ผู้เขียน หัวข้อ: Rec-3242 หน้าที่ฝ่ายปฏิบัติตามธรรม 3 ขั้น  (อ่าน 277 ครั้ง)

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4093
    • ดูรายละเอียด
Rec-3242 หน้าที่ฝ่ายปฏิบัติตามธรรม 3 ขั้น
« เมื่อ: มิถุนายน 11, 2021, 12:00:15 pm »



ธรรมะไตรปิฎก  วันที่  23 เมษายน 2563
ตอนที่ 102  **หน้าที่ปฏิบัติตามธรรม 3 ขั้น**
+ +   

ในเช้าของวันที่  21 เมษายน พ.ศ. 2563 
เมื่อท่านพระยาธรรมิกราชได้ขึ้นเข้าเฝ้านอบน้อม ต่อองค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่านแล้วนั้น  จึงได้นอบน้อมเฝ้าทูลถามธรรมกับพระพุทธองค์ท่านไป ดังนี้ว่า...

“ ข้าแต่องค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เจ้าขา..
วันนี้ ลูกปรารถนาที่จะเฝ้าทูลถามพระพุทธองค์ ถึงเรื่องของผู้ประพฤติปฏิบัติธรรม ที่ลูกได้น้อมนำจากพระองค์ไปเผยแผ่ คือ กลุ่มที่ 3 น่ะเจ้าค่ะ
กลุ่มที่ 3 - กลุ่มประพฤติปฏิบัติตามนั้น จะต้องทำหน้าที่ ทำอะไร ยังไงบ้างหรือเจ้าคะ ?
-- เพื่อให้ได้ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด

ขอพระพุทธองค์โปรดทรงเมตตา แสดงธรรมนี้ให้ลูกได้ฟัง และนำไปเผยแผ่ให้ทุกคนได้ประพฤติปฏิบัติตามด้วยเถิด พระพุทธเจ้าค่ะ “
- - - -

พระยาธรรมเอ๋ย..  ถ้าอย่างนั้น ลูกก็จงตั้งใจฟังให้ดี
ฟังแล้ว ก็น้อมธรรมนี้ไปพิจารณา และเผยแผ่ให้ดวงจิตทั้งหลาย.. ผู้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติตามธรรมคำสอนที่ลูกน้อมไปเผยแผ่ ด้วยความเคารพ เชื่อมั่น ว่า..
* เป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แสดงธรรมลงมาอย่างแท้จริง *

นี่คือ การน้อมธรรมจากพระองค์ลงมาเผยแผ่ในครั้งกึ่งพุทธกาล อย่างแท้จริง
ให้ดวงจิตทั้งหลายเหล่านั้นผู้มีความศรัทธามั่นคง ได้น้อมปฏิบัติตาม 3 ขั้นนี้

ลูกทั้งหลายเอ๋ย..  กาลเวลาผ่านไปยาวนานนัก กว่าจะหมุนรอบกลับมาถึงในวันนี้ 2 พันกว่าปี กึ่งพุทธกาลเข้ามาถึง ดวงจิตลูกจึงได้บำเพ็ญบารมีมาจนพบ
วันนี้ ลูกได้มาพบกับพระธรรมคำสอนอันบริสุทธิ์ พระธรรมคำสอนที่ชี้ให้ลูกนั้น เห็นแจ้งตามความเป็นจริงทุกสิ่งทุกประการ

ลูกนั้น จึงควรประพฤติปฏิบัติตามนี้ ลูก คือ
1. ให้ฝึกฝนตน - ให้ตนนั้นเป็นคนว่านอนสอนง่าย
ประพฤติปฏิบัติตาม ฟัง และน้อมธรรมเหล่านี้ไปพิจารณาตาม อย่างแท้จริง

ลูกเอ๋ย.. ฝึกฝนตน ให้อัตตาและตัวตนลดละ ทิ้งไป ลูก
แล้วปล่อยใจให้เป็นกลางๆ ว่างๆ พิจารณาธรรมตามแต่ละคลิป แต่ละตอน แต่ละหมวดหมู่ของธรรม
ฟังธรรมไป - น้อมพลังพุทธบารมีไป

แม้ธรรมเหล่านี้ จะไม่ใช่เสียงของพระพุทธองค์โดยตรง จากกายแห่งพระองค์
... แต่ก็เป็นเสียงที่แสดงมาจากกาย ที่เป็นกายแก้ว ที่เกิดจากสภาวจิตอันรู้ตื่น ส่งพลังลงมา
ซึ่งกายทั้งหลาย.. ก็เป็นเพียงแค่สิ่งสมมุติขึ้นมา..
สมมุติเป็นผู้หญิง / สมมุติเป็นผู้ชาย 
สมมุติว่าเป็นเสียงนั้น เสียงนี้
.. ซึ่งไม่สำคัญอะไร

แต่สิ่งที่สำคัญ ก็คือ * คำสอน แก่นธรรม ชี้ทางบอกทาง - ที่ได้สื่อผ่านลงมา *

ฉะนั้น ให้ลูกจงตั้งใจฝึกฝนประพฤติปฏิบัติ บำเพ็ญตน ขัดเกลากิเลสตัณหาของตนทิ้งไป
ฟังธรรมเหล่านี้ ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ
ฟังไป โดยปราศจากอัตตาและตัวตน

ลูก จะสามารถที่จะน้อมเอาพลังบารมี พลังพุทธะ จากองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า.. เข้าสู่ตนได้มาก +
ลูกนั้น จะได้น้อมเอาพลังพระธรรม อันรู้ตื่น รู้แจ้ง จากองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า.. เข้าสู่ตนได้มาก +
ลูกนั้น จะสามารถที่จะฝึกฝนตน ให้ถูกต้องตามหลักธรรม ตามสัจธรรมที่แท้จริง +

ขอเพียงแค่.. มุ่งมั่นตั้งใจฝึกฝนตน ให้เป็นคนว่านอนสอนง่าย
อัตตาตัวตน ทิฐิมานะนั้นลดละ
ปล่อยใจให้ว่าง น้อมธรรมเหล่านี้เข้าสู่ตน
... นี่คือสิ่งที่ลูก ควรฝึกฝนให้ได้.. ลูกเอ๋ย ++

และจงฝึกให้จิตนั้นว่าง ให้สงบ
พิจารณาธรรมตามความเป็นจริง อย่าพิจารณาตามความคิด
แล้วลูกจะเห็นแจ้งตามความเป็นจริงทุกประการ ในเสียงธรรมที่ประกาศสู่โลก
.. ลูกก็จะเป็นผู้เข้าถึงธรรม ด้วยจิตอันสงบ 
- ไม่ใช่เข้าถึงธรรม ด้วยจิตที่เป็นมานะทิฐิ เป็นอัตตา เป็นตัวเป็นตน ลูก !

ลูกจะไม่ใช่ผู้เข้าถึงธรรม เพียงแค่ด้วยความคิดของตน / การตัดสินผิดถูกของตน
.. แต่ลูกจะเป็นผู้เข้าถึงธรรม ด้วยจิตอันรู้ตื่น เห็นทุกสรรพสิ่งตามความเป็นจริง ในธรรมที่ชี้ทางบอกทาง
ฝึกฝนเช่นนี้ไปเรื่อยๆ.. จิตของลูก ก็จะเป็นผู้รู้ ผู้เบิกบานขึ้นมา ++

พระยาธรรมเอ๋ย.. นี่ละ คือ สิ่งที่ 1 - ที่ฝ่ายของการประพฤติปฏิบัติตามนั้น ควรจะฝึกฝนตน

ต่อไป ในสิ่งที่ 2 ที่ฝ่ายของการฝึกฝนประพฤติปฏิบัติตามนั้นควรจะฝึกนั้น ควรจะทำ ก็คือ
การลงมือปฏิบัติเอาจริงเอาจัง ตามแนวทาง หลักทาง  ตามคำสอน ตามหลักสูตร ตามขั้นตอนการประพฤติปฏิบัติที่ลูกนำมาเผยแผ่
เช่น หลักสูตรค้นหาตัวตน มีอะไรบ้าง มีกี่ขั้น กี่ตอน
สมาธิ ทำแบบไหน ยังไงบ้าง
รักษาศีล ฟังธรรม ทำสมาธิ ฝึกฝนปัญญา

คือ นอกเหนือจากการฟังธรรมแล้ว ก็จงตั้งใจประพฤติปฏิบัติตามด้วย
และให้ลงมือทุ่มเทในการประพฤติปฏิบัติ อย่างจริงจัง คือ
ให้ฝึกฝนตนอยู่ในหลักสูตรค้นหาตัวตน 
สวดฟอกชำระล้างกิเลสตัณหาบ้าง
ฟังธรรม น้อมพลังชำระล้างกิเลสตัณหาบ้าง
ฝึกฝนสมาธิ ให้จิตตั้งมั่น สงบบ้าง
ฝึกฝนปัญญา ให้รู้แจ้ง รู้ตื่น เข้าใจตามความเป็นจริงของทุกสรรพสิ่งบ้าง
... ให้ฝึกฝนเช่นนี้ ปฏิบัติเช่นนี้ +

คือ เมื่อได้รู้ ได้ยินได้ฟัง จนเข้าใจแล้ว..
-- ก็ต้องน้อมไปประพฤติปฏิบัติตาม ฝึกฝนให้ตนนั้นเห็นในสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนได้ว่า.. เกิดผลอย่างไรบ้าง ตั้งแต่เริ่มฟังธรรม เริ่มน้อมมาปฏิบัติ ..
ตัวของเรานี้ มีปัญญามากขึ้นมั้ย  ?
ละกิเลสได้มากขึ้นมั้ย ?
ตัวของเราใจเย็นลงหรือเปล่า ?
ถอดถอนความลุ่มหลง ยึดติดอะไรมากมาย การดิ้นรนขวนขวาย เร่าร้อนต่างๆ ถอดถอนได้บ้างหรือเปล่า ?
คือ ดูการปฏิบัติของตน ว่า เจริญก้าวหน้าเพียงใด..

แล้วก็จงตั้งใจประพฤติปฏิบัติไปๆ อย่างสุดพละกำลังความรู้ความสามารถ ที่ตนพอจะทำได้นะ พระยาธรรม
เช่นนี้ละลูก คือ ประการที่ 2 - ที่กลุ่มผู้ประพฤติปฏิบัติตาม ควรที่จะฝึกฝนตนตามนี้..

ต่อไป ประการที่ 3 คือ ลูกทั้งหลาย.. จงตั้งใจทำให้ผลการปฏิบัติที่ดี ที่ได้ผลอย่างแท้จริง - ก่อเกิดขึ้นแก่ตนเอง และมารวมกันเป็นกลุ่ม เป็นคณะ.. ให้มันก่อเกิดผลที่ดีขึ้นมา

คือ ฝึกฝน สร้างบุคลากรผู้บรรลุ บำเพ็ญธรรม สำเร็จในขั้นต่างๆ ในระดับต่างๆขึ้นมา
ด้วยการรวบรวมบุคคลผู้สามารถรักษาศีล ฟังธรรม ทำสมาธิ ฝึกฝนปัญญา..
จนเข้าถึงสภาวจิต ในระดับของพระอริยเจ้า  พระอริยบุคคลตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป

ก็คือ ทำผลให้ก่อเกิดด้วยลูก ปฏิบัติตามแล้ว.. ผลที่ก่อเกิด ก็ต้องก่อเกิดจริงๆด้วย
คือ การทำให้ตนเป็นองค์พระอริยเจ้า ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป  แล้วเมื่อองค์พระอริยเจ้ารวมตัวกันมา เป็นหลายๆองค์

ทีนี้ละ พระยาธรรม.. แสดงว่า ผลของกลุ่มผู้ที่อยู่ในฝ่ายของการปฏิบัติตามนั้น - ได้ปรากฏขึ้นแล้ว +
ฝึกฝน จากการฟังธรรม
ฝึกฝน ด้วยการปฏิบัติตามแล้ว จนเกิดผลเป็นองค์พระอริยเจ้า หลายคน หลายดวงจิต
แล้วก็ฝึกกันไปเช่นนี้.. จนองค์กรของกลุ่มผู้ปฏิบัติตามนั้น โตขึ้นเรื่อยๆ
จนเป็นกลุ่ม เป็นคณะ ที่มีพระอริยเจ้า
จนเป็นกลุ่ม เป็นคณะ ที่มีพลังอันแข็งแกร่งในคุณงามความดี
... รวมตัวกันมา

เป็นสิ่งยืนยันได้ว่า พระธรรมที่น้อมไปเผยแผ่นั้น..
เป็นธรรมที่ดี ที่ถูกต้องอย่างแท้จริง *
ปฏิบัติแล้ว เข้าถึงทางพ้นทุกข์อย่างแท้จริง
ปฏิบัติแล้ว เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ถึงนิพพานอย่างแท้จริง

นี่ละ พระยาธรรม.. กลุ่มของบุคคลผู้ประพฤติปฏิบัติตามนั้น มีหน้าที่
พิสูจน์พระธรรมเหล่านั้น ด้วยจิตอันบริสุทธิ์ ให้เข้าใจ
พิสูจน์ ด้วยการประพฤติปฏิบัติตาม อย่างจริงใจ
และพิสูจน์ ด้วยผลที่ก่อเกิดขึ้นมา ที่ดีแล้ว
และรวมผลที่ดีนี้.. ประกาศแก่โลกถึงความสำเร็จในการปฏิบัติ

ลูกเอ๋ย.. ธรรมที่ดี ก็ทำไว้ - เพื่อให้ก่อเกิดผลที่ดี คือ ผู้ปฏิบัติตาม แล้วได้ดี และได้ผลอย่างแท้จริง ++
สถานที่รองรับแผนการประกาศธรรม ที่รองรับ ที่สร้างที่ทำขึ้นมา ก็เพื่อให้ได้ผล คือ ผู้ปฏิบัติตามที่ได้ดี ได้ผลอย่างแท้จริง และประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง

ฉะนั้น ลูกเอ๋ย.. ไม่ว่าลูกทั้งหลายนั้นจะอยู่ในกลุ่มใด - กลุ่มที่ 1 กลุ่มที่ 2 หรือกลุ่มที่ 3
ลูกทั้งหลายนั้น.. ก็ควรที่จะทำหน้าที่ของตนให้ดี ทำให้เกิดประโยชน์ ให้เกิดผล ให้สมบูรณ์ขึ้นมา
ครบทั้ง 3 ประการ *

เมื่อครบทั้ง 3 ประการแล้ว - ผลที่ดีจึงบังเกิดขึ้น
การเผยแผ่ธรรม จึงสมบูรณ์ต่อไป
เช่นนี้ละ พระยาธรรมเอย.. ลูกพอจะเข้าใจบ้างแล้วหรือยังเล่า จงกล่าวธรรมนั้นมาเถิด พระยาธรรม

+ +
พระยาธรรม ::  สาธุเจ้าค่ะ ลูกพอจะเข้าใจแล้วพระพุทธเจ้าค่ะ ว่า..
บุคคลผู้อยู่ในกลุ่มของการปฏิบัติ  จะต้องฝึกฝนตนด้วย 3 ประการ คือ
1.  การฟังธรรม โดยปราศจากทิฐิ อัตตาตัวตน
- ให้ฟัง ให้พิจารณาด้วยความสงบ ให้เห็นตามธรรมเหล่านั้น ตามหลักธรรมแห่งความเป็นจริง
2.  น้อมธรรมมาปฏิบัติ ฝึกฝนตน อย่างจริงจัง
3.  ทำให้ก่อเกิดผล คือ การเป็นพระอริยเจ้าขึ้นมา

ซึ่ง 3 ประการนี้.. เป็นสิ่งที่กลุ่มผู้อยู่ในแผนกของการประพฤติปฏิบัติตามนั้น ต้องทำให้สำเร็จ เกิดขึ้นมา

เราทุกคน มีความรับผิดชอบร่วมกัน
คือ การน้อมธรรมลงมา
คือ การรองรับการเผยแผ่
และการประพฤติปฏิบัติ ให้สำเร็จ และก่อเกิดผล
จะต้องรวมเป็น 3 องค์ จนครบ จึงจะสมบูรณ์ในการเผยแผ่ธรรม พระพุทธเจ้าค่ะ

ลูกพอจะเข้าใจเช่นนี้แล้ว พระพุทธเจ้าค่ะ
ลูกจะน้อมไปประพฤติปฏิบัติตาม และเผยแผ่

พระพุทธองค์ ::  ดีแล้วละ  ถ้าอย่างนั้น ก็จงตั้งใจนะ
ตั้งใจรวบรวมผล ให้สำเร็จก่อเกิดครบทั้ง 3 ประการนี้
แล้วลูกก็จะสามารถ ประกาศธรรมได้สำเร็จ สมบูรณ์ ครบทุกประการ
ซึ่งทุกคน.. ก็มีส่วนในการร่วมด้วยช่วยกัน

จะเป็นหน้าที่ของใคร บุคคลใดบุคคลหนึ่งนั้น.. ย่อมไม่ใช่ ลูก
เพียงแต่ทุกคนประกอบหน้าที่ของตนให้ดี ให้สมบูรณ์
... แล้วเอามารวมกัน ทุกอย่างก็จะดี ++

+ +
พระยาธรรม ::  สาธุเจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณพระพุทธองค์ ที่ทรงเมตตาแสดงธรรมนี้ให้ลูกได้ฟัง พระพุทธเจ้าค่ะ...

สาธุ