ผู้เขียน หัวข้อ: Rec-3633 ผู้ที่เข้าใจชีวิตอย่างแท้จริง  (อ่าน 467 ครั้ง)

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4229
    • ดูรายละเอียด
Rec-3633 ผู้ที่เข้าใจชีวิตอย่างแท้จริง
« เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2021, 06:51:58 am »


พุทธธรรมแห่งความเมตตา   วันที่  17  กรกฎาคม  2564
บทที่ 77  **ผู้ที่เข้าใจชีวิตอย่างแท้จริง**
+ +   

ในเช้าของวันที่  16  กรกฎาคม พ.ศ. 2564           ณ สวนธรรมิกราช
เมื่อท่านพระยาธรรมิกราชได้กราบนอบน้อมเข้าเฝ้า ต่อองค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่าน เพื่อเฝ้าฟังธรรมแล้ว  จึงได้นอบน้อมเฝ้าทูลถามพระพุทธองค์ท่านไป ดังนี้ว่า...

“ ข้าแต่องค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เจ้าขา..
วันนี้ ลูกปรารถนาจะขอเฝ้าทูลถามถึง ข้อธรรม บทที่ 77 น่ะเจ้าค่ะ

การที่เรานี้เป็นคนที่เข้าใจชีวิตอย่างแท้จริงนั้น.. มีสภาวธรรมเป็นแบบไหนหรือเจ้าคะ ?

ขอพระพุทธองค์โปรดทรงเมตตา แสดงธรรมสภาวธรรมของบุคคลผู้เข้าใช้ชีวิตอย่างแท้จริง
ให้ลูกได้พิจารณาเพื่อทำความเข้าใจว่า.. การเข้าใจชีวิตอย่างแท้จริงเป็นแบบไหน ?
ขอพระพุทธองค์โปรดทรงเมตตาด้วยเถิดพระพุทธเจ้าค่ะ”
- - - -

พระพุทธองค์ ::ดีแล้วละ พระยาธรรมเอย..
ถ้าอย่างนั้น ก็จงทำใจของตนให้สงบตั้งมั่นให้ดีเสียก่อน
แล้วจึงค่อยๆพิจารณาธรรมดังต่อไปนี้..

พระยาธรรมเอย..ดีแล้วละลูก ที่วันนี้ลูกได้ถามถึงเรื่องนี้
... เพราะก็เป็นเรื่องสำคัญ *

ถ้าหากว่า คนเรานี้ไม่เข้าใจชีวิต..
ย่อมเป็นการดำเนินชีวิตที่ยุ่งยากและลำบาก
ย่อมหาทางออกทางไปให้กับชีวิตไม่เจอ
ย่อมแบกรับคำว่าชีวิตและโดนทับถมเอาไว้

และถ้าหากว่าเราก็คิดว่าเรานี้..เป็นบุคคลผู้เข้าใจชีวิตแล้ว
-- แต่ยังไม่ใช่บุคคลผู้ที่เข้าใจชีวิตแล้วอย่างแท้จริง..
ย่อมก่อให้เกิดความหลง - หลงดียึดดี
คิดว่าตนดีแล้ว  รู้แล้วเข้าใจแล้ว..

ทีนี้ก็จะไปทำในสิ่งที่ผิดๆ พลาดๆ 
อาจก่อให้เกิดกรรม  ที่จะทำให้ตนนั้น.. จะต้องตามชดใช้อีกมากมาย
แล้วจะเวียนวนไปหาที่สิ้นสุดไม่เจอ !

พระยาธรรมเอย..และย่อมแน่นอนละลูก ว่า
การที่ถ้าหากว่าเราเข้าใจชีวิตแล้ว /ดำเนินตามกฎตามกติกาของชีวิตนั้น..
... ย่อมจะเป็นเหตุเป็นปัจจัย ให้ชีวิตของเรานี้ -ดำเนินไปสู่ทิศทางที่ดี *
ไม่ทำในสิ่งที่ผิดที่พลาด  +

ชีวิตของเรา..ย่อมจะดีขึ้นและเป็นสุขขึ้น
เราย่อมจะค่อยๆแก้ไขปัญหาได้ทีละเรื่องทีละเปลาะ
แก้ได้ตั้งแต่เรื่องใหญ่ - จนเรื่องเล็ก
แก้ปัญหาต่างๆนั้นได้

จนเรานี้รู้สึกว่า.. ไม่มีอะไรเป็นปัญหา
จนเราสามารถที่จะอยู่เหนือปัญหาได้ในทุกๆเรื่อง

และหากว่าเราสามารถที่จะฝึกฝนตน -จนเข้าใจชีวิตได้อย่างกระจ่างแจ้ง
-- เราย่อมจะเป็นบุคคลผู้หลุดพ้นจากความทุกข์ได้อย่างแท้จริง

พระยาธรรมเอย..โดยธรรมชาติแล้ว
คนเรานั้น -ก็มักจะเข้าข้างตนเอง.. เป็นเรื่องปกติ
เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์เรา  ของดวงจิตทั้งหลาย ผู้ที่ยังไม่พ้นทุกข์
ผู้ที่ยังจมอยู่กับอำนาจของกิเลสตัณหา

ฉะนั้น..จึงนำพาให้ตนมีความความเห็นไปตามความคิดความเข้าใจของตน
แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่า..มันคือสิ่งที่ถูกต้องมันคือสิ่งที่ดีแล้ว

สุดท้ายแล้ว..
ความจริงก็คือความจริง
สุขแท้จริงก็คือสุขแท้จริง
สุขจอมปลอมก็คือสุขจอมปลอม
ทุกข์ก็คือทุกข์

มันไม่สามารถสลับสับเปลี่ยนกันได้ให้อะไรเป็นอะไร - ตามที่เราคิดและเราเข้าใจ

ฉะนั้น.. บนโลกใบนี้ อาจมีผู้คนมากมาย  ที่คิดและเข้าใจว่าเขานั้นคือบุคคลผู้เข้าใจชีวิต
และก็มีหลายระดับ ในการเข้าใจชีวิต

แต่วันนี้คำถามของลูกก็คือสภาวธรรมของบุคคลผู้ที่เข้าใจชีวิตมากที่สุด
เข้าใจชีวิตอย่างแท้จริงอย่างกระจ่างแจ้งนั้น.. มีสภาวธรรมเป็นเช่นไร ?

เพื่อที่ลูกนี้ จะได้เอากลับไปพิจารณาทบทวนถึงสิ่งที่ตนรู้ตนเข้าใจ
สิ่งที่ตนคิดสิ่งที่ตนเห็น
สภาวธรรมที่เป็นกับตน

จะได้พิจารณาว่าตนนั้น.. เป็นผู้เข้าใจชีวิตแล้วอย่างแท้จริงหรือเปล่า  ?

และจะได้น้อมเอาธรรมนี้..ไปเผยแผ่ประกาศธรรมให้กับจิตตั้งหลายผู้ตั้งใจจะฝึกฝนตน
ให้รู้ตื่นตามเข้าใจตาม
ได้พิจารณาถึง  การรู้และเข้าใจชีวิตของตน ว่ามีสภาวธรรม..
- เป็นแบบไหน
- อยู่ในระดับใด 
--เพื่อจะได้ฝึกฝนตนๆ เพิ่มเติม
เข้าสู่การเป็นผู้รู้และเข้าใจชีวิตอย่างแท้จริง ++

ฉะนั้นพระยาธรรมเอย..ลูกจงพิจารณาธรรมทั้ง 5 ประการดังต่อไปนี้
แล้วลูกจะเข้าใจว่า..
สภาวธรรมของบุคคลผู้ที่รู้ตื่นเข้าใจชีวิตอย่างแท้จริงนั้น - เป็นแบบไหน ?

ประการที่ 1 --
บุคคลผู้นั้น.. จะต้องฝึกฝนตนให้มีความเห็นชอบเห็นถูก-ตามคำสอนขององค์พระพุทธเจ้า ว่า..
ทุกสรรพสิ่งในวัฏสงสารนี้
.. เป็นเช่นนั้นอย่างนั้นอย่างแท้จริง

คำสอนขององค์พระพุทธเจ้า ชี้บอกให้ทุกคน
/  เห็นตามความเป็นจริงของทุกสรรพสิ่ง
/  เห็นตามความเป็นจริงของสิ่งที่มีอยู่และดำเนินอยู่

ไม่ใช่เพียงแค่คำสอน..ที่เป็นความเห็นความเชื่อขององค์พระพุทธเจ้า
แต่องค์พระพุทธเจ้า.. เห็นตามจริงเชื่อตามจริงเข้าใจตามจริง
แล้วก็อยู่เหนือความจริง
อยู่เหนือสิ่งที่มันมีมันเป็นทั้งหมด
-- จนเข้าสู่ความพ้นทุกข์ไปแล้ว...

องค์พระอรหันต์สาวกทั้งหลาย.. ก็เช่นเดียวกัน
เห็นถูกตามคำสอนขององค์พระพุทธเจ้า - จนศาสนาพุทธก่อเกิดขึ้น
และวางรูปแบบแนวทาง - ให้ดูรู้ ได้เห็น 
ชี้บอกให้ได้เข้าใจตามเห็นตาม
-- เพื่อให้ทุกคนได้เห็นตามความเป็นจริง +

ฉะนั้น.. ความเห็นอย่างพุทธะ- จึงเป็นความเห็นที่ถูกต้องตามความเป็นจริง**

บุคคลผู้ที่จะเข้าใจชีวิตอย่างแท้จริง-- จึงจะต้องเริ่มต้น
จากการที่มีความเห็นถูกเห็นชอบ- ตามที่องค์พระพุทธเจ้าได้ชี้ทางบอกทางเอาไว้..

ถือว่า..เป็นบุคคลผู้เข้าใจโลก  เข้าใจกติกาของโลก
เข้าใจชีวิตและกติกาของชีวิตอย่างถูกต้อง
- ไม่ผิดเพี้ยนไปจากความจริง -
... เช่นนี้ละ พระยาธรรมเอย

ในประการที่ 1นี้ -
บุคคลผู้ที่รู้แจ้งเข้าใจชีวิตอย่างแท้จริง
จึงเป็นบุคคลผู้ที่เห็นชอบ- ตามคำสอนขององค์พระพุทธเจ้า ว่า..
เป็นเช่นนั้นอย่างนั้น..อย่างแท้จริง

แสดงว่า.. มีความเห็นถูก
ความรู้แจ้ง เข้าใจ - ก็รู้แจ้ง และเข้าใจถูก
และถูกต้องตามความเป็นจริงด้วย +

ที่นี้ย่อมแน่นอนละ พระยาธรรม..ว่า ย่างก้าวที่ 1 - เราก้าวไม่ผิด
เราเห็นตามความเป็นจริงแล้ว..
-- เราย่อมสามารถที่จะเข้าถึงสภาวธรรมของผู้รู้แจ้ง
เข้าใจชีวิตอย่างแท้จริง -ในขั้นตอนต่อไปในระดับต่อไปได้ +

ต่อไปประการที่ 2 --
เราจะต้องรู้แจ้งเข้าใจกฎธรรมชาติในวัฏสงสารนี้ว่า.. เป็นแบบไหนเป็นยังไง ?

กฎธรรมชาติของวัฏสงสารคือการเวียนว่ายเวียนวน
หาที่สุดไม่ได้- หากว่ายังอยู่ในนี้

กฎธรรมชาติของวัฏสงสารก็คือการเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ต้องดับไป
ไม่มีอะไรเที่ยงแท้ในวัฏสงสารนี้

กฎของธรรมชาติก็คือ
ทุกข์อยู่ร่ำไป
ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น
ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป

เวียนเกิดเวียนตาย - ยาวนานเพียงใด
สุดท้าย.. ก็ไม่มีอะไร!
สุดท้าย.. ก็ไม่เหลืออะไร!

มีแต่ทุกข์เท่านั้น- ที่เกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไป
การเวียนวน เวียนว่ายอยู่ในวัฏสงสารนี้.. จึงไม่เกิดประโยชน์อะไร !!

กฎของธรรมชาติก็คือกฎแห่งกรรม ที่เราทำสิ่งใด - ก่อเกิดเป็นสิ่งนั้น
ที่แห่งนี้.. เป็นทะเลทุกข์

หากว่าเราได้ทำความเข้าใจถึงกฎธรรมชาติในวัฏสงสารได้อย่างกระจ่างแจ้ง
รู้จักและเข้าใจกฎของวัฏสงสารนี้..ตามธรรมชาติของมัน

แล้วเราก็รู้แล้วว่า..
ที่แห่งนี้- ไม่ใช่ที่ที่เราควรจะอยู่
ที่แห่งนี้คือที่ที่เราสามารถ -ที่จะออกจากที่นี่ไปได้
- ให้พ้นจากการถูกคุมขัง
- ให้พ้นจากกฎระเบียบของธรรมชาติในวัฏสงสาร

และการที่เราจะออกจากที่นี่ได้ -- เราก็มีองค์พระพุทธเจ้าเป็นผู้นำทาง **
เราเพียงแค่ดำเนินตาม -- เราก็จะออกจากที่นี่ได้ +

ทำความเข้าใจ
รู้ เข้าใจในธรรมชาติของพระนิพพาน ว่า..
พระนิพพาน นั้น.. เป็นดินแดนเป็นสถานที่ที่เป็นบรมสุขอย่างแท้จริง*

ทุกสรรพสิ่งที่อยู่ในวัฏสงสารนี้..
- เป็นของสมมุติ
-เป็นของไม่เที่ยงแท้

แต่พระนิพพานนั้น..
-  เป็นที่ที่เป็นบรมสุข
-  เป็นที่เที่ยงแท้
-  เป็นที่ที่สุขอย่างแท้จริง- ไม่มีวันกลับทุกข์อีก
-  เป็นที่ที่ไม่ต้องเกิดและไม่ต้องตาย
-  เป็นที่ที่เบาสบายหลุดพ้นจากวัฏสงสารนี้
-  เป็นที่ที่เป็นอิสระ

เรานี้รู้ว่า..ความสุขในแดนพระนิพพาน -เป็นแบบไหน
การเข้าถึงธรรมชาติของพระนิพพาน คือ
การมี -ไม่มีเสมอเหมือนกัน
ทุกสรรพสิ่งไม่มีเงื่อนไข

สุขแล้วก็สุขแท้จริง ยาวนาน
เที่ยงแท้ไม่มีดับไป  +

ความเข้าใจถึงธรรมชาติของวัฏสงสารแล้ว.. ก็ทำความเข้าใจถึงธรรมชาติของพระนิพพาน
ให้เราเข้าใจกลไกระบบธรรมชาติทั้งหมด
ทั้งวัฏสงสารและพระนิพพาน อย่างกระจ่างแจ้ง

แล้วเราก็จะเป็นบุคคลผู้เข้าใจชีวิต-ในระดับที่ 2 -
ก้าวเข้ามาถึงระดับที่ 2
หรือมีสภาวธรรมของผู้ที่เข้าใจชีวิตในแบบที่ 2 - เพิ่มเติมเข้าไป

จะทำให้เราเข้าใจโลกจักรวาลวัฏสงสาร
และความพ้นทุกข์อยู่ในแดนพระนิพพานเข้าใจอย่างกระจ่าง

แล้วทีนี้  เราก็จะสามารถที่จะเลือกได้ ว่า..
เราจะอยู่ที่ไหน
จุดมุ่งหมายของเราคืออะไร
ที่ที่พ้นทุกข์อย่างแท้จริง คืออะไร

พอเรารู้ เราเข้าใจเช่นนี้แล้ว..
-- เราจึงจะสามารถเป็นบุคคลผู้เข้าใจชีวิตอย่างแท้จริง --

และชีวิตของเรา..จึงจะเลือกสิ่งที่ถูกต้อง
สิ่งที่ดีสิ่งที่เป็นสุขอย่างแท้จริง
สิ่งที่ไม่ผิดไม่พลาด- ไม่กลับไปทุกข์อีก

พระยาธรรมเอย..ทีนี้ เราก็เข้าสู่ประการที่ 3 -- คือ
การฝึกฝนตน.. ให้รู้แจ้งเห็นจริงเข้าใจจริง
เข้าใจอย่างกระจ่างแจ้ง-ในเรื่องกฎของกรรม

ฝึกให้รู้ - ด้วยการเข้าใจ
ฝึกให้รู้ - ด้วยการประพฤติปฏิบัติตาม
ฝึกให้รู้ - ด้วยการเห็นผลตาม 
กระจ่างแจ้ง  เข้าใจในเรื่องกฎแห่งกรรม อย่างแท้จริง

เพื่อตัวของเรานี้ มั่นใจเข้าใจ
เห็นด้วยตนประสบพบเจอด้วยตน
... แล้วจงตั้งใจทำแต่สิ่งที่ดีที่ถูกต้องไป..

และเราก็ควรที่จะทำความเข้าใจถึงกฎของความไม่เที่ยงแท้ ว่า
ทุกสรรพสิ่งในวัฏสงสารนี้..
สุดท้ายแล้ว.. ก็ไม่มีไม่เหลืออะไร

ทุกอย่างเป็นเพียงแค่ความว่างเปล่า +
ทุกอย่างเกิดตามเหตุสมมุติ
สมมุติ -นำพาให้มีสมมุติ
แล้วสมมุติ - ก็จะพาให้สมมุตินั้น ดับไป

ความจริงแล้ว.. ทุกอย่างว่างเปล่า
ไม่มีอะไรที่เราต้องยึดติด
ไม่มีอะไรที่เราต้องลุ่มหลงต้องยึดไว้ - เพื่ออะไรทั้งหมด

ยกระดับจิตของตน.. ให้อยู่เหนือความมีความเป็นทั้งปวง

ทีนี้เราก็จะสามารถที่จะฝึกฝนตน.. ให้เข้าใจความจริงของชีวิตได้
//  ด้วยการเข้าใจกฎแห่งกรรมอย่างถ่องแท้
//  ด้วยการเข้าใจกฎของความไม่เที่ยงแท้  สิ่งที่เป็นสมมุติอย่างกระจ่างแจ้ง
- ตามความเป็นจริงของสิ่งนั้นเรื่องนั้น -

พระยาธรรมเอย..เมื่อเรา
ได้รู้กฎแห่งกรรมเข้าใจกติกาของกฎแห่งกรรม
ได้รู้ถึงความไม่เที่ยงแท้   สิ่งที่มีในสมมุติมีนี้ อย่างแท้จริงแล้ว..

เราย่อมจะสามารถ ที่จะรู้ตื่น รู้แจ้ง  เข้าใจของสมมุติทั้งหลายเรื่องราวทั้งหลาย
สิ่งทั้งหลายที่มี- ที่เกิดตามเหตุเหตุเกิดจากไหน
ดำเนินไปตามเหตุ- แล้วก็ดับไปตามสมมติฐาน
-- สมมุติทั้งนั้นละลูก - ที่ให้ก่อให้เกิดให้ทุกข์อยู่ตรงนี้ !!

เมื่อเราเข้าใจเช่นนี้ อย่างนี้แล้ว..เราก็จะเข้าสู่ปราการที่ 4 -- ว่า
เรานี้เกิดมายังไง เกิดมาเพื่ออะไร ?
และจะต้องทำยังไงต่อไป?

เมื่อเราสามารถที่จะรู้และเข้าใจที่ไปที่มาของเราได้ -- เราก็จะสามารถเข้าใจชีวิตได้อย่างแท้จริง
เราก็จะรู้ว่า แท้ที่จริงแล้ว.. เราคือดวงจิตดวงหนึ่ง
เกิดขึ้นมาแล้วแตกดับไม่ได้

แต่ไม่มีภูมิคุ้มกัน -- จึงถูกอำนาจของเชื้อแห่งกิเลสตัณหาครอบงำ
- พาให้ตกเป็นทาส 
- พาสร้างกรรมไปตามอำนาจกิเลสตัณหา

และเราจึงต้องเป็นผู้ได้รับผล
คือ เกิดตามกรรมนั้น 
และเป็นไปตามกรรมนั้น..
-- จึงมีเรามีตัวตนของเราขึ้นมา --
ชีวิตเรานี้ - กรรมเป็นผู้ลิขิต

แต่ตอนจากนี้ไปเรารู้และเข้าใจแล้ว.. 
เราจะเป็นผู้ลิขิตกรรมเอง +

กรรมไหนที่ไม่ดี -- เราจะไม่ก่อเพิ่ม
เพื่อก่อโทษแก่เรา
เพื่อเป็นเหตุผูกมัด รัดเราไว้ในวัฏสงสาร

กรรมไหนที่เป็นกรรมดี - เราจะทำสิ่งนั้น
เพื่อให้ก่อให้เกิดสาธารณประโยชน์ก็ดี
ประโยชน์แก่ตนและส่วนรวมก็ตาม..เอาไว้บนโลกนี้

และเราจะต้องไม่ยึดในกรรมนั้นว่า..เป็นเราเป็นตัวตนของเรา
ไม่หลงในสิ่งนั้น

จ่ายหนี้ให้หมด
ปลดล็อกตนเองให้เป็นอิสระ
ยกจิตของตน - ให้เข้าสู่ความพ้นทุกข์

เมื่อเรารู้เข้าใจที่มาของเราว่า..
-- ชีวิตของเรานี้..
มาจากกรรม
มาจากจิต
มาจากกิเลสตัณหา
มาจากกรรม
... แล้วก็เลยมามีกาย

มีกายนี้ หากไม่เข้าใจและไม่ทำตามกติกาที่ถูกต้อง
-- เราย่อมก่อภพก่อชาติ.. เป็นกายนี้อีกจนนับภพชาติไม่ถ้วน!!

ที่นี้เราก็จะรู้ว่า..
เรานี้มาเพื่อทำอะไร
-- มา
เพื่อที่จะเรียนรู้ให้เข้าใจทำในสิ่งที่ดีที่ถูกต้อง +
เพื่อปลดล็อกดวงจิตของตน
- ออกจากการถูกคุมขัง
- ออกจากการที่ต้องเป็นทาสของกิเลสตัณหาในวัฏสงสารนี้
เราก็จะรู้ว่า.. เราจะต้องทำยังไงต่อไป?

พระยาธรรมเอย..
บุคคลผู้รู้ชีวิตว่ามายังไง
บุคคลผู้รู้ชีวิตว่าเกิดมาเพื่ออะไร
บุคคลผู้รู้ชีวิตว่า  จะต้องไปยังไงต่อไป
... รู้อย่างถูกต้องเข้าใจอย่างถูกต้อง…

บุคคลผู้ที่ทำถูกต้องแล้ว - ย่อมได้รับผลที่ดีในที่สุด*

และลูกก็จะสามารถเข้าใจชีวิตได้อย่างแท้จริงอย่างกระจ่างใจ  ++

จนเข้าสู่ประการที่ 5-- ก็คือ
ลูกนั้น.. ย่อมจะเป็นบุคคลผู้ที่สามารถฝึกฝนประพฤติปฏิบัติ
- ตามคำสอนแนวทางขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
จนเข้าถึงซึ่งความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง
คือเข้าสู่พระนิพพาน*

และเมื่อเป็นบุคคลผู้พ้นทุกข์เข้าถึงพระนิพพานแล้วอย่างแท้จริงนั้น
-- ลูกย่อมสามารถที่จะเป็น..
บุคคลผู้รู้แจ้งโลก
บุคคลผู้เข้าใจชีวิตอย่างแท้จริงได้

ฉะนั้น ลูกเอ๋ย.. ทำความเข้าใจอย่างง่ายๆ ก็คือ 
บุคคลผู้ที่เข้าใจชีวิตอย่างแท้จริง-- มีเพียงแค่พระผู้หลุดพ้นทั้งหลาย เท่านั้น
...เป็น
องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
องค์พระปัจเจกพระพุทธเจ้า
และองค์พระอรหันต์เจ้า

* มีแต่พระผู้หลุดพ้นเท่านั้นละลูก.. ที่เป็นบุคคลผู้เข้าใจชีวิตอย่างแท้จริง **

ฉะนั้น.. เมื่อลูกทั้งหลายปรารถนา ที่จะเป็นบุคคลผู้เข้าใจชีวิตอย่างแท้จริง
ก็จงฝึกฝนพิจารณาธรรมนี้ให้เข้าใจ 
และฝึกฝนสภาวธรรมทั้ง 5 ประการนี้ - ให้เกิดขึ้น มีอยู่ในตัวของลูกทั้งหลาย

แล้วลูกก็จะเป็นบุคคลผู้เข้าใจชีวิตอย่างกระจ่างแจ้ง 
อย่างแท้จริง.. พระยาธรรมเอย

แล้วลูกก็จะพ้นทุกข์ได้เองนั่นละ..พระยาธรรม

+ +
พระยาธรรม::  สาธุ พระพุทธเจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณพระพุทธองค์  ที่ทรงเมตตาแสดงธรรมนี้ให้ลูกได้ฟัง

ลูกพอจะเข้าใจแล้ว ว่า
การที่ถ้าหากว่า เราไม่เข้าใจชีวิต
-- ย่อมเป็นเหตุให้เราจมอยู่กับความทุกข์ หาทางออกให้ตนไม่เจอ..

การเข้าใจชีวิต - แต่ไม่เข้าใจชีวิตอย่างแท้จริง.. ก็อาจก่อให้เกิดความลุ่มหลง
คิดว่าตนรู้แล้วดีแล้ว
แล้วก็พาให้เวียนตาย เวียนเกิด  หาที่สิ้นสุดไม่ได้ !

การที่เราเข้าใจชีวิตอย่างแท้จริง..
ย่อมจะสามารถช่วยให้เรานี้ -ดับความทุกข์ในตนได้
สามารถทำในสิ่งที่ถูกต้องได้ 
และนำพาตนให้พ้นทุกข์ได้ อย่างแท้จริง

เรานี้ จะต้องรู้จริง  เข้าใจจริง ตามความเป็นจริงเท่านั้น  +
ผิด - ไม่อาจเป็นถูก
ถูก - ไม่อาจเป็นผิด
ความจริง ก็คือความจริง

และควรที่จะฝึกฝนตนให้เข้าใจในประการที่ 1 - ว่า
เราจะต้องเห็นถูก ตามคำสอนขององค์พระพุทธเจ้า
ว่า.. เป็นเช่นนั้นอย่างนั้น อย่างแท้จริง

ทุกสรรพสิ่งบนโลกนี้ - เป็นตามคำสองขององค์พระพุทธเจ้า
เพราะพระองค์ทรงสอน  ชี้บอกให้เราเห็นตามความเป็นจริง
และพระองค์ท่าน.. ก็ทรงเป็นผู้เห็นถูก *

เมื่อเรามีความเห็น ตามคำสอนขององค์พระพุทธเจ้าแล้ว..
เราก็จะเข้าสู่ ประการที่ 2 - คือ 
เข้าใจธรรมชาติของวัฏสงสารธรรมชาติของพระนิพพาน

เมื่อเราเข้าใจธรรมชาติของทั้ง 2 สถานที่  / 2สภาวธรรมนี้แล้ว..
เราก็ควรที่จะทำความรู้แจ้ง 
เข้าใจในกฎแห่งกรรม  และกฎของความไม่เที่ยงแท้  *
... ให้เข้าถึงอย่างแท้จริง กระจ่างแจ้งอย่างแท้จริง
-- เพื่อคลายความยึดติด  และลดการสร้างกรรมไม่ดีของเรา...

ทีนี้ เราก็จะเข้าสู่ ประการที่ 4 - คือ
เข้าใจว่า ชีวิตนั้นมายังไง
มาจากจิต มาจากกิเลสตัณหา กรรม  และกาย

เราก็จะรู้ว่า.. ต่อไป
เราจะต้องทำยังไง ?
ชีวิตเกิดมาเพื่ออะไร ?
-- เราย่อมทำในสิ่งที่ดี และถูกต้องได้  --

จนเราย่อมสามารถเข้าสู่ ประการที่ 5- คือ
สามารถเป็นบุคคลผู้ประพฤติปฏิบัติ  ตามแนวทางคำสอนขององค์พระพุทธเจ้า
จนเข้าถึง การเป็นผู้หลุดพ้นจากความทุกข์ อย่างแท้จริง- เป็นองค์พระอรหันต์

และในที่สุด ต้องเข้าใจว่า..
บุคคลผู้รู้แจ้งโลก  เข้าใจชีวิตอย่างแท้จริง - มีเพียง
* องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
* องค์พระปัจเจกพระพุทธเจ้า
* และองค์พระอรหันต์เจ้า เท่านั้น
-- ที่จะสามารถรู้แจ้ง และเข้าใจชีวิตอย่างแท้จริง ++

... ลูกพอจะเข้าใจเช่นนี้ อย่างนี้แล้ว พระพุทธเจ้าค่ะ

แต่พระพุทธองค์ เจ้าขา.. การเข้าใจชีวิต ในแบบของพระพุทธเจ้า
คือเข้าใจชีวิตของตน และผู้อื่นด้วย

การเข้าใจชีวิตแบบองค์พระปัจเจกพระพุทธเจ้าคือการเข้าใจชีวิตเฉพาะพระองค์ท่านเอง
และหลุดพ้นเอง+

การเข้าใจชีวิตแบบพระอรหันต์สาวก - บางท่านก็เข้าใจตนด้วยเข้าใจผู้อื่นด้วย
แต่เข้าใจเพียงแค่กลุ่มดวงจิตกลุ่มหนึ่ง - ที่มี
จริตวิสัยคล้ายกัน
มุมมองที่เหมือนกัน
รูปแบบชีวิตที่ใกล้เคียงกันเท่านั้น

-- ไม่อาจเข้าใจชีวิตของสัตว์โลกทั้งหลาย.. ได้อย่างกระจ่างแจ้ง
เช่นนี้หรือเปล่าพระพุทธเจ้าค่ะ ?

พระพุทธองค์ ::ถูกต้องแล้วละ พระยาธรรม

องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือ ผู้ที่สั่งสมบารมีฝึกฝนตนมาเพื่อฉุดช่วยดวงจิตทั้งหลาย
สั่งสมบารมีจนเต็มจนเป็นองค์พระพุทธเจ้าแล้วนั้น..
... ย่อมสามารถที่จะเข้าใจดวงจิตอื่นๆได้อย่างไม่มีประมาณ*

และสามารถที่จะฉุดช่วยดวงจิตมากมาย - เพื่อพ้นทุกข์ตามได้
สำหรับดวงจิตที่ตั้งใจที่จะพ้นทุกข์ตาม

ส่วนองค์พระปัจเจกพระพุทธเจ้า นั้น  ท่านเป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง
แต่ก็แสวงหาทางพ้นทุกข์ - เฉพาะตน +

ฉะนั้น.. พระองค์ท่านก็จะสั่งสมบารมีมาในแบบที่..
- เห็นเฉพาะทางของตน
- เห็นเฉพาะชีวิตของตน

บุคคลผู้ที่สามารถที่จะฝึกฝนตน - จนเข้าถึงการเป็นองค์พระอรหันต์
ย่อมมีหลายรูปแบบ

แต่ธรรมชาติขององค์พระอรหันต์
--ย่อมไม่สามารถที่จะรู้และเข้าใจโลกใบนี้
เข้าใจผู้อื่น - กว้างเท่ากับองค์พระพุทธเจ้า

และมีความรู้ความเข้าใจ - เข้าใจชีวิตตนและผู้อื่นมากน้อยแตกต่างกัน
ไม่เสมอกันเป็นธรรมดาขององค์พระอรหันต์

บางท่านก็รู้เฉพาะตน  พ้นเฉพาะตน
บางท่านก็ช่วยผู้อื่นได้บ้างในระดับต่างๆหรือว่าช่วยได้ไม่มากเท่าไหร่
บางคนบางท่าน..ก็สามารถที่จะช่วยฉุดช่วยดวงจิตอื่น.. ให้พ้นทุกข์ตามได้มากมายด้วยก็มี

แต่ยังไง..ก็ไม่ได้รู้และเข้าใจดวงจิตอื่นอย่างกระจ่างแจ้ง-- เหมือนเช่นกันกับองค์พระพุทธเจ้า

นั่นก็คือธรรมดาธรรมชาติของสิ่งที่มันมีอยู่เป็นอยู่ในวัฏสงสารนี้
ดำเนินมาเช่นไร - ผลก็คือ เช่นนั้น +

แต่สุดท้ายแล้ว.. ทุกอย่างก็ไม่มีอะไรต้องเป็นอะไร
เข้าถึงพระนิพพานกันได้ - ก็เป็นเรื่องที่ดีแล้วละ.. พระยาธรรม
ทำความเข้าใจตามนี้ละกัน.. พระยาธรรม

+ +
พระยาธรรม::  สาธุ พระพุทธเจ้าค่ะ
ลูกพอจะเข้าใจแล้ว พระพุทธเจ้าค่ะ

ลูกสงสัยในเรื่องนี้เพราะว่า..
เผื่อบางคนบางท่านเขาอาจจะคิดว่าการเข้าใจชีวิต
คือเราต้องเข้าใจชีวิตของคนอื่นได้ทุกเรื่องทุกคนด้วย

แต่พอลูกฟังธรรมนี้แล้วลูกก็พอจะเข้าใจว่า..
ก็แล้วแต่เหตุของแต่ละดวงจิตที่ทำมาอีกทีหนึ่ง

การเข้าใจของคนเรา - ก็มีเ
ข้าใจตน
เข้าใจผู้อื่น
เข้าใจระดับที่มากน้อยต่างกัน

แต่ที่สำคัญก็คือสามารถพ้นทุกข์ได้
-- ก็ถือว่าดีที่สุดแล้วและจบกิจแล้ว ++

ลูกกราบขอบพระคุณพระพุทธองค์ ที่ทรงเมตตาลูกนะเจ้าคะ
วันนี้ลูกต้องกราบขอลาก่อนเอาไว้ลูกจะมาเฝ้าฟังธรรมใหม่ พระพุทธเจ้าค่ะ...

สาธุ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 28, 2022, 07:11:57 pm โดย thanapanyo »

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4229
    • ดูรายละเอียด
Re: Rec-3633 ผู้ที่เข้าใจชีวิตอย่างแท้จริง
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: สิงหาคม 07, 2021, 05:36:33 am »



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 28, 2022, 07:12:22 pm โดย thanapanyo »