ผู้เขียน หัวข้อ: Rec-3658 สภาวธรรมกายหยาบก่อนตรัสรู้  (อ่าน 222 ครั้ง)

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4093
    • ดูรายละเอียด
Rec-3658 สภาวธรรมกายหยาบก่อนตรัสรู้
« เมื่อ: สิงหาคม 24, 2021, 02:31:39 pm »

พุทธธรรมแห่งความเมตตา วันที่ 19 สิงหาคม 2564
บทที่ 102 **สภาวธรรมกายหยาบก่อนตรัสรู้**
+ +
ในเย็นของวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2564 ณ สวนธรรมิกราช
เมื่อท่านพระยาธรรมิกราช ได้กราบนอบน้อมเข้าเฝ้าต่อองค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่านแล้ว จึงได้นอบน้อมเฝ้าทูลถามพระพุทธองค์ท่านไป ดังนี้ว่า...
“ ข้าแต่องค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เจ้าขา..
วันนี้ ลูกจะขอเฝ้าทูลถามถึง ข้อธรรม บทที่ 102 น่ะเจ้าค่ะ
พระพุทธองค์ เจ้าขา.. เพราะเหตุใดหรือเจ้าคะ ใกล้ถึงเวลาการตรัสรู้ธรรมของ
องค์พระพุทธเจ้าน้อยแล้ว –
แต่สภาวธรรมแห่งกายนี้ ยังคงดูเหมือนว่า
ยังไม่ค่อยมีความสงบสุข หรือว่ายังมีกระแสสภาวะที่กระทบมากมาย
ทำให้ดูเหมือนจะไม่มีสภาวธรรมในการรองรับ การตรัสรู้ธรรม
ขององค์พระพุทธเจ้าน้อยได้ น่ะเจ้าค่ะ
เพราะตามความคิดของลูกนั้น ลูกคิดว่า..ใกล้เวลาจะตรัสรู้เช่นนี้
สภาวะของร่างกายก็จะต้องเพียบพร้อม และจะต้องทำสมาธิ อย่างสงบตั้งมั่น
จะต้องทรงพลัง มีพลังมาก
แต่ว่า ในความเป็นจริงนั้น.. มีกิจการงานมากมาย ที่ต้องเตรียม ต้องทำ
และก็ทำพุทธพิธีตลอด.. จนร่างกายมีแต่ความเหน็ดเหนื่อย มีแต่ความอ่อนล้า น่ะเจ้าค่ะ
ลูกจึงจะขอเฝ้าทูลถามพระพุทธองค์ในข้อธรรมบทนี้ ถึงเรื่องสภาวธรรมที่เป็นในกายหยาบ
ว่า เพราะอะไร ใกล้จะตรัสรู้แล้ว..
-- แต่ยังมีความรู้สึก ในสภาวะแห่งกายหยาบ เช่นนี้ อย่างนี้ พระพุทธเจ้าค่ะ ”
- - - -
เอาละ พระยาธรรมเอย.. ก็ดีแล้วละลูก ที่ลูกนั้นสามารถที่จะพิจารณา
ตรึกตรองทบทวน รู้เท่ารู้ทัน รู้ตามสิ่งต่างๆ ทั้งหลาย..
จนครบถ้วนรายละเอียดทุกสิ่งทุกอย่าง
ทำความเข้าใจ.. แล้วก็ทำความเข้าใจอีก
เพราะชีวิต - เส้นทางแห่งชีวิตนั้น
มันไม่ใช่เรื่องที่จะรู้ จะเข้าใจได้ โดยง่ายดาย +
และโดยเฉพาะชีวิตๆหนึ่ง ที่มีสภาวธรรมหลายอย่างซับซ้อนกัน
เช่น ชีวิตของแม่ชีกชพรแล้วนั่น
ก็ยิ่งมีอะไรที่สลับซับซ้อนมากมาย
ความรู้สึกนึกคิด
สิ่งที่เป็น สิ่งที่ทำ
สิ่งที่ต้องดำเนินงาน รองรับงานทุกสิ่งทุกอย่าง
.. ดูมากมาย ดูยุ่งเหยิง
มีหลายเรื่อง หลายสิ่งหลายอย่าง หลายสภาวธรรม
... ทำให้ก่อเกิดความสับสนวุ่นวาย +
พระยาธรรมเอย.. แต่ลูกก็ดี / ท่านแม่ชีกชพรก็ดี
.. ก็ยังสามารถที่จะจับ สภาวะความละเอียดอ่อน - ของชีวิต
ของความรู้สึกทุกอย่าง ในกายนี้
และก็สามารถที่จะทำความเข้าใจ กับทุกรายละเอียดได้อย่างชัดเจน
-- แบ่งแยกออกมาได้อย่างถูกต้อง +
พระยาธรรมเอย.. และในสิ่งที่ลูกได้กล่าวถามมาในวันนี้ ก็คือ
เหตุใดเล่า ! ใกล้เวลาการตรัสรู้ - ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าน้อยแล้ว
แต่ในสภาวธรรมแห่งกายหยาบนี้ –
ยังมีกิจการงานมากมาย
ยังมีสภาวธรรมของความเหน็ดเหนื่อย
มีแต่ความวุ่นวาย อยู่ในตัวในตนนี้
... ลูกอาจเกิดความสงสัยเช่นนี้
แต่ลูกจงพิจารณาธรรมดังต่อไปนี้ให้เข้าใจ แล้วลูกก็จะรู้จะเข้าใจอย่างกระจ่างแจ้ง
ว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ อย่างนี้
พระยาธรรมเอย.. ในประการที่ 1-- นั้น
สิ่งที่ลูก และแม่ชีกชพรควรจะทำความเข้าใจ ก็คือ ต้องเข้าใจในการตรัสรู้ธรรมของ
องค์พระพุทธเจ้าน้อยเสียก่อนว่า
การตรัสรู้ธรรมนั้น คืออะไร ?
พระยาธรรมเอย.. ก็ในเมื่อดวงจิตของลูกนั้น เป็นดวงธรรม เป็นพลังจาก
องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า -- ก่อเกิดเป็นจิตสมมุติขึ้นมาเท่านั้น ++
และลูกก็ทำหน้าที่ คือ การน้อมเอาธรรมจากองค์พระพุทธเจ้า ลงสู่โลก
ด้วยการเชื่อมเสียงธรรมจากแดนพระนิพพาน
ผ่านพลังบารมีที่รวมมาเป็นสภาวธรรม เป็นจิตของลูก
-- และเชื่อมต่อลงสู่กายของท่านแม่ชีกชพร
ลูกก็เป็นดวงธรรม เป็นเพียงสภาวธรรม - จากพลังขององค์พระพุทธเจ้าเท่านั้น ++
ฉะนั้น พระยาธรรมเอย.. การตรัสรู้ธรรม จึงเป็นสิ่งที่ลูกนั้นได้ทำจนก่อเกิดขึ้น
คือ การที่ลูกสามารถที่จะน้อมเอาธรรมลงสู่โลกได้อย่างสมบูรณ์
จนทำให้ก่อเกิด องค์พระพุทธเจ้าขึ้นบนโลกอีกครั้งหนึ่ง
ในสภาวธรรมของการสื่อธรรมของลูก องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ส่งธรรม
จากแดนพระนิพพาน.. ลงสู่โลกอีกครั้งหนึ่ง
-- ก่อเกิดขึ้นในรูปแบบของ พระพุทธเจ้าน้อย *
และลูกนั้น.. ก็น้อมเอาพระธรรมอันเป็นธรรมราชาลงสู่โลก.. จนพระธรรมนั้น
ได้ก่อเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์
ถือว่า.. องค์พระธรรม ได้ก่อเกิดขึ้น *
และลูกนั้น ก็ได้วางหลักสูตรการประพฤติปฏิบัติ
แนวทางการฝึกฝน ในสายธรรม สัมมาสัมพุทธะ ปัจฉิมาสัมพุทธะ
ในหลักสูตรค้นหาตัวตนนี้ จนสมบูรณ์
กลายเป็นหนทางที่จะประพฤติปฏิบัติ สู่ความพ้นทุกข์
การดำเนินเข้าสู่ ความเป็นพระอริยบุคคล พระอริยเจ้าทั้งหลาย
-- ซึ่งก็จะก่อเกิด พระสงฆ์ ในศาสนานี้ขึ้นมา
ฉะนั้น..
องค์พระพุทธ ได้ก่อเกิดขึ้นแล้ว
องค์พระธรรม ได้ก่อเกิดขึ้นแล้ว
องค์พระสงฆ์ ก็ได้ก่อเกิดขึ้นแล้ว
... โดยสมบูรณ์ บริบูรณ์ ในที่แห่งนี้..
ทั้ง 3 ประการนี้ คือ องค์พระรัตนตรัยนั้น ได้ฟื้นฟู และก่อเกิด กำเนิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
ในกึ่งพุทธกาลนี้
* เพื่อฟื้นฟูพระพุทธศาสนา
* เพื่อต่อยอดอายุขัย ของพระพุทธศาสนา.. ให้สืบทอดไปจนครบ 5000 ปี
ฉะนั้น พระยาธรรมเอย.. การตรัสรู้ธรรม ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าน้อย นั้น
จึงเป็นการ
ก่อเกิดขึ้นแล้ว ขององค์พระพุทธ
ก่อเกิดขึ้นแล้ว ขององค์พระธรรม
ก่อเกิดขึ้นแล้ว ขององค์พระสงฆ์
... ในกึ่งพุทธกาลนี้ *
ฉะนั้น ลูกเอ๋ย.. เมื่อมีองค์พระรันตตรัย ทั้ง 3 องค์ รวมกัน
ก่อเกิดสมบูรณ์ดีแล้ว ในสภาวธรรมแห่งพระยาธรรมิกราช พระพุทธเจ้าน้อย
ซึ่งเป็นการบำเพ็ญบารมี หรือว่าการน้อมธรรม สื่อธรรมจากพระยาธรรมิกราช
รวบรวมธรรมทั้งหลาย..
จนบัดนี้ องค์พระรัตนตรัยก่อเกิดขึ้น สมบูรณ์บนโลก
รู้ตื่น รู้แจ้ง เข้าใจในทุกสรรพสิ่ง
มีการเข้าใจ ในสิ่งที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสรู้
คือ อริยสัจสี่ - ความจริง 4 ประการ
เข้าใจแล้วในเรื่องของทุกข์ และเหตุแห่งทุกข์
ที่ที่พ้นทุกข์ และหนทางที่จะดับทุกข์
และลูกนั้นก็ได้น้อมเอาธรรม อันเป็นธรรมราชา.. ลงสู่โลก
จนได้รู้ ได้เข้าใจ รู้แจ้งในวัฏสงสาร
ตามกฎแห่งกรรม กฎของความไม่เที่ยงแท้ *
ลูกนั้น.. ก็
ได้รู้กระจ่างแจ้ง ถึงเรื่องของ ร่างกาย
ได้รู้กระจ่างแจ้ง ถึงเรื่องของ ดวงจิต
และได้รู้กระจ่างแจ้ง ในเรื่องของพระพุทธศาสนา
ซึ่งก็ถือว่าทั้งหมดนี้ รวมกันมาแล้ว - สมบูรณ์ดีแล้วละลูก
พระพุทธ ได้เกิดขึ้นแล้ว
พระธรรม ได้เกิดขึ้นแล้ว
พระสงฆ์ ได้ก่อเกิดขึ้นแล้ว
-- อย่างสมบูรณ์…
นั่นละ พระยาธรรมเอย.. คือ การตรัสรู้ธรรมขององค์พระพุทธเจ้าน้อย
คือ สภาวธรรมแห่งพระพุทธเจ้าน้อย ได้ก่อเกิดขึ้นแล้ว.. ลูกเอ๋ย
ฉะนั้น พระยาธรรมเอย.. การตรัสรู้ธรรมขององค์พระพุทธเจ้าน้อย
... จึงเป็นพระธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ในกึ่งพุทธกาลนี้ - ที่สมบูรณ์ดีแล้ว
เมื่อการตรัสรู้ธรรมของพระพุทธเจ้าน้อย คือ สภาวธรรมเหล่านี้
แล้วจะเกี่ยวข้องอะไร กับสภาวธรรมแห่งกายเล่า พระยาธรรมเอย..
ฉะนั้น.. ให้ลูกจงทำความเข้าใจถึงเรื่องของการตรัสรู้ธรรม ของพระพุทธเจ้าน้อยเสียก่อน *
แล้วลูกก็จะเข้าใจว่า..
เหตุใดสภาวธรรมแห่งกาย.. จึงมีสภาวธรรมเช่นนี้ อย่างนี้ +
พระยาธรรมเอย.. และก็ด้วยว่า ท่านแม่ชีกชพรนั้น คือ
สภาวธรรมแห่งกาย -- ที่รองรับพระธรรม และกิจการงานทั้งหมด
เพื่อที่จะถ่ายทอดธรรม สื่อธรรมนั้น - จากลูก
ถ่ายทอดเป็นคำพูด เป็นเสียงที่เป็นกายหยาบ
เพื่อเป็นคลิปเสียง เป็นคำสอนออกมาเป็นตอนๆ ให้ดวงจิตทั้งหลายได้ฟัง
ให้ทุกคนได้ยินเสียงธรรม รู้แจ้งในธรรมที่องค์พระพุทธเจ้าทรงแสดง
ท่านแม่ชีกชพร.. จึงมีสภาวะแห่งการรองรับ
เปรียบเหมือน เป็นที่รองรับพระธรรมให้ก่อเกิดขึ้นได้ เท่านั้นละลูก
ฉะนั้น..
การตรัสรู้.. ก็อีกเรื่องหนึ่ง +
สภาวธรรมแห่งกายหยาบ.. ก็อีกเรื่องหนึ่ง +
-- เข้าใจเช่นนี้แล้วสินะ.. พระยาธรรมเอย
และต่อไป ประการที่ 2 –
สิ่งที่ลูกนั้นจะต้องเรียนรู้ คือ สภาวธรรมที่ต้องเรียนรู้น่ะลูก
- ยังมีอีกมากมาย
สิ่งที่ท่านแม่ชีกชพร จะต้องเป็นสภาวะแห่งกายหยาบ
ส่งสิ่งต่างๆ.. ให้ลูกได้รู้สึกนึกคิดต่างๆ – ยังมีอีกมากมาย
ลูกจะต้องเรียนรู้ และทำความเข้าใจอะไร อีกมากมายในโลกใบนี้
-- เพื่อที่จะได้รู้อย่างกว้างขวาง
-- เพื่อที่จะฉุดช่วยดวงจิต ให้ได้มากที่สุด ++
จึงเป็นสภาวธรรม ที่กายหยาบนี้ ยังคงมีสภาวะของ
ความเหน็ดเหนื่อย
ความทุกข์ ความท้อ
ความเหนื่อยล้าบ้าง ความเบื่อหน่ายบ้าง
... ยังคงมีความรู้สึกนึกคิดเหล่านี้อยู่ – เป็นธรรมดาละลูก +
ความรู้สึกในสภาวะแห่งกายหยาบก่อเกิดขึ้น..
ลูกนั้น ก็จะได้แกะเอาสภาวธรรมนั้น.. ออกมาเป็นคำถามในธรรมข้อต่างๆ
- เฝ้าทูลถาม
แล้วก็จะได้เป็นพระธรรม ในแต่ละตอน
ฉะนั้น.. ในสภาวะกายหยาบนี้ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการตรัสรู้
แต่สภาวธรรมแห่งกายหยาบนี้..
กำลังต้องเรียนรู้
กำลังต้องเป็นผู้รองรับ เรื่องราวต่างๆ
-- เพื่อที่จะดันออกมา เป็นสภาวธรรม - ที่ต้องหาคำตอบ
และเมื่อได้คำตอบ.. ก็จะได้ธรรมเกิดขึ้นในลูก นั่นละลูก ++
ฉะนั้น กายหยาบนี้.. ยังคงต้องเรียนรู้สภาวธรรมมากมาย
และจะได้ฉุดช่วงดวงจิตมากมาย ...
ต่อไป ประการที่ 3 --
ในประการที่ 3 นี้ - ลูกจะต้องทำความเข้าใจเช่นนี้ อย่างนี้ว่า..
ในสภาวะแห่งกายหยาบของท่านแม่ชีกชพร.. ยังคงต้องทำกิจการงานมากมาย
เพื่อที่จะรองรับการเผยแผ่พระธรรมก็ดี การสื่อธรรมก็ดี
ท่านพระยาธรรมิกราช.. ก็ใช้สภาวธรรม ความรู้สึกจากกายท่านแม่ชีกชพร
และท่านแม่ชีกชพร.. ก็จะต้องทำกิจต่างๆ
ทำพุทธพิธีต่างๆ เพื่อรองรับธรรม และสภาวธรรมจากพระยาธรรมิกราชอีก
ฉะนั้น ลูกเอ๋ย.. กายๆนี้ ก็ยังคงมีกิจการงานมากมาย ที่ต้องทำ
จึงเป็นธรรมดาละลูก.. ที่จะเหนื่อยบ้าง จะล้าบ้าง
จะทุกข์บ้าง ท้อบ้าง
... แต่ก็ค่อยๆ ทำไป
ต่อไป ประการที่ 4 --
ลูกก็จงพิจารณา ให้เห็นตามความเป็นจริง เช่นนี้ว่า..
ในขณะนี้ กิจการงานที่ทำอยู่นี้.. ก็มีหลายสิ่งหลายอย่าง ซับซ้อน สับสนวุ่นวาย
เป็นกิจการงานที่ยิ่งใหญ่ และละเอียดมาก
* ระดับจักรวาล ระดับความพ้นทุกข์ เลยทีเดียว ++
ฉะนั้น ลูกเอ๋ย.. ทุกวันนี้ ลูกสามารถที่จะมีสติ มีสมาธิ
ประคองให้กิจการงานผ่านไปทีละขั้น ทีละเรื่อง ทีละอย่าง
และทำความรู้แจ้ง กระจ่างแจ้งในสิ่งเหล่านั้นได้.. ก็ถือว่าดีแล้วละ +
ค่อยๆฝึกไป ค่อยๆทำไปนะ
ทุกวันนี้.. ก็เรียนรู้ไป ทำไป
วางแผนงานไป ทำกิจไปเรื่อยๆ
ก็ถือว่า ไม่ได้บกพร่องอะไร
-- เพียงแต่อาจจะเหนื่อยหน่อย ค่อยๆทำไปนะ.. พระยาธรรม
ต่อไป ประการที่ 5 --
ให้ลูกนั้น.. เข้าใจเช่นนี้ อย่างนี้ว่า
ทุกสิ่งจะค่อยๆ แข็งแกร่งขึ้น ทุกสิ่งจะค่อยๆดีขึ้น
ปรับสภาวธรรมแห่งกายหยาบนี้ ให้แข็งแกร่งขึ้น - ตามกิจการงานที่ทำ
แล้ววันหนึ่ง สภาวธรรมของแม่ชีกชพร หรือสภาวธรรมแห่งกายหยาบนี้
ก็จะแข็งแกร่งมากพอ - ที่จะรองรับกิจขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า *
นั่นละ พระยาธรรมเอย.. ลูกพอจะเข้าใจเช่นนี้ อย่างนี้ บ้างหรือเปล่าเล่า.. พระยาธรรม
+ +
พระยาธรรม :: สาธุ พระพุทธเจ้าค่ะ
ลูกพอจะเข้าใจบ้างแล้ว พระพุทธเจ้าค่ะ
เหตุที่สภาวธรรมแห่งกายหยาบ – เกิดความสับสนวุ่นวายบ้าง
ทุกข์บ้าง ท้อบ้าง
ดูเหมือนยังเป็นสภาวธรรม - ที่ไม่สามารถรองรับการตรัสรู้ธรรม
- ขององค์พระพุทธเจ้าน้อยได้
ก็เพราะว่า..
การตรัสรู้ธรรมขององค์พระพุทธเจ้าน้อยนั้น คือ ดวงธรรมของ
องค์พระพุทธเจ้าที่ส่งลงมา
เป็นดวงจิตสมมุติขึ้นมา
เป็นสภาวธรรมแห่งดวงจิตหนึ่ง
แล้วก็ดำเนินมา อยู่ในหน้าที่ของพระยาธรรมิกราช
และดำเนินกิจมา จนสามารถก่อเกิดเป็น
องค์พระพุทธ องค์พระธรรม องค์พระสงฆ์
หรือว่า มีองค์พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์
-- ก่อเกิดขึ้นในกึ่งพุทธกาล อย่างสมบูรณ์ ++
นั่นคือ สภาวธรรมของการตรัสรู้ ของพระพุทธเจ้าน้อย
คือ กิจการงาน - ที่แยกต่างหากจาก สภาวธรรมแห่งกายหยาบ
ส่วนสภาวธรรมแห่งกายหยาบนั้น.. ยังคงต้องเรียนรู้อะไรอีกมากมาย
เพื่อถอดเป็นรหัสธรรม ถอดเป็นคลิปธรรมออกมา
และแม่ชีกชพร ก็ยังคงต้องทำงานหลายอย่าง เพื่อรองรับงาน
- การเผยแผ่ธรรม
- การน้อมรับธรรม
- และการปรับสภาวธรรม
... เพื่อที่จะเผยแผ่พระธรรมต่อไปอีก ++
ทุกวันนี้ ที่มีสมาธิอยู่อย่างนี้ เช่นนี้.. ก็ถือว่าดีแล้ว *
เพราะกิจการงานที่ทำอยู่ ก็เป็นกิจการงานที่ยิ่งใหญ่
เป็นสิ่งที่เป็นระดับโลก ระดับจักรวาล
ระดับความพ้นทุกข์ที่มาก
ที่เป็นเรื่องที่ละเอียดมาก
ทุกวันนี้ ที่สามารถดำเนินได้ ก็ดีแล้ว
และอีกไม่นาน สภาวธรรมแห่งกายหยาบ - ก็คงเปลี่ยนแปลง
เข้มแข็งขึ้น เข้าใจอะไรมากขึ้น แกร่งขึ้น
... และก็จะสามารถดำเนินงานของพระพุทธองค์ต่อไป ได้มากขึ้น ++
ลูกพอจะเข้าใจเช่นนี้แล้ว พระพุทธเจ้าค่ะ
พระพุทธองค์ :: ดีแล้วละ พระยาธรรมเอย..
สภาวธรรมของกายหยาบ ก็จะค่อยๆปรับเปลี่ยนไปตามกิจการงานที่ต้องทำ
แล้ววันหนึ่ง ท่านแม่ชีกชพร.. ก็จะแข็งแกร่งมากพอ
-- ที่จะทำกิจที่ยิ่งใหญ่ ให้สมบูรณ์นะ.. พระยาธรรม
ลูกเอ๋ย.. ส่วนการการตรัสรู้ธรรมขององค์พระพุทธเจ้าน้อยนั้น..
เมื่อได้ก่อเกิดขึ้นแล้ว
ก็แสดงถึงกิจขององค์พระพุทธเจ้า - ที่สำเร็จแล้วในขั้นหนึ่ง
แล้วก็จะเจริญเติบโตในขั้นต่อไป - ในรูปแบบของพระพุทธเจ้าน้อย
พระยาธรรมเอย.. ฉะนั้น ทุกอย่างที่ก่อเกิด ล้วนแล้วแต่มีเหตุของตัวมันเอง
หากลูกได้ทำความเข้าใจ และแบ่งแยกอย่างชัดเจน
ลูกก็คงรู้เอง.. นั่นละลูก
เอาละนะ พระยาธรรมเอย.. ทีนี้ ก็คงพอจะเข้าใจแล้ว
ในเรื่องที่สภาวธรรมแห่งกายหยาบนั้นเป็นอยู่
ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. บัดนี้ ก็จงตั้งใจฟังธรรม ดังต่อไปนี้
ซึ่งเป็นพุทธพิธี ที่ทำในวันนี้
วันนี้ กชพรเอย.. ลูกนั้น ได้นอบน้อมถวายจิต กาย และใจ
ถวายชีวิต แด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้ เมื่อ 10 ปีก่อน
และลูกนั้น.. ก็ได้ทุ่มเททำกิจการงานทุกอย่าง - ตามบัญชาแห่งองค์พระพุทธเจ้า
ลูกสามารถที่จะรองรับกิจการงาน
และทำหน้าที่ของตน จนสมบูรณ์แล้ว ในวันนี้
ถือว่า เป็นเส้นชัยขั้นที่ 1 - ที่ลูกสามารถดำเนินมาจนถึงจุดที่สำเร็จแล้ว
กับการวางรากฐานการเผยแผ่พระธรรม
ต่อจากนี้ไป.. พระธรรมจะเบ่งบานบนโลกแล้วลูก +
ฉะนั้น.. ให้ลูกจงตั้งใจทำหน้าที่ของตน ให้ดี ให้เจริญยิ่งขึ้นไป
บัดนี้ ลูกนั้นจะเป็นที่พึ่งของโลก เพราะว่า เป็นสภาวธรรมแห่งกายหยาบ
ที่จะรองรับพระธรรม
และดำเนินกิจการงานขององค์พระพุทธเจ้า ในกึ่งพุทธกาล
-- ในรูปแบบของการเผยแผ่พระธรรม --
และหลวงพ่อมานิตย์ ก็เช่นเดียวกันนะ
ก็ถือว่า ได้ทำกิจการงานอันยิ่งใหญ่ -- รองรับการเผยแผ่พระธรรม ++
และก็ได้ดำเนินงานมา.. จนเป็นระยะเวลา 10 กว่าปีมานี้
ก็ถือว่า.. ได้ทำกิจของตนได้สมบูรณ์ดี ทุกประการ
และท่านทั้งสอง.. ก็เป็นบุคคลผู้รองรับ ท่านพระยาธรรมิกราช
จนวันนี้.. พระยาธรรมิกราชใกล้เข้าการตรัสรู้ธรรม.. เป็นพระพุทธเจ้าน้อยแล้ว **
ถือว่า บารมีอันยิ่งใหญ่นี้ ได้สมบูรณ์แล้ว...
ต่อจากนี้ไป.. พระธรรมจะก่อเกิดขึ้น
เบ่งบานบนโลกนี้ สว่างไสว
เป็นที่พึ่งให้กับดวงจิตทั้งหลาย.. ได้อาศัย เพื่อพ้นทุกข์
ดีแล้วละ ที่โพธิสัตว์ทุกพระองค์ และทวยเทพเทวาทั้งหลาย
และดวงจิตทั้งหลาย ในเมืองบาดาล เมืองนาค
รวมถึงมนุษย์ทั้งหลาย..
ทุกดวงจิตที่เข้ามามีหน้าที่ ในการรองรับธรรมให้ก่อเกิดขึ้นในคราวครั้งนี้
... ได้ทำกิจ ทำหน้าที่ของตนกัน ได้สมบูรณ์
จากนี้ไป อีกเพียงแค่ไม่กี่วัน
พระธรรมที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด.. จะได้เติบโต เบ่งบานบนโลกแล้ว ++
พระอาทิตย์ จะส่องสว่างทั่วโลก
พระธรรม จะนำทางดวงจิตทั้งหลาย.. ให้พ้นจากความมืดมิด พบแสงสว่างแล้ว
ลูกทั้งหลายเอ๋ย..
ช่างเป็นเวลาที่ดีเหลือเกิน
ช่างเป็นเวลาที่ดี - ดีมากในวัฏสงสารนี้
ดวงจิตทั้งหลาย จงรู้ตื่น ตื่นรู้ ในข่าวดีนั้น.
และจงนำตนนั้น.. มาสู่พระธรรม สู่กระแสธรรมอันดีแล้ว - ในที่แห่งนี้เถอะ
แล้วลูกทั้งหลาย.. ก็จะพ้นทุกข์ตาม *
เอาละนะ พระยาธรรมเอย..
บัดนี้ ลูกก็ได้แบ่งแยกชัดเจนแล้ว
ระหว่างสภาวธรรมแห่งการตรัสรู้
-- และสภาวธรรมแห่งกายหยาบ +
และก็หลวงพ่อมานิตย์ กับท่านแม่ชีกชพร.. ก็ได้ส่งมอบถวายงาน
การบำเพ็ญบารมี – ที่ได้ทำกันมา ในระยะเวลา 10 กว่าปีมานี้
บัดนี้ สิ่งที่งดงามที่สุด.. ได้ก่อเกิดขึ้นบนโลกแล้วละลูก *
คือ องค์พระพุทธเจ้าน้อย.. ได้ก่อเกิดขึ้นแล้ว
ในสภาวธรรมของโลกทิพย์ คือ พระแม่โพธิสัตว์กวนอิม
และพ่อพระอินทร์ เป็นผู้ให้กำเนิด ก่อเกิดพระยาธรรมิกราชขึ้นมา
และเฝ้าดูแล ในสภาวธรรมของโลกมนุษย์
ก็คือ หลวงพ่อมานิตย์ และท่านแม่ชีกชพร
... เป็นผู้ดูแล และอุ้มชู ให้ต้นธรรมในกึ่งพุทธกาลนี้ ก่อเกิดขึ้น
ลูกทั้งหลาย.. จงน้อมอนุโมทนาสาธุการกันทั่วโลกธาตุ
เพราะบัดนี้ ได้มีข่าวดีเกิดขึ้นแล้ว
* องค์พระพุทธเจ้าน้อย - ก่อเกิดขึ้น
* พระธรรมกึ่งพุทธกาล - ได้ก่อเกิดขึ้น
* หนทางประพฤติปฏิบัติที่ง่ายดาย เข้าสู่ความพ้นทุกข์ - ได้ก่อเกิดขึ้นแล้ว
ลูกทั้งหลาย.. จงตั้งใจดำเนินตาม ประพฤติปฏิบัติตาม.. เพื่อพ้นทุกข์กันเถอะ
+ +
พระยาธรรม :: สาธุ เจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณพระพุทธองค์ ในความเมตตาที่พระพุทธองค์
ได้ทรงเมตตาลูกทั้งหลาย ในวันนี้
ลูกพอจะเข้าใจแล้ว ถึงสิ่งที่ดีที่สุด ที่ได้ก่อเกิดขึ้น ในโลกใบนี้
ลูกทั้งหลาย.. จะตั้งใจ และขวนขวายเอาโอกาสที่ดีที่สุดนี้
ประพฤติปฏิบัติ -- นำพาจิตของตนให้พ้นทุกข์ตาม พระพุทธเจ้าค่ะ
วันนี้ ลูกจะต้องกราบลาก่อนนะเจ้าคะ เอาไว้ลูกจะมาเฝ้าฟังธรรมใหม่ พระพุทธเจ้าค่ะ...
สาธุ