ผู้เขียน หัวข้อ: Rec-3140 การก่อเกิดพระธรรมิกราช  (อ่าน 392 ครั้ง)

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4093
    • ดูรายละเอียด
Rec-3140 การก่อเกิดพระธรรมิกราช
« เมื่อ: มิถุนายน 11, 2021, 12:02:19 pm »


ธรรมะไตรปิฎก  วันที่ 3 มกราคม 2563
ตอนที่ 15  **การก่อเกิดองค์พระธรรมิกราช**
+ +   

ในเช้าของวันที่  29 ธันวาคม พ.ศ. 2563  ณ สวนธรรมิกราช
ท่านพระยาธรรมิกราช  เมื่อได้โอกาสขึ้นเข้าเฝ้านอบน้อมต่อองค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่าน เพื่อเฝ้าฟังธรรมแล้วนั้น จึงได้นอบน้อมทูลถามธรรมกับพระองค์ท่านไป ดังนี้ว่า...

“ ข้าแต่องค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เจ้าขา..
วันนี้ ลูกจะขอเฝ้าฟังธรรมถึงเรื่องของ พระธรรมิกราช หรือการก่อเกิดพระธรรมิกราชขึ้นมา ด้วยเหตุใด เพื่อสิ่งใด 
ขอพระพุทธองค์โปรดทรงเมตตาแสดงธรรมนี้ ให้ลูกได้ฟังด้วยเถิดพระพุทธเจ้าค่ะ

เพราะลูกได้เห็นองค์พระธรรมิกราช ตั้งแต่ตอนที่เดินทางจาริกถึงวัดพระพุทธชินราช จ.พิษณุโลก แล้ว
แต่เมื่อวานนี้.. เป็นวันที่ลูกเห็นพระองค์ท่านสมบูรณ์ทุกประการ.. สว่างเจิดจ้า สีทองเหลืองอร่าม และได้มีพุทธพิธีในโลกทิพย์หลายสิ่งหลายอย่าง
และยังได้มีอานิสงส์ที่จะช่วยปลดปล่อย ปลดทุกข์ - ให้กับดวงจิตผู้ตกต่ำ ให้ดวงจิตเหล่านั้น ได้รับการอภัยโทษขึ้นมาอีกรอบหนึ่ง.. ซึ่งก็ถือว่า เป็นรอบบุญที่ยิ่งใหญ่ และสำคัญมาก **

ลูกก็เลยปรารถนาจะขอถึงพระพุทธองค์ โปรดทรงเมตตาแสดงธรรมะ เรื่อง *พระธรรมิกราช*  ให้ลูกได้ฟัง และน้อมไปเผยแผ่ให้ดวงจิตทั้งหลาย..ได้รู้ตาม พระพุทธเจ้าค่ะ ”
- - - -

ดีแล้วละ พระยาธรรมเอย..  ถ้าอย่างนั้น ลูกก็จงลองกล่าวตามที่ลูกพอจะเข้าใจใน การก่อเกิดพระธรรมิกราช ขึ้นถวายก่อนเถิด.. แล้วค่อยฟังคำอธิบาย

พระยาธรรม ::  เจ้าค่ะ
ลูกเข้าใจว่า องค์พระธรรมิกราช เป็นองค์พระพุทธรูปที่
*  เกิดขึ้นจาก พลังบารมี ที่ลูกสั่งสมบำเพ็ญมา 1 ประการ
*  เกิดขึ้นจาก พระธรรมคำสอน ที่ได้รวบรวม และเผยแผ่ธรรมแล้ว อีก 1 ประการ
* เกิดขึ้นจาก พลังพุทธบารมี ขององค์พระพุทธเจ้า องค์พระปัจเจกพุทธเจ้า องค์พระอรหันต์เจ้า ทุกพระองค์ ที่อยู่ในเมืองแก้วเมืองนิพพาน อีก 1 ประการ
-- รวมมาเป็น *องค์พระธรรมิกราช*
... เข้าใจเช่นนี้ พระพุทธเจ้าค่ะ

พระพุทธองค์  ::  ก็ดีแล้วละ พระยาธรรม.. ถ้าอย่างนั้น ก็จงตั้งใจฟังให้ดีนะ
ธรรมนี้ เป็นธรรมที่ละเอียด สำคัญ และก็จะเป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้ที่เข้าใจ มากเลยทีเดียว..
เพราะว่าองค์พระพุทธรูป ที่เกิดขึ้นแล้วในจิตใจของบุคคลผู้ใดที่เป็นองค์พระธรรมิกราช -  ก่อเกิดขึ้นแล้ว อย่างสมบูรณ์
บุคคลผู้นั้น ก็จะเป็นดวงจิต ผู้ไม่หลงทาง ผู้พ้นทุกข์ได้ ผู้ถึงสุขได้.. ลูกเอ๋ย

ฉะนั้น.. การที่ลูกน้อมเอาธรรมนี้ไปเผยแผ่ -- ย่อมจะเกิดประโยชน์แก่บุคคลที่ฟังแล้ว ทำความเข้าใจตามได้ **

พระยาธรรมเอย..  *องค์พระธรรมิกราช* ปรากฏวรกายเป็นกายแก้ว แต่เป็นสีทองอร่าม สว่างไสว
เปล่งประกายฉัพพรรณรังสี เป็นสีทองเหลืองอร่าม สมบูรณ์
เป็นองค์พระพุทธรูป - ที่เป็นพลังบารมีรวบรวมมา จากการบำเพ็ญจนสมบูรณ์แล้ว ในการสั่งสมบารมีของลูก องค์พระพุทธรูปพระธรรมิกราช จึงสมบูรณ์เป็นองค์ได้
-- และก็น้อมพลังเข้าสู่องค์พระพุทธรูปพระธรรมิกราชนั้น ด้วยพระธรรมที่ลูกนำมาเปิดเผยบนโลกใบนี้ เผยแผ่ และสามารถรวบรวมได้ ถึง 2,300 ตอน โดยประมาณ
และยังรวบรวมเป็น คัมภีร์กึ่งพุทธกาล รวมถึงหลักสูตร- หลักการประพฤติปฏิบัติ ที่จะทำให้ดวงจิตทั้งหลายหลุดพ้น.. ได้อย่างสมบูรณ์

รวมพลังจากพระธรรม และแนวทางที่จะช่วยให้ดวงจิตทั้งหลายพ้นทุกข์เหล่านั้น เข้าสู่องค์พระธรรมิกราช
รวมพลังประการที่ 3 จาก - องค์พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ องค์พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ องค์พระอรหันต์เจ้าทุกพระองค์ เรียกว่า จากดวงจิตผู้หลุดพ้นแล้วทุกดวงจิต รวมพลังลงสู่องค์พระธรรมิกราช

++ จึงเป็นองค์พระพุทธรูป ที่เกิดขึ้นสมบูรณ์ดีแล้วทุกสิ่งทุกประการ ++
สว่างเจิดจ้า เป็นสีทองสว่างเจิดจ้า เป็นสีทองเหลืองอร่าม และก็เป็นสิ่งที่สวยงามยิ่งนัก..
* หากบุคคลผู้ใดได้พบแล้ว.. บุคคลผู้นั้น ย่อมพ้นภัยจากวัฏสงสาร
* หากบุคคลผู้ใดได้พบแล้ว.. บุคคลผู้นั้น ย่อมที่จะพ้นภัยจากทะเลทุกข์นี้
... ถึงซึ่งความสุขอย่างแท้จริง ++

พระยาธรรมเอย..  องค์พระธรรมิกราช จึงก่อเกิดสมบูรณ์ขึ้นได้ ด้วยเหตุทั้ง 3 ประการเช่นนี้ละลูก
และบัดนี้ ก็ได้เกิดขึ้นสมบูรณ์แล้ว..

ฉะนั้น.. ลูกก็จงตั้งใจที่จะน้อมธรรม ที่ละเอียดขึ้นเรื่อยๆ เผยแผ่ไปเถิด
-- ดวงจิตทั้งหลาย.. จะได้ฟังธรรมอันประเสริฐ
-- จิตทั้งหลาย.. จะได้น้อมเอาธรรมอันประเสริฐนั้น เข้าไปประพฤติปฏิบัติ และถึงซึ่งความประเสริฐ เช่นนี้ละลูก.. พอจะเข้าใจบ้างแล้วหรือยังเล่า.. พระยาธรรมเอย

+ +
พระยาธรรม ::  สาธุเจ้าค่ะ
ลูกพอจะเข้าใจเหตุที่เกิด องค์พระธรรมิกราช แล้วพระพุทธเจ้าค่ะ ว่าเกิดจากเหตุ 3 ประการ
และเกิดเพื่อที่จะช่วยให้ดวงจิตทั้งหลาย พ้นจากความทุกข์

ทีนี้ ลูกยังไม่เข้าใจว่า.. แล้ว องค์พระธรรมิกราช จะช่วยดวงจิตที่มีลักษณะเช่นไรได้บ้าง ในแต่ละระดับ
ขอพระพุทธองค์โปรดทรงเมตตา แสดงธรรม 3 ชั้น ในเรื่องของบุคคล ผู้จะได้รับการช่วยเหลือจากพระธรรมิกราช ให้ลูกได้ฟังด้วยเถิด พระพุทธเจ้าค่ะ

พระพุทธองค์ ::  พระยาธรรมเอย..
บุคคลผู้ที่จะได้รับการช่วยเหลือ จากองค์พระธรรมิกราช..
-- จะต้องเป็นบุคคล ผู้ที่มีการประพฤติปฏิบัติตามคุณงามความดี คือ * ศีล ธรรม สมาธิ และปัญญา *
-- จะต้องเป็นผู้ที่ สั่งสมทำความดีของตนได้ ในระดับหนึ่ง
... แล้วบารมีที่ตนสั่งสมมานั้น จึงจะคอยช่วยให้ตน ฟังธรรมที่พระยาธรรมิกราชนำมาเผยแผ่ได้เข้าใจ และน้อมมาปฏิบัติต่อยอดไปอีก..

การปฏิบัติ ประพฤติดีปฏิบัติดี -- เป็นสิ่งที่บุคคลผู้จะสามารถเข้าถึงพระธรรมิกราช ควรจะมีคุณสมบัตินี้เข้าไว้..
*  คือ มีต้นทุนเดิม ด้วยการสั่งสมความดีมาอยู่แล้ว
*  แล้วก็ฟังธรรม ที่พระยาธรรมิกราชนำมาเผยแผ่ได้ จนถึงจุดที่น้อมไปประพฤติปฏิบัติตามได้ อย่างเข้าใจตามได้ อย่างแท้จริง
-- ก็จะสามารถที่จะสร้าง พลังงานที่ดี ที่เป็นคลื่นแห่งพุทธบารมี รวมไว้ในตัวของตน
รวมไปเรื่อยๆ จนครบถึง 3 ประการ
-- แล้วก็จะสามารถที่จะเป็นผู้ที่มีองค์พระธรรมิกราช เกิดขึ้นในใจ

เมื่อนั้น.. ก็จะมี องค์พระธรรมิกราช เป็นองค์พระที่คอยช่วยเหลือ และคุ้มครองดวงจิตให้เข้มแข็ง ตั้งมั่นในความดี.. จนถึงซึ่งความหลุดพ้นได้ *

เช่นนี้ละ.. พระยาธรรมเอย
ประการที่ 1 -- ต้องมีบุญ มีการสั่งสมบารมีในระดับหนึ่ง ที่พอจะเข้าใจ และฟังธรรมที่พระยาธรรม น้อมไปเผยแผ่ได้ ในระดับที่สามารถน้อมมาประพฤติปฏิบัติตามได้

ประการที่ 2 -- คือ สามารถที่จะฝึกฝนตน ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรม ที่ได้ยินได้ฟังได้
ประการที่ 3 -- คือ สามารถที่จะทำความดีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามคำสอนที่พระยาธรรมิกราชนำมาเผยแผ่
- ขัดเกลาดวงจิตของตน ให้เป็นพุทธะ คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานขึ้นมา -

ทีนี้ พลังแห่งพุทธะ เกิดขึ้นในใจของตน รวมบารมี 3 ประการ คือ
บารมี  ที่บำเพ็ญสั่งสมมา
ธรรม  ที่รับเข้าไป และประพฤติปฏิบัติตาม
ผลที่ประพฤติปฏิบัติตาม จนสำเร็จ

บุคคลผู้นั้น ก็จะได้รับการคุ้มครอง ช่วยเหลือ ดูแลจากพระธรรมิกราช ** ลูก
เช่นนี้ละ.. พระยาธรรมเอย

บุคคล ผู้ที่จะสามารถเข้าถึงพระธรรมิกราช ได้รับการดูแล ช่วยเหลือได้อย่างแท้จริง
และจะมีพระธรรมิกราช นำพาให้พ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง -- ต้องเป็นเช่นนี้
-- เพราะถ้าหากว่า ไม่ได้สั่งสมบุญบารมีเอาไว้.. ก็จะไม่เจอกับพระธรรมิกราช ++
... เมื่อไม่เจอ ก็จะไม่สามารถเข้าถึง..

หากไม่ได้สร้างสั่งสมบารมีเอาไว้.. ต่อให้เจอ ก็จะไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ และไม่เข้าถึง !
แม้จะได้ฟังธรรมไป.. ก็ไม่มีความเข้าใจแตกฉานในธรรมนั้น !
--  จึงไม่สามารถเอาดีในคุณงามความดีที่เกิดขึ้น ที่สมบูรณ์แล้ว  คือองค์พระธรรมิกราชนั้น เข้าสู่จิตใจของตนได้
--  จึงไม่สามารถได้รับการช่วยเหลือจากองค์พระธรรมิกราชได้.. ลูกเอ๋ย

ฉะนั้น.. การที่เราจะเป็นบุคคลผู้หนึ่ง ที่จะเข้าถึงองค์พระธรรมิกราช.. เราจึงต้อง
๐ มีความดีเป็นพื้นฐาน
๐ มีการสร้างสั่งสมบารมีเอาไว้แล้ว

--  จึงจะฟังธรรมเข้าใจ น้อมไปปฏิบัติได้
--  และจึงจะเข้าถึงความรู้ตื่น รู้แจ้ง
-- จึงจะสามารถปลุกจิตตนให้รู้ตื่น เข้าถึงองค์พระธรรมิกราช
... แล้วจึงจะสามารถพ้นทุกข์ได้ ++

เช่นนี้ละ พระยาธรรมเอย.. พอจะเข้าใจบ้างแล้วหรือยังเล่า จงกล่าวธรรมนั้นมาเถิด.. พระยาธรรม

+ +
พระยาธรรม ::  สาธุเจ้าค่ะ
ลูกพอจะเข้าใจแล้วพระพุทธเจ้าค่ะ ว่าบุคคลที่จะเข้าถึงองค์พรธรรมิกราช ต้องมีความดี ต้องมีความเข้าใจในธรรม และปฏิบัติตามได้จนสำเร็จ -- จึงเข้าถึงองค์พระธรรมิกราชได้  และหลุดพ้นได้

เมื่อวานนี้ ลูกเห็นดวงจิตที่ทำผิด ที่ตกต่ำ ตกทุกข์ได้ยาก ในภูมิต่างๆ.. เขาต่างเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากพระธรรมิกราช ให้ช่วยเขาเพื่อพ้นทุกข์ด้วย เพราะว่าเขาเป็นดวงจิต ที่หลงทางมายาวนาน..
บัดนี้ พระธรรมิกราช ได้ก่อเกิดขึ้นแล้ว.. เขาก็ขอความช่วยเหลือกันใหญ่เลย
ลูกก็มองเห็นความทุกข์ยากลำบาก ของดวงจิตมากมายในหลายภพภูมิ

แม้แต่บุคคลผู้ที่จะมีกายเป็นมนุษย์แล้ว เขาก็ยังมีมุม - ที่เป็นมุมที่ยังตกทุกข์ได้ยากอยู่..
เพราะจิตของเขา ยังไม่สามารถอยู่เหนือกิเลสตัณหาได้ทั้งหมด..
-- ก็ยังมีมุมที่น่าสงสารอยู่ดี..
... ต่างร่ำร้อง เรียกร้องขอความช่วยเหลือ

ลูกได้มองดูแล้ว รู้สึกทั้งสงสาร และทั้งรู้สึกเหมือนกับว่า เป็นภาพที่น่ากลัวมาก ในการที่ลูกมองเห็นภาพเช่นนั้น
... แต่ว่าเราจะช่วยเหลือดวงจิตเหล่านั้นได้ยังไง ?

ทีนี้ ตอนที่ลูกไปนอนแล้ว ลูกก็ยังเห็นภาพของสภาวธรรม - ที่เป็นความทุกข์
การที่แต่ละดวงจิตดิ้นรน เพื่อที่จะให้ช่วยเหลือ
ทีนี้ ลูกก็เลยเกิดความรู้สึกว่า มันยากมาก กับการที่จะช่วยเหลือดวงจิตได้สักดวงหนึ่ง
... มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย 
เพราะว่าในความเป็นจริงนั้น ดวงจิตทั้งหลายเหล่านี้.. เขาปรารถนาพ้นทุกข์
-- แต่กิเลสตัณหา กรรมวิบาก สิ่งไม่ดีทั้งหลาย ครอบงำเขาไว้หมดแล้ว ++

บางดวงจิต เราสอนไป บอกไป.. เขาก็รู้และเข้าใจ ค่อยๆปรับเปลี่ยน แก้ไขตาม
บางดวงจิต เราหวังดีกับเขา.. ก็เลยเตือนเขา บอกเขา สอนเขา
... ในจิตนั้น อาจจะปรารถนาพ้นทุกข์ - แต่ในกายหยาบ จิตเขาก็คิดต่อต้าน ++

บางที เขาก็เหมือนกับว่า ไม่ได้ศรัทธา ไม่ได้เคารพ - ในสิ่งที่เราบอกไป พูดไป..
หนูรู้สึกว่า ความดื้อด้านของดวงจิต ผู้ที่ตกอยู่ในความลุ่มหลงนั้น - ก็มีมาก
กว่าจะช่วยแต่ละดวงจิต แม้แต่แค่การแสดงธรรม หรือว่าปลดล็อคจิตแต่ละดวง ให้พ้นจากความหลงได้ในแต่ละเรื่องนั้น -- ก็ยังลำบากสุดแสนที่จะทำได้สำเร็จ !

บางที กว่าจะพูดแค่เรื่องง่ายๆ ให้ดวงจิตดวงหนึ่งได้เข้าใจอย่างแท้จริง.. ก็ต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมง เป็นครึ่งชั่วโมง
ดวงจิต ก็มีเยอะแยะมากมายเลย.. แล้วก็มีหลายรูปแบบมาก
 
ทีนี้ ลูกก็เลยคิดว่า เหนื่อยเหมือนกันกับการที่จะช่วยได้ แม้เขาปรารถนาจะให้ช่วย
ทีนี้ ลูกก็เลยเกิดความเบื่อหน่ายนิดหน่อย
... แต่ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร – เพราะเดี๋ยวมันก็จะหายไปในอารมณ์นั้น..

แต่ว่าที่ลูกคิด ก็คือลูกคิดว่า ดวงจิตที่มีลักษณะแบบไหนหรือเจ้าคะ - ที่ลูกพอจะช่วยเขาได้
ดวงจิตมากมายปรารถนาให้ช่วย แต่ลูกคิดว่า คงมีบางกลุ่ม ที่ช่วยเขาไม่ได้แน่เลย..
... เพราะตัวของเขาเองเข้าใจได้ยาก - ในธรรมที่ละเอียด ในสภาวะที่ละเอียด +

ลูกจึงจะขอถึงพระพุทธองค์เป็นที่พึ่ง  ชี้ทางให้ดวงจิตเหล่านั้น ว่า..
จะต้อง มีลักษณะแบบไหน ?
จะต้อง ประพฤติตนเช่นไร ?
-- จึงจะสามารถได้รับการช่วยเหลือจากพระธรรมิกราชได้..
เช่นนี้ พระพุทธเจ้าค่ะ

พระพุทธองค์ ::  ดีแล้วละ พระยาธรรม.. ที่ลูกนั้นรู้จักตรึกตรองดูเหตุที่เห็น
และนำมาพิจารณา ให้เห็นแจ้ง เข้าใจตามความเป็นจริง

พระยาธรรมเอย..  การที่เห็นดวงจิตผู้ทำผิด แล้วพร้อมจะกลับใจ - เรียกร้องขอความช่วยเหลือเพื่อพ้นทุกข์ ในแต่ละภูมิ แต่ละระดับของจิตนั้น..
... ก็จะเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกรู้และเข้าใจว่า..  เหตุใดจึงต้องช่วยเหลือดวงจิตเหล่านี้
เพราะว่า เขาเป็นดวงจิตผู้ปรารถนาพ้นทุกข์.. แต่ว่าเขาถูกอำนาจแห่งกิเลสตัณหา กรรมวิบาก ครอบงำอยู่ -- เขาจึงออกจากทุกข์เหล่านั้นไม่ได้ !

จิตของเรียกร้องหาความเป็นอิสระ แต่เขาถูกคุมด้วยอำนาจของกิเลส กรรมวิบากต่างๆทั้งหลาย
ลูกก็จะได้เห็น สภาวธรรมตามความเป็นจริงเช่นนั้น เพื่อที่จะได้รู้ว่า.. จะต้องช่วยเหลือเขา
-- เพราะเขาต่างก็ปรารถนาพ้นทุกข์ เช่นเดียวกัน
... ลูกก็จะได้รู้หนทาง ที่ตนจะต้องดำเนินไป …

ต่อไปในสิ่งที่ 2 – ที่ลูกนั้นต้องพิจารณา หรือเห็นจากการเห็นเหล่านั้นเพื่อพิจารณา ก็คือ ดวงจิตทั้งหลายผู้ที่เขาเหล่านั้นหลงผิด และทำความผิด
ผู้ที่เขานั้น อาจจะเหมือนดื้อ เหมือนหลง เหมือนยากนักกับการที่จะกอบกู้ขึ้นมาได้ แต่ละดวงจิตนั้น ..
เพราะว่าเขา..
/  ถูกครอบงำ ด้วยอำนาจของกิเลส.. ลูกเอ๋ย
/  ถูกครอบงำ ด้วยอำนาจของกรรมวิบาก
... ก็เพราะว่า เขาถูกครอบงำอยู่ไงลูก ก็เลย..
-  เป็นเหตุ ที่สอนยากสอนเย็น
-  เป็นเหตุ ที่ฉุดช่วยได้ยากนัก
-  เป็นเหตุที่ลูกนั้น ต้องใช้ความพยายามมาก

แม้การอธิบายธรรมเพียงแค่นิดเดียว บางดวงจิตที่เจอสภาวะนั้น.. ก็ยังต้องใช้เวลาเป็นครึ่งชั่วโมง เป็นชั่วโมง - กว่าจะเข้าใจในสภาวะนั้นได้อย่างแท้จริง
... ก็เพราะว่าดวงจิตทั้งหลาย ถูกอำนาจแห่งกิเลสตัณหา กรรมวิบากครอบงำอยู่ ++

เขาตั้งใจจะเอาความดีมากเพียงใด - ความหลง กรรมวิบาก ครอบงำเขา ให้เป็นผู้ไม่รู้ตามความเป็นจริง ... กว่าลูกจะค่อยๆชี้ให้เห็น ค่อยๆชำระล้างสิ่งที่บังตา ปกคลุมจิตนั้น - ให้เปิดออก
-- จึงต้องใช้เวลา จึงต้องใช้ความเพียร ความอดทน ความพยายามมากไงลูก
... ก็เพราะว่า มันเป็นธรรมดาเช่นนั้น ..

ถ้าหากว่า ออกได้ง่าย - ทุกคนก็คงออกมาหมดแล้ว !
คงไม่มีใครหลง ไม่มีใครจมอยู่ในความทุกข์เช่นนั้นหรอกลูก..
เพราะธรรมชาติแล้ว.. จิตทุกดวง ย่อมปรารถนาที่จะหาสิ่งที่ดีที่สุดแก่ตน..
-- แต่ก็เพราะว่า เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่า เขาจะทำเช่นไร เพื่อให้ได้สิ่งที่สุดมา แก่ตน..

บัดนี้.. ลูกจึงเป็นผู้ที่มาประกาศธรรม เพื่อปลุกจิตเหล่านี้.
/ ให้รู้ตื่น
/ ให้รู้หนทางที่จะพ้นทุกข์
/ ให้เขาได้ประพฤติปฏิบัติตาม ไงลูก

ทีนี้ ระดับที่ 3 -- สิ่งที่ลูกควรที่จะวางใจ ก็คือ..
ฝึกฝนตน จนอยู่เหนือความเบื่อหน่าย
ฝึกฝนตน จนตั้งมั่นอยู่ในการแสดงธรรม ชี้ทางบอกทาง ด้วยการสักแต่ว่า..
แล้วจงฉุดช่วย เฉพาะดวงจิตผู้ที่เขาตั้งใจ เพียรพยายามที่จะทำความดี
ฝึกฝนตนตาม  ตั้งใจที่เรียนรู้ตาม ตั้งใจที่จะเพียรพยายามขัดเกลากิเลสตัณหาของตนตาม
-- ลูกเป็นเพียงผู้บอกทาง เท่านั้น +

บุคคลเหล่านั้น.. จะพ้นทุกข์หรือไม่ !
-- ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล แต่ละดวงจิต..ว่าเขาจะขวนขวายได้มากแค่ไหน ?
-- ใครที่ไต่เต้าขึ้นมาได้ จนถึงจุดสูงสุด.. เขาก็ต้องมีความเพียรพยายาม อย่างมากที่สุด ++

ลูกนั้น.. จงเป็นแต่เพียงผู้บอกทาง ที่บอกดีที่สุด ละเอียดที่สุด 
เพื่อที่จะมอบโอกาสให้บุคคลทั้งหลาย ดวงจิตทั้งหลาย.. มากที่สุด
และดวงจิตทั้งหลายเหล่านั้น.. เขาก็จะเป็นผู้เพียรพยายามมากที่สุด - ที่จะไต่เต้าขึ้นมา ถึงจุดที่พ้นทุกข์ ข้ามพ้นทะเลทุกข์นี้ได้
เช่นนี้ละ.. พระยาธรรมเอย

ส่วนดวงจิตใด ที่อยากพ้นทุกข์ - แต่ไม่ปฏิบัติตาม..
บุคคลใด ที่ปรารถนาที่จะพ้นทุกข์ - แต่ไม่พร้อมที่จะฟัง การชี้ทางบอกทาง การตักเตือน บอกกล่าวจากลูก..
บุคคลผู้นั้น.. เราก็แค่เห็นเป็นธรรมดา ของจิตที่ยังหลงอยู่ / ของจิตที่ปรารถนาพ้นทุกข์ แต่ไม่ทำให้ตนพ้นทุกข์อยู่..
-- ก็จงเห็นเป็นแค่เรื่องธรรมดา ไม่น้อมเข้ามาใส่ใจ จะได้..
-  ไม่ต้องเกิดความเบื่อหน่าย
-  ไม่ต้องเกิดความรู้สึกเหนื่อย
-  ไม่ต้องเกิดอารมณ์ใด ในการช่วยเหลือ ฉุดช่วย

ลูกเอ๋ย.. เรานั้น ได้ฉุดช่วยดวงจิตบางกลุ่มขึ้นมา  เขาไต่เต้าขึ้นมาจนถึงจุดหนึ่ง
เขาไม่สามารถที่จะฟันฝ่ากับอุปสรรคปัญหา กับกรรมวิบาก และกิเลสตัณหา - ที่ครอบงำเขาได้
สุดท้าย.. เขาต้องพ่ายแพ้กลับไป 

เราก็จงเห็นเป็นแค่เพียงเรื่องธรรมดา.. ไม่ต้องไปติดใจ หรือว่าเอาเรื่องนั้น เข้ามาใส่ใจในเรื่องที่เกิดขึ้นหรอกลูก

เราจงเห็นเป็นธรรมดาอีกว่า.. จิตนั้นก็เป็นธรรมดาเช่นนี้ละ - เขาตกอยู่ในทะเลทุกข์
บางกลุ่ม ก็อยู่ในนั้นไป.. ไม่รู้เรื่องอะไรเลย
บางกลุ่ม รู้เรื่องแล้ว.. ก็พยายามไต่เต้าขึ้นมา
บางคน ก็มาถึงกลางๆ และร่วงกลับไป
บางคน ก็ปรารถนาอย่างเดียว - แต่ไปไม่ถึงเลย..

เช่นนี้ละ พระยาธรรม.. เราจงมองเห็นความเป็นธรรมดา เช่นนี้
และหน้าที่ของเรา ก็คือ การฝึกฝนตนให้เป็นคนวางเฉย ให้ได้มากที่สุด +
และฝึกจิตของตนนั้น ให้..
เห็นทุกอย่าง สักแต่ว่า +
เห็นทุกอย่าง เป็นธรรมดา +
เห็นสิ่งที่ดี / สิ่งที่ไม่ดี ก็เห็นเป็นธรรมดา +
เห็นคนที่ดื้อ ไม่เชื่อฟัง ก็เห็นเป็นธรรมดา +
เห็นคนที่เชื่อฟัง นอบน้อมปฏิบัติตามจนพ้นทุกข์ - ก็เห็นเป็นธรรมดา +
เห็นคนที่ขึ้นมาถึง ครึ่งๆกลางๆ ไปต่อไม่ไหว ร่วงกลับคืนสู่ทะเลทุกข์ – ก็จงเห็นเป็นธรรมดา +

แล้วลูกจิตของลูก.. ก็จะไม่หดหู่ จะไม่ท้อกับการช่วยเหลือ
จิตของลูกจะตั้งมั่นอยู่ในความนิ่งเฉย -  เห็นทุกอย่างเป็นธรรมดา +

เช่นนี้ละ พระยาธรรมเอย.. ลูกก็จงฝึกฝนไปเช่นนี้
และการที่จะฝึกฝนได้เช่นนี้ – ก็ต้องฝึกฝนจากการ..
*  ว่าง จากการมีทุกสิ่งทุกอย่าง
*  ว่าง แม้การช่วยเหลือ ช่วยไปแล้วก็แล้วไป
*  ว่าง แม้แต่การแสดงธรรม ชี้ทางบอกทาง - ชี้ไปแล้วก็แล้วไป
*  ว่าง ในทุกสิ่งที่ตนทำ / ในทุกสิ่งที่เป็นตัวตน

ลูกเอ๋ย.. ฝึกฝนให้อยู่เหนือตัวเราตัวเขา ฝึกฝนให้อยู่เหนือทุกสรรพสิ่ง
อยู่อย่างว่างๆ อยู่อย่างผู้รู้ตื่น รู้แจ้ง
-- แล้วลูกก็จะพ้นจากการเบื่อหน่าย พ้นจากการเห็นว่าดี / ว่าไม่ดี ลูก ++

ส่วนดวงจิตต่างๆทั้งหลาย.. ผู้ที่จะได้รับการช่วยเหลือ ก็จะต้องฝึกฝนตน ด้วย 3 ประการ ดังที่กล่าวไปแล้วนั้น.. ลูก
จะต้องมีพื้นฐานของบุญที่มั่นคง ที่ดี เป็นรากฐานที่มั่นคงแก่ความดี
จึงฟังธรรมรู้เรื่อง จึงเข้าใจ แล้วจึงพ้นทุกข์ได้ ในที่สุด

และทุกคน ก็จะต้องเพียรพยายามฝึกฝนตน ให้เข้าใจ รู้เท่าทันเหตุว่า ท่านพระยาธรรมิกราช ท่านมาเพื่อฉุดช่วยให้เราทั้งหลายได้พ้นทุกข์ แทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม **
ท่านลงมา.. เพื่อมอบความสุขแก่เรา

ทุกสิ่งทุกอย่าง.. ที่ท่านบอกกล่าว ท่านตักเตือน ท่านชี้ทางบอกทาง
... ทุกสิ่งเหล่านั้น ไม่ได้เกิดประโยชน์อันใดแก่ท่านเลย ..
... แต่กลับทำเพื่อประโยชน์นั้น.. เกิดแก่ดวงจิตของเราต่างหากเล่า !

เราจะดิ้นจนกลับไปทุกข์อีก - ก็เรื่องของเรา
เราก็ทุกข์ไป เราจะศึกษาจนสำเร็จธรรม บรรลุ ขึ้นสู่ที่ที่เป็นสุข นั่นก็คือ ความสุขของเรา
-- ไม่ได้เกิดประโยชน์อันใดแก่ท่านเลย..
แต่ที่ท่านมาฉุดช่วยเรานี้ ..ก็เพราะว่าท่าน
*  มาด้วยความเมตตา
*  มาด้วยเหตุที่องค์พระพุทธเจ้า ส่งพลังแห่งธรรมลงมาฉุดช่วย เท่านั้น
... เราจึงไม่รู้ว่าจะโกรธท่านไปเพื่ออะไร ไม่รู้ว่าจะต่อต้านท่านไปเพื่ออะไร ?

เราจงวางใจของเราให้นิ่งเฉย แล้วก็น้อมไปประพฤติปฏิบัติ ฝึกฝนไปเรื่อยๆ..
– เพื่อการพ้นทุกข์แก่ตัวเราเอง **

เช่นนี้ละ พระยาธรรมเอย..
.. แล้วลูกนั้น ก็จะสามารถช่วยเหลือดวงจิต ที่วางจิตเช่นนี้ได้ ลูก
.. แล้วลูกนั้น ก็จะสามารถอยู่เหนือความท้อแท้ หดหู่ใจ / อยู่เหนือความเบื่อหน่ายในสิ่งที่ทำได้ด้วยลูก

พระยาธรรมเอย.. พระยาธรรมิกราชเกิดขึ้นสมบูรณ์แล้ว ครบ 3 ประการ
บุคคลผู้จะประพฤติปฏิบัติตาม ได้รับการฉุดช่วยให้พ้นทุกข์จากพระธรรมิกราช
... ต้องประพฤติตาม 3 ประการ ++

และลูกเองก็จงเห็นแต่ละดวงจิต ว่ามีความเป็นธรรมชาติ เช่นนั้นอย่างนั้น อีก 3 ประการ
+  เห็นทุกข์แล้ว ก็ทุกข์ไปอย่างนั้น.. อยากพ้นทุกข์ แต่ก็ไม่ทำให้พ้นทุกข์
+  ปรารถนาพ้นทุกข์ ดิ้นรนขึ้นมาถึงกึ่งๆกลางๆ ร่วงลงกลับไป..
+  สามารถฝึกฝน นำพาตนจนพ้นทุกข์ได้ ..

นี่ก็คือ อีก 3 ประการของ บุคคลผู้ที่ถูกอำนาจแห่งกิเลสตัณหาครอบงำ เป็นธรรมดา อีก 3 ประการ

ฉะนั้น.. ลูกจงเห็นธรรมเหล่านี้..
เมื่อลูกเห็นธรรมเหล่านี้ อย่างชัดเจน.. ลูกนำธรรมเหล่านี้ไปประกาศ
ทุกคน ก็จะรู้ว่า.. พระธรรมิกราชก่อเกิดขึ้นแล้ว ..
**  ด้วยการบำเพ็ญบารมีจนเต็ม
**  ด้วยการรวบรวมพระธรรมคำสอน ลงไว้ในพลังแห่งองค์พระธรรมิกราช อย่างสมบูรณ์
**  ด้วยการน้อมพลังพุทธบารมี ลงมาอย่างสมบูรณ์

เราปรารถนาได้รับการช่วยเหลือ - เราก็จำเป็นต้องทำความดีให้สมบูรณ์ +
และน้อมธรรมลงมาปฏิบัติได้ ให้มันสมบูรณ์ +
จิตที่รู้ตื่น เกิดขึ้นในตัวเราแล้ว.. อย่างสมบูรณ์ +

ดวงจิตทั้งหลาย.. ผู้ประพฤติปฏิบัติตามนี้ได้ - ย่อมพ้นทุกข์
และลูกเอง ก็จงเห็นจิตทั้งหลาย เป็นธรรมดา ว่า..
-  อาจมีผู้ที่ปรารถนาพ้นทุกข์.. แต่ไม่ทำให้ตนพ้นทุกข์
-  ผู้พยายามฝึกฝน ถึงกึ่งๆกลางๆ พ่ายแพ้ต่อกิเลสตัณหา.. ตกหล่นกลับไป
-  และผู้ที่สามารถฝึกฝนจนพ้นทุกข์ได้ อย่างแท้จริง

ลูกก็จงดู 3 ประการนี้ และทุกคนก็ประพฤติปฏิบัติตาม ศึกษาธรรม 3 ประการนี้
... ก็จะสามารถได้รับการช่วยเหลือจาก พระธรรมิกราช ได้ .. 

เช่นนี้ละ พระยาธรรมเอย.. ลูกพอจะเข้าใจบ้างแล้วหรือยังเล่า
จงกล่าวธรรมนั้นมาเถิด.. พระยาธรรม

+ +
พระยาธรรม ::  สาธุเจ้าค่ะ ลูกพอจะเข้าใจแล้ว พระพุทธเจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณพระพุทธองค์ ที่ทรงเมตตาแสดงธรรมนี้ให้ลูกได้ฟัง นะเจ้าคะ

พระพุทธองค์เจ้าขา..  แต่ธรรมนี้ขับเคลื่อนด้วย องค์ครูบาอาจารย์ ที่เป็นหลวงพ่อพระอาจารย์ แล้วก็เป็นแม่ชีกชพร แล้วก็เป็นหนู พระยาธรรมิกราช 3 องค์ - ที่เป็นองค์ครูบาอาจารย์ในการขับเคลื่อนธรรมเหล่านี้..

เพื่อการสำเร็จ เข้าใจ เข้าถึงธรรมิกราช - ทุกคนก็ควรที่จะประพฤติปฏิบัติตาม สิ่งที่หลวงพ่อพระอาจารย์ แม่ชีกชพร และหนู ชี้ทางแนะนำด้วย อย่างนั้นหรือเจ้าคะ ?

- - -
พระพุทธองค์ ::  ก็เป็นอย่างนั้นละ ก็เพราะว่าลูกทั้ง 3  เป็นผู้ที่ขับเคลื่อนธรรมนี้ ให้เผยแผ่ไปในโลกมนุษย์  เป็นตัวแทนที่จะสื่อให้มนุษย์เข้าใจ ในภาคพื้นของมนุษย์

ฉะนั้น.. บุคคลผู้จะเอาดีให้ได้ ในธรรมิกราชนั้น - ก็ต้องเชื่อฟัง นอบน้อม และต้องพิจารณาตามคำบอกคำเตือน จากลูกทั้ง 3 นั่นละลูก

แล้วถ้าบุคคล ผู้ที่เคารพหนู แต่ไม่เคารพแม่ชีกชพร
หรือเคารพแม่ชีกชพร- แต่ไม่เคารพหนู
หรือเคารพหลวงพ่อพระอาจารย์ แต่ไม่เคารพหนู หรือแม่ชีกชพร
เช่นนี้ จะสามารถเอาดีได้หรือเปล่าเจ้าคะ ในสายธรรม
หรือในการช่วยเหลือของท่านพระยาธรรมิกราช พระธรรมิกราชที่เกิดขึ้น น่ะเจ้าค่ะ ?

เพราะลูกได้สังเกตดู จากหลายๆปีที่ผ่านมา.. ก็จะมีบางกลุ่มดวงจิต ที่เขาอาจจะเอียงมาทางลูก
และอาจเกิดการปรามาส ต่อหลวงพ่อพระอาจารย์
หรืออาจจะเกิดการเอียงไปทางหลวงพ่อพระอาจารย์ แล้วเกิดการปรามาสต่อแม่ชีกชพร
หรือต่อหนู ผู้ซึ่งเป็นพระยาธรรมิกราช
... ก็จะมีเหตุเหล่านี้เกิดขึ้นบ้าง เล็กๆ น้อยๆ ในสายธรรม หรือในการชี้ทางในการปฏิบัติ

ทีนี้ ลูกก็เลยสงสัยว่า.. ถ้าเกิดเกิดสภาวธรรมนี้ขึ้น - ทุกคนก็ต้องปรับจิตให้อยู่กลางๆ
แบบนี้หรือเปล่าเจ้าคะ - ถึงจะสามารถพ้นทุกข์ได้ น่ะเจ้าค่ะ

พระยาธรรมเอย..  ก็ต้องเป็นเช่นนั้นละลูก
... ก็เพราะว่า ธรรมนี้ขับเคลื่อน ด้วย 3 ดวงจิต -- จึงจะสมบูรณ์ *

สมมุติว่า ถ้าเรานั้นเคารพองค์พระพุทธ แต่ไม่เคารพองค์พระธรรม ไม่นำไปปฏิบัติ
-- คงจะไม่สามารถช่วยเราได้ +
เคารพพระธรรม - แต่ไม่เคารพพระพุทธเจ้า
-- ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้อีก เพราะพระธรรมมาจากพระพุทธเจ้า +
เคารพพระสงฆ์ - แต่ไม่เคารพพระธรรม และพระพุทธเจ้า
-- ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้อีก ในสิ่งที่จะเอาดีได้ +

บางคน เมื่อหลงไปในครูบาอาจารย์ ก็ลืมเคารพพระธรรม ลืมเคารพพระพุทธเจ้า
ยกครูบาอาจารย์ เหนือพระพุทธเจ้าด้วยซ้ำไป
-- การทำเช่นนี้.. ก็ย่อมไม่สามารถเอาดี ในการฝึกฝนจิตตน เพื่อพ้นทุกข์ได้ ลูก...

บุคคล ผู้เคารพพระพุทธเจ้า เคารพพระธรรม เคารพพระสงฆ์
และเคารพตามลำดับ เช่นนี้..
นอบน้อมประพฤติปฏิบัติตาม - จึงสามารถที่จะสำเร็จ พ้นทุกข์ได้ลูก **

ฉะนั้น.. หลวงพ่อพระอาจารย์ของลูกนั้น เปรียบดังพระพุทธ หรือเปรียบดังครูบาอาจารย์ ที่อยู่ในตำแหน่งแทนพระพุทธ - สูงสุดในสายธรรมนี้
เป็นผู้ที่ทุกคนต้องเคารพ นอบน้อม เชื่อฟัง ไม่ทำการปรามาส
เพราะท่านคือ ผู้เฝ้าดูในธรรมทั้งหลาย.. ว่าจะกล่าวธรรมผิด หรือถูก
คอยขัดเกลา ดูให้ธรรมนั้นสง่า และงดงาม ในการสื่อธรรมของลูก

ฉะนั้น ทุกคนจึงต้องเคารพหลวงพ่อพระอาจารย์ ของลูก ดังเคารพครูบาอาจารย์ผู้สูงสุด
แม้ท่านจะแสดงธรรมไม่ได้มาก เหมือนที่ลูกแสดง แต่เป็นเพราะว่าท่าน เป็นผู้แทนแห่งองค์พระพุทธ คือ เฝ้าดู และปรับธรรมทั้งหลาย -ให้สมบูรณ์ดีงาม เผยแผ่ออกไป..

บุคคลผู้เคารพแต่หลวงพ่อพระอาจารย์ แต่ไม่เคารพลูก -- ก็จะไม่เกิดประโยชน์อะไร เช่นเดียวกัน
เพราะลูกนั้น เปรียบดังพระธรรม เป็นผู้หมุนธรรมจักร สอนสั่ง และเผยแผ่พระธรรม น้อมธรรมลงมา
-- เมื่อไม่เคารพต่อพระธรรม
- จะเอาดีในธรรมได้อย่างไรเล่า
- จะเอาอะไรไปปฏิบัติเล่า
… เมื่อแสดงแล้ว ขาดความศรัทธานอบน้อม เคารพ - เกิดการปรามาสต่อผู้แสดงธรรม
- จะเอาอะไรดีในสายธรรม
- จะเอาอะไรดีในที่นี้ได้เล่า
- จะสำเร็จได้อย่างไรเล่า เมื่อขาดการเคารพบูชา
เช่นนี้ละ.. พระยาธรรม

บุคคลผู้ไม่เคารพต่อแม่ชีกชพร ก็เป็นบุคคลผู้ที่ไม่สมบูรณ์ในการเคารพ เช่นเดียวกัน
เพราะแม่ชีกชพร เปรียบดังผู้แทนพระสงฆ์ - ถ้าจะเปรียบเทียบ 3 ประการ เช่นเดียวกัน
หมายถึงยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างนะลูก

แต่ก็อย่าเพิ่งไปด่วนสรุปมาเป็นการเทียบเท่า.. ไม่ใช่เช่นนั้น ลูก
นี่คือ การหยิบยกขึ้นมา สมมุติให้เห็นเป็นรูปธรรม เท่านั้น !
เป็นสิ่งที่ลูกมองเห็น เข้าใจได้
เป็นสิ่งที่ลูกนั้น.. จะพิจารณาได้ง่ายๆ เท่านั้นเองนะ
-- แต่ไม่ใช่การหยิบยกขึ้นมาเปรียบเทียบ --

เช่น การหยิบยก องค์หลวงพ่อพระอาจารย์ ขึ้นเป็นพระพุทธเจ้า.. ก็ไม่ใช่เช่นนั้น !
แต่ทุกอย่างเปรียบเทียบ ให้เห็นตามความเป็นจริง เท่านั้นลูก

แม่ชีกชพร คือ ผู้รองรับการเผยแผ่ธรรมของลูก
และช่วยดูกฎระเบียบ ดูคลื่นของจิต
ดูทุกสิ่งทุกอย่างที่ละเอียด ที่มีอยู่ในทุกคน - ให้อยู่ในขอบของความพอดี
ทำให้จิตของทุกคนนั้น - ปรับพื้นฐานอยู่ในความประพฤติดี ปฏิบัติดี
ช่วยขัดเกลา ช่วยดูแลให้ดวงจิตทั้งหลาย.. ผู้เข้ามาปฏิบัติ - สมบูรณ์
... และสามารถเรียนรู้ตามพระธรรม เรียนรู้ ประพฤติปฏิบัติตาม.. ให้ถึงซึ่งพระนิพพานได้ ++

เป็นผู้ช่วยเหลือ เป็นผู้ใกล้ชิด เป็นผู้เข้าถึงจิตถึงใจของทุกๆดวงจิตที่เข้ามา - ด้วยการแก้ไขวิบากกรรม ชี้ทางบอกทาง ด้วยการช่วยเหลือ
-- ก็มีประโยชน์มากในสิ่งที่ทำ เช่นเดียวกัน ++

ฉะนั้น.. บุคคลผู้ที่เข้ามาในสายธรรมนี้ จึงต้องนอบน้อม เคารพต่อองค์พระพุทธ องค์พระธรรม และองค์พระสงฆ์
และจึงต้องนอบน้อมต่อครูบาอาจารย์ 3 องค์ คือ หลวงพ่อพระอาจารย์ของลูก และตัวลูกเอง รวมถึงแม่ชีกชพร

และการเคารพนอบน้อมในที่นี้ ก็หมายถึง การไม่ปรามาส ลูก
/  ไม่จำเป็น ที่จะต้องบูชาอะไรมากมาย
/  ไม่จำเป็น ที่จะต้องทำอะไร เพื่อเอาใจอะไรทั้งหมด ละลูก
เพียงแต่ว่า ไม่ปรามาส ในสิ่งที่แต่ละองค์ได้ตัดสินใจที่จะทำ หรือชี้ทางบอกทาง แนะนำในสิ่งต่างๆ
-- ก็ควรที่จะทำความรู้ ความเข้าใจ ด้วยความนอบน้อมทั้ง 3 องค์
... จึงสามารถที่จะเอาดีในสายธรรมนี้ได้ ++

หากขาดองค์ใดองค์หนึ่ง ไม่มีการเคารพ และเกิดการปรามาสต่อองค์ใดองค์หนึ่ง ใน 3 องค์นี้ **
-- ก็จะไม่สามารถที่จะเอาดี ในที่นี้ได้ ++
เช่นนี้ละ พระยาธรรมเอย.. พอจะเข้าใจบ้างแล้วหรือยังเล่า ลูก

+ +
พระยาธรรม ::  สาธุเจ้าค่ะ ลูกพอจะเข้าใจแล้ว พระพุทธเจ้าค่ะ
.. แท้ที่จริง ก็เป็นเช่นนี้เอง

ฉะนั้น ทุกคนก็เลยต้องอยู่ในกรอบของ การวางใจกลางๆ
ไม่ปรามาส ต่อครูบาอาจารย์องค์ใดองค์หนึ่ง
แม้การกระทำขององค์ใด เป็นไปในรูปแบบใด.. ก็เป็นตามหน้าที่ของแต่ละองค์
จึงไม่ควรปรามาส แม้แต่องค์ใดองค์หนึ่ง !
.. พอจะเข้าใจเช่นนี้แล้ว พระพุทธเจ้าค่ะ
เพราะเป็นสิ่งที่ลูกเป็นห่วง เป็นห่วงดวงจิตผู้ที่อาจจะอยู่กับลูก จนถ??