ผู้เขียน หัวข้อ: Rec-3647 หมุนธรรมจักรกึ่งพุทธกาล  (อ่าน 416 ครั้ง)

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4229
    • ดูรายละเอียด
Rec-3647 หมุนธรรมจักรกึ่งพุทธกาล
« เมื่อ: สิงหาคม 02, 2021, 07:34:46 am »


พุทธธรรมแห่งความเมตตา   วันที่  2  สิงหาคม  2564
บทที่ 91**หมุนพระธรรมจักรกึ่งพุทธกาล**
+ +   

ในเย็นของวันที่  1 สิงหาคม  พ.ศ. 2564          ณจังหวัดสระบุรี
เมื่อท่านพระยาธรรมิกราชได้กราบนอบน้อมเข้าเฝ้า ต่อองค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่าน เพื่อเฝ้าฟังธรรมแล้วนั้น   จึงได้นอบน้อมเฝ้าทูลถามพระพุทธองค์ท่านไป ดังนี้ว่า...

“ ข้าแต่องค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เจ้าขา..
วันนี้ ลูกจะขอเฝ้าทูลถามถึง ข้อธรรม บทที่ 91 น่ะเจ้าค่ะ

พระพุทธองค์เจ้าขา..ลูกจะขอเฝ้าทูลถามในข้อธรรมบทนี้
ในเรื่องของรหัสงานที่ลูกทำอยู่ดำเนินอยู่น่ะเจ้าค่ะ

วันนี้ ลูกได้เดินทางมาเพื่อที่จะมาทำพุทธพิธีณ พระธาตุเจดีย์ใหญ่ที่วัดพระธรรมกาย
เพื่อน้อมพลังพุทธบารมีพระธรรมจักรที่ลูกนั้นจะต้องสร้างขึ้นในอีก 2เดือน -หลังจากตรัสรู้
และจะได้เป็นพลังบารมีที่จะหมุนรอบพระพุทธศาสนา.. เข้าสู่ยุคกึ่งพุทธกาล
ไปจนยุคหลังพุทธกาลจนสิ้นสุดพระพุทธศาสนา..

อัญเชิญพระธรรมจักรของพระพุทธองค์
และลูกก็เห็นว่า.. มีพุทธพิธีในโลกทิพย์มากมายหลายพุทธพิธี
ซึ่งก็เป็นขั้นเป็นตอนเชื่อมต่อส่งพลังลงมา

ลูกจึงจะขอเฝ้าพระพุทธองค์ถึงสภาวธรรมของการอัญเชิญพลังบารมีพระธรรมจักรที่ใหญ่ที่สุดในโลก
... เพื่อหมุนรอบพระธรรมจักร - เข้าสู่ยุคกึ่งพุทธกาลน่ะเจ้าค่ะ

และจะได้หมุนรอบธรรมจักรของพระพุทธองค์.. สู่ยุคหลังกึ่งพุทธกาล
- จนสิ้นสุดพระพุทธศาสนา

ขอพระพุทธองค์โปรดทรงเมตตาแสดงธรรมอธิบายสภาวธรรมนี้ให้ลูกได้ฟังด้วยเถิด
พระพุทธเจ้าค่ะ ”
- - - -

พระพุทธองค์ ::เอาละนะ พระยาธรรมเอย..  ถ้าอย่างนั้น ก็ดีแล้วละลูก
ลูกนั้นได้ทำกิจต่างๆตามรหัสงาน
และได้อัญเชิญพลังบารมีในแต่ละทิศแต่ละที่ -จนครบสมบูรณ์แล้ว

และในวันนี้ก็เป็นวันที่ลูกเดินทางมาตามรหัสงานด้วยเช่นเดียวกัน
เพื่อน้อมอันเชิญพลังจักรพรรดิแห่งพระพุทธศาสนา
คือ พลังธรรมที่จะขับเคลื่อนหมุนพระธรรมจักรนั้น.. ให้กับดวงจิตทั้งหลายได้เข้ามาสู่กระแสธรรม

พระยาธรรมเอย..  ฉะนั้นลูกจงตั้งใจฟังให้ดีนะ
บุคคลผู้ที่จะหมุนธรรมจักรในกึ่งพุทธกาลได้.. จะต้องเป็นบุคคลผู้เข้าใจในธรรมจักรนั้น
ได้เป็นอย่างดี
-- จึงจะสามารถที่จะหมุนรอบธรรมจักรกึ่งพุทธกาลได้  *

ฉะนั้น.. เมื่อลูกก่อเกิดขึ้นมาแล้ว 
และได้เรียนรู้ศึกษาทำความเข้าใจแล้วถึงพระธรรมกึ่งพุทธกาล
และลูก ก็จะเป็นบุคคลผู้หมุนพระธรรมจักรในกึ่งพุทธกาลนี้

ฉะนั้น วันนี้.. ข้อสอบของลูกการถอดรหัสธรรมของลูก
และการที่จะอัญเชิญพระธรรมจักรที่ใหญ่ที่สุดในโลก - กลับคืนสู่สวนธรรม

สร้างขึ้นมา..เพื่อหมุนธรรมจักรในกึ่งพุทธกาล
สืบทอด - ต่อยอดพระพุทธศาสนาไป จนกว่าจะสิ้นสุด 5000 ปี นั้น

ลูกจงแสดงธรรมอันเป็นพระราชา
แสดงธรรม เพื่อหมุนพระธรรมจักรให้ได้เถอะ.. พระยาธรรม

เมื่อลูกสามารถแสดงธรรมเหล่านั้น..ได้อย่างถูกต้อง
รหัสจากโลกทิพย์.. จะปลดล็อกพลังบารมีแห่งธรรมจักรที่ใหญ่ที่สุดในโลก..ลงสู่โลก
และให้ลูกได้น้อมอัญเชิญไปสร้างไว้ในแดนธรรมิกราช - เพื่อฉุดช่วยดวงจิตทั้งหลาย..

จงกล่าวธรรมเหล่านั้นมาเถอะ.. พระยาธรรม

+ +
พระยาธรรม::  สาธุ พระพุทธเจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณพระพุทธองค์ ที่ทรงเมตตาให้โอกาสลูกได้ลองพิจารณาถึงธรรม
อันเป็นธรรมราชา -
ธรรมอันเป็นธรรมที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้

ลูกจะขอโอกาสอธิบายตามที่ลูกพอจะเข้าใจ
หากผิดพลาดประการใด..
ขอพระพุทธองค์โปรดทรงเมตตาชี้ทางสว่างให้แก่ลูกด้วยพระพุทธเจ้าค่ะ

ตามความเข้าใจของลูกนั้น.. ลูกเข้าใจว่า

พระธรรมจักรของพระพุทธองค์หมุนรอบเกิดขึ้นได้ -- ด้วยเพราะพระองค์ได้เข้าใจแตกฉานในธรรมเข้าใจแตกฉาน  รู้ตื่นรู้แจ้งโลก  ตรัสรู้ธรรมเป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ด้วยธรรม 4 ประการคืออริยสัจ 4พระพุทธเจ้าค่ะ

และลูกก็จะขอแบ่งออกมาเป็นธรรม 5 ประการเช่นนี้พระพุทธเจ้าค่ะ

ในประการที่ 1 --นั้น
คือพระพุทธองค์ทรงเห็นทุกข์  ทรงรู้ทุกข์

เห็นว่าการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารนี้นั้น -เป็นทุกข์
การเกิดการแก่การเจ็บและการตาย/ การพลัดพรากจากสิ่งของอันเป็นที่รักที่พอใจนั้น - เป็นทุกข์

ตราบใดที่ถ้าหากว่าเรายังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารนี้อยู่..
-- เราก็จะเป็นทุกข์อยู่ร่ำไป
เราจะเป็นผู้ที่จมอยู่ในทะเลทุกข์นี้...

พระพุทธองค์ทรงมองเห็นทุกข์  พระพุทธองค์ทรงรู้ทุกข์  และเข้าใจในทุกข์เหล่านี้
พระพุทธองค์ทรงมีความเห็นที่ถูก
ซึ่งเห็นว่า.. การเวียนวนเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารนี้นั้น.. เป็นทุกข์ยิ่งนัก  !!

พระพุทธองค์จึงทรงเป็นผู้เข้าใจความจริงประการที่ 1--คือ
การเห็นทุกข์รู้ทุกข์เข้าใจในทุกข์อย่างถูกต้องพระพุทธเจ้าค่ะ

และบุคคลผู้ใดก็ตามที่ถ้าหากว่าจะพ้นทุกข์ได้ -- ก็จะต้องเป็นบุคคลผู้เห็นตาม
ที่พระพุทธองค์ทรงชี้บอกว่า..
การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารนั้น - เป็นทุกข์
การเกิดการแก่ การเจ็บ และการตาย การพลัดพรากจากกันนั้น - มันเป็นทุกข์

และเป็นสิ่งที่เราทุกคนหลีกเลี่ยงไม่ได้ !
เป็นสิ่งที่เราจะจมอยู่ในทะเลทุกนี้อยู่เรื่อยไป..

บุคคลจะต้องมีการเห็นทุกข์รู้ทุกข์เข้าใจในทุกข์เช่นนี้ - ตามคำสอนของพระพุทธองค์
... จึงจะเป็นบุคคลผู้ที่มีความเห็นถูก*
-- และจึงจะสามารถที่จะยกตนออกจากทุกข์นี้ไปได้ --

หากใครยังเห็นว่า..การเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสาร
การเกิดการแก่ การเจ็บและการตาย/การพลัดพรากจากสิ่งของอันเป็นที่รัก ที่พอใจ
เรื่องเหล่านี้..เป็นเรื่องที่ไม่มีทุกข์
หรือว่าไม่เห็นทุกข์อยู่ในสิ่งเหล่านี้
... ยังเป็นเรื่องดีในการเวียนว่ายเวียนวนอยู่..

บุคคลผู้นั้น.. ก็ย่อมเป็นบุคคลผู้มีความเห็นผิด
และย่อมต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารนี้  หาที่สิ้นสุดไม่ได้ ไม่เจอ
... เช่นนี้พระพุทธเจ้าค่ะ

ฉะนั้น..  บุคคลผู้ที่จะสามารถพ้นทุกข์ได้
--จึงจำเป็นที่จะต้องเป็นบุคคลผู้เข้าใจในความจริงข้อที่ 1หรือประการที่ 1-นี้ว่า

* แท้ที่จริงแล้ว..
ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น
ทุกข์เท่านั้นที่ดำเนินอยู่
และทุกข์เท่านั้นที่ดับไป

ไม่มีเรามีตัวตนของเรา -ในวัฏสงสารนี้
ทุกสรรพสิ่ง.. เป็นสิ่งสมมุติ

รู้ตื่นเห็นทุกข์ตามองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
จึงจะสามารถที่จะรู้ตื่นรู้แจ้งตามความเป็นจริงในประการที่ 1
--จึงจะสามารถเป็นผู้ตื่นรู้ได้พระพุทธเจ้าค่ะ

พระพุทธองค์ ::เอาละนะ พระยาธรรมเอย..  ดีแล้วละ
ถ้าอย่างนั้น แสดงว่าลูกพอจะเข้าใจในอริยสัจ 4-ประการที่ 1

และพอที่จะเข้าใจ - มากพอที่จะรู้ตามความเป็นจริง
มากพอที่จะไม่ปล่อยให้ตนจมอยู่ในความทุกข์นี้ +

ต่อไปประการที่ 2เล่า
จงกล่าวธรรมนั้นมาเถอะ.. พระยาธรรม

+ +
พระยาธรรม::  สาธุ พระพุทธเจ้าค่ะ

พระพุทธองค์ เจ้าขา..  ธรรมในประการที่ 2 --
ก็คือความจริง 4 ประการหรืออริยสัจ 4 ข้อที่ 2 คือ

เมื่อเรารู้ทุกข์เห็นทุกข์เข้าใจทุกข์แล้ว
เราก็ควรที่จะรู้ว่า..อะไรคือเหตุแห่งทุกข์พระพุทธเจ้าค่ะ

ซึ่งเหตุแห่งทุกข์นั้น.. ก็เกิดจากดวงจิตของเราก่อเกิดขึ้นแล้ว -ไม่สามารถแตกดับได้
-- แต่จิตไม่มีภูมิต้านทาน..ก็เลยถูกอำนาจของเชื้อกิเลสตัณหาครอบงำ
คือ ความหลงความรักความโลภและความโกรธ
ความอยากและไม่อยากนั้น -ครอบงำ
จึงเป็นเชื้อบ่มเพาะจิตของเรา..ให้สร้างกรรมให้เกิดให้มีอยู่ร่ำไป

เหตุแห่งการเกิดก็คือเหตุแห่งการทุกข์
เพราะถ้าไม่เกิด..ก็จะไม่ทุกข์อีก

ฉะนั้น.. เหตุแห่งทุกข์จึงเป็นการที่จิตนั้นพัวพันข้องเกี่ยวกับความหลงความรักความโลภ
และความโกรธความอยากและไม่อยาก

สิ่งเหล่านี้.. จึงเป็นเชื้อกิเลส เชื้อตัณหาเป็นเหตุแห่งทุกข์
เมื่อจิตปราศจากเชื้อเหล่านี้.. จิตย่อมเป็นอิสระคลายความทุกข์ได้ +

ฉะนั้น..เหตุแห่งทุกข์ -จึงเป็นความหลงความอยากความยึด
สิ่งเหล่านี้คือเหตุแห่งทุกข์พระพุทธเจ้าค่ะ

บุคคลเมื่อเห็นถูกตามคำสอนของพระพุทธองค์ว่า..
-- เหตุแห่งทุกข์..
คือกิเลส
คือตัณหา
คือความโลภความอยากความยึดนั้น..

บุคคลผู้นั้น.. ย่อมจะสามารถคลายตนออกจากสิ่งเหล่านี้
พยายามนำพาตนออกจากเชื้อเหล่านี้

แล้วก็ย่อมสามารถที่จะดับเหตุแห่งทุกข์ลงได้ - ตามคำสอนของพระพุทธองค์
--ย่อมจะสามารถพ้นทุกข์ได้--
...เช่นนี้พระพุทธเจ้าค่ะ

พระพุทธองค์ ::ดีแล้วละ พระยาธรรมเอย.. 
บุคคลผู้รู้เหตุแห่งทุกข์และเข้าใจถึงเหตุแห่งทุกข์ได้อย่างกระจ่างแจ้ง
หาเชื้อ หาตัวของมันได้เจอ
... ย่อมสามารถที่จะดับถูกที่- ดับถูกเหตุ

เมื่อเหตุแห่งทุกข์ดับไป - ทุกข์ก็จะไม่มี *
แสดงว่า ลูกก็พอจะเข้าใจบ้างแล้วละ..พระยาธรรม

เข้าใจมากพอ ที่จะสามารถหมุนพระธรรมจักรได้
สามารถที่จะนำพาให้จิตทั้งหลาย.. เข้าสู่กระแสธรรมได้

เอาละ พระยาธรรม..
ลูกยังมีสิ่งใดที่เข้าใจเหตุแห่งทุกข์ต่อยอดเพิ่มเติมอีกหรือไม่เล่า.. พระยาธรรม

+ +
พระยาธรรม::  สาธุ พระพุทธเจ้าค่ะ
สิ่งที่ลูกเห็นว่า.. เหตุแห่งทุกข์นั้นลูกเห็นเช่นนี้พระพุทธเจ้าค่ะ

จิตทั้งหลาย..ที่จมอยู่ใต้อำนาจกิเลสตัณหา-- ล้วนแล้วแต่เป็นจิตเจ็บป่วย
ความเจ็บป่วยของจิตก็คือความทุกข์

ตราบใดก็ตามที่เรายังคลุกเข้าอยู่กับกิเลสตัณหา -- เราก็จะมีทุกข์อยู่ร่ำไป!

บุคคลผู้ที่รู้แล้วว่า.. บัดนี้จิตของตนกำลังติดเชื้อโรค
คือเชื้อแห่งความหลงความรักความโลภความโกรธความอยากและความไม่อยาก

จึงพยายามรักษาตน
-  เพื่อที่จะได้หลุดไปจากเชื้อเหล่านี้
-  เพื่อที่จะให้เชื้อเหล่านี้หายไปจากจิตของตน

บุคคลผู้พยายามทำเช่นนั้น.. และสามารถลดละความหลงความรักความโลภและความโกรธ
ความอยากและความไม่อยาก - ออกจากตนไปได้มากเพียงใด
...  ก็จะมีความทุกข์ลดน้อยลงได้มากเพียงนั้น ++

และบุคคลผู้สามารถทำให้ตน - หมดซึ่งเชื้อแห่งความทุกข์เหล่านี้
จิตของเขา.. ย่อมจะเบาสบายเป็นสุข
คลายความทุกข์ความกังวล

จิตของเขา..ย่อมจะหายป่วยคือหายทุกข์
และหลุดพ้นสู่แดนพระนิพพาน - ที่ที่พ้นทุกข์ได้
... เช่นนี้พระพุทธเจ้าค่ะ

พระพุทธองค์ ::ดีแล้วละ พระยาธรรมเอย.. 
แสดงว่า ลูกนั้นเข้าใจถูกต้องดีแล้ว

เอาละนะพระยาธรรมเอย..  เมื่อลูกรู้เหตุแห่งทุกข์แล้ว
ต่อไปประการที่ 3 --ลูกพอจะเข้าใจในความจริงประการที่ 3 - ว่าอย่างไรเล่า
จงกล่าวธรรมนั้นมาเถอะพระยาธรรมเอย 

+ +
พระยาธรรม::  สาธุ พระพุทธเจ้าค่ะ
ลูกพอจะเข้าใจความจริงประการที่ 3 - เช่นนี้ว่า

ที่ที่เราจะพ้นทุกข์ได้ก็คือมีอยู่ที่เดียว
คือพระนิพพาน
คือที่ที่พ้นทุกข์พ้นจากวัฏสงสารนี้

หากเรายังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารนี้อยู่
-- เราจะไม่มีทางพ้นทุกข์ !

ที่ใดในวัฏสงสารนี้ก็ตาม.. ย่อมมีทุกข์
การที่เราจะพ้นทุกข์ได้ -- เราจะต้องเข้าสู่พระนิพพาน
ดับทุกข์ให้ได้ - ด้วยการหลุดพ้น สู่ดินแดนแห่งความพ้นทุกข์
... เช่นนั้นพระพุทธเจ้าค่ะ

หรือจะเปรียบเทียบก็คือ..
ถ้าหากว่าเรายังอยู่ในถิ่นฐานดินแดนที่เป็นทุกข์อยู่
ไม่ว่าเราจะอยู่ในมุมไหน.. เราก็ย่อมจะเป็นทุกข์

นอกจากเราย้ายถิ่นฐานไปอยู่ในที่ที่เป็นสุขเป็นบรมสุข
เช่นแดนพระนิพพาน
-- เราจึงจะสามารถที่จะมีความสุขได้ ++

ฉะนั้น..  การหลุดพ้นจากความทุกข์ก็คือการเข้าถึงซึ่งพระนิพพานเท่านั้นพระพุทธเจ้าค่ะ

พระพุทธองค์ ::ดีแล้วละ พระยาธรรมเอย.. 
ที่เดียวที่จะพ้นทุกข์ได้นั้นก็คือพระนิพพานนั่นละลูก

แสดงว่า ลูกเข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริง

ต่อไปประการที่ 4-- เล่า พระยาธรรม 
ลูกเข้าใจความจริงประการที่ 4 ว่าอย่างไรเล่า ?

+ +
พระยาธรรม::  สาธุ พระพุทธเจ้าค่ะ
ความจริงประการที่ 4-ตามที่ลูกเข้าใจ

ลูกเข้าใจว่า.. เมื่อเรารู้ทุกข์รู้เหตุแห่งทุกข์และรู้ที่ที่พ้นทุกข์แล้ว
เราก็ควรที่จะรู้ในประการที่ 4 -ว่า
เส้นทางใดหนทางใด -ที่เราจะสามารถประพฤติปฏิบัติดำเนินตาม
-- เพื่อที่จะไปสู่ที่ที่พ้นทุกข์--

เช่นเรารู้แล้วว่า..ที่ที่เราอยู่นี้ -ไม่ดี
เราจะต้องไปสู่ที่ที่ดีกว่านี้คือพระนิพพาน
มีเป้าหมายที่ชัดเจน

เรานี้.. จะดำเนินยังไงทำแบบไหน ?
เพื่อไปให้ถึงที่ที่พ้นทุกข์คือพระนิพพานนั้น
ถึงเป้าหมายนั้น...

ทีนี้ลูกก็พอจะเข้าใจว่า..การที่เราจะดำเนินไปจนถึงพระนิพพานได้
เราจะต้องประพฤติปฏิบัติ อยู่ในกรอบของศีลธรรมสมาธิและปัญญา

เราจะต้องดำเนินอยู่บนเส้นทางแห่งมรรค 8ที่พระพุทธองค์ได้ทรงวางแบบแผนเอาไว้ให้
ซึ่งถ้าจะท่องจำแบบง่ายๆก็คือ
ดำเนินชีวิตอยู่ในเส้นทางแห่งศีลสมาธิปัญญา

หรือแบบธรรมในกึ่งพุทธกาล
พระพุทธองค์ก็ทรงเพิ่มมาอีกย่างก้าวหนึ่งคือ*ธรรม*

หรือจะเป็น 4 ย่างก้าว คือ
ดำเนินอยู่ในเส้นทางแห่งศีลธรรมสมาธิและปัญญา
4 ย่างก้าวนี้จะนำพาให้เราค่อยๆก้าวทีละขั้นไปจนกว่าจะถึงซึ่งเป้าหมาย
คือพระนิพพาน
คือที่ที่พ้นทุกข์

ศีล ธรรม สมาธิ และปัญญา..จึงเป็นหนทางที่จะดำเนินไป
เพื่อเราจะได้ดับทุกข์ได้ -พ้นทุกข์ได้พระพุทธเจ้าค่ะ

ลูกเข้าใจในประการที่ 4 -เช่นนี้อย่างนี้เจ้าค่ะ

พระพุทธองค์ ::ดีแล้วละ พระยาธรรมเอย.. 
ถ้าอย่างนั้นแสดงว่าลูกเข้าใจความจริงทั้ง 4 ประการนี้ได้ถูกต้องเป็นอย่างดี
และลูกก็สามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างง่ายดาย
ให้บุคคลผู้ฟังผู้ที่เข้ามาศึกษาธรรม..ได้เข้าใจได้อย่างง่ายดาย

พระยาธรรมเอย..  ทีนี้ ลูกก็จงกล่าวธรรมในประการที่ 5 - เถอะว่า
ลูกยังเห็นอะไรมากกว่านี้อีกหรือเปล่า ?
ที่เป็นสิ่งที่เป็นธรรมราชาควรที่จะรวบรวมอยู่ในพระธรรมจักร
จงกล่าวธรรมนั้นมาเถอะ.. พระยาธรรมเอย

พระยาธรรม::  สาธุ พระพุทธเจ้าค่ะ
หากลูกจะกล่าวให้ครบถ้วนบริบูรณ์ทั้งหมดของธรรมราชา
ธรรมอันเป็นมหาจักรพรรดิแห่งธรรม
ธรรมอันเป็นธรรมจักรของพระพุทธองค์นั้น..
... ก็คงจะมีเยอะมากและคงจะกล่าวยืดยาวไป

วันนี้ลูกจะขอกล่าวเพียงแต่ย่อๆในประการที่ 5
รวบรวมให้เข้าใจอย่างง่ายๆเช่นนี้ว่า..

เมื่อเราได้เข้าใจถึงอริยสัจ 4แล้ว
เราควรที่จะรู้ด้วยว่า..

การประพฤติปฏิบัติฝึกฝนตนอยู่ในกรอบของศีลธรรมสมาธิปัญญานั้น
... ก็เพื่อที่จะนำตน -ออกจากกิเลสตัณหา..

การปล่อยให้ตนนั้นจมอยู่ใต้อำนาจแห่งกิเลสตัณหา
ย่อมไม่มีประโยชน์อะไร-- ถึงแม้จะประพฤติปฏิบัติไปยาวนานเพียงใดก็ตาม!!

การประพฤติปฏิบัติฝึกฝนตนมีเพียงเป้าหมายเดียวก็คือ
การฝึกฝนเพื่อชำระล้างกิเลส
ชักนำจิตของตนออกจากการลุ่มหลงพัวพันมัวเมาไปในกามคุณทั้งหลาย
คือ ลุ่มหลงไปในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสต่างๆ

และการฝึกฝนตน.. ก็ไม่ควรที่จะทรมานตน

ควรจะหาความเป็นกลางให้เจอ
ดำเนินอยู่บนเส้นทางแห่งทางสายกลาง
ไม่ว่าจะเป็นการรักษาศีลการทำสมาธิฟังธรรมฝึกฝนปัญญา
หรือการสร้างทานบารมีก็ตาม..
ควรจะวางจิตของตนให้เป็นกลาง *

หาความเป็นกลางให้ได้ในทุกสิ่งทุกอย่าง
ไม่ควรที่จะทรมานตน
เบียดเบียนตนและผู้อื่น

นอกจากนั้นแล้ว.. เราก็ยังควรที่จะทำตนให้แจ้ง
ให้เข้าใจในขันธ์ 5
เข้าใจในรูป เวทนาสัญญาสังขารและวิญญาณอย่างกระจ่างแจ้ง

ให้ถอดถอนจิตของเราออกจากการมีในกายออกจากการมีกายในเรา
และให้จิตของเรานี้ -อยู่เหนือกาย
คลายความยึดติดยึดมั่นในกาย

และยังคงมุ่งสู่การชำระจิตของเรา -ให้คลายจากการมีจิต
ให้อยู่เหนือการมีและไม่มีทั้งปวง

จิตของเรา.. ก็จะกลับคืนสู่สภาวะแห่งธรรมชาติ
อยู่เหนือทุกสรรพสิ่ง
เป็นอิสระอย่างแท้จริง

-- นั่นเราจึงจะสามารถพ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริงพระพุทธเจ้าค่ะ..

พระพุทธองค์ ::ดีแล้วละ พระยาธรรมเอย..
ถ้าอย่างนั้น  ลูกก็เข้าใจตั้งแต่เริ่มแรกคือ..
การเห็นทุกข์
เห็นเหตุแห่งทุกข์
คือการเห็นที่ที่พ้นทุกข์
และเห็นวิธีของการประพฤติปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์

ลูกก็เข้าใจว่า..การทำทั้ง 4 ประการนี้ให้แจ้งและดำเนินตามเส้นทางเหล่านี้
... ก็เพื่อละกิเลสตัณหา..

ชักนำจิตของตน - ออกจากกามทั้งหลาย
คือการลุ่มหลงอยู่ในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสต่างๆ

และควรจะดำเนินอยู่บนเส้นทางสายกลาง
ไม่ควรที่จะทรมานตน
เบียดเบียนตน และเบียดเบียนผู้อื่น

ควรที่จะฝึกฝนตน.. ให้เห็นความจริงในกาย
เห็นสิ่งที่มีอยู่ในกายนี้ ตามความเป็นจริงคือ เห็นว่า..
รูปไม่เที่ยง - ไม่ใช่ตัวตนของเรา
เวทนาไม่เที่ยง - ไม่ใช่ตัวตนของเรา
สัญญาไม่เที่ยง - ไม่ใช่ตัวตนของเรา
สังขารไม่เที่ยง - ไม่ใช่ตัวตนของเรา
วิญญาณไม่เที่ยง - ไม่ใช่ตัวตนของเรา

สิ่งทั้งหลายเหล่านี้..
-  ล้วนแล้วแต่เป็นก้อนกรรม
-  ล้วนแล้วแต่เป็นของสมมุติ

นำจิตออกจากกายและโยกกายออกจากจิต
ให้จิตและกายนั้น - คลายความยึดติดซึ่งกันและกัน

ให้ตัดสังโยชน์คือการมีเราในกาย การมีกายในเรา -ออกให้ได้ +

และให้จิตของลูกนั้น.. เข้าถึงความสว่างบริสุทธิ์
คลายความมีตัวมีตนในจิต
ให้จิตนั้น..สลายกลับคืนสู่ธรรมชาติ
เหนือความมี - ไม่มีทั้งปวง
เหนือความยึดว่ามีหรือไม่มี
... ทุกอย่างเป็นเพียงสักแต่ว่า..

จิตนั้น.. ก็จะถึงซึ่งพระนิพพาน

ดีแล้วละ พระยาธรรม..
วันนี้ลูกสามารถกล่าวธรรมอันเป็นธรรมราชา
ครอบจักรวาลโลกธาตุทั้งหมด
เพียงแค่ธรรมสั้นๆในไม่กี่นาทีเท่านั้น

ลูกสามารถที่จะแสดงธรรมอันเป็นธรรมที่เป็นจักรพรรดิแห่งธรรม

ฉะนั้น.. ต่อจากนี้ไปลูกจะเป็นบุคคลผู้ที่หมุนธรรมจักรในกึ่งพุทธกาล ได้อย่างแท้จริงแล้วละ
.. พระยาธรรม
บารมีนี้ เกิดแก่ลูกแล้ว 

ลูกกลับไป.. ก็จะพบกับความเจริญรุ่งเรืองสำเร็จในกิจที่ลูกจะทำ

พระยาธรรมเอย..  บัดนี้เหล่าทวยเทพเทวาทุกชั้นฟ้าสาธุการพร้อมกันนะ
พรุ่งนี้เช้า ลูกจงเดินทางไปอัญเชิญพลังพระธรรมจักร กลับคืนสู่สวนธรรมิกราช
เพื่อประกาศธรรมทำกิจต่อไปเถอะ..พระยาธรรม

+ +
พระยาธรรม::  สาธุ พระพุทธเจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณพระพุทธองค์  ที่ทรงเมตตาแสดงธรรมนี้ลูกได้ฟัง
และพระองค์ก็ยังทรงให้โอกาสลูกได้ทบทวนพิจารณาถึงธรรมอันเป็นธรรมราชา

ลูกกราบขอบพระคุณในความเมตตาของพระพุทธองค์พระพุทธเจ้าค่ะ
วันนี้ ลูกต้องกราบขอลาก่อนนะเจ้าคะ   เอาไว้ลูกจะมาเฝ้าฟังธรรมใหม่  พระพุทธเจ้าค่ะ…

สาธุ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 28, 2022, 07:15:12 pm โดย thanapanyo »