไม่ได้เปลี่ยนให้ผิดเพี้ยนไปนี่ลูก
แนวทางการประพฤติปฏิบัติ ในหลักสูตรค้นหาตัวตนนั้น
การค้นหาตัวตน.. ก็ชัดเจนอยู่แล้ว ลูก
ว่า.. เราเป็นใคร  มาจากไหน 
เกิดมาเพื่อทำอะไร
ตายแล้วจะไปที่ไหน
ทุกคนเกิดมาบนโลกนี้..  ก็เพื่อรู้จักตัวตน ที่ไปที่มาของตนเอง นั่นละลูก
แล้วก็การที่ลูกทั้งหลาย.. มาฝึกฝนอยู่ในแนวทาง เส้นทางนี้
ลูกก็รักษาศีล ยังคงเดิมนี่ลูก
มีศีล 5  ศีล 8  ศีล 10  ศีล 227  เหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
เพิ่มเติม คือ การอธิบายให้เข้าใจในคำว่า ศีล.. มากเพิ่มขึ้น
ให้ลูกทั้งหลาย.. รู้เหตุรู้ผลของการรักษาศีล เท่านั้น ++
ธรรม ก็เป็น ธรรมเดิม
สมาธิ ก็คือ สมาธิเดิม
ก็คือ การทำจิตใจให้สงบ
แล้วก็ให้ลูกทั้งหลายนั้น.. ก่อเกิดปัญญา
รู้ตื่น รู้แจ้งในความสงบนั้น..
-- ก็คือ สมาธิเดิมๆ นั่นละลูก
แล้วก็ฝึกฝนปัญญา 
ปัญญา ก็คือ การฝึกฝนปัญญา ทำให้ก่อเกิด
และบนเส้นทางแห่งการประพฤติปฏิบัติ - เพื่อมุ่งสู่ความพ้นทุกข์นั้น..
เป็นเส้นทางใหม่อยู่ตรงไหนเล่า  ?
-- มันก็คือ เส้นทางเดิมนั่นละลูก...
เพียงแต่เพิ่มเติม ต่อยอด..
/  ให้สมบูรณ์ขึ้น
/  ให้เข้าใจเหตุเข้าใจผล 
/  ทำได้อย่างง่ายดาย ในทางสายกลาง
เพื่อลูกทั้งหลาย.. ได้ฝึกฝน ศีล ธรรม สมาธิ และปัญญา ให้แตกฉานจริงๆ
และให้ลูกได้พ้นทุกข์จริงๆ  **
ไม่ใช่การรู้ตามตำรา
ไม่ใช่การรู้ตามเรื่องราว ที่เล่าต่อกันมา
ไม่ใช่การทำไป แบบที่สักแต่ว่ารู้ - เพียงเรื่องเปลือกภายนอก
แต่คือ การหยิบยื่นองค์ความรู้ที่ชัดเจน แก่ลูกทั้งหลาย..
ไม่ใช่การเข้าถึง องค์พระพุทธ และองค์พระธรรม องค์พระสงฆ์
- เพียงแค่ว่า.. เข้าถึงแล้ว รู้แล้ว.. ไปอย่างนั้น !
แต่ให้ลูกทั้งหลาย.. เข้าถึงความจริงของ องค์พระพุทธ องค์พระธรรม และองค์พระสงฆ์
-- ด้วยการประพฤติปฏิบัติตาม --
เช่นนี้ อย่างนี้.. ไม่ดีหรืออย่างไรเล่า  !!
ฉะนั้น พระยาธรรมเอย..  ลูกทั้งหลาย.. จงคิดใหม่ เข้าใจใหม่ ว่า
สิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วนี้ -- ไม่ใช่เรื่องใหม่ สิ่งใหม่เลย..
แต่เป็นการฟื้นฟูและต่อยอด ศีล ธรรม สมาธิ ปัญญา
ฟื้นฟูต่อยอด องค์พระพุทธ องค์พระธรรม และองค์พระสงฆ์ - ให้แข็งแกร่ง มั่นคง
ต่อยอด พระรัตนตรัย
ต่อยอด พระพุทธศาสนา - ให้ฟื้นฟู เจริญขึ้นใหม่อีกครั้ง
แข็งแกร่ง สว่างไสว 
เพื่อที่จะฉุดช่วยดวงจิตทั้งหลาย.. ก่อนพระพุทธศาสนา
จนกว่าจะสิ้นสุดอายุขัยแห่งพระพุทธศาสนา  คือ ครบ 5000 ปี
... เช่นนั้น อย่างนั้น
-- แล้วจะเป็นของใหม่ ได้อย่างไรเล่า  ?
เช่นนี้ละ พระยาธรรมเอย..  ในประการที่ 1 -- ในสิ่งที่ 1
ลูกทั้งหลาย.. ควรทำความเข้าใจ  เพื่อให้คำตอบแก่บุคคลผู้มาใหม่
บุคคลผู้ไม่รู้ ไม่เข้าใจทั้งหลายเหล่านั้นนะ.. พระยาธรรม
ฉะนั้น..  ต่อจากนี้ไป
จงทำใจว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ -- ไม่ใช่สิ่งใหม่ +
เพียงแต่เป็นการต่อยอด  ฟื้นฟูพระพุทธศาสนาให้เจริญขึ้น
เพื่ออายุขัยแห่งพระพุทธศาสนา.. จะได้อยู่ยาวนานไป จนครบ 5000 ปีเท่านั้น *
เอาละนะ พระยาธรรมเอย..  ต่อไปในประการที่ 2 --
หากลูกทั้งหลาย..
-  เข้าใจในคำว่า ธรรมชาติ
-  เข้าใจในธรรมคำสอนขององค์พระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง
ลูกก็จะเข้าใจว่า..  ทุกอย่าง เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย
ตามยุค ตามสมัย 
ก็ในเมื่อ พระพุทธศาสนาก่อเกิดขึ้น ในวัฏสงสารนี้
ก็เลยมีเกิดขึ้น แล้วก็เลยมีตั้งอยู่  แล้วก็มีดับไป
ฉะนั้น..  พระพุทธศาสนาได้ก่อเกิดขึ้นแล้ว เมื่อ 2000 กว่าปี ที่ผ่านมา
กาลเวลาผ่านไป -- ย่อมมีเลือนรางจางหายบ้าง เป็นธรรมดา  +
และถึงเวลา.. มีเหตุให้ต่อยอด ฟื้นฟูขึ้นมาใหม่
-- ก็ย่อมต้องมีเกิดขึ้นมาใหม่ เป็นธรรมดา
และย่อมแน่นอนว่า ธรรมชาติให้ยุคนั้น.. ก็ต้องเป็นเช่นนั้น
ธรรมชาติในยุคนี้.. ก็ต้องเป็นเช่นนี้
เพราะว่า ธรรมะ คือ ธรรมชาติ
เพราะว่า พระธรรม คือ การสอนให้เข้าใจในธรรมชาติ
ฉะนั้น..  ประกาศธรรมในยุคนี้  ก็ต้องสอนธรรมให้เข้ากับสมัยในยุคนี้
จะไปสอนให้เข้ากับยุคสมัยก่อน
... แล้วจะตรงกับธรรมชาติได้อย่างไรเล่า  !!
ลูกจะต้องเรียนรู้ธรรมชาติ ในยุคปัจจุบัน  คำสอนก็ต้องชี้ทางบอกทาง
ให้เข้าใจ ถึงกิเลสตัณหา  ถึงสภาวธรรม สิ่งที่มันสับสนวุ่นวาย
.. หลายเรื่องราว ณ ปัจจุบัน
ให้ลูกทั้งหลาย.. ได้เข้าใจธรรมชาติของปัจจุบัน
เข้าใจตรงตามความเป็นจริงของตนเอง
และเพื่อฉุดช่วยตนเอง.. ให้พ้นจากความทุกข์นั้นได้ +
... จึงจะไม่ผิดไปจากหลักธรรม *
ลูกทั้งหลายเอ๋ย..  ฉะนั้น การที่พระธรรมได้ก่อเกิดขึ้นในกึ่งพุทธกาลนี้
และก็สอนให้รู้ ให้เข้าใจสภาวธรรมของเรื่องราวในปัจจุบัน
- โดยอยู่ในหลักคำสอนขององค์พระพุทธเจ้า
คือ คิดดี พูดดี ทำดี 
ประพฤติปฏิบัติ อยู่ในกรอบแห่ง ศีล ธรรม สมาธิ และปัญญา
... เพื่อล้างกิเลสตัณหา   
และหาวิธีที่จะทำให้ตนนั้น หลุดพ้นจากการเกิด
การเวียนว่ายในวัฏสงสารนี้...
เช่นนี้ก็ดีแล้วนี่ลูก  หรือว่าลูกจะเอาธรรมชาติของสมัย 2000 กว่าปี ที่ผ่านมา
ลูกจะเข้าใจ  และเข้าใจไปเพื่ออะไร
-- ในเมื่อไม่ได้เข้าใจในเรื่องของตัวเอง
... แล้วจะเกิดประโยชน์อะไร !
ฉะนั้น ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. 
ธรรม  เมื่อเกิดในยุคนี้..
สภาวธรรม.. ก็ต้องปรับให้เข้ากับยุคกับสมัย
เกิดขึ้น ตั้งอยู่  แล้วก็ดับไป
บัดนี้ พระพุทธศาสนาได้ดำเนินมาจน 2500 กว่าปีแล้ว
ฉะนั้น ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. จะให้พระธรรมนั้นยังอยู่ในยุคสมัยก่อน
... มันก็ไม่ใช่เหตุที่จะต้องเป็นเช่นนั้น..
-- นั่นละ จะเป็นเหตุแห่งการเสื่อมของพระพุทธศาสนา  !!
ฉะนั้น.. บุคคลผู้เข้าใจพระธรรมคำสอน เข้าใจธรรมชาติของทุกสรรพสิ่ง
ย่อมรู้ดี  เข้าใจดีว่า..
ทุกสรรพสิ่ง - ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
เกิดขึ้น และดำเนินไปตามเหตุตามปัจจัย
ไม่จำเป็นต้องฝืนอะไร เพื่อเป็นอะไร
... เช่นนี้ละ พระยาธรรมเอย
และคำสอนที่เกิดขึ้น ในกึ่งพุทธกาลนี้.. ก็จะใช้ได้แค่เฉพาะในยุคนี้
อย่างจริงจังเท่านั้น
ในยุคต่อๆไป ก็จะต้องมีการปรับประยุกต์ -- เพื่อให้เข้ากับยุคกับสมัย
... แล้วก็เป็นเช่นนั้น อย่างนั้นไป
เพียงแต่ให้ยังคง ยึดรากฐานของหลักธรรมเดิม คือ
. การเห็นทุกข์
. การรู้เหตุแห่งทุกข์
. การรู้ที่ที่พ้นทุกข์
. และหนทางที่จะดำเนินไป เพื่อดับทุกข์
ยังคงยึดหลักธรรมเดิม ที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้
มุ่งสู่การทำความดี  เพื่อละกิเลส  ++
ศีล คือ ตัวเดิม
กิเลสตัณหา คือ ตัวเดิม
นิพพาน คือ ตัวเดิม
เพิ่มเติม คือ แค่ภาษาพูด - ให้เข้าใจมากขึ้น
เพิ่มเติม แค่ให้เข้าใจ ตามยุคตามสมัยที่เป็นอยู่ เท่านั้น
... เช่นนี้ แล้วจะผิดเพี้ยนได้อย่างไรเล่า !!
หากองค์พระศาสดา จะประกาศธรรมแก่โลก  แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ทำ
พระธรรมนั้น.. จะสามารถฟื้นฟูได้หรือเปล่าเล่า
หากลูกนั้นมีสติปัญญามากพอที่จะรู้และเข้าใจในหลักคำสอนขององค์พระพุทธเจ้า
และเข้าใจในธรรมชาติอย่างแท้จริง
... จะไม่มีข้อโต้แย้งอะไรกับสิ่งนี้เลย…
ลูกทั้งหลาย.. จะเห็นเป็นธรรมดา
เห็นถูกตามองค์พระพุทธเจ้า  และเข้าใจตามนี้
เช่นนี้ละ พระยาธรรมเอย..  ลูกพอจะเข้าใจแล้วสินะ พระยาธรรม
ต่อไป ในประการที่ 3 --
สิ่งที่ลูกทั้งหลาย ควรที่จะทำความเข้าใจอีกประการหนึ่งนี้ ก็คือ..
เราไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องยึดถืออะไรไว้เพื่ออะไรทั้งหมดนี่ลูก
เรามีความจำเป็นของชีวิต เพียงแค่เรื่องเดียว คือ 
-- หาวิธีดับทุกข์ให้กับตนเองให้ได้ ก็พอ **
เราออกบวชมาแล้ว -- ก็ยังคงมาติดกับการเป็นนักบวช อย่างนั้นหรือ
เราออกจากกฎของบ้าน ของสังคม มาแล้ว
ยังต้องมาติดอยู่กับกฎ กับกติกา ในกรอบของที่ที่เรามาปฏิบัติอย่างนั้นหรือ ?
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. การยึดถือนั้น ไม่ว่าจะยึดถืออะไรก็ตาม 
-- ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ผิด
-- ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ  +
เราไม่ติดบ้านติดเรือน  แต่ว่ามาติดอยู่ในสำนักใดสำนักหนึ่ง
ทั้งที่สำนักนั้น.. ไม่ได้สอนให้เราพ้นทุกข์
-- เราก็หยุดอยู่แค่นั้นน่ะ
เราก็ออกบ้านออกเรือนมา  แต่มายึดถือความรู้ในคัมภีร์ ในตำรา
แล้วก็ยึดไว้  ยึดมั่นถือมั่นไว้ โดยไม่ปล่อยให้เป็นไปตามเหตุของความเป็นจริง
ไม่แสวงทางพ้นทุกข์ให้กับตน
-- นั่นจะเป็นทางที่ถูกต้องได้อย่างไรเล่า  !
ฉะนั้น ลูกทั้งหลายเอ๋ย..  การยึดติด ย่อมไม่ดี ลูก
ไม่ว่าจะยึดดี ยึดชั่ว
ยึดอดีต หรืออนาคต
ยึดตัวเรา หรือตัวเขา
... ย่อมไม่ดีทั้งนั้น  !!
ยึดความรู้ที่รู้มาก่อนแล้ว  แล้วก็ยึดความรู้ที่กำลังจะรู้ต่อไป
มันก็คือ การยึด
... ก็ไม่ดีทั้งนั้น ลูก
ฉะนั้น.. สิ่งที่ผ่านมาแล้ว ทำความเข้าใจ  มีประโยชน์กับเรา
ความรู้ในคัมภีร์.. ก็มีประโยชน์แก่เรา ลูก
... แต่ไม่ควรยึด 
ทำในปัจจุบันนี้.. ให้เป็นตามเหตุ ตามธรรมชาติของมัน
ไม่ควรยึด แม้แต่ปัจจุบัน
แค่ทำความรู้ตื่น ทำความเข้าใจให้แจ้งเท่านั้น ++
ต่อไป จะดำเนินเช่นไร - ตามเส้นทางไหน
... เราก็ทำไป ปฏิบัติตามไป 
แล้วก็ไม่ต้องยึดมั่นถือมั่นอะไรมากมาย...
เพียงแต่ทุกสิ่งผ่านเข้ามา  กำลังผ่านอยู่  และกำลังจะผ่านมานั้น
-- เราจงทำความให้แจ้งกับสิ่งเหล่านั้น เท่านั้นก็พอ…
ลูกทั้งหลายเอ๋ย..  ให้ลูกทั้งหลาย จงพิจารณา
และทำความเข้าใจให้แจ้ง เช่นนี้ก็แล้วกันนะ
-- การยึดถือในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง.. ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ดี  ++
เราไม่มีความจำเป็นที่จะต้องยึดถืออะไร ไว้เพื่ออะไร
นอกจาก หาทางพ้นทุกข์ให้กับตนเองให้ได้ ก็พอ +
เช่นดัง องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าออกบวช - ออกจากบ้านจากเรือน จากราชวังแล้ว
ไปอยู่ในสำนักนั้น สำนักนี้  ก็ได้ความรู้ในระดับหนึ่งอยู่ 
แต่ถ้าไม่ถึงที่สุดแห่งความรู้.. ก็ต้องไปต่อ
จนกว่าจะแสวงหาทางเจอ 
* ตรัสรู้ชอบได้ โดยพระองค์เอง นั่นน่ะลูก
พ้นทุกข์แล้วน่ะลูก.. จึงจะใช้ได้  ++
ฉะนั้น ลูกทั้งหลาย.. ก็เช่นเดียวกัน  อย่ายึดมั่นถือมั่นกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ไม่ว่าจะเป็นบุญ หรือเป็นบาป 
เป็นด้านดี หรือด้านชั่ว
... ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม หากสิ่งนั้น..ยังไม่เป็นเหตุให้เราถึงซึ่งความพ้นทุกข์
-- เราต้องเดินต่อไป ต้องดำเนินต่อไป - เพื่อความพ้นทุกข์ ++
จึงไม่จำเป็นต้อง..
. ติดอยู่กับตัวกับตน
. ติดอยู่กับบ้านกับเรือน
. ติดอยู่กับสำนักใดสำนักหนึ่ง
. คำสอนของครูบาอาจารย์องค์ใดองค์หนึ่ง
แต่ควรที่จะฝึกฝน และต่อยอด -- เพื่อที่จะเข้าถึงความพ้นทุกข์..ให้ได้  ++
ไม่จำเป็นต้องติดอยู่กับคำว่า วิบากกรรม -- จนทำให้ตนไปต่อไปไม่ได้
ไม่จำเป็นต้องติดกับคำว่า ทำดีแล้ว -- จนทำให้ตนไปต่อไม่ได้
** เป้าหมายอันสูงสุด 
คือ ความพ้นทุกข์ 
คือ การดับทุกข์ การเกิด
-- ไม่ใช่การมาติดอยู่ในจุดใดจุดหนึ่ง  สิ่งใดสิ่งหนึ่ง  ++
ฉะนั้น.. ควรที่จะคลายความยึดถือทั้งหมด ทิ้งไป
ควรที่จะหาทางพ้นทุกข์ให้กับตนให้ได้
ดีแล้ว.. ก็ต้องดีอีก
ไม่ดี.. ผ่านไปแล้ว ก็ปล่อยผ่านไป
-- เริ่มต้นใหม่  ดำเนินเส้นทางของตนใหม่ --
ล้มลุกคลุกคลานยังไง ก็ต้องลุกขึ้นใหม่
แล้วก็ไปต่อ..
-- จึงจะเป็นบุคคลผู้ที่ จะมีโอกาสที่จะมีชัยชนะ
ที่จะประกาศชัยชนะแก่หมู่มารทั้งหลาย
จึงจะมีโอกาสพ้นทุกข์ได้.. ลูกทั้งหลายเอ๋ย
ฉะนั้น.. จงอย่ายึดติดกับสิ่งใดเลย
การยึดติด ไม่ใช่หนทางแห่งความพ้นทุกข์
การเรียนรู้ เพิ่มเติม ต่อยอด
การที่จะทำให้ตนถึงซึ่งความพ้นทุกข์ให้ได้
การมุ่งสู่จุดมุ่งหมาย
-- นั่นละ คือ หนทางแห่งความพ้นทุกข์ --
เช่นนี้ละ พระยาธรรม..  ในประการที่ 3 - ก็ลองพิจารณาตามนี้ดูนะ
ต่อไป ประการที่ 4 --
จงเปิดใจ  ให้โอกาสให้ตนเองเถิด.. ลูกเอ๋ย
ก่อนที่โอกาสอันน้อยนิดนี้ จะหมดไป -- เพราะไม่มีอะไรตั้งอยู่นาน ลูก
ทุกอย่างดำเนิน แล้วก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วมาก..
ถึงแม้ว่าคำสอนจะมีอยู่..  แต่ลูกจะมีอยู่ได้อีกนานเพียงใด ?
ถึงแม้จะมีชีวิตอยู่ แต่ความดี.. จะประคองได้มากแค่ไหน ?
ฉะนั้น ลูกได้มีโอกาสแล้ว  จงเปิดโอกาสให้กับตน ด้วยการเปิดใจยอมรับ
ยอมรับ  น้อมรับสิ่งที่ดีเข้าไปสู่ตนเถอะ
อย่ามัวแต่ติดอยู่กับ..
- ทิฐิ อัตตาตัวตน
- ความยึดมั่นถือมั่น
- ความไม่รู้ตามความเป็นจริงของตนเลย.. 
จงเปิดจิตเปิดใจ
แล้วก็ทำจิตของตนให้ว่าง ให้เบาสบาย  ให้เป็นกลาง
และยอมรับเถอะลูก  ยอมรับความจริงเถอะ
ความจริงชนะทุกสิ่ง.. ลูกเอ๋ย
จงอย่าไปติดกับ สิ่งที่ลูกทั้งหลายนั้น.. มีมา  เป็นมา  เป็นอยู่
สิ่งต่างๆทั้งหลายเหล่านั้น ไม่สำคัญอะไร ลูก
* สำคัญ คือ ความพ้นทุกข์ เท่านั้น  ++
ฉะนั้น.. จงเปิดใจของลูก ให้โอกาสตนเอง ก่อนที่จะสายเกินไป
เปิดใจของลูก ให้โอกาสตนเอง
-- ก่อนที่เวลาจะหมดไป
-- ก่อนที่ประตูนิพพานของลูกจะปิดไป
บัดนี้ ประตูนิพพานได้เปิดแล้วแก่ลูก -- ในเวลาที่มีอยู่นี้
จงรู้ตื่น เข้าใจเถิด.. ลูกเอ๋ย 
อย่ามัวแต่หลับใหล ลุ่มหลงเลย
แล้วรีบเดินเข้าสู่ประตูพ้นทุกข์เถิดนะ
ต่อไป ประการที่ 5 --
พระยาธรรมเอย..  ต่อจากนี้ไป
* ทางเส้นนี้ จะเป็นหนทางหลัก
ที่องค์พระพุทธเจ้าทรงวางแบบ วางแนวทาง 
วางแผนเอาไว้ให้ลูกทั้งหลาย.. ดำเนินตาม เพื่อพ้นทุกข์
พระยาธรรมเอย..  ทางเส้นนี้ ก็คือ ทางแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ที่ก่อเกิดขึ้นในกึ่งพุทธกาล
องค์พระธรรม ที่เกิดขึ้นในกึ่งพุทธกาล
องค์พระสงฆ์ ที่เกิดขึ้นในกึ่งพุทธกาลนี้
ด้วย สัมมาสัมพุทธะ ปัจฉิมาสัมพุทธะ
ด้วยพระพุทธเจ้าน้อยในกึ่งพุทธกาล
ด้วยพระธรรมคำสอนกึ่งพุทธกาล
ด้วยแนวทางการประพฤติปฏิบัติ - ในหลักสูตรค้นหาตัวตน
- ในสายธรรม สัมมาสัมพุทธะฯ นี้…
สิ่งเหล่านี้  เป็นสิ่งที่จะก่อเกิดขึ้น
เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว
และเป็นสิ่งที่จะเป็นแนวทาง 
เป็นเส้นทาง.. ที่จะเป็นทางหลักของพระพุทธศาสนา *
-- ให้ดวงจิตทั้งหลาย..ได้อาศัย เพื่อไปสู่ความพ้นทุกข์น่ะ.. พระยาธรรม
ฉะนั้น ลูกเอ๋ย..  ต่อจากนี้ไป หนทางสายใหม่นี้ จะเป็นทางหลัก * ลูก
ลูกได้ปูทางเอาไว้ได้ดีแล้ว 
-- ทุกคน.. จะอาศัยทางเส้นนี้ เพื่อพ้นทุกข์ **
เช่นนี้ละ พระยาธรรมเอย..  ลูกพอจะเข้าใจทั้ง 5 ประการ นี้บ้างแล้วหรือยังเล่า
จงกล่าวธรรมนั้นมาเถอะ พระยาธรรม
+ +
พระยาธรรม ::   สาธุ เจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณพระพุทธองค์ ที่ทรงเมตตาแสดงธรรมนี้ให้ลูกได้ฟัง
ลูกพอจะเข้าใจแล้ว  พระพุทธเจ้าค่ะ ว่า..
สิ่งที่ก่อเกิดขึ้นมานี้ - ไม่ใช่สิ่งใหม่ 
แต่เป็นการต่อยอด ฟื้นฟูพระพุทธศาสนา
ให้อายุขัยยาวนานไป จนครบ 5000 ปี
แล้วหากว่าเราเข้าใจคำสอน  เข้าใจหลักธรรมของพระพุทธองค์อย่างแท้จริง
เราก็จะรู้ เข้าใจตามเหตุของสิ่งที่เกิดขึ้น ว่า.. เกิดตามเหตุ  ตามยุคตามสมัย
เราก็จะเป็นบุคคล ผู้เข้าใจตามความเป็นจริง
เราไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องยึดถืออะไร ไว้เพื่ออะไร
... นอกจากการหาทางพ้นทุกข์ ให้กับเราเท่านั้น
จงเปิดใจ ให้โอกาสตัวของเราเอง  ก่อนที่ทุกอย่างจะสายไป
-- เพราะเวลาและโอกาสที่ดีอย่างนี้ ไม่ได้มีอยู่นาน  !!
และต่อไป หนทางแห่งสัมมาสัมพุทธะ ปัจฉิมาสัมพุทธะ - ในหลักสูตรค้นหาตัวตน
พระพุทธเจ้าน้อย 
พระธรรม และพระสงฆ์
ที่ก่อเกิดขึ้นในกึ่งพุทธกาลนี้.. จะเป็นทางหลักของพระพุทธศาสนา
และจะเป็นทางลัด ที่จะให้ดวงจิตทั้งหลาย..ดำเนินตาม เพื่อพ้นทุกข์ **
... ลูกพอจะเข้าใจเช่นนี้ อย่างนี้แล้ว พระพุทธเจ้าค่ะ
พระพุทธองค์ ::   เอาละ พระยาธรรม..  ดีแล้วละลูก
บัดนี้ ลูกก็ได้เข้าใจสมบูรณ์ดีแล้ว ในธรรมที่ลูกได้ถามมา
ในเรื่องของการยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่
ฉะนั้น.. ให้ลูกทั้งหลาย  ทำความเข้าใจให้แจ้งทั้ง 5 ประการนี้
และจงประกาศธรรมนี้ ให้ดวงจิตทั้งหลาย..ได้รู้ตื่นตาม
... เขาก็จะไม่แตกตื่น ไม่เข้าใจว่า คือเรื่องใหม่
เขาก็จะเข้าใจว่า.. คือเรื่องเดิม 
คือ องค์พระพุทธเจ้าพระองค์เดิม
พระธรรมเดิม  และพระสงฆ์เดิม - นั่นละลูก
-- เพียงแต่ มีการฟื้นฟู และมีการถ่ายทอดใหม่ เท่านั้น  ++
เอาละ พระยาธรรมเอย.. 
ถ้าอย่างนั้น ลูกจงน้อมธรรมนี้ - ให้กับท่านแม่ชีกชพรได้ฟัง
เพื่อน้อมธรรม  และเพื่อทำกิจการงานถวายต่อไปเถอะ
พระยาธรรมเอย..  ลูกจงกล่าวกับท่านแม่ชีกชพร เช่นนี้ อย่างนี้ว่า..
การที่องค์พระพุทธเจ้า เลือกการตรัสรู้แห่งพระยาธรรม ไว้ในเดือนสิงหาคมนี้
ด้วยว่า ในประเทศไทยนี้ -- วันที่ 12 สิงหาคม คือ วันแม่ *
และเดือนนี้ ก็คือ เดือนแห่งผู้เป็นมารดา +
และท่านแม่ชีกชกร ก็คือ ผู้ที่ถูกเลือกแล้ว.. ที่จะให้กำเนิดก่อเกิด
องค์พระอริยเจ้า  องค์พระอริยบุคคลทั้งหลาย.. ให้ก่อเกิดขึ้นบนโลกนี้มากมาย
เป็นผู้ถูกเลือกให้เป็น มารดาแห่งพระพุทธศาสนา
ที่จะมีการช่วยเหลือดวงจิตต่างๆทั้งหลาย - โดยอาศัยกายแห่งท่านแม่ชีกชพรนะ
และลูกจึงต้องตรัสรู้ ในเดือนนี้
ลูกจึงต้องใช้กายนี้ - ในการที่จะสื่อธรรม น้อมธรรม
ใช้กายนี้ - ในการที่จะช่วยเหลือดวงจิตต่างๆ ทั้งหลาย..ให้เขาทั้งหลายได้รู้ตื่น
และบัดนี้  ท่านแม่ชีกชพร.. ก็ได้พิสูจน์ตนแล้วว่า
มีความเป็นมารดาอยู่ในตนอย่างเต็มที่
... ด้วยการมีความรักความเมตตากับทุกคน 
ปรารถนาดีให้ทุกคนได้ดี อย่างบุตรของตน- ที่ให้กำเนิดมาเอง
... โดยไม่มีเงื่อนไข ข้อแม้ใดๆทั้งสิ้น
คนที่ไม่ได้ดี.. ก็ปรารถนาให้ได้ดี
ช่วยให้พ้นทุกข์ ให้ได้ดี
คนที่ทำผิดไป พลาดไป.. ก็ให้อภัย เริ่มต้นใหม่ได้
เข้มแข็งที่จะฉุดช่วยดวงจิตทั้งหลาย.. ให้พ้นทุกข์ได้
ฉะนั้น..  ถือว่า ความเป็นมารดาที่มีอยู่ในตน สมบูรณ์ดีทุกประการ *
ต่อจากนี้ไป กชพรเอย..  ลูกจะต้องเป็นบุคคลผู้ให้กำเนิดบุตรของเราแทน
คือ ผู้ที่จะสำเร็จเป็นอริยบุคคล พระอริยเจ้าทั้งหลาย
ลูกจะเป็นผู้ให้ดวงจิตทั้งหลายเหล่านั้น..
//  ได้เกิดในความพ้นทุกข์
//  ได้เกิดในศาสนานี้ 
//  ได้ถึงซึ่งพระนิพพาน
ดีแล้วละ ลูกทั้งหลาย.. จงตั้งใจดำเนินกิจของตนเถิดนะ
เช่นนี้ละ พระยาธรรมเอย..  ลูกพอจะเข้าใจบ้างแล้วหรือยังเล่า
จงกล่าวธรรมนั้นมาเถอะ พระยาธรรม
+ +
พระยาธรรม ::   สาธุ เจ้าค่ะ
ลูกพอจะเข้าใจแล้ว พระพุทธเจ้าค่ะ ว่า..
ต่อจากนี้ไป..
ให้แม่ หรือว่าท่านแม่ชีกชพร - เป็นผู้รองรับการที่จะให้กำเนิดแก่
พระอริยเจ้า  พระอริยบุคคลทั้งหลาย..
ให้ลูกนั้น ใช้กายนี้ - ดำเนินกิจการงานเผยแผ่ธรรมพระพุทธองค์ต่อไป
แม่ หรือท่านแม่ชีกชพร ได้พิสูจน์ตนในความเป็นมารดาแห่งจักรวาลนี้
เพื่อให้กำเนิดบุตรขององค์พระพุทธเจ้า - ให้ก่อเกิด
ลูกพอจะเข้าใจเช่นนี้แล้ว พระพุทธเจ้าค่ะ
พระพุทธองค์ ::   ดีแล้วละ พระยาธรรมเอย.. 
บุตรีผู้นี้ เป็นผู้สามารถกำเนิดก่อเกิดลูกขึ้นมา ในโลกทิพย์ 
รักษา และดูแลค้ำหนุน อุ้มชูลูก 
...จนลูกสามารถเรียนรู้กิจการงานต่างๆ
มาจนถึงวันที่ลูกนั้น ลงสู่โลก
บุตรีผู้นี้ ก็เสียสละกาย  เสียสละทุกสิ่งเพื่อรองรับลูก
เมื่อลูกก่อเกิดขึ้นมาแล้ว.. ก็นำทางลูก  ปูทางให้ลูก 
พาลูกสร้างบารมี  อดทนอดกลั้น  เรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง
และรองรับกิจอันสำคัญ แห่งองค์พระพุทธเจ้า
-- เพื่อที่จะทำกิจของพระพุทธศาสนา ให้สำเร็จลุล่วงไป --
สตรีผู้นี้ ได้เสียสละทั้งชีวิต กาย ใจ ไว้รองรับ 
จนบัดนี้ ได้กำเนิดก่อเกิด องค์พระพุทธ องค์พระธรรม และองค์พระสงฆ์
ได้สมบูรณ์ในกึ่งพุทธกาล.. ก็ด้วยสตรีผู้นี้
และต่อจากนี้ไป  บุคคลผู้ที่จะสามารถกำเนิดก่อเกิดในแดนพ้นทุกข์ได้
-- ก็ด้วยสตรีผู้นี้.. เป็นผู้ชี้ทางบอกทาง *
พระยาธรรมเอย..  ฉะนั้น แม่ของลูก หรือว่าท่านแม่ชีกชพรนั้น
จึงเปรียบดังพื้นปฐพีนี้ - ที่ให้กำเนิดก่อเกิดทุกสรรพสิ่ง
ความเป็นมารดา สำเร็จ สมบูรณ์แล้ว..
-- ทั้งภายใน  และภายนอก
ฉะนั้น ต่อจากนี้ไป 
บุตรีผู้นี้.. จะเป็นผู้ให้กำเนิดดวงจิตผู้พ้นทุกข์ขึ้นมามากมาย ทั่วโลกธาตุ **
เหล่าทวยเทพเทวาทุกชั้นฟ้า  สาธุการในคุณงามความดีนี้ร่วมกัน
+ +
พระยาธรรม ::   สาธุ พระพุทธเจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณพระพุทธองค์ ที่ทรงเมตตาดวงจิตทั้งหลาย..
และขอกราบนอบน้อมถึงคุณงามความดี ของพระแม่โพธิสัตว์
ผู้มีความเมตตายิ่งใหญ่ไพศาล
-- ที่ฉุดช่วยดวงจิตทั้งหลาย   
และรองรับทุกข์ให้กับทุกที่ ทุกแห่งหน  ทุกดวงจิต *
ลูกขอกราบนอบน้อมต่อพระแม่โพธิสัตว์  ทั้งในกายทิพย์  และในกายมนุษย์
คือ  ท่านแม่ชีกชพร 
ด้วยความเคารพนอบน้อมจากผู้เป็นบุตร  และเป็นตัวแทนของบุตร พระพุทธเจ้าค่ะ...
สาธุ