ผู้เขียน หัวข้อ: Rec-3641 การเอาชนะความเมตตา  (อ่าน 282 ครั้ง)

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4229
    • ดูรายละเอียด
Rec-3641 การเอาชนะความเมตตา
« เมื่อ: กรกฎาคม 27, 2021, 09:41:21 am »


พุทธธรรมแห่งความเมตตา   วันที่  27  กรกฎาคม  2564
บทที่ 85**การเอาชนะความเมตตา**
+ +   

ในเช้าของวันที่  27 กรกฎาคม พ.ศ. 2564           ณ สวนธรรมิกราช
เมื่อท่านพระยาธรรมิกราชได้กราบนอบน้อมเข้าเฝ้า ต่อองค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่าน เพื่อเฝ้าฟังธรรมแล้วนั้น   จึงได้นอบน้อมเฝ้าทูลถามพระพุทธองค์ท่านไป ดังนี้ว่า...

“ ข้าแต่องค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เจ้าขา..
วันนี้ ลูกปรารถนาจะขอเฝ้าทูลถามถึง ข้อธรรม บทที่ 85 น่ะเจ้าค่ะ

พระพุทธเจ้าขา.. ในข้อธรรม บทที่ 85นี้ลูกปรารถนาจะขอเฝ้าทูลถามถึงสภาวธรรมหนึ่ง
ที่เกิดขึ้นกับตัวของลูก
คือลูกนั้นไม่สามารถที่จะเอาชนะในสิ่งที่ควรจะเอาชนะ
คือการที่เรานั้นอยู่ในสิ่งที่ดียืนอยู่ในจุดที่ดี  ยืนอยู่ในความถูกต้องอยู่แล้ว

ทั้งที่เรารู้ว่า.. บางสิ่งบางอย่าง - มันคือความผิดมันคือสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
เช่นการที่มีใครสักคนหนึ่งที่เขาทำผิด
ทำในสิ่งที่เป็นอำนาจกิเลสตัณหาครอบงำควบคุมจิตใจของเขา

พอเราได้มีการตักเตือนหรือบางครั้งก็ต้องดุกันบ้าง
ทีนี้เราก็กลับไปสงสารเขาเอาชนะความไม่ถูกต้องไม่ได้เสียที
เพราะความเมตตาสงสารของเรานั้น -มันมากเกินไป

มันก็เลยเหมือนทำให้กิเลสได้ใจ
ทำให้คนที่ทำผิด - แทนที่จะสำนึกผิด -- แต่เขากลับได้ใจ +

ทีนี้เขาก็เลยยังคงทำแบบเดิมๆแบบที่เขาเป็น
เราได้ตักเตือนเขาไป -แต่เรากลับทุกข์ใจเองสงสาราเขาเอง
กลับไปหยิบยื่นความช่วยเหลือให้แก่เขาเอง - โดยที่เขาไม่ได้สนใจในสิ่งที่เราบอก
ไม่ได้ปรับปรุงตาม
... แบบนี้น่ะเจ้าค่ะ

ลูกก็เลยมองดูเหมือนความถูกต้อง.. จะยังอ่อนแอมากกว่าความสงสารความเมตตาอยู่
มันจะเป็นเหตุของการช่วยเหลือผู้อื่นไม่ได้

จริงๆแล้วเราควรที่จะเข้มแข็งอยู่ในความดีความถูกต้อง
และก็เขาจะได้น้อม หรือว่าดำเนินตามความถูกต้อง

-- แต่ไม่ใช่เราใช้เอนเอียงไปหาเขา ไปจมอยู่กับสิ่งที่ไม่ดีไปกับเขาด้วย
คือการปล่อยให้ตัวเองอ่อนแอเกินกว่ากิเลสตัณหา
... เช่นนี้น่ะ เจ้าค่ะ

ลูกจึงจะขอเฝ้าทูลถามพระพุทธองค์ถึงสภาวธรรมของการเอาชนะความเมตตาให้ได้
แล้วก็ปรารถนาจะทราบว่า..เป็นแบบไหนในสภาวธรรมนั้นพระพุทธเจ้าค่ะ”
- - - -

พระพุทธองค์ ::ดีแล้วละ พระยาธรรมเอย
ถ้าอย่างนั้น ก็จงตั้งใจฟังให้ดีนะพระยาธรรม 

การที่คนเรานั้นมีความเมตตา.. ก็เป็นเรื่องที่ดี
แล้วก็เป็นรอบของการสั่งสมความดีเป็นสิ่งที่เราควรที่จะมีเมตตา
-- เพื่อจะได้..
รู้จักเสียสละ
รู้จักเว้นจากการเบียดเบียน
รู้จักการทำดี  เว้นต่อการทำความชั่ว

แต่ถ้าเกิดว่า ณ วันหนึ่ง ที่เราทำสิ่งเหล่านี้ไป - จนถึงจุดที่เราควรที่จะเข้าสู่หมวดของ
การอุเบกขาวางเฉยแล้ว -- เราก็ควรจะทำควรที่จะฝึกฝน +

เพราะการบำเพ็ญบารมีในตัวอุเบกขาบารมี
คือสิ่งที่จะทำให้เรา..ก้าวเข้าสู่ความถูกต้องที่แท้จริง *
และจะทำให้เราพ้นทุกข์ด้วย

เมื่อเราหลุดพ้นทุกข์ได้.. เราก็จะสามารถช่วยผู้อื่นให้หลุดพ้นทุกข์ได้ด้วยเช่นเดียวกัน

พระยาธรรมเอย..  เมตตาบารมีจะช่วยเราได้มาด้วยสวรรค์สมบัติ
จะช่วยปกป้องไม่ให้เราตกนรกอเวจี
จะช่วยทำให้เราได้สั่งสมคุณงามความดี
ฉุดช่วยให้ตัวตนของเรานี้ค่อยๆสลายค่อยๆหายไป

แต่ว่า อุเบกขาบารมี การวางเฉยนั้น..  คือสิ่งที่ถ้าหากว่าเราทำ
-- เราก็จะได้มาด้วยนิพพานสมบัติ --

แต่ย่อมแน่นอนละ พระยาธรรม..  ว่าก่อนที่เราจะถึงอุเบกขาบารมีนั้น
เราต้องมีเมตตาบารมีมาก่อน..
จนเราเป็นผู้รู้ผู้เข้าใจ ในกฎในกติกาของวัฏสงสารนี้
แล้วจึงค่อยๆอุเบกขาไปตามความถูกต้อง  ตามเหตุตามผลของมัน
-- ลูกจึงจะสามารถทำอุเบกขาบารมีอย่างถูกต้องให้เกิดขึ้น

การวางเฉยอย่างรู้ตื่น..ย่อมแตกต่างจากการวางเฉยแบบไม่เอาไหน
การปล่อยวางอย่างรู้ตื่น.. ย่อมแตกต่างจากการปล่อยปละละเลยพระยาธรรมเอย

ฉะนั้น.. สภาวธรรมที่วันนี้ ลูกได้เฝ้าทูลถามนั้น 
มันก็มีความรู้สึกละเอียดอ่อนที่ทับซ้อนกัน
หลายสิ่งหลายอย่างที่ทับซ้อนกันอยู่..

ต้องเป็นบุคคลผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ  ดำเนินมาจนถึงจุดๆนั้นแล้ว 
จึงจะเข้าใจนะ.. พระยาธรรม

ลูกเอ๋ย.. ทีนี้ก็ลองพิจารณาธรรมทั้ง 5 ประการนี้ ดูก่อนก็แล้วกัน
เผื่อว่าลูกจะเข้าใจกันเพิ่มเติม

แล้วก็จะค่อยๆอธิบายหาข้อสรุปให้ลูกทั้งหลาย.. ได้เข้าใจเป็นขั้นเป็นตอน
จนหาคำตอบที่ถูกที่สุดให้ลูกทั้งหลาย.. ได้น้อมไปประพฤติปฏิบัติตาม

ประการที่ 1 -- นั้น
ให้ลูกทั้งหลาย.. จงพิจารณา เช่นนี้ว่า ก่อนที่จะเอาชนะความเมตตา

เราจะต้องฝึกฝนตน -ให้เข้าถึงความเมตตาอย่างละเอียดอ่อนเสียก่อน
คือเราจะต้องมีความเมตตาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือผู้อื่น

มีความปรารถนาให้ผู้อื่นได้ดี
ปรารถนาให้ผู้อื่นนั้นพ้นจากความทุกข์
ปรารถนาที่จะช่วยผู้อื่น เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้อื่นด้วยความเมตตาสงสาร
ปรารถนาดี - ยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี
-- ควรที่จะมีจิตใจเช่นนี้ อย่างนี้..

เมื่อลูกนั้น..  สามารถที่จะทรงอารมณ์แห่งการปรารถนาดี
ปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
หวังดีต่อผู้อื่น
ปรารถนาช่วยผู้อื่น
... และเมื่อผู้อื่นนั้นได้ดี - ก็ยินดีไปกับผู้อื่นด้วย

ลูกสามารถเข้าถึงการสั่งสมความดีเช่นนี้ จนทำลาย..
ความอิจฉา
ความเห็นแก่ตัว
การทำผิด ทำชั่ว
การเบียดเบียนผู้อื่น   

จนทำลายสิ่งเหล่านี้.. ไปจนหมด
จนทำให้ลูก..เข้าถึงความดีที่ละเอียออ่อนมากยิ่งๆขึ้น

แล้วลูกก็จะค่อยๆได้เรียนรู้เรื่องราวกฎแห่งกรรม
เรื่องราวต่างๆอย่างชัดเจนละเอียดอ่อน
อยู่ในระหว่างการบำเพ็ญบารมีในสิ่งเหล่านี้

พระยาธรรมเอย..  ลูกจึงจำเป็นที่จะต้องมีความเมตตา
และเข้าถึงความเมตตาอย่างละเอียดอ่อน
เรียนรู้ให้เข้าใจกระจ่างแจ้งเสียก่อนนะ

แล้วลูกจึงค่อยเข้าสู่ประการที่ 2 -- ก็คือ
ค่อยๆหาความเป็นกลางของความเมตตา - ให้ได้+
คือไม่ให้มีความเมตตามากจนเกินไป
-  จนเบียดเบียนตนเอง
-  จนทำให้ตนเป็นทุกข์
-  จนทำให้ความเมตตาของตนเองนั้น -ไปทำให้ผู้อื่นเป็นทุกข์
ทำร้ายตัวเอง-ทำลายผู้อื่น

ความเมตตานั้น.. ควรจะอยู่ในความพอดีความเป็นกลางของความเมตตา +

ลูกทั้งหลาย.. ควรที่จะค่อยๆฝึกตนเองให้เห็นความเป็นกลางของความเมตตาให้ได้
หาจุดศูนย์กลางของความเป็นกลางให้เจอ.. ลูกทั้งหลายเอ๋ย

และลูกก็จะสามารถที่จะเมตตาอย่างถูกต้อง
และค่อยๆสั่งสมความดีนี้ไป

ประการที่ 3 --
ลูกจะต้องค่อยๆทำความเข้าใจ
เรื่องกฎแห่งกรรมและกฎของธรรมชาติ-ให้ได้เสียก่อน

แล้วความเมตตาของลูกนั้น.. ก็จะค่อยๆหายไปพร้อมกับเหตุและผลที่มีอยู่
- ตามกฎแห่งกรรมและกฎของความไม่เที่ยงแท้

แล้วลูกก็จะค่อยๆยอมรับความเป็นจริงตามกฎธรรมชาติ
โดยที่ความเมตตาของลูกนั้นก็จะค่อยๆหายไป
และค่อยๆวางเฉยลงไป..

ในที่สุด.. ลูกก็จะสามารถที่จะเอาชนะความเมตตา -ที่เหนือความถูกต้อง
ลูกจะสามารถที่จะเอาชนะความเมตตานั้นได้.. ลูกเอ๋ย

ต่อไปประการที่ 4 --
ต้องฝึกฝนจิตของตัวลูกเอง..ให้เข้มแข็งในความดีเข้มแข็งในความถูกต้อง
... เพื่อช่วยตนเองและผู้อื่น -ให้พ้นจากอำนาจของความเมตตาสงสาร
และเพื่อพ้นจากความทุกข์อย่างแท้จริง

เพราะความเมตตาสงสารนี้..
ยังกลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกทั้งหลายจมอยู่ในความทุกข์
ยังคงเป็นสิ่งที่จะขวางกั้นนิพพานของลูกอยู่..

เพราะมัวแต่สงสารมัวแต่จิตใจอ่อนแอ !
จึงพ่ายแพ้ต่อสิ่งทดสอบต่างๆ
จึงไม่สามารถวางลง  และข้ามวัฏสงสารไปสู่พระนิพพานได้

จะต้องฝึกจิตให้เข้มแข็ง
ให้ยืนหยัดอยู่ในคุณงามความดีและความถูกต้อง
... เพื่อที่จะได้ช่วยเหลือตัวของลูกและบุคคลที่ลูกเมตตา -ให้พ้นทุกข์ให้ได้
ไม่พากันจมอยู่กับความเมตตา...

ต่อไปประการที่ 5 --
ลูกต้องยืนอยู่บนความถูกต้องมองทุกอย่างตามความเป็นจริง
และช่วยเหลือตามเหตุ ดูตามเหตุ
แล้วก็ปล่อยทุกอย่าง.. ให้เป็นไปตามเหตุ

เช่นนี้ละ พระยาธรรมเอย..  ก่อนที่เราจะวางความเมตตาลงนั้น
เราต้องมีความเมตตา
และต้องเข้าถึงความละเอียดอ่อนของความเมตตาก่อน

แล้วค่อยๆหาความเป็นกลางของความเมตตาให้ได้
แล้วก็ต้องทำความเข้าใจเรียนรู้ถึงเรื่องกฎแห่งกรรมและกฎของธรรมชาติ
เพื่อเราจะได้วางความเมตตาลงค่อยๆวางลง
-- จนยอมรับความเป็นจริง --

และก็ต้องฝึกจิตของเรา.. ให้เข้มแข็งในความถูกต้องเพื่อช่วยตัวเราเองและผู้อื่น
ให้พ้นจากความทุกข์ให้ได้อย่างแท้จริง
- โดยไม่ติดกับดักแห่งความเมตตา--

เราต้องยืนอยู่บนความถูกต้อง อย่างรู้ตื่น
และมองทุกอย่างตามความเป็นจริง
แล้วช่วยเหลือตามเหตุ  ดูตามเหตุ 
และก็ต้องยอมปล่อยไปตามเหตุ

เช่นนี้ละ พระยาธรรมเอย..  เมื่อลูกได้ฝึกฝนตนเช่นนี้อย่างนี้แล้ว
ลูกก็จะสามารถค่อยๆเอาชนะความเมตตา
แล้วค่อยๆไปยืนอยู่ในจุดของความถูกต้อง

แล้วความถูกต้อง.. ก็จะค่อยๆเติบโตขึ้น
แล้วลูกก็จะค่อยๆมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริง
- ของสิ่งที่มันเป็นไป
- ของสิ่งที่มันเป็นอยู่

แล้วลูกก็จะสามารถเป็นผู้ที่..
/  มีความเมตตาอย่างรู้ตื่น
/  มองทุกอย่างตามความเป็นจริง
/  ช่วยตามเหตุที่พอจะช่วยได้

พิจารณาตามเหตุที่มันเป็นอยู่
และก็ต้องปล่อยให้มันเป็นไปตามเหตุของมัน -อย่างวางเฉย

ความเมตตา - ก็จะไม่ทำร้ายลูก
ความเมตตา - ก็จะไม่ทำร้ายผู้อื่น
... เพราะความเมตตาของลูก -ตั้งมั่นอยู่ในกรอบของความอุเบกขา

อุเบกขา อยู่เหนือความเมตตา
ความเมตตา- จึงกลายเป็นสักแต่ว่า

เมื่อความเมตตากลายเป็นสักแต่ว่า.. 
-- การฉุดช่วยช่วยเหลือผู้อื่น..จึงจะได้ผลอย่างแท้จริง.. พระยาธรรมเอย

ฉะนั้น..  การที่เราวางอุเบกขาลง 
เราฝึกฝนวางเมตตาลง- แล้วก็เข้าสู่หมวดของอุเบกขา
ไม่ใช่การที่เรานี้จะไม่ฉุดช่วยใคร

แต่จะเป็นการฉุดช่วย - โดยที่ไม่ทำลายใครไม่ทำร้ายใคร
และเป็นการช่วยที่ถูกต้องอย่างแท้จริง ต่างหาก !

ฉะนั้น.. จึงค่อยๆฝึกฝนพิจารณาประพฤติปฏิบัติตามนี้เถิด พระยาธรรมเอย.. 
แล้วลูกก็จะสามารถเอาชนะความเมตตาได้
จะสามารถยืนหยัดอยู่ในความถูกต้องได้
และจะสามารถฉุดช่วยจิตทั้งหลาย.. ให้ก้าวเข้ามาสู่ความถูกต้องได้  +

แม้บุคคลเหล่านั้น.. จะเป็นบุคคลที่รักก็ตาม.. พระยาธรรมเอย

+ +
พระยาธรรม::  สาธุ พระพุทธเจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณพระพุทธองค์ ที่ทรงเมตตาแสดงธรรมนี้ให้ลูกได้ฟัง

เมื่อลูกฟังแล้วลูกพอจะเข้าใจแล้ว พระพุทธเจ้าค่ะ ว่า..
ลูกนั้น..
//  ควรที่จะมีความเมตตาเพื่อที่จะเข้าถึงความละเอียดอ่อนของความมีเมตตา
//  และควรที่จะหาความเป็นกลางให้เจอ
//  ควรที่จะฝึกฝนตนเองให้เข้าใจเรื่องของกฎแห่งกรรมและกฎของความไม่เที่ยงแท้

ลูกจะต้องฝึกจิตของลูก.. ให้เข้มแข็ง
ยืนหยัดในความถูกต้อง
เพื่อที่จะช่วยเหลือทุกคนให้พ้นทุกข์

และในที่สุด..ลูกก็จะสามารถยืนอยู่บนความถูกต้องอย่างรู้ตื่น
มองทุกอย่างตามเหตุ  ช่วยทุกอย่างตามเหตุ
และในที่สุดอะไรที่ช่วยไม่ได้.. ก็คงต้องปล่อยไปตามเหตุ

ตอนนี้ลูกกำลังดำเนินมาจนถึงข้อที่ 3-อยู่
ก็คือการที่ต้องทำความเข้าใจกฎแห่งกรรมและกฎของธรรมชาติ

ให้ฝึกฝนจิตของตน..ให้เข้าใจและยอมรับความเป็นจริง
โดยที่จะได้ค่อยๆหาความเป็นกลางของความเมตตา
ความเมตตาอย่างอุเบกขา
ความเมตตาที่ถูกต้อง
-- ลูกจะค่อยๆหามันเจอ.. 

และลูกก็จะต้องฝึกฝนตน..ให้เข้มแข็งอยู่ในความถูกต้อง
-- เพื่อที่จะได้ช่วยคนที่ปรารถนาจะช่วยทั้งหลายเหล่านั้น..ให้พ้นทุกข์ได้ --

สักวันหนึ่งจิตของลูก..จะต้องยืนอยู่บนความถูกต้องที่รู้ตื่น
แล้วก็มองทุกอย่างตามความเป็นจริง
ช่วยตามเหตุดูตามเหตุ
และก็ปล่อยไปตามเหตุ

ถึงวันนั้นก็ไม่มีอะไรทำร้ายลูกได้อีก
และลูกก็จะไม่อยู่ใต้อำนาจของความเมตตาอีก
ลูกก็จะฉุดช่วยคนอื่นได้+

ไม่ปล่อยให้ความเมตตาทำร้ายเรา /ทำร้ายเขา
ในที่สุด.. ทุกอย่างก็จะดีเอง

... ลูกพอจะเข้าใจเช่นนี้แล้วพระพุทธเจ้าค่ะ

พระพุทธองค์ ::ดีแล้วละ พระยาธรรมเอย
ความเมตตา -เป็นสิ่งที่ทุกคนควรจะมี
 และควรจะมีให้มากมีให้มากที่สุด
... เพราะความเมตตาจะทำให้เราหยุดทำชั่วแล้วก็หันกลับไปทำความดีสั่งสมความดีได้

แต่ความเมตตาก็จะสามารถที่จะทำร้ายเราและทำร้ายผู้อื่นได้ด้วยเช่นเดียวกัน +

ถ้ามันมากไป 
ถ้ามันหาความเป็นกลาง ความถูกต้องไม่ได้ไม่เจอไม่มี
-- เราก็จะจมปลักอยู่กับการหลงดี  เพราะคิดว่าเราทำดีคิดดีอยู่..
-- เรานี้ก็จะเอาสิ่งเหล่านั้น.. มาเป็นมารขวางกั้นไม่ให้เราถึงซึ่งพระนิพพาน !!

วันนี้ลูกก็ค่อยๆฝึกฝนตนมาจนถึงการทำความเข้าใจกฎแห่งกรรม -ให้ลึกเข้า
เข้าใจกฎของธรรมชาติ -ให้มากขึ้น

จนจิตของลูกก็ค่อยๆยอมรับตามความเป็นจริงของกฎธรรมชาติแล้ว
ลูกก็จงฝึกตนให้มีจิตใจที่เข้มแข็งอยู่ในความถูกต้อง

... เพื่อที่จะได้ช่วยเหลือ
ทั้งตัวของลูก -ให้พ้นทุกข์
ทั้งตัวของผู้อื่น- ให้พ้นทุกข์
... ให้ก้าวเข้ามาสู่ความถูกต้อง

แล้ววันหนึ่ง จิตลูก..ก็จะได้พัฒนาไป
จนถึงจุดที่ยืนอยู่บนความถูกต้อง อย่างรู้ตื่น
มองทุกอย่างตามความเป็นจริง
ช่วยตามเหตุ  ดูตามเหตุ
แล้วก็ปล่อยไปตามเหตุ

เมื่อจิตของลูกดำเนินมาจนถึงจุดนี้
ความเมตตานั้น..ก็จะไม่ทำร้ายลูก
และทำร้ายบุคคลผู้ที่ลูกปรารถนาให้เขาได้พ้นทุกข์อีกต่อไป

พระยาธรรมเอย..  ค่อยๆทำไปเช่นนี้ อย่างนี้
ฝึกฝนกันไปลูก..

ทุกสรรพสิ่งในวัฏสงสาร - ล้วนแล้วแต่มีความละเอียดอ่อนซับซ้อนซ่อนอยู่
มีความถูก - ซ่อนอยู่ในความผิด
มีความผิด - ซ่อนอยู่ในความถูก

ฉะนั้น.. จงฝึกตนให้เรียนรู้อย่างละเอียดอ่อน
เรียนรู้ไปเรื่อยๆ..
และวันหนึ่งลูกก็จะเป็นบุคคลผู้ที่..รู้แจ้งอย่างแท้จริง 

และจะถึงซึ่งความถูกต้องที่เที่ยงแท้  คือผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน
ลูกก็จะสามารถฉุดช่วยผู้อื่น..ให้พ้นทุกข์ตามด้วยได้ +

พระยาธรรมเอย..  ความดีที่อ่อนแอ
-- ย่อมพ่ายแพ้ต่อบททดสอบอุปสรรค สิ่งต่างๆทั้งหลายที่เข้ามาทดสอบ  !!

-- ความดีที่เข้มแข็ง.. จึงจะสามารถนำพาตนและทุกคน - พ้นจากความทุกข์ได้ *

ฉะนั้น.. จงเข้มแข็งในการทำความดี - ด้วยเหตุด้วยผลอย่างผู้รู้ตื่นเถิด.. ลูกเอ๋ย
แล้วการฉุดช่วยผู้อื่น.. จะสำเร็จตามที่ตั้งใจนะพระยาธรรม

พอจะเข้าใจบ้างแล้วหรือยังเล่าจงกล่าวธรรมนั้นมาเถอะ.. พระยาธรรม

+ +
พระยาธรรม::  สาธุ พระพุทธเจ้าค่ะ
พอจะเข้าใจบ้างแล้วพระพุทธเจ้าค่ะ

ตลอดเวลาที่ผ่านมาลูกนั้นก็มักมีความเมตตาสงสารผู้อื่น
จนบางครั้งเราก็ยอมอ่อนข้อ
แล้วก็ทำอยู่บ่อยๆจนความดีความถูกต้องที่แท้จริง.. ถูกความเมตตานั้นทำร้ายทำลาย
- ให้จมไปอยู่กับความทุกข์

ทำให้คนที่เราปรารถนาที่จะช่วยเขาให้ก้าวเข้ามาสู่ความถูกต้องความดีที่แท้จริง
... ต้องจมปลักอยู่กับความเมตตาลุ่มหลงอยู่กับความเมตตาสงสารที่เรามีให้
จนทำให้เขาก็จมอยู่กับความหลงดีหลงในสิ่งที่เราเมตตาสงสารนั้น..

ต่อจากนี้ไป..ลูกจะพยายามฝึกฝนตนเองให้อยู่ในกรอบของการวางเฉย
ดูทุกอย่างตามเหตุตามผล
ฝึกจิตของตนให้ยอมรับตามความเป็นจริง
แล้วก็เมตตาอย่างผู้รู้ตื่นให้ได้พระพุทธเจ้าค่ะ

กราบขอบพระคุณพระพุทธองค์ที่ทรงเมตตาลูกนะเจ้าคะ
วันนี้ ลูกต้องกราบขอลาก่อน   เอาไว้ลูกจะมาเฝ้าฟังธรรมใหม่ พระพุทธเจ้าค่ะ…

สาธุ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 28, 2022, 07:19:16 pm โดย thanapanyo »