ผู้เขียน หัวข้อ: Rec-3643 ไม่กลัวความตาย  (อ่าน 382 ครั้ง)

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4229
    • ดูรายละเอียด
Rec-3643 ไม่กลัวความตาย
« เมื่อ: กรกฎาคม 29, 2021, 09:02:54 am »


พุทธธรรมแห่งความเมตตา   วันที่  29  กรกฎาคม  2564
บทที่ 87  **ไม่กลัวความตาย**
+ +   

ในเช้าของวันที่   29  กรกฎาคม พ.ศ. 2564           ณ สวนธรรมิกราช
เมื่อท่านพระยาธรรมิกราชได้กราบนอบน้อมเข้าเฝ้า ต่อองค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่าน เพื่อเฝ้าฟังธรรมแล้วนั้น  จึงได้นอบน้อมเฝ้าทูลถามพระพุทธองค์ท่านไป ดังนี้ว่า...

“ ข้าแต่องค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เจ้าขา..
วันนี้ ลูกจะขอเฝ้าฟังธรรม ทูลถามธรรมในข้อธรรม บทที่ 87 น่ะเจ้าค่ะ

คือ หลายวันก่อนที่ผ่านมานั้นลูกรู้สึกว่า.. ลูกทุกข์ใจท้อใจกับสิ่งที่ต้องทำ
กับงานที่ต้องดำเนินไป
จนทำให้ความทุกข์นั้นก่อเกิดขึ้นในใจของลูกความท้อก่อเกิดขึ้นความเบื่อหน่าย
หดหู่ท้อถอย..ก็เกิดขึ้นในใจ

ทีนี้ลูกพิจารณาธรรมไปเรื่อยๆจนลูกมองดูบุคคลอันเป็นที่รักที่อยู่รอบข้างทั้งหลาย..
ทั้งที่เป็นญาติ และไม่ใช่ญาติก็ตามลูกรู้สึกว่า.. แต่ความทุกข์ความท้อใจที่ลูกมีอยู่นั้น.. ยังไม่เท่ากับ
การที่วันหนึ่งบุคคลเหล่านี้..เขาจะต้องพลัดพรากจากลูกไปด้วยความตาย
หรือลูกจะต้องพลัดพรากจากพวกเขาไปด้วยความตาย

อย่าว่าแต่ตายทุกคนเลยเพียงแค่สักคนหนึ่งตายจากไป.. ก็คงจะเป็นทุกข์อย่างมากมาย
จนไม่อาจหาทุกข์ใดมาเปรียบเทียบได้เลย
ความทุกข์ที่ลูกคิดว่าทุกข์และท้อก็เลยหายไป

ลูกกลับกลายเป็นความกลัว - กลัวว่าสักวันหนึ่งเหตุการณ์คือการพลัดพรากจากมันต้องเกิดขึ้น

ถ้าลูกไม่สู้ที่จะหาทางออกจากทุกข์ให้ได้อย่างแท้จริง
สักวันหนึ่งทุกคนก็ต้องพลัดพรากจากกันไป

และนั่นก็คือความเจ็บปวดคือความทุกข์ที่ทุกข์มากยิ่งกว่าการที่เราเจออุปสรรคบ้างปัญหาบ้าง

ในวันนี้ลูกก็เลยคิดว่า..อดทนต่อความทุกข์ในวันนี้เพื่อข้ามพ้นทุกข์ที่ยิ่งใหญ่ในวันหน้า
อดทนต่อความทุกข์ที่เรานี้จะต้องเผชิญผ่านพ้นเพื่อความพ้นทุกข์อย่างถาวร

และลูกก็จะพาทุกคนข้ามพ้นความทุกข์นี้ไปให้ได้ด้วยเช่นเดียวกัน

ลูกก็พิจารณาธรรมไป จนลูกได้เห็นว่าความตายนั้นเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก
การพลัดพรากจากนั้น.. เป็นสิ่งที่ทุกคนกลัวที่จะต้องประสบพบเจอ
แต่เป็นสิ่งที่เราทั้งหลายไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เลย!
การเกิดการแก่ การเจ็บและการตาย.. เป็นเรื่องธรรมดาในโลก

แต่มันจะไม่ธรรมดาเลยเมื่อเกิดขึ้นกับใครสักคนหนึ่ง
มันจะเป็นทุกข์ที่มากมายเลยทีเดียว !!
... เช่นนี้พระพุทธเจ้าค่ะ

ลูกจึงเกิดคำถามขึ้นมาในใจที่จะเฝ้าทูลถามพระพุทธองค์ในวันนี้ในข้อธรรมบทที่ 87 นี้ ว่า..

การที่เรานี้จะทำให้เราอยู่เหนือความตายหรือไม่กลัวความตายเราจะต้องทำแบบไหน ?
ความตายการพลัดพลาดจากกัน.. เป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก
แต่ก็เป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้
... เราต้องทำแบบไหนหรือเจ้าคะ ? เราจะได้ข้ามพ้นความกลัวนี้ไปได้น่ะเจ้าค่ะ

ขอพระพุทธองค์โปรดทรงเมตตาแสดงธรรมนี้ให้ลูกได้ฟังด้วยเถิดพระพุทธเจ้าค่ะ”
- - - -

พระพุทธองค์ ::เอาละนะ พระยาธรรมเอย..  ถ้าอย่างนั้นก็จงตั้งใจฟังให้ดี
ทำจิตของตนให้สว่าง 
ทำจิตของตนให้ว่าง ให้เป็นกลาง
แล้วค่อยๆพิจารณาตามเสียงธรรมดังต่อไปนี้

พระยาธรรมเอย..  การกลัวความตายนั้น - เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในทุกคน
และการพลัดพลาดจากนั้น..ก็เป็นสิ่งที่ทุกคนไม่ปรารถนาที่จะประสบพบเจอ

และสิ่งเหล่านี้.. ก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจที่จะหลีกเลี่ยงหลีกหนีไม่ให้เกิดขึ้นได้
พระยาธรรมเอย..  ฉะนั้น ลูกจงค่อยๆพิจารณาธรรม
ตั้งแต่ประการที่ 1 จนถึงประการที่ 5 - ตามนี้ดูก่อน

แล้วลูกก็คงจะเห็นได้ว่าหนทางที่จะทำให้ไม่กลัวความตายนั้น - ยังพอมีอยู่
และลูกก็สามารถที่จะทำให้เกิดขึ้นในตัวของลูกได้.. พระยาธรรม

ในประการที่ 1 -- นั้น
คนเรานั้นกลัวความตายเพราะไม่รู้ตามความเป็นจริงลูก
เราไม่รู้ว่า ความเป็นจริงของเบื้องหลังชีวิตนั้นเป็นแบบไหน

เราเกิดมาแล้ว -เราเกิดมาเพื่อทำอะไร
ชีวิตหลังความตาย - เราจะไปไหน
นี่คือสิ่งที่เราไม่รู้กัน.. ก็เลยกลัวกัน!

ลูกเอ๋ย.. เมื่อเรารู้ว่าเราเกิดมาในชาตินี้
เพื่อสั่งสมคุณงามความดี
เพื่อทำหน้าที่ประกอบกิจการงานของเราให้สำเร็จ

แล้วเราก็จะกลับคืนสู่เบื้องหลังของชีวิตคือโลกต่อไปที่เราจะไปอยู่ในโลกใบนั้น
- ด้วยการเสร็จภารกิจในโลกใบนี้
--เราก็จะหมุนรอบไปสู่ที่ที่เรานี้ได้สร้างได้สั่งสม ได้ทำความดีเอาไว้..

เราก็จะสามารถที่จะรู้ว่า.. เรานี้เกิดมาเพียงเพื่อทำหน้าที่บางอย่างบนโลกใบนี้เท่านั้น
และเราก็จะไม่กลัวอะไร - เมื่อเราได้เตรียมพร้อมถึงชีวิตหลังความตายแล้ว++

พระยาธรรมเอย..  และบุคคลเมื่อกลัวความตาย- ก็เพราะว่าบุคคลผู้นั้น
ไม่รู้ว่าหลังจากที่เราตายไปแล้ว - ชีวิตเราจะไปดีหรือไม่ดี

แต่ถ้าหากว่า เราฝึกฝนตน จนรู้และเข้าใจแล้วว่า  เราได้สั่งสมทำความดีเอาไว้มากแล้ว
ชีวิตหลังความตาย - เราย่อมจะ
ไปสู่ที่ที่ดี ได้มากเพียงใด
สั่งสมบุญได้มากขนาดไหน
รู้มากขนาดไหน
แจ่มแจ้ง เข้าใจในชีวิตมากขนาดไหน
-- เราก็จะไม่กลัวความตายมากขนาดนั้น++

เช่นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์พระปัจเจกพระพุทธเจ้า  และองค์พระอรหันต์ทั้งหลาย
ผู้ซึ่งได้คะแนนสูงสุดได้คุณงามความดีมากสุด -ในการเกิดเป็นมนุษย์

การตายจากความเป็นมนุษย์..
ย่อมเหมือนการถอดเสื้อที่เลอะโคลน วางทิ้งลง
ย่อมเหมือนกันกับการปลดภาระอันหนักหน่วง ทิ้งลงไว้บนโลก

จิตนั้น.. จะเป็นอิสระมาก
จิตนั้น.. จะลอยสู่แดนนิพพาน  แดนแห่งความพ้นทุกข์

**  ความตายและการพลัดพรากจากนั้น.. ย่อมไม่ใช่เรื่องที่เป็นความกลัวอีกต่อไป +

พระยาธรรมเอย..  และดวงจิตทั้งหลาย ที่เขานั้นพลัดพรากจากเราไป
เราก็จะไม่กลัวว่า.. เขาจะพลัดพลาดจากเราไป

เมื่อเรารู้ว่า.. เขาทั้งหลายเหล่านั้นจะไปในที่ที่ดี - ดีกว่านี้
และเราก็เข้าใจกติกาของชีวิตในการมาเกิด ว่า..

แท้ที่จริง โลกใบนี้.. ก็เป็นเพียงแค่สถานที่แห่งหนึ่งที่พวกเราทั้งหลายมาเกิด
-- ก็เพียงเพื่อ..
มาชดใช้วิบากกรรมเก่าให้หมดไป
มาสร้างสั่งสมคุณงามความดีเพิ่มขึ้นไป
-- เพื่อจะได้อาศัยความดีเหล่านั้น - ไปเกิดตามบารมีตามความดีที่ตนสร้างไว้

เมื่อเรารู้และเข้าใจกติกาของชีวิต -ในการมาเกิด
เราได้เตรียมแผนงานเอาไว้แล้ว
แผนการของเรามีแล้ว คือการจะทำความดีและสั่งสมความดีให้มากถึงมากที่สุด
และเราก็ทำได้เช่นนั้นแล้ว..

บุคคลที่เป็นที่รักของเรา ที่จะต้องตายจากเราไป -- เขาก็ได้สร้างคุณงามความดีเอาไว้มากแล้ว
เราก็ไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงเขาอีก
ไม่จำเป็นต้องกลัวกับการตายและการพลัดพลาดจากอีก

บุคคลที่เรานี้ได้ฉุดช่วย -ด้วยการชี้ทางบอกทางทั้งหลาย
เขาจะถึงวันที่ต้องตายต้องพลัดพลาดจาก
เราก็พอจะเห็นหนทางว่า..เขาเป็นผู้ได้กำไรในการเกิดแล้ว +
-- เราก็ย่อมจะไม่เสียใจและไม่เป็นทุกข์อะไร--

ตอนที่เรานี้ต้องตาย  ต้องพลัดพลาดจากบุคคลที่รักทั้งหลายไปจากโลกใบนี้ไป
เราก็รู้ว่า..เราจะไปในที่ที่ดี
-- เราก็ย่อมสามารถที่จะไปอย่างไม่ทุกข์  และไม่กลัวความตาย
ไม่กลัวความพลัดพลาดจาก --

พระยาธรรมเอย..  องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมเป็นองค์พระพุทธเจ้าสำเร็จ
ประกาศธรรมให้บิดามารดาและปวงญาติทั้งหลาย.. ได้เข้าถึงกระแสแห่งธรรม
ได้รู้ตื่นในธรรมเข้าถึงพระนิพพาน

เมื่อครั้งที่ต้องพลัดพรากจากกันด้วยความตาย.. จึงไม่เป็นสิ่งที่น่ากลัวอีกต่อไป +
เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าที่ที่ไปนั้น.. เป็นที่ที่เป็นบรมสุข 
พ้นทุกข์อย่างแท้จริง
พ้นทุกข์อย่างถาวร

ฉะนั้นลูกเอ๋ย..  การที่เราจะไม่กลัวความตายได้นั้น.. เราจะต้องเป็นบุคคลผู้รู้ตื่น รู้แจ้ง
เข้าใจตามความเป็นจริงทั้งในเรื่องของการมาเกิด /เหตุที่มาเกิด
แล้วก็ต้องทำอะไรเพื่อเตรียมการเอาไว้ - เพื่อชีวิตหลังความตาย

ตั้งแต่ระดับที่การฝึกทำความดีในระดับหนึ่ง 
จนถึงซึ่งการฝึกความดีในระดับที่สูงยิ่งๆขึ้นไป..
จนถึงซึ่งความพ้นทุกข์
-- เมื่อเราตายเราก็ไปนิพพาน *

บิดามารดาญาติพี่น้อง และปวงญาติ
ลูกหลานบุคคลที่รักทั้งหลาย..
ตายจากโลกนี้ไป - ก็ไปนิพพาน
... หรือไม่ก็เป็นพระอริยเจ้าระดับที่ 1  หรือที่ 2 ก็ตาม

ไป -ก็ได้มาด้วยสวรรค์สมบัติมนุษย์สมบัติ
และไม่ตกนรก
ไม่กลับมาเป็นสัตว์เดรัจฉานอีกต่อไป..
พ้นนรกพ้นการเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานแน่นอน

-- ความตายก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป --
เรารู้ทิศทางชีวิตหนทางที่จะไป.. ลูกเอ๋ย

ฉะนั้น.. จงเร่งรีบปั่นรอบการประพฤติปฏิบัติศึกษาธรรมซึ่งกันและกัน
ช่วยเหลือกันไปช่วยกันไปดันกันไปพากันไป
ให้เข้าถึงกระแสแห่งธรรม  รู้แจ้งตามความเป็นจริง
มีที่ไป คือ ที่ที่เป็นบรมสุข

แล้วลูกทั้งหลาย.. ก็จะไม่กลัวความตายอีก +

บุคคลผู้รู้แจ้งแล้ว ผู้ไม่หลงแล้ว
-- บุคคลผู้นั้นละลูก  คือผู้ที่ไม่กลัวความตายกลัวความพลัดพลาดจาก

ต่อไปประการที่ 2 --ลูกควรพิจารณาให้เห็นอย่างนี้ว่า

คนเรานั้นกลัวความตายก็เพราะว่าไม่ยอมรับตามความเป็นจริง
เรานี้มีจิตใจที่อ่อนแอ
ไม่ได้ฝึกฝนขัดเกลาฝึกฝนจิตให้เข้มแข็ง
ต้านทาน- ยอมรับตามความเป็นจริง

ไม่เคยฝึกพิจารณาถึงความจริงในกฎธรรมชาติที่จะเกิดขึ้น คือ ความตาย การพลัดพลาดจาก
ไม่ได้ฝึกจิตให้มีความเข้มแข็ง มีภูมิต้านทาน  - ให้ต้านทานต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นเอาไว้ก่อน

เมื่อความตายความพลัดพลาดจากนั้นมาถึง- จึงเกิดสภาวธรรม
คือรับไม่ได้ไม่ยอมรับตามความเป็นจริง !!
จึงทุกข์อยู่นั่นแหละ.. พระยาธรรม

แต่ถ้าหากว่า คนเรารู้จักเตือนสติของตนเอง.. ให้รู้ว่า
วันหนึ่งต้องตาย  ต้องพลัดพลาดจากกัน
สักวันหนึ่ง.. สิ่งเหล่านั้นย่อมมาถึง  +

ฝึกจิตของตนให้เข้มแข็ง - ด้วยศีล ธรรมสมาธิและปัญญา
ฝึกจิตให้แก่กล้า
ให้ยอมรับสภาพตามความเป็นจริง - ตามกฎธรรมชาติ
-- เรานี้.. ก็จะสามารถบรรเทาความกลัวการตายและการพลัดพรากจากได้ลงบ้าง...

และเราสามารถฝึกไปจนถึงจุดที่จิตนั้น.. แข็งแกร่ง  รู้ตื่นเข้าใจตามความเป็นจริงแล้วอย่างแท้จริง
-- เราก็ย่อมสามารถเห็นทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมดา --
ความตายและการพลัดพลาดจาก.. เป็นสิ่งที่เราพอจะยอมรับได้
ยอมรับตามเหตุที่มันเกิดตามสภาพนั้นไป
-- เราก็จะไม่ทุกข์เราก็จะไม่กลัวแก่การตายและการพลัดพรากจากซึ่งกันและกันไป

... เช่นนี้ละ พระยาธรรมเอย 

ต่อไป ประการที่ 3 --
สิ่งที่น่ากลัวกว่าความตายก็คือการตายไม่มีสิ้นสุด  ตายไม่รู้จบ  !!

พระยาธรรมเอย..  ในความเป็นจริงแล้ว ลูก
ความตายไม่ได้เกิดเพียงแค่ครั้งนี้.. ความตายมันเกิดขึ้นมายาวนานแล้ว
- นับเป็นกาลเวลาเท่านั้นหรือเท่านี้ แทบจะไม่ได้เลยว่าเป็นเวลาเท่าไหร่ - ต่อดวงจิตหนึ่งดวงจิต

ฉะนั้น..  การตาย และการพลัดพลาดจากกัน เช่นที่เรากลัวอยู่นี้
มันเคยเกิดขึ้นกับเรามายาวนานแล้วลูก

การตาย และการพลัดพลาดจาก ที่เรากลัวอยู่นี้
... ก็ยังจะเกิดขึ้นกับเราอีกมากมายจนนับไม่ได้เช่นเดียวกัน
หากว่าเรายังปล่อยให้จิตของเราจมอยู่  เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารนี้..

เสียงร้องไห้คร่ำครวญเสียงแห่งความเจ็บปวดทุกข์ทรมานใจ
เสียงที่จะต้องพลัดพรากจากกันร่ำลากันไปด้วยความตายมันจะเกิดขึ้นแล้วเกิดขึ้นอีก
- ในชีวิตในดวงจิตของเรานี้..

ฉะนั้นลูกเอ๋ย..  ลูกจงพิจารณาตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า..

สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าความตายการพลัดพรากจาก
คือการตายการพลัดพลาดจากที่หาที่สิ้นสุดไม่ได้ตายซ้ำๆ พลัดพลาดจากกันไปซ้ำๆ
เป็นเช่นนั้นอยู่อย่างนั้นอยู่ร่ำไป

ลูกทั้งหลายเอ๋ย..  ลูกจงพิจารณาให้เห็นความเป็นจริงในข้อนี้เถอะลูก
เพื่อลูกจะได้รู้ว่า.. แท้ที่จริง สิ่งที่เรากลัวอยู่นี้ - ยังมีสิ่งที่น่ากลัวกว่านี้อีก
คือการเป็นเช่นนี้กลัวเช่นนี้ซ้ำๆอยู่ร่ำไป
-- เพื่อลูกจะได้ตั้งใจแสวงหาหนทางที่จะออกจากทุกข์นี้ไป--

ทีนี้เข้าสู่ประการที่ 4 --
ลูกก็จงตั้งใจที่จะหาทางพ้นทุกข์ด้วยการดำเนินตามคำสอนขององค์พระพุทธเจ้าเถอะลูก
… เพื่อความพ้นทุกข์ที่ถาวรจะได้เกิดขึ้นกับลูก

การตายการพลัดพลาดจาก.. จะได้มีที่สิ้นสุดจะได้เป็นครั้งสุดท้าย
จะได้ไม่เกิดขึ้นกับลูกอีก

และในที่สุดลูกทั้งหลาย.. ก็จะได้เข้าสู่ประการที่ 5 --
คือการไม่กลับมาเกิดไม่กลับมาตายอยู่ในแดนทุกข์แห่งนี้อีกต่อไป..
ลูกจะพ้นจากวัฏสงสารนี้ไป
... เช่นนี้ละ พระยาธรรมเอย

ความตายการพลัดพลาดจาก.. เป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้หรอกลูก หากว่าเรายังอยู่ในวัฏสงสารนี้
เพราะ..
ที่นี่ คือแดนเกิด แดนแก่ แดนเจ็บ และแดนตาย
ที่นี่ คือ ที่ที่ถูกคลุมไปด้วยความไม่เที่ยงแท้

ตราบใดก็ตาม ที่เรายังจมอยู่ในนี้ - เราย่อมไม่พ้นทุกข์
ไม่พ้นการเกิดการตายการพลัดพรากจากหรอกลูก

ฉะนั้น.. จงตั้งใจประพฤติปฏิบัติฝึกฝนตนให้อยู่ในกรอบของศีลธรรมสมาธิปัญญา
ปลุกจิตของตนให้รู้ตื่น ให้เข้าใจตามความเป็นจริง
รู้แจ้งตามความเป็นจริง-ตามกฎธรรมชาติ
และสั่งสมคุณงามความดีให้กับตน

เมื่อตนนั้น..รู้แจ้งตามความเป็นจริง
รู้ที่ที่จะไปแล้วว่า.. ดีกว่าที่นี่ *

ความตาย และการพลัดพรากจาก.. ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่น่ากลัว
เมื่อทุกคนที่รัก เขาก็ต่างเห็น ต่างรู้ตามแล้ว - การตายก็ไม่น่ากลัวอีกต่อไป+

ไม่ว่าเขาตายจากเรา หรือเราตายจากเขา
ฝึกฝนที่จะยอมรับตามความเป็นจริง - เพราะเป็นสิ่งที่เราฝืนไม่ได้!!

และจงพิจารณาให้เห็นทุกข์ - ที่ทุกข์มากกว่า ทุกข์ในคราวครั้งนี้
เพราะมันเป็นทุกข์ที่ไม่สิ้นสุด ไม่จบสิ้น !!

และจงตั้งใจหาทางพ้นทุกข์ดำเนินชีวิตตามรอยแห่งองค์พระพุทธเจ้า
... เพื่อพบกับความพ้นทุกข์- ที่เป็นการพ้นทุกข์อย่างถาวร

ลูกนั้น.. ก็จะไม่ตายอีกไม่กลัวอีก
แล้วก็ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารนี้อีก

การจะอยู่เหนือความตายการที่จะไม่กลัวความตายและกลัวความพลัดพลาดอีก
... ก็จะเกิดขึ้นกับลูก

ลูกจะเป็นบุคคลผู้อยู่เหนือความตายไม่กลัวความตาย -แม้ในชาติปัจจุบัน +
เพราะรู้ว่าตายแล้วจะไปที่ไหน

ลูกก็จะเป็นบุคคลผู้ที่ยอมรับความเป็นจริงได้
เพราะการตายในคราวครั้งนี้คือการดับของทุกข์อย่างถาวร **

ลูกจะเป็นบุคคลผู้ที่ไม่กลัวความตาย -- เพราะความตายได้สิ้นสุดลงแล้ว ในคราวครั้งนี้
ลูกจะเป็นบุคคลผู้ที่พ้นทุกข์อย่างถาวรแล้ว
-- ไม่กลับมาในแดนทุกข์แห่งนี้อีกต่อไป..

จงตั้งใจประพฤติปฏิบัติฝึกฝนทำความดีเถิด.. พระยาธรรม

บุคคลผู้เข้าถึงความพ้นทุกข์คือเข้าถึงพระนิพพานแล้วเท่านั้นละลูก
ที่จะไม่กลัวความตายไม่กลัวการพลัดพรากจาก

บุคคลผู้สามารถฝึกบุคคลที่รัก ที่อยู่รอบตัวรอบกายทั้งหลาย..
- จนเข้าถึงความพ้นทุกข์แล้วเท่านั้นละลูก
จึงหมดความกังวลหมดความทุกข์ - ที่จะได้พลัดพลาดจากบุคคลเหล่านั้น..

ฉะนั้น.. จงเร่งสั่งสมคุณงามความดีทำความเพียรให้ตัวของลูกนั้นพ้นทุกข์กันเถิด
และจงแบ่งปันความรู้แจ้ง  ชี้ทางบอกทางแก่บุคคลที่รักทั้งหลาย.. ให้ได้รู้ตาม เห็นตาม
และการกลัวความตายการพลัดพลาดจาก - จะหายไปเอง

ลูกจะเป็นบุคคลผู้ที่ มีชัยชนะเหนือความตายและการพลัดพรากจากกัน

เช่นนี้ละ พระยาธรรมเอย.. พอจะเข้าใจบ้างแล้วหรือยังเล่า
จงกล่าวธรรมนั้นมาเถิดพระยาธรรม

+ +
พระยาธรรม::  สาธุ พระพุทธเจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณพระพุทธองค์  ที่ทรงเมตตาแสดงธรรมนี้ให้ลูกได้ฟัง

ลูกพอจะเข้าใจแล้วว่า..
การที่เราจะไม่กลัวความตาย  และการพลัดพลาดจากอีกต่อไปแล้วนั้น..
เรา
//  จะต้องเป็นบุคคลผู้รู้แจ้ง รู้ตื่นตามความเป็นจริง
//  จะต้องเป็นบุคคลผู้ยอมรับตามความเป็นจริง
//  จะต้องรู้ว่าการตายในคราวครั้งนี้.. เป็นการตายที่จบสิ้นความทุกข์อย่างแท้จริงแล้ว

เรานี้ได้พ้นทุกข์อย่างถาวรแล้ว
และก็ไม่กลับมาเกิดในแดนทุกข์นี้อีกต่อไป

ลูกจะพยายามประพฤติปฏิบัติฝึกฝนตนให้เข้าใจตามความเป็นจริง
แล้วก็ให้ยอมรับตามความเป็นจริง

ให้เรานี้ได้เห็นตามความเป็นจริงว่า.. ทุกข์นี้ไม่มีที่สิ้นสุดถ้าหากว่าเราไม่หาทางออกจากทุกข์ !
ตามรอยตามคำสอนขององค์พระพุทธเจ้า
-- ทุกข์ก็จะเกิดขึ้นในเรา--
ความพ้นทุกข์อย่างถาวร.. ก็จะไม่มีในเรา

ลูกจะตั้งใจที่จะประพฤติปฏิบัติฝึกฝนตนรู้แจ้งในสิ่งเหล่านี้
เพื่อจะได้พ้นทุกข์ และไม่กลับมาเกิดไม่กลับมาแก่  เจ็บและตาย
พลัดพลาดจากในแดนทุกข์แห่งนี้อีกต่อไปพระพุทธเจ้าค่ะ

กราบขอบพระคุณพระพุทธองค์ ที่ทรงเมตตาแสดงธรรมนี้ให้ลูกได้ฟังนะเจ้าคะ

ขออำนาจบารมีแห่งองค์พระรัตนตรัยจงหนุนนำค้ำหนุนปูทาง ชี้ทางบอกทาง
ฉุดช่วยจิตของลูกทั้งหลาย.. ให้ถึงซึ่งการพ้นจากความกลัวตายการพ้นการตาย
การพลัดพรากจากด้วยเถิดพระพุทธเจ้าค่ะ

วันนี้ ลูกต้องกราบขอลาก่อน   เอาไว้ลูกจะมาเฝ้าฟังธรรมใหม่ พระพุทธเจ้าค่ะ…

สาธุ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 28, 2022, 07:18:01 pm โดย thanapanyo »