ผู้เขียน หัวข้อ: Rec-3649 เกิดจากเหตุเป็นไปตามเหตุ  (อ่าน 403 ครั้ง)

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4229
    • ดูรายละเอียด
Rec-3649 เกิดจากเหตุเป็นไปตามเหตุ
« เมื่อ: สิงหาคม 04, 2021, 03:33:32 pm »



พุทธธรรมแห่งความเมตตา   วันที่  4  สิงหาคม  2564
บทที่ 93  **เกิดจากเหตุเป็นไปตามเหตุ**
+ +   

ในเช้าของวันที่  4  สิงหาคม  พ.ศ. 2564           ณ สวนธรรมิกราช
เมื่อท่านพระยาธรรมิกราชได้กราบนอบน้อมเข้าเฝ้า ต่อองค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่าน เพื่อเฝ้าฟังธรรมแล้วนั้น  จึงได้นอบน้อมเฝ้าทูลถามพระพุทธองค์ท่านไป ดังนี้ว่า...

“ ข้าแต่องค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เจ้าขา..
วันนี้ ลูกปรารถนาจะขอเฝ้าทูลถามถึง ข้อธรรม บทที่ 93 น่ะเจ้าค่ะ

พระพุทธองค์ เจ้าขา.. ลูกได้เห็นธรรมประการหนึ่ง เช่นนี้ว่า..
ทุกชีวิตทุกสรรพสิ่งในโลกใบนี้.. มีความซับซ้อนสับสน
มีเส้นทางชีวิต  หรือมีเหตุของแต่ละเหตุซับซ้อน- ก่อเกิดมาเป็นเรื่องนั้นชีวิตนั้น
ลูกนั้นมองรวมๆแล้ว.. ก็เกิดความสับสนวุ่นวาย

ลูกจึงจะขอเข้าเฝ้าทูลถามพระพุทธองค์ในข้อธรรมบทที่ 93 ว่าด้วยเรื่อง
ทำความเข้าใจความสับสนซับซ้อนของชีวิตและทุกสรรพสิ่งบนโลกใบนี้น่ะเจ้าค่ะ

ขอพระพุทธองค์โปรดทรงเมตตาแสดงธรรมนี้ให้ลูกได้ฟัง
น้อมไปพิจารณาให้เห็นแจ้งตามด้วยเถิดพระพุทธเจ้าค่ะ ”
- - - -

พระพุทธองค์ ::เอาละนะ พระยาธรรมเอย.. ถ้าอย่างนั้น ก็จงตั้งใจฟังให้ดี
ฟังแล้ว จึงค่อยน้อมธรรมนี้ ไปเผยแผ่ บอกต่อ
ปลุกจิตทั้งหลาย.. ให้ตื่นรู้ รู้แจ้งตามความเป็นจริงตาม

พระยาธรรมเอย..ทำจิตใจให้สงบตั้งมั่น
ให้จิตของลูกนั้น- วางจิตให้เป็นกลาง
ให้จิตของลูกนั้น -เป็นแต่เพียงผู้ดู ผู้รู้ ผู้เห็น
เห็นทุกสรรพสิ่งดำเนินตามเหตุของมัน

พระยาธรรมเอย.. เมื่อลูกนั้นพร้อมแล้ว
จงพิจารณาธรรม ทั้ง 5 ประการดังต่อไปนี้

ในประการที่ 1 -- ลูกจงทำความเข้าใจเช่นนี้เถิดว่า..

ทุกสรรพสิ่งล้วนแล้วแต่ - เกิดจากเหตุ
เมื่อไม่มีเหตุ - มันย่อมไม่ก่อเกิด 
และล้วนแล้วแต่ -เป็นไปตามเหตุ

เหตุมันเป็นเช่นไร - ผลก็จะดำเนินตามเหตุนั้น
แล้วก็จะดับตามเหตุ
เมื่อมันหมดเหตุแล้ว - มันก็จะดับไป

แล้วก็สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงตามเหตุได้ด้วย*
คือ ถึงแม้ว่า มันยังไม่ได้ดับไป
แต่เหตุของมันมีการเปลี่ยนแปลง -- มันก็ย่อมดับไปด้วยเปลี่ยนแปลงไปด้วย
เปลี่ยนตามเหตุที่มันเปลี่ยนแปลง

ฉะนั้นพระยาธรรมเอย..ทุกสรรพสิ่งในโลกใบนี้ในวัฏสงสารนี้..
ล้วนแล้วแต่ก่อเกิดขึ้นมาก็ด้วยว่า มันมีเหตุของมัน ทำให้มันก่อเกิดขึ้นมา

มันดำเนินไปแบบไหน - ก็ด้วยว่า.. 
มันมีเหตุของมัน - ทำให้ผลของมัน ต้องดำเนินตามเหตุนั้นไป

แล้วถ้าหากว่ามันจะต้องดับไป  เพราะว่าเหตุนั้นหมดแล้ว
ไม่มีเหตุให้ตั้งอยู่แล้ว --มันก็จะดับไป เสื่อมไป หายไป

หรือถ้าหากว่า เราปรารถนาที่จะให้อะไรสักสิ่งหนึ่ง.. เกิดการเปลี่ยนแปลง
เราก็จงเปลี่ยนแปลงที่เหตุ -- แล้วผลมันก็จะเปลี่ยนไป

ฉะนั้นพระยาธรรมเอย.. ทุกสรรพสิ่งทุกชีวิตล้วนแล้วแต่เกิดจากเหตุ
/  เปลี่ยนแปลงได้ตามเหตุ
/  ดำเนินไปตามเหตุ
/  และสิ้นสุดลงด้วย  เพราะว่าเหตุนั้น สิ้นสุดลงแล้วตามเหตุนั้น

เป็นเช่นนี้ไม่ว่าจะเป็นชีวิตของดวงจิตตั้งหลาย.. ที่เวียนว่ายตายเกิดอยู่
เป็นเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นทุกวันๆ
หรือว่า จะเป็นต้นไม้ใบหญ้า ไปยังบ้านเรือนสิ่งของข้าวของ

ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม พระยาธรรม.. ล้วนแล้วแต่ดำเนินตามเช่นนี้ละลูก

ทีนี้ ลูกก็จงพิจารณาในประการที่ 2 --เช่นนี้ว่า
ชีวิตๆหนึ่งนั้น.. ย่อมเป็นไปตามเหตุ
ชีวิตๆหนึ่งนั้น.. ย่อมเปลี่ยนแปลงตามเหตุ - และดับไปตามเหตุ

ลองพิจารณาถึงเรื่องของชีวิตดูก่อนก็แล้วกันนะ
เช่นจะยกตัวอย่าง เช่นนี้ว่า..

ดวงจิตดวงหนึ่ง - ก่อเกิดขึ้นมาแล้วในโลก..
-- ไม่สามารถที่จะแตกดับไปได้เลย - นอกจากหาทางพ้นทุกข์เท่านั้น!!

แต่จิตดวงนั้น.. ไม่ได้ใฝ่หาทางพ้นทุกข์ให้กับตน
เลือกที่จะจมอยู่ในอำนาจของกิเลสตัณหา

* เหตุก็คือ จิตก่อเกิดขึ้น
อำนาจกิเลสตัณหาครอบงำแล้ว..ก็เลยวนเวียนเวียนว่ายตายเกิดไป 

เหตุมีให้เกิด - ก็เกิดอยู่ร่ำไป
... เป็นเช่นนั้นอย่างนั้น

ชีวิตของดวงจิตหนึ่งนั้น.. ก็จะต้องดำเนินไปตาม
- อำนาจแห่งวัฏสงสารบ้าง
- อำนาจแห่งกิเลสตัณหาบ้าง
- อำนาจของกรรมบ้าง

เพราะตนได้ทำเหตุ  คือการเลือกที่จะอยู่ในนี้+
-- เลยถูกอำนาจของวัฏสงสาร กิเลสตัณหา และกรรม - ครอบงำให้ดำเนินไป
จึงกลายเป็นเส้นทางชีวิตในวัฏสงสารนี้ขึ้นมา..

หรือจะสมมุติขึ้นมาทำความเข้าใจพิจารณาตาม - ในรูปแบบชีวิตอีกดวงจิตหนึ่งเช่นนี้ว่า..

เมื่อดวงจิตดวงนั้นก่อเกิดขึ้นมาแล้ว..
เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารนี้ยาวนานพอควร
และเห็นทุกข์ในการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารนี้..
-- จึงตั้งใจที่จะประพฤติปฏิบัติฝึกฝนตน - ตามคำสอนขององค์พระพุทธเจ้า
... เพื่อที่จะได้หลุดจากการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารนี้ จะได้ไม่ทุกข์อีก

และดวงจิตดวงนั้น.. ก็ทำเหตุ คือ การสร้างกรรม
หรือการทำกรรมที่ดีตามคำสอนของ
องค์พระพุทธเจ้า

กรรมที่ดีก็ย่อมส่งผล - พาให้ดำเนินไปในทางที่ดี
และการสั่งสมความดี  ลดละกิเลสตัณหา ก็ทำไปเรื่อยๆ
...ย่อมเป็นเหตุที่จะค้ำหนุนให้จิตดวงนั้น.. ถึงซึ่งความหลุดพ้นได้ ในที่สุด +

ก็ด้วยว่าจิตดวงนั้น ได้เลือกแล้วว่า..
จะทำเหตุของตนคือการออกจากที่นี่ไปเพื่อพ้นทุกข์
จะทำเหตุของตน - ด้วยการประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
... เพื่อจะได้พ้นทุกข์

เลือกที่จะทำเหตุแล้ว - ด้วยการสร้างแต่กรรมที่ดี สร้างแต่เหตุที่ดี
และมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน คือ พระนิพพาน 
คือออกจากที่นี่ไป

เมื่อทำเหตุเช่นนั้น  วางแบบของเหตุแห่งชีวิตเช่นไร
-- ชีวิตก็ย่อมจะดำเนินไปตามเช่นนั้นละลูก

หรือจะสมมุติดวงจิต
เส้นทางดวงจิตที่เป็นพระโพธิสัตว์.. ผู้ที่จะสั่งสมความดีเพื่อฉุดช่วยดวงจิตอื่น
ดวงจิตในกลุ่มนี้.. ก็เหมือนกัน

ถึงแม้ว่าตนจะรู้ว่า.. จะสร้างความดีเพื่อข้ามพ้นวัฏสงสาร
แต่ตนก็ยังไม่สามารถไปได้เลยในทีเดียว
เพราะความตั้งใจของตน -ตั้งใจว่าจะสั่งสมความดีให้มาก
... เพื่อจะฉุดช่วยผู้อื่นให้พ้นทุกข์ไปด้วย +

ฉะนั้น.. จึงต้องใช้เวลาในการสร้างสั่งสมความดียาวนาน  ตามเหตุของดวงจิตดวงนั้น
ที่ได้ตั้งระบบตั้งโปรแกรมเอาไว้

ฉะนั้นลูกทั้งหลายเอ๋ย..  ชีวิตทุกชีวิต - ก็ย่อมก่อเกิดขึ้นตามเหตุ ลูก +

ดวงจิตใดมีเหตุของตนไว้เช่นไร.. ผลก็ย่อมต้องเป็นไปตามเช่นนั้น อย่างนั้น
ดวงจิตใดมีความตั้งใจไว้เช่นไร  เลือกที่จะเป็นเช่นไร
-- ชีวิตหรือเส้นทางชีวิตของตน.. ก็ย่อมจะเป็นไปตามเช่นนั้นอย่างนั้น ++

และเมื่อเรานี้ -ต้องการให้ชีวิตของเราเปลี่ยนแปลง
-- เราก็จะต้องเปลี่ยนแปลงที่เหตุก่อน *
คือมีความเห็นที่ถูก มีการกระทำที่ถูก
ชีวิตของเรา.. ย่อมจะดำเนินไปในทางที่ถูก

เพราะเราเปลี่ยนระบบการตั้งโปรแกรมชีวิตใหม่
เหตุเปลี่ยนแปลงไป.. ชีวิตก็ย่อมต้องเปลี่ยนแปลงตาม
... เช่นนี้ละ ลูกทั้งหลายเอ๋ย

ฉะนั้น..  เรื่องราวของชีวิตแห่งดวงจิตทั้งหลาย
... ก็ย่อมเป็นไปตามระบบที่ตนเองได้ตั้งเอาไว้

นั่นคือความเหมือนกันคือทุกคนได้ตั้งโปรแกรมชีวิตของตนไว้เช่นไร
ตนก็จะดำเนินเส้นทางชีวิต - ในแบบนั้นละลูก

แต่ถ้าหากว่าตนนี้ คิดว่าจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข- ตามความรู้ ความเข้าใจของตน
-- ชีวิตก็ต้องเป็นตามนั้นด้วยเช่นเดียวกัน

และเมื่อตนต้องการที่จะออกจากที่นี่ไป
ต้องการจะดับเหตุแห่งการเกิด
...เมื่อวันหนึ่งที่ลูกสามารถดับเหตุแห่งการเกิดได้/เหตุจะเกิดไม่มี
-- การเกิด.. ก็ย่อมต้องดับไปตามเหตุด้วย --

เช่นนี้ละ พระยาธรรมเอย..  มันคือเรื่องราวของชีวิตทุกชีวิตในวัฏสงสารนี้
ทุกชีวิตก่อเกิดขึ้นมาแล้ว แตกดับไม่ได้
.. จึงต้องเวียนว่ายเวียนวนอยู่ในวัฏสงสารนี้

ใครเลือกที่จะทำแบบไหนเลือกที่จะตั้งโปรแกรมชีวิตของตนแบบไหน..
วางแบบวางแผนรูปแบบชีวิตของตนไปในทางที่ดี
วางแบบวางแผนรูปแบบชีวิตของตนไปในทางที่ไม่ดี
หรือวางแบบแผน - ที่จะออกจากวัฏสงสารนี้ไป

ลูกคิดเช่นไรเห็นเช่นไรทำเช่นไร
ระบบชีวิตของลูก..ก็ย่อมเป็นไปตามนั้นนั่นละพระยาธรรม

แล้วที่มันดูสับสนวุ่นวายมาก - ก็เพราะว่า..
- แต่ละคนมีความคิดความเห็นที่แตกต่างกัน
- มีความรู้ความเข้าใจที่แตกต่างกัน
- มีการกระทำที่แตกต่างกัน

ชีวิตนั้น.. ก็เลย
เป็นเรื่องสับสนวุ่นวาย
เป็นเรื่องที่ซับซ้อน
เป็นเรื่องที่ตนเท่านั้น.. ที่จะเข้าใจชีวิตเส้นทางชีวิตของตนเองได้ดีที่สุด

ฉะนั้น.. ความสับสนวุ่นวายของชีวิตมากมาย.. ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร !
เพราะเราไม่ได้ไปยุ่งกับชีวิตของใคร

เรามีหน้าที่เพียงแค่.. 
เอาชีวิตของตน - ให้รอด
เอาชีวิตของตน - ให้ดำเนินไปสู่ทิศทางที่ดี
-- นำพาตน ให้ดับการเกิดให้ได้เท่านั้น.. พระยาธรรมเอย

ฉะนั้น.. จงตั้งใจดูเส้นทางชีวิตของตนก็แล้วกัน

ส่วนบุคคลผู้ที่เกิดมาเพื่อที่จะฉุดช่วยดวงจิตอื่นด้วย อย่างลูกเป็นต้น
ลูกก็ค่อยๆเรียนรู้ไป  พิจารณาตามไป

เมื่อเรารู้เรา - เราก็จะรู้เขา 
เมื่อเราเข้าใจแล้วในระบบกลไกต่างๆ - เราก็จะรู้ตามความเป็นจริง

แล้วก็จะสามารถฉุดช่วยยดวงจิตอื่นได้เท่าที่พอจะช่วยได้นั่นละ.. พระยาธรรมเอย

ต่อไปประการที่ 3--
ให้ลูกนั้นลองพิจารณาถึงสิ่งของสิ่งหนึ่ง.. ก็ย่อม
- เกิดขึ้นตามเหตุ
- เป็นไปตามเหตุ
- เปลี่ยนแปลงตามเหตุ
- และดับไปตามเหตุ..เป็นธรรมดา

ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน..
ก็ย่อมต้องมีเหตุว่า เจ้าของนั้น หาเงินหาทอง เพื่อที่จะสร้างมันขึ้นมา..
ก็ย่อมต้องมีเหตุตั้งแต่เหตุเล็กเหตุน้อยจนเหตุใหญ่- ค้ำหนุนกันไป
... จนก่อให้เกิดเป็นบ้านหลังหนึ่งขึ้นมา

รถสักคันหนึ่ง ก็ย่อมต้องมีเหตุ
ตั้งแต่บุคคลผู้คิดค้นเรื่องรถสร้างรถขึ้นมา
คนที่คิดวางแผนจะซื้อรถ - เก็บเงินมา
คนที่สั่งสมเงินทอง -กว่าจะได้มาซื้อรถคันนี้มา
-- มันมีเหตุปัจจัยมีองค์ประกอบหลายอย่างกว่าจะเป็นรถได้คันหนึ่ง

รถนั้นก็เลย..
เกิดจากเหตุ
มีเหตุให้เกิด - เลยเกิดตาเหตุนั่นละลูก +

และสิ่งของ ข้าวของมากมายบนโลกใบนี้ - ก็เป็นเช่นนี้ อย่างนี้ละ.. พระยาธรรมเอย
ทุกอย่าง.. ล้วนแล้วแต่เกิดจากเหตุลูก

และเมื่อเราใช้มันไปกาลเวลายาวนานผ่านไป
-- มันก็ย่อมต้องเสื่อมไป พังไปตามกาลเวลา --

เหตุเกิดเช่นไร - ก็เกิดตามเหตุ
เหตุเปลี่ยนแปลงไปในทางใด - ก็เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุ +

ถ้าหมดเหตุเมื่อไหร่ 
เหตุนั้นดับไป - มันก็ดับตามเหตุนั่นละลูก

เช่นวันหนึ่ง ที่มันต้องเสียไป พังไป - เกิดจากอุบัติเหตุ
เหตุของการเสียก็คือเกิดจากอุบัติเหตุ

วันหนึ่ง บ้านนั้นต้องพังไป.. ก็เกิดจาก
กาลเวลาที่ยาวนาน - ทำให้บ้านผุพังไป
การก่อสร้างที่ไม่แข็งแกร่งมั่นคงเพียงพอ
... เช่นนี้ เป็นต้นละ พระยาธรรม

ฉะนั้น..  สิ่งของสิ่งหนึ่งในโลกใบนี้ ก็ล้วนแล้วแต่
/  เกิดตามเหตุ
/  เป็นไปตามเหตุ
/  เปลี่ยนแปลงตามเหตุ
/  และดับตามเหตุ.. เป็นธรรมดา

พระยาธรรมเอย..  ต่อไปประการที่ 4 --
เรื่องราวเรื่องหนึ่ง.. ก็ย่อมเกิดขึ้นตามเหตุ 
เป็นไปตามเหตุเปลี่ยนแปลงตามเหตุ และดับตามเหตุ
- เหมือนกันนั่นละลูก -

เช่น
มีเรื่องที่เป็นข่าวดี - ก็เป็นเพราะว่ามันมีเหตุให้ดี
มีเรื่องที่เป็นข่าวร้าย - ก็เพราะว่ามันเป็นเหตุที่ได้ทำ  ทำให้มันเกิดเรื่องร้ายขึ้นมา

มีเหตุให้เรื่องอะไรเกิดขึ้นบนโลกนี้ - เรื่องนั้นก็เกิดขึ้นตามเหตุของมัน +

พระยาธรรมเอย..  อย่างเช่น
เรื่องราวของการก่อเกิดสำนักสัมมาสัมพุทธะ ปัจฉิมาสัมพุทธะนี้..
ก็ด้วยว่ามีเหตุ คือ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า..จะประกาศธรรมในกึ่งพุทธกาล

มีการวางการเผยแผ่พระธรรม
มีแบบมีแผนของการที่จะนำธรรมลงสู่โลกในกึ่งพุทธกาล
... เพื่อจะฉุดช่วยดวงจิตทั้งหลาย

จึงก่อให้เกิด มีลูกขึ้นมา
ก่อให้เกิด มีสายธรรมขึ้นมา
ก่อให้เกิดภารกิจ  กิจต่างๆที่ลูกต้องดำเนินมาๆ จนถึงวันนี้
แล้วก็ต้องดำเนินไป..

สิ่งเหล่านี้ ก็คือ เรื่องราวเรื่องหนึ่ง.. ที่เรานี้ก็
เข้าใจได้แค่เพียงเฉพาะตัวของเรา
เข้าใจแค่เพียงเฉพาะกลุ่มคน- ที่มีความเกี่ยวข้องด้วยบุญสัมพันธ์
-ที่ฟังรู้เรื่องและเข้าใจ

เรื่องราวดีๆเช่นนี้ ก่อเกิดขึ้น.. ก็สามารถรู้ และเข้าถึงได้
เพียงแค่เฉพาะกลุ่มคนที่มีความศรัทธา+
มีรอบบุญมีเหตุที่หมุนเข้ามาเจอแล้วเท่านั้น +

ฉะนั้นพระยาธรรมเอย..  ทุกเรื่องราวในโลกใบนี้
...ก็ล้วนแล้วแต่มีเหตุเป็นของของตน

และเหตุนั้น.. ก็พาให้เกิดขึ้น  พาให้ตั้งอยู่พาให้แปรเปลี่ยนไปตามเหตุ
และในที่สุด..ก็จะดับไปตามเหตุ

ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม --ทุกอย่างก็ดำเนินตามเช่นนี้ละ ลูก
แล้วก็แบ่งแยกออกมาได้ เป็น 3 ประการ เช่นนี้ละ
คือ
ชีวิตของดวงจิตทั้งหลาย
สิ่งของข้าวของ ที่มีอยู่ในวัฏสงสารนี้ทั้งหมด
แล้วก็คือเรื่องราวต่างๆ ที่ก่อเกิดขึ้นในวัฏสงสารนี้

ชีวิตทั้งดวงจิต
ชีวิตทั้งเรื่องของธรรมชาติคือต้นไม้ต่างๆ

ทุกอย่างที่มีชีวิตในแบบธรรมชาติ- หรือมีชีวิตในแบบดวงจิต
ธาตุอากาศดินน้ำลมไฟระบบกลไกแบบธรรมชาติ
-- มันก็ดำเนินไปตามรูปแบบชีวิตของมัน

ลูกเอ๋ย..
จะเป็นสิ่งของ ข้าวของต่างๆ -ก็เกิดขึ้นตั้งอยู่ดำเนินไปตามเหตุของมัน
จะเป็นเรื่องราวต่างๆ -มันก็เกิดขึ้นตั้งอยู่  ดำเนินตามเหตุของมัน

พระยาธรรมเอย..  เมื่อลูกได้พิจารณาธรรมจนเข้าใจธรรมทั้ง 4 ประการนี้แล้ว
ลูกก็ย่อมจะเข้าใจได้ดีว่า..

ในประการที่ 5 --
ชีวิตเรื่องราวสิ่งของข้าวของในวัฏสงสารนี้.. จึง
เป็นไปตามเหตุของตน
เปลี่ยนแปลงตามเหตุของตน
และในที่สุด.. ก็จะดับไปตามเหตุของตน

ถึงแม้ว่า สิ่งทั้งหลายเหล่านี้.. จะไม่ปรารถนาให้เป็นเช่นนั้น
-- แต่ก็จะต้องเป็นเช่นนั้น -ตามเหตุ

ฉะนั้น.. จึงแลดูแล้วดูรวมๆแล้ว -- มันเหมือนจะสับสนวุ่นวายกันไปหมด
ซับซ้อนมากมาย 
ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรมากมาย

แต่ว่าถ้าหากว่าลูกทำความเข้าใจ เช่นดังธรรมที่ได้กล่าวไปแล้ว..
ลูกก็จะเห็นเป็นธรรมดา นั่นละลูก

ทุกชีวิต.. เป็นไปตามเรื่องราวชีวิตของตนเอง
สิ่งที่ตนเลือกทำ เลือกคิด เลือกดำเนิน

ต้นไม้ดินฟ้าอากาศ ธรรมชาติ -  เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุของมัน

เช่น ตัดไม้ทำลายป่ามาก  เผาป่า
หรือว่าทำในสิ่งที่ก่อให้เกิดโลกร้อนทำลายธรรมชาติมาก
ธรรมชาติก็เปลี่ยนไปตามเหตุ
ชีวิตก็เปลี่ยนไปเหตุ --
ทุกอย่าง.. ก็ดำเนินไปตามเหตุของมัน

ลูกทั้งหลายเอ๋ย..  สิ่งก่อสร้าง - สร้างขึ้นมามากมาย
... ก็มีสิ่งของข้าวของขึ้นมามากมาย
มีอะไรเยอะแยะมากมายไปหมด
แล้วก็เกิดขึ้นตามเหตุ - ตั้งอยู่ตามเหตุ - ดับไปตามเหตุของมัน เช่นนั้น อย่างนั้น

เรื่องราวชีวิตก็สรางเรื่องนั้น ทำเรื่องนี้  ทำเหตุนั้นเหตุนี้ 
เรื่องดีบ้าง -ไม่ดีบ้าง

เกิดขึ้นทุกวัน -แล้วก็พากันเกิดไป
เกิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ เรื่องโน้น.. จนสับสนวุ่นวายไปหมด
-- มันก็เป็นธรรมดาของมันอย่างนั้นละ..

ทีนี้ เมื่อเรารู้  เราเข้าใจแล้วว่า..
ในที่สุดแล้ว.. ทุกสรรพสิ่ง ก็เป็นธรรมดาเช่นนั้น

เกิดตามเหตุ
เป็นไปตามเหตุ
เปลี่ยนแปลงตามเหตุ
และดับตามเหตุ
-- ไม่มีอะไรเป็นอะไร --

และที่สำคัญก็คือทุกสรรพสิ่ง..เป็นสิ่งสมมุติทั้งหมด
ไม่มีอะไรที่เราจะต้องไปจริงจังกับมันมากมาย

จงตื่นรู้-รู้ตามความเป็นจริง
และจงพาจิตของตน - ปลดล็อกเรื่องราวชีวิตของตน..ให้คลายจากสิ่งที่ไม่ดี
ทำในสิ่งที่ดี
และอย่าไปยึดติดยึดถือกับมัน

ปลดล็อกชีวิตของตน..ให้เป็นอิสระเถอะ
* นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด.. พระยาธรรมเอย

ลูกพอจะเข้าใจเช่นนี้ อย่างนี้ บ้างแล้วหรือยังเล่า
จงกล่าวธรรมนั้นมาเถอะ.. พระยาธรรม

+ +
พระยาธรรม::  สาธุ พระพุทธเจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณพระพุทธองค์  ที่ทรงเมตตาแสดงธรรมนี้ให้ลูกได้ฟังพระพุทธเจ้าค่ะ

ลูกพอจะเข้าใจแล้วว่า..
ที่ชีวิตนั้น.. ดูสับสนวุ่นวาย  ดูซับซ้อน
ดูเหมือนว่ามันมีอะไรเยอะแยะมากมาย

และทุกสรรพสิ่งบนโลก.. ก็เช่นเดียวกัน
ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ
เป็นสิ่งของข้าวของ 
หรือว่าเป็นเรื่องราวต่างๆ
--มันก็มีความแตกต่างกันมากมาย..

สิ่งเหล่านี้..มันเป็นเพราะว่ามัน
มีเหตุเกิด
มีเหตุทำให้มันเกิด
มีเหตุทำให้มันดำเนินไป
มีเหตุทำให้มันเปลี่ยนแปลงไป
และดับไปเป็นธรรมดา

ทุกสรรพสิ่ง.. ล้วนแล้วแต่เกิดตามเหตุเป็นไปตามเหตุและดับตามเหตุ
ไม่ว่าจะเป็นชีวิตของดวงจิตทั้งหลาย
หรือชีวิตของระบบธรรมชาติ- ต้นไม้ภูเขาลำธารธาตุอากาศต่างๆ
หรือจะเป็นสิ่งของข้าวของ
เป็นเรื่องราวต่างๆ
... มันก็ย่อมเป็นไปตามเหตุของมันเช่นนั้นอย่างนั้นเอง++

ลูกพอจะเข้าใจและเห็นตามความเป็นจริงเช่นนี้แล้ว พระพุทธเจ้าค่ะ

และลูกก็เข้าใจในเรื่องของสายธรรม -แต่ละสายธรรม
ว่า.. ทำไมจึงมีเหตุของแต่ละสายธรรม ที่แตกต่างกันไป+

ลูกพอจะเข้าใจเห็นทุกสรรพสิ่ง
เห็นตั้งแต่ต้นตอของการก่อให้เกิดเหตุนั้นเรื่องนั้น
ดำเนินไปตามสิ่งนั้นเรื่องราวนั้นๆ
... พอจะเข้าใจแล้วพระพุทธเจ้าค่ะ

กราบขอบพระคุณพระพุทธองค์  ที่ทรงเมตตาแสดงธรรมนี้ให้ลูกได้ฟังนะเจ้าคะ
วันนี้ ลูกต้องกราบขอลาก่อน   ไว้ลูกจะมาเฝ้าฟังธรรมใหม่  พระพุทธเจ้าค่ะ…

สาธุ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 28, 2022, 07:13:50 pm โดย thanapanyo »