มหาวิชชาลัยธรรมิกราช

กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
การค้นหาขั้นสูง  

ข่าว:

SMF - Just Installed!

ผู้เขียน หัวข้อ: ปฐมบทมหาวิชชาลัยธรรมิกราช  (อ่าน 1571 ครั้ง)

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4134
    • ดูรายละเอียด
ปฐมบทมหาวิชชาลัยธรรมิกราช
« เมื่อ: พฤศจิกายน 29, 2020, 05:53:49 am »


ปฐมบทมหาวิชชาลัยธรรมิกราช
คำนำ
บทที่ 1  พระบรมบิดาผู้สร้างโลกสร้างจักรวาล
บทที่ 2  ใครเป็นผู้สร้างพระบรมบิดา
บทที่ 3  ข้อสงสัยในเรื่องพระบรมบิดา
บทที่ 4  การก่อเกิดดวงจิตและโลกจักรวาล
บทที่ 5  ทำไมไม่หยุดการสร้างดวงจิต
บทที่ 6  พระเจ้าจักรพรรดิผู้ปกครองวัฏสงสาร
บทที่ 7  การก่อเกิดพระธรรมราชาในกึ่งพุทธกาล
บทที่ 8  เปิดตำนานพระยาธรรมิกราช
บทที่ 9  เหตุที่สร้างพระพุทธเจ้าศรีเชียงของ 3 ขั้น
บทที่ 10  อานิสงส์สร้างพระใหญ่ 3 ขั้น
บทที่ 11  ตำนานพระพุทธเจ้าใหญ่ศรีเชียงของ  3 ขั้น
บทที่ 12  ฝ่ายรองรับการเผยแผ่ธรรม 3 ขั้น
บทที่ 13 อานิสงส์บุญช่วยเผยแผ่ธรรม
บทที่ 14 ชีวิตหลังความตายของพ่อเปิ้น
บทที่ 15 อุบาสิกาย่ายวนใจ
บทที่ 16 พุทธนิมิตให้ไปอัญเชิญสมเด็จองค์ปฐม
บทที่ 17 การก่อเกิดพระไตรปิฏกกึ่งพุทธกาล
บทที่ 18 พระพุทธเจ้าน้อย ปางถือคัมภีร์ธรรมมาสู่โลก


บันทึกการเข้า

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4134
    • ดูรายละเอียด
Re: ปฐมบทมหาวิชชาลัยธรรมิกราช
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 29, 2020, 05:56:14 am »



ปฐมบทมหาวิชชาลัยธรรมิกราช   
บทที่  1  **พระบรมบิดาผู้สร้างโลกสร้างจักรวาล**
+ +
ขอกราบนมัสการต่อองค์พระบิดาผู้สร้างโลกและจักรวาลทั้งหมด สร้างดวงจิตทั้งหมด สร้างสรรพสิ่งให้ก่อเกิดขึ้นบนโลกนี้ และโลกแต่ละโลก ทุกๆสรรพสิ่งที่ก่อเกิดขึ้นด้วยพุทธบารมีจากองค์พระบิดาผู้สร้างสรรพสิ่ง และขอกราบนอบน้อมต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ นอบน้อมถึงองค์พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ และองค์พระอรหันต์ทุกๆพระองค์ รวมถึงนอบน้อมต่อบิดามารดา ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย รวมถึงเจริญพรญาติบุญญาติธรรมทั้งหลายผู้ที่มีความตั้งใจดีจะฟังธรรม และฟังสิ่งที่ข้าพระพุทธเจ้าจะเล่าให้ญาติบุญญาติธรรมนั้นฟังต่อไปนี้
เมื่อเย็นของวันที่ 13 เดือนกรกฎาคม 2557 ข้าพระพุทธเจ้าได้นั่งกรรมฐาน เมื่อนั่งสงบแล้ว จิตที่ออกจากกายไปนั้นก็ได้เข้าไปสู่ดินแดนพระนิพพาน ที่ที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเหล่าพระอรหันต์ได้ปรินิพพาน และจิตของพระองค์ท่านก็ได้ไปอยู่ที่นั่น ที่นั่นในสภาวธรรมในดินแดนนิพพานนั้น ก็ยังมีป่าไม้ ต้นไม้ มีธรรมชาติ มีความร่มรื่นน่าอยู่น่าอาศัย และข้าพระพุทธเจ้าได้เข้าไปในดินแดนนั้น
เมื่อไปในดินแดนนั้นแล้ว องค์พระบิดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่านจึงได้สอนสั่งและบอกแก่ข้าพระพุทธเจ้าว่า พระนิพพานไม่ใช่จุดหรือไม่ใช่จิตนั้นดับสูญ แต่เป็นการดับสูญจากความต้องการทั้งหลาย ความอยากมีอยากเป็นทั้งหลาย ดับสูญจากกิเลสตัณหาทั้งหลาย ดับสูญจากการเวียนว่ายตายเกิด ดับสูญจากความทุกข์และสรรพสิ่ง ที่จะทำให้จิตนั้นเศร้าหมองได้ นั่นคือ พระนิพพาน
เมื่อพระองค์ได้ทรงบอกแก่ข้าพระพุทธเจ้าดังนี้แล้ว พระองค์ท่านก็ได้ทรงเมตตาดันพุทธบารมีให้แก่ข้าพระพุทธเจ้า เพื่อขึ้นไปสู่นิพพานที่ซ้อนขึ้นไปอีก 1 ชั้น เมื่อข้าพระพุทธเจ้าได้ลอยขึ้นไปสู่นิพพานในชั้นที่ 2 ที่นั่นก็มีดวงจิตที่ประพฤติปฏิบัติ และสำเร็จเป็นองค์พระอรหันต์ก็ดี องค์พระพุทธเจ้าก็ดี องค์พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ดี
แต่ในสถานที่ชั้น 2 นั้นก็เป็นแต่เพียงแก้วใสๆ มีแต่อากาศ  เพราะชั้น 2 ก็ไม่มีแล้ว ป่าไม้ ลำธาร ธรรมชาติ ไม่มีแล้ว มีแค่เพียงแก้วใสๆ วางไว้เต็มไปหมด ให้เรารู้ว่าตรงนี้มีดวงจิตอยู่  ตรงนั้นมีดวงจิตอยู่ พระองค์ท่านบำเพ็ญอยู่ และที่นั่นส่วนใหญ่แล้วก็จะไม่ให้ใครเข้าไปรบกวนเลย จะไม่มีดวงจิตใดที่ยังไม่หลุดพ้นเข้าไปถึงที่นั่นได้ เพราะเป็นนิพพานที่ซ้อนขึ้นไปอีก และข้าพระพุทธเจ้าก็ได้ผ่านจากนิพพานชั้นนั้นไปอีก ไปชั้นที่ 3
ชั้นที่ 3 นี้ก็จะมีดวงจิตที่บำเพ็ญอยู่เช่นเดียวกัน แต่จะเป็นดวงคล้ายๆกับเป็นรูปดอกบัว ดอกบัวที่ยังไม่บาน ที่ยังตูมอยู่ วางไว้ หรือว่าหลุดลอยอยู่ตามจุดต่างๆมากมาย ใสๆเหมือนแก้ว ทำให้รู้ว่าหนึ่งดวงแก้วนั้นคือหนึ่งดวงจิตที่พระองค์ท่านได้สำเร็จแล้ว ท่านก็มาอยู่ที่นี่ ประพฤติปฏิบัติบำเพ็ญธรรมอยู่ในสถานที่แห่งนี้ แล้วก็ขึ้นไปชั้น 4
ชั้น 4 ก็เป็นเช่นเดียวกัน เป็นแก้วลักษณะคล้ายๆรูปวงรีบ้าง รูปวงกลมบ้าง เป็นดอกบัวแก้วบ้าง เต็มไปหมด แต่ในสถานที่นั้นก็จะเป็นอากาศโล่งๆ โปร่งๆ ไม่มีธรรมชาติ ไม่มีพื้นดิน ไม่มีสัตว์ ไม่มีอะไรทั้งหมด แล้วก็ขึ้นอีกไปชั้น 5
ชั้น 5 ก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน จะเป็นลูกเล็กลูกน้อย เป็นดวงๆเล็กๆน้อยๆบ้าง ใหญ่บ้างเล็กบ้าง เป็นดอกบัวบ้าง เป็นแก้วเยอะแยะ
ทีนี้เมื่อถึงชั้น 5 แล้ว ข้าพระพุทธเจ้าก็ดันขึ้นไปอีกจนถึงชั้นที่ 6 ที่นั่นก็จะมีกายเป็นพระพุทธรูปบ้าง เป็นดวงธรรมใสๆบ้าง เป็นรูปกายที่เป็นโครงสร้างของรูปลักษณ์คล้ายๆมนุษย์ ยืนบ้าง นั่งบ้าง แต่ว่าไม่มีกายหยาบ เป็นกายแก้วใสๆ นั่งบ้าง ยืนบ้าง ทำให้รู้ว่าที่นี่มีดวงจิตอยู่ และที่นั่นในชั้น 6ของนิพพาน ก็จะเป็นดวงจิตพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้มาตรัสรู้แล้วก็กลับไป และของพระปัจเจกพุทธเจ้า ที่นั่นก็จะไม่มีดวงจิตของพระอรหันต์ขึ้นไป ผู้ที่สำเร็จจิตเป็นพระอรหันต์ก็จะอยู่แค่ชั้น 5 ลงมา
พอชั้น 6, 7, 8  ชั้น 6 กับ 7 ก็จะเป็นดวงจิตขององค์พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า ที่อยู่ในที่นั้นก็จะไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ เยอะไม่เท่ากับชั้นต่างๆตั้งแต่ชั้น 5 ลงมา น้อยกว่าแต่ก็ยังมีเยอะอยู่ ขึ้นไปชั้น 7 ก็เป็นเช่นนั้น
ข้าพระพุทธเจ้าจึงขึ้นไปถึงชั้น 8 ก็เป็นเช่นนั้น ตั้งแต่ชั้น 6,7,8 .. 3 ชั้นนี้ก็จะเป็นชั้นขององค์พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ที่ไปอยู่ในที่นั้น
หลังจากนั้นข้าพระพุทธเจ้าก็ได้ดันขึ้นไปจนถึงชั้นที่ 9 ของนิพพาน ที่นั่นมีองค์บรมบิดาผู้สร้างโลกและจักรวาล สร้างโลกทุกๆ โลกขึ้นมา สร้างดวงจิตต่างๆขึ้นมาให้ก่อเกิด สร้างร่างกายของมนุษย์ กายของเทวดา กายทิพย์ และสร้างกายของสัตว์ต่างๆ สัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกายทั้งหลาย ทุกร่างกายที่ดวงจิตนั้นมีอยู่ ก็คือพระองค์ท่าน คือ ผู้สร้างทั้งหมด
เมื่อข้าพระพุทธเจ้าได้ขึ้นไปถึงดินแดนแห่งนั้น จึงนอบน้อมก้มกราบ พระองค์ท่านนั่งอยู่เหนือศีรษะของข้าพระพุทธเจ้าขึ้นไปเป็นแท่น มีพระวรกายเป็นแก้วใสๆ สว่างเจิดจ้า แผ่พุทธบารมีที่ปกคลุมมา ครอบทั้งหมดจักรวาล ทุกๆจักรวาลโลกของพวกเรานี้
เมื่อข้าพระพุทธเจ้าได้ก้มกราบพระองค์ท่านแล้ว พระองค์ท่านจึงกล่าวกับข้าพระพุทธเจ้า กล่าวถามมาดังนี้ว่า
“เป็นยังไงบ้างพระยาธรรมเอ๋ย”...
เมื่อพระองค์ท่านได้กล่าวถามมาเช่นนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงนอบน้อม และตอบพระองค์ท่านว่า
“ลูกก็เผยแผ่ธรรมไปได้มากแล้วพระพุทธเจ้าค่ะ เพียงแต่ว่าลูกนี้ยังเป็นทุกข์เรื่องการกินอยู่ เพราะการกินนี้เป็นเรื่องที่ข้าพระพุทธเจ้ายังต้องศึกษา ปรับเปลี่ยนในการกินอยู่ พระพุทธเจ้าค่ะ”
เมื่อข้าพระพุทธเจ้าได้กล่าวตอบไปเช่นนั้นแล้ว พระองค์ท่านจึงได้เมตตากล่าวสอนแก่ข้าพเจ้า ในเรื่องของการที่จะทำยังไง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเป็นทุกข์ในเรื่องของการกิน เมื่อพระองค์ท่านได้สอนแก่ข้าพระพุทธเจ้าแล้ว พระองค์ท่านจึงได้เอามือใหญ่ๆของพระองค์ท่าน ยกตัวของข้าพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นกายเล็กๆอยู่ในกายแก้วใสๆเล็กๆ ยกขึ้นไปนั่งอยู่บนฝ่ามือของพระองค์ท่าน แล้วพระองค์ท่านจึงได้เป่าคาถา เป่าพร เพื่อประทานพรแก่ข้าพระพุทธเจ้าในการเผยแผ่ธรรม ในรอบของกึ่งศาสนานี้ให้จงสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
เมื่อพระองค์ท่านได้เป่าพระคาถา ที่จะเป็นสิ่งที่จะก่อเกิดเป็นอภินิหารในการแสดงธรรมแก่ข้าพระพุทธเจ้า และได้เป่าให้พรแก่ข้าพระพุทธเจ้าแล้ว พระองค์ท่านจึงวางข้าพระพุทธเจ้าลง และเมื่อนั้นเอง พระองค์ท่านก็ได้แยกออกมาเป็นกายขนาดเท่ารูปกายของมนุษย์เรา และก็ได้พาข้าพระพุทธเจ้าออกไปนอกจักรวาลทั้งหมด พระองค์ท่านได้พาข้าพเจ้าไปยืนอยู่ท่ามกลางระหว่างความว่างเปล่า และก็มองดูจักรวาลต่างๆ
พระองค์ท่านได้บอกกับข้าพระพุทธเจ้าว่า
“พระยาธรรมเอ๋ย จักรวาลทั้งหมดมี 7 จักรวาล จักรวาลที่ใหญ่ๆมาก และมีการวนเวียนอยู่นั้น มีอยู่ทั้งหมด 4 จักรวาล ด้วยกัน
จักรวาลที่ 1 คือจักรวาลของพระนิพพาน คือ โลกแห่งพระนิพพาน
จักรวาลที่ 2 คือ สวรรค์
จักรวาลที่ 3 คือ บาดาล
จักรวาลที่ 4 คือ โลกมนุษย์
จักรวาลของมนุษย์และจิตต่างๆที่วนเวียนนี้ ก็วนเวียนอยู่ในสวรรค์ บาดาล มนุษย์ และกลับมาสู่พระนิพพาน วนเวียนอยู่อย่างนี้ จนกว่าจะกลับมาถึงในพระนิพพาน แล้วจึงจะหยุดในการเดินทางวนเวียน
ส่วนจักรวาลที่เล็กลงไปอีก 3 จักรวาล...
จักรวาลที่ 1 คือ จักรวาลแห่งการก่อเกิดดวงจิตทั้งหลาย เราได้สร้างจักรวาลเล็กๆนั้นเอาไว้เพื่อก่อเกิดดวงจิต ถือว่าเป็นที่สร้างดวงจิตทั้งหลาย
จักรวาลที่ 2 คือ จักรวาลเล็กเช่นเดียวกัน ที่นั่นคือที่ผลิตร่างกายของมนุษย์ เหล่าพญานาค เหล่าชาวสวรรค์ทั้งหลาย สัตว์นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์ต่างๆ ทั้งหลาย ที่นั่นเป็นโลกแห่งการสร้างและผลิตร่างกายทั้งหลายนั้น
เมื่อพระองค์ท่านได้กล่าวถึงจักรวาลที่ 2 แล้ว พระองค์ท่านจึงได้บอกอีกว่า จักรวาลสุดท้ายอยู่ข้างล่างนี้เป็นจักรวาลของนรก หรือเรียกว่าเป็นโลกของนรก ก็คือ จักรวาลอีกจักรวาลหนึ่งเล็กๆ  จักรวาลแห่งนี้เป็นที่ที่ดวงจิตของผู้ที่ทำผิดทำชั่วทั้งหลาย ต้องตกอยู่และลงไปเกิดในจักรวาลนี้ ซึ่งเรียกว่าโลกแห่งนรก
เมื่อพระองค์ท่านได้พาข้าพระพุทธเจ้าได้ออกไปอยู่นอกจักรวาลทั้งหมด แล้วชี้ให้ข้าพระพุทธเจ้าดู เป็นดวงๆ ทั้งหมดมี 7 ดวง แล้วก็มีดวงใหญ่อยู่ 4 ดวง มีดวงเล็กอยู่ 3 ดวง กลมๆ คล้ายๆกับลูกฟุตบอลที่กลมๆอย่างนั้น แต่มีใหญ่กว่าและเล็กกว่า ต่างก็มีดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ในโลกนั้นๆ ขึ้นอยู่กับว่าจะหมุนไวหรือช้าตามรอบของแต่ละโลก ว่ากาลเวลานั้นจะหมุนไปเท่าไหร่ พระองค์ท่านก็ได้ตั้งเวลาเอาไว้ในแต่ละโลก
และเมื่อเสร็จจากตรงนั้น พระองค์ท่านจึงพาข้าพระพุทธเจ้าเข้าไปในโลกของการสร้างร่างกายของสัตว์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ เป็นเทพเทวดา หรือจะเป็นสัตว์เดรัจฉาน สัตว์นรก หรือจะเป็นชาวพญานาคอยู่ในบาดาล สถานที่และโลกใบนั้นสร้างร่างกายทั้งหมด ก็จะมีคล้ายๆ เป็นบริษัทเหมือนเป็นโรงงานผลิตอะไหล่รถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ คล้ายๆกันเช่นนั้น เมื่อข้าพระพุทธเจ้าเข้าไป พระองค์ท่านพาไปในที่นั้น ที่นั่นพระองค์ท่านได้ปั้นหุ่นขององค์พระพุทธเจ้าวางเรียงๆกันไว้ เป็นพระพุทธเจ้า เป็นร่างกายของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ที่จะมาตรัสรู้ เหมือนเป็นหุ่นรูปปั้นที่ทำเอาไว้ แล้วพระองค์ท่านก็บอกแก่ข้าพระพุทธเจ้าว่า “พระยาธรรมเอ๋ย หากถัดจากองค์พระศรีอาริยเมตไตรยที่จะมาตรัสรู้ ไปอีก 2 องค์ องค์ที่ 2 นั้นจะมาตรัสรู้ในกายของสตรี จะเกิดมาเป็นผู้หญิงและตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเป็นผู้หญิง แต่จิตข้างในนั้นจะเป็นชาย เพียงแต่จะมาสร้างตำนานตรัสรู้เป็นสตรีเท่านั้นเอง”
เมื่อพระองค์ท่านได้บอกแก่ข้าพเจ้าดังนี้แล้ว ทรงแสดงถึงองค์ที่ 3 ถัดจากนี้ไป 1 พระศรีอาริยเมตไตรย และถัดไปอีก 2 องค์ พระองค์ท่านจึงพาข้าพระพุทธเจ้าเดินเข้าไปในที่ที่ผลิตร่างกายของสัตว์โลกทั้งหลาย คล้ายๆกับโรงงาน ก็มีเทวดา มีจิตที่พระองค์ท่านสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นจิตที่จะต้องมาสร้างร่างกายของสัตว์โลกทั้งหลาย
เขาก็จะทำงาน สร้างแขน ขา สร้างรูปลักษณ์ รูปกาย กลุ่มนี้เป็นคนพิการ พิการแขน พิการขา พิการหู ร่างกายไม่สมบูรณ์ ก็สร้างตามกรรมของดวงจิตต่างๆที่จะมาครอบครองกายนั้นๆ และชดใช้กรรมนั้น พระองค์ท่านได้ทรงสร้างจิตเหล่านั้นมาสร้างร่างกายของสัตว์โลกอีกทีหนึ่ง
เมื่อพระองค์ท่านได้พาข้าพระพุทธเจ้าไปท่องเที่ยวยังโลกจักรวาลต่างๆเสร็จแล้ว พระองค์ท่านจึงพาข้าพระพุทธเจ้ากลับมายังที่ประทับของพระองค์ที่อยู่สูงเหนือศีรษะของข้าพุทธเจ้าไป พระองค์ท่านกลับมานั่งอยู่ข้างบนบัลลังก์ แล้วข้าพระพุทธเจ้าจึงกราบนอบน้อมลาต่อพระองค์ท่าน แล้วค่อยๆถอยจิตกลับมาทีละชั้นๆๆของนิพพาน จนมาถึงชั้นที่หนึ่งของพระนิพพาน แล้วก็ได้ออกจากประตูของพระนิพพานมา กลับมาสู่สวรรค์ เมื่อกลับมาสู่สวรรค์แล้วข้าพเจ้าจึงกลับมาสู่โลกมนุษย์ เพื่อมาเผยแผ่ธรรมให้แก่ญาติบุญญาติธรรมทั้งหลายได้ฟังกัน และเพื่อรู้และเข้าใจว่าจักรวาลนี้ได้ก่อเกิดมาด้วยสิ่งใด มีใครเป็นผู้สร้าง แม้กระทั่งดวงจิตของพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ องค์พระบิดาก็คือผู้สร้าง บรมบิดาคือผู้สร้างสรรพสิ่งให้ก่อเกิดขึ้น
ฉะนั้นพวกเราทั้งหลายก็เปรียบเสมือนเป็นดวงจิตหนึ่งๆ และเป็นลูกของพระองค์ท่านที่มาวนเวียน เวียนวนอยู่ หากพวกเรารู้กันเช่นนี้แล้วคงจะสงสัย และไม่เข้าใจว่าข้าพระพุทธเจ้าเป็นใคร เพราะเหตุอะไรจึงได้ไปถึงที่นั่นและรู้ถึงเรื่องราวต่างๆทั้งหลายนี้
วันนี้ข้าพระพุทธเจ้าจึงจะขอชี้แจง หรือทำความเข้าใจตัวตนของข้าพระพุทธเจ้า ข้าพระพุทธเจ้านี้อุบัติขึ้นมาจากเส้นเกศาขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน พระองค์ท่านได้ทรงปลุกเสกข้าพระพุทธเจ้าเพื่อก่อเกิดขึ้นมาเป็นดวงจิตหนึ่ง เป็นเด็กตัวเล็กๆ แล้วก็ได้ส่งข้าพระพุทธเจ้ามาอยู่บนโลกสวรรค์ 267 ปี เพื่อเรียนรู้ถึงการเวียนวนของ 3 โลก สวรรค์ มนุษย์ บาดาล เมื่อข้าพระพุทธเจ้าอยู่ในเมืองสวรรค์ถึง 267 ปีแล้ว ข้าพระพุทธเจ้าจึงลงมาอยู่ในโลกมนุษย์ 5 ปี เพื่อเรียนรู้กับความสุขความทุกข์บนโลกมนุษย์นี้
ข้าพระพุทธเจ้าไม่ได้อุบัติขึ้นมา เกิดขึ้นมาเป็นกายของมนุษย์ ข้าพระพุทธเจ้ามาอยู่ในกายของมนุษย์ โดยการลงแฝงร่างของมนุษย์เท่านั้นเอง ข้าพระพุทธเจ้าไม่ได้เกิดเหมือนกับพวกท่านทุกๆคน เพียงแต่ลงมาชำระกายของสตรีผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นสตรีผู้เสียสละต่อชีวิตของตน และสตรีผู้ถวายกายแก่ข้าพระพุทธเจ้าเพื่อจะได้นำมาเผยแผ่ธรรม ข้าพระพุทธเจ้าเป็นเพียงกุมารตัวน้อยๆ อายุแค่ 12 ขวบเท่านั้นเอง
ดวงจิตของข้าพระพุทธเจ้านั้นไม่ได้มาเกิด ไม่ได้มาวนเวียนเหมือนกับพวกท่านทั้งหลาย ข้าพระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่มาแฝงกายมนุษย์เพื่อสื่อสภาวธรรมต่างๆ มาเผยแผ่ให้ท่านทั้งหลายได้ฟังและเข้าใจถึงการเวียนวนเท่านั้นเอง
เช่นนี้เมื่อท่านทั้งหลายได้รู้และเข้าใจแล้วว่า ข้าพระพุทธเจ้านั้นเป็นผู้ที่มาแฝงในกายของมนุษย์ ข้าพระพุทธเจ้าไม่ได้อุบัติขึ้น เกิดขึ้นเหมือนดังพวกท่าน
บัดนี้พระยาธรรมิกราชได้อุบัติขึ้นแล้วด้วยการแฝงกายของมนุษย์ในการสอนสั่งธรรม แล้วพระยาธรรมิกราชนี้ก่อเกิดมาจากไหน คือ ก่อเกิดมาจากองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และในแต่ละรอบขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ในกึ่งศาสนานั้น จะต้องมีพระยาธรรมิกราชอุบัติขึ้นในรอบของกึ่งศาสนา เพื่อมาเผยแผ่ธรรมให้แก่สัตว์โลกทั้งหลายได้ฟังธรรมใหม่อีกครั้งหนึ่ง ได้เข้าใจถึงการเวียนวนอีกครั้งหนึ่ง เช่นนี้อย่างนี้มาแล้วทุกๆพระองค์
ท่านทั้งหลายเอ๋ย จงอย่ามัวแต่เสียเวลาในความทุกข์ของท่านเลย จงฟังธรรมจากเราเถิด เพราะเราคือ พระยาธรรมิกราช ผู้ที่อุบัติขึ้นแล้วในโลก เพื่อนำธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาเผยแผ่แก่ท่านทั้งหลาย เพื่อให้ท่านทั้งหลายนั้นจะได้หลุดพ้นจากความทุกข์ อย่าพึงเข้าใจว่าเรานี้เป็นมนุษย์ เรานี้เป็นผู้ที่ก่อเกิดเหมือนกันกับท่าน ...อย่าตามหา แสวงหาเราเลยว่าอยู่ในที่ใด เราอยู่ในเสียงธรรม เราอยู่ในกายของสตรีผู้หนึ่งผู้ที่เสียสละจิต ละเสียซึ่งร่างกายถวายแก่เราในการแสดงธรรมเป็นครั้งคราว เป็นบางเวลา เราจะมาสื่อกับท่านทั้งหลายเพียงแค่บางครั้ง บางเวลาเท่านั้น เมื่อเสร็จงานเสร็จหน้าที่ของเราแล้ว เราก็ถอยออกไปจากร่างกายของมนุษย์ เป็นเช่นนั้นอย่างนั้นแหละ.. ท่านทั้งหลายเอ๋ย
เมื่อท่านทั้งหลายได้เข้าใจถึงจักรวาลทั้งหลายที่ก่อเกิดขึ้นแล้ว การเวียนวนแล้ว ได้เข้าใจถึงผู้ที่นำคำสอนมาแล้วนั้น ให้ท่านทั้งหลายเข้าใจดังนี้ด้วยว่า องค์บรมบิดาผู้สร้างจักรวาลทั้งหลาย พระองค์ท่านไม่เคยเวียนวน เวียนว่ายตายเกิดเลย ท่านมี ตั้งขึ้นมา แล้วก็คงสภาวธรรม และดำรงอยู่เช่นนั้นอย่างนั้น ไม่ได้เป็นเหมือนอย่างพวกเราทุกคน หรือเป็นเหมือนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งเลย พระองค์ท่านไม่เคยเกิด ไม่เคยวนเวียน
วันนี้เราได้นำธรรมะพระธรรมคำสอนนี้มาเผยแผ่ เผยแพร่ และทำความเข้าใจแก่ญาติบุญญาติธรรมทั้งหลายให้ได้ฟังกันแล้ว
ขอให้ทุกท่านทุกคนจงหลุดพ้นจากการเวียนวน เข้าไปสู่พระนิพพานทุกๆคน ด้วยพุทธบารมีของบรมบิดา และขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ ขององค์พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ และเหล่าพระอรหันต์ทุกๆพระองค์ รวมถึงเทพพรหมเทวา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายทั้ง 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน ขอให้จงช่วยให้จิตของท่านทั้งหลายนั้นหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ด้วยกันทุกๆคนเถิด…
สาธุ



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 30, 2020, 03:15:56 am โดย thanapanyo »
บันทึกการเข้า

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4134
    • ดูรายละเอียด
Re: ปฐมบทมหาวิชชาลัยธรรมิกราช
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 30, 2020, 03:05:08 am »




ปฐมบทมหาวิชชาลัยธรรมิกราช   
บทที่  2  **ใครเป็นผู้สร้างพระบรมบิดา**
+ +
ขอกราบนอบน้อมถึงองค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  และกราบน้อมนมัสการต่อองค์พระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ รวมถึงองค์พระอริยสงฆ์เจ้า ทุกๆพระองค์
" วันนี้ลูกจะขอน้อมพลังพุทธบารมีขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อลูกนี้ปรารถนาที่จะนำเอาพลังบารมีที่ได้รับมาจากพระองค์ ไปเปิดโลก เปิดจักรวาล เปิดวัฏสงสาร
เพื่อให้ลูกนี้จะได้รู้และเข้าใจ ถึงสภาวธรรมโลกทิพย์ สภาวธรรมต่างๆ - ที่ซ่อน ที่ซ้อนอยู่ในโลกของมนุษย์ ในโลกทิพย์ ในโลกทั้งหมด ในจักรวาลทั้งหมด
ขอพระพุทธองค์โปรดเมตตาลูกด้วยเถิด พระพุทธเจ้าค่ะ "
- - - -
พระยาธรรมเอ๋ย..  ความเชื่อมั่นของคนเรา - เกิดขึ้นจากสิ่งที่เรารู้
ถ้าเรารู้แล้วเมื่อไหร่ - ความเชื่อมั่นนั้น ก็จะก่อเกิดขึ้น
หากว่า เรานี้ยังไม่รู้ ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ อย่างแท้จริง
-- ความเชื่อมั่น ก็จะยังไม่เกิดขึ้น
... คำถามที่ไม่มีคำตอบ ก็จะมีมากมายอยู่ในตัวของเรา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง.. บุคคลผู้ที่มีดวงจิตที่ปรารถนาเพื่อที่จะเกิดมา *เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง* นั้นแล้ว -- ย่อมจะมีนิสัย มีความเป็นตัวเป็นตนของดวงจิตนั้น 
คือ ต้องได้คำตอบด้วยตนเองอยู่เสมอ.. เป็นอย่างนั้นอยู่ร่ำไป  +
พระยาธรรมเอ๋ย..  คำถามหลายๆอย่าง.. 
บางครั้งบางที คำตอบ - ก็ซ่อนอยู่ในคำถาม
คำถาม - ก็ซ่อนอยู่ในคำตอบ
เหมือนเส้นผมที่บังภูเขา
เหมือนสิ่งที่เรานั้นคาดไม่ถึง
เหมือนดังเพชรที่เราจับเอาไว้ แต่ไม่รู้ว่าตนจับเพชรอยู่..
.. เลยไม่เห็นว่า จะมีเพชรอยู่กับตน
--  เพราะตนนั้นไม่รู้จักว่า ที่ถืออยู่นั้น ก็คือ *เพชรเม็ดงาม*
พระยาธรรมเอ๋ย..  บางทีคนเรานั้น ก็คิดมากจนเกินไป
จนลืมมองเห็นความเป็นจริง - สัจธรรมของความเป็นจริง ที่มันก่อเกิดขึ้นอยู่แล้ว
พระยาธรรมเอ๋ย.. บางทีคนเราก็คิดน้อย เกินไป
น้อยจนลืมมองเห็น และพิจารณาเหตุและปัจจัย - ให้ถูกต้องตามความเป็นจริง
-- ก็เลยทำให้เรานั้น - ไม่อยู่ในความพอดี ที่จะได้รับคำตอบ...
ลูกเอ๋ย..  คำตอบที่ถูกต้อง ที่แท้จริง / คำตอบที่ใช่สำหรับเรานั้น
ก็คือจิตใจของเรา ทะลุอย่างแจ่มแจ้ง - ในสิ่งนั้นที่เรานั้นได้ถามไป
ตราบใดก็ตาม.. หากจิตใจของเรานั้น ยังไม่ทะลุ
-- เราก็จะยังไม่สามารถเข้าใจ หรือให้คำตอบแก่ตนเองได้
พระยาธรรมเอ๋ย..  บุคคลผู้ที่ไม่เคยเรียนหนังสือ
-- ย่อมไม่รู้ว่า  การสะกดและอ่านหนังสือให้ออกเป็นคำนั้น.. ต้องทำเช่นไร
แม้จะมีคนที่บอกว่า เป็นเช่นนั้น หรือเช่นนี้
-- หากเราไม่เคยศึกษาเรียนรู้ จับต้องด้วยตนเอง..
แม้จะเข้าใจ.. ก็ไม่ทั้งหมดหรอกลูก  !
ฉะนั้น ลูกเอ๋ย.. คำถามที่ไม่มีคำตอบ -- ก็เพราะว่าเรา ยังตอบตนเองไม่ได้
ใครเป็นคนถาม - คนนั้นก็ต้องเป็นคนตอบ
ตอบแก่ตนเอง - ด้วยตัวของตนเอง.. จึงจะเข้าใจ
พระยาธรรมเอย..  วันนี้เธออยากจะทูลถามอะไรอย่างนั้นหรือ.. เธอจงถามมาเถอะ
เมื่อถามแล้ว.. เธอก็จงพิจารณาให้เห็น เข้าใจตาม
คำตอบนั้น.. อาจจะทำให้เธอเข้าใจได้เลยในทันที  เมื่อฟังคำตอบ
หรืออาจจะทำให้เธอยังต้องงงๆ กลับเอาไปคิดอยู่
หรืออาจจะทำให้เธอมองว่าเป็นเช่นนั้น เช่นนี้ - ตามความคิดของเธอ
... แต่วันหนึ่ง เมื่อเธอเดินมาถึงจุดนั้นแล้ว..  เธอก็จะเข้าใจ  ++
พระยาธรรมเอ๋ย.. บุคคลไม่เคยเห็นน้ำทะเล
-- ย่อมไม่เข้าใจว่า น้ำทะเลนั้นมีสภาวธรรมเป็นเช่นไร…
แม้บุคคลที่เคยเห็นทะเลแล้ว.. ก็ยังไม่สามารถเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด
ทุกสภาวธรรม ทุกที่ของทะเลนั้น..
-- เพราะทะเลช่างกว้างไกล ในทุกที่ ทุกแห่งหน.. มีสิ่งที่ซ่อนอยู่ ซ้อนอยู่มากมาย --
แต่ลูกเอ๋ย.. ในความเป็นจริงแล้ว
ทะเลที่ไม่เหมือนกัน - ก็มีความเหมือนกันอยู่ในทะเล
ความเหมือนกัน และไม่เหมือนกัน - ก็ยังมีอีก
คือ มีความที่ซ่อนอยู่ในความเหมือน - กับไม่เหมือนนั้น +
ลูกเอ๋ย.. เมื่อเรายังไม่เคยเข้าใจ - ไปไม่ถึงในจุดที่มี และเป็นอยู่
ไม่เข้าใจถึงในสิ่งที่ซ้อน และซ่อนอยู่
ลึก ก็คือตื้น // ตื้น ก็คือลึก
... เมื่อยังไม่เข้าใจถึงสภาวธรรมทั้งหลายเหล่านี้..
เราก็จะยังสงสัยมากมาย หลากหลายอย่าง โดยที่ไม่มีคำตอบ !!
ลูกเอ๋ย.. และแม้จะมีคำตอบแล้ว.. เราก็จะยังไม่แน่ใจ
เหมือนถ้าฟังใครเขาเล่าว่า..  ทะเลเป็นเช่นนั้น  มีคลื่นเป็นเช่นนี้
.. ก็ยังนึกไม่ออกอยู่ดีว่าเป็นเช่นไร...
บางที ก็ยังไม่เข้าใจว่าเป็นแบบไหน ?
เข้าใจแล้ว - ก็ไม่เห็นภาพ
คำตอบที่ว่าทะเลนั้นเป็นเช่นไร.. จึงไม่มีแก่เราอย่างแท้จริง
... จนวันหนึ่ง ที่ลูกนั้น ไปเจอทะเลด้วยตัวของลูกเอง.. ลูกจึงจะเข้าใจ
พระยาธรรมเอ๋ย.. ข้อสมมุตินี้เป็นเช่นไร
การที่เราถามหา ในสิ่งที่เรายังไม่ไปถึง..
แล้วเรานั้นอาจจะเข้าใจบ้าง  ไม่เข้าใจบ้าง  ก็เป็นเช่นนั้นแหละลูก
จงถามมาเถิด ลูกนั้นต้องการจะรู้สิ่งใด
+ +
พระยาธรรม ::   พระพุทธองค์เจ้าขา..  ลูกอยากจะรู้ว่า โลก และจักรวาล วัฏสงสารนี้
ก่อเกิดมาจากองค์บรมบิดา
ก่อเกิดมาจากที่พระองค์ท่านได้อธิษฐาน ให้ก้อนเมฆ ดิน น้ำ ลม ไฟ..
สิ่งทั้งหลายเหล่านั้น - มาเป็นโลกแต่ละโลก
แต่พระพุทธองค์เจ้าขา..  แล้วองค์พระบรมบิดาล่ะเจ้าคะ
พระองค์ท่านก่อเกิดมาจากธาตุของดิน น้ำ ลม ไฟ - รวมตัวมาเป็นพระองค์ท่าน
แล้วนอกเหนือจากพระองค์ท่าน หรือก่อนที่จะพระองค์ท่านจะก่อเกิดมาเป็นท่านนั้น
มีสิ่งใดหรือเจ้าคะ ที่ให้ก่อเกิดธาตุของ ดิน น้ำ ลม ไฟ ธรรมชาติเหล่านั้น -- ที่ให้ก่อเกิดพระองค์ท่าน น่ะเจ้าค่ะ
พระยาธรรมเอ๋ย..  ถ้าอย่างนั้น ลูกจงไปเข้าเฝ้าองค์บรมบิดา ผู้สร้างโลกเถิด ว่า..
ก่อนที่ท่านจะกำเนิดก่อเกิด --
มีใครเป็นผู้ให้กำเนิด สิ่งที่ทำให้เกิดท่าน  ?
มีใครเป็นผู้ให้กำเนิด ลมฟ้าอากาศ  ดิน น้ำ ลม ไฟ เหล่านั้น  ?
เธอจงไปถามกับองค์บรมบิดาท่านเถิด…
+ +
พระยาธรรม :: กราบขอบพระคุณพระพุทธองค์เจ้าค่ะ
ลูกขอพลังจากพระองค์ เพื่อไปเฝ้าองค์บรมบิดา  เพื่อไปทูลถามถึงเรื่องนี้นะเจ้าคะ
- - - -
พระยาธรรม ::   ข้าพระพุทธเจ้า ขอกราบนอบน้อมเข้าเฝ้าองค์บรมบิดา พระผู้สร้างโลก และสร้างจักรวาล
วันนี้ ข้าพระพุทธเจ้ามาเข้าเฝ้า เพื่ออยากจะถามพระองค์ท่านว่า...
การที่พระองค์ก่อเกิดมา -- ก็ต้องมีเหตุที่ก่อเกิด ที่ไปที่มาของพระองค์
ฉะนั้น.. สิ่งที่ให้พระองค์ก่อเกิด เป็นธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นธรรมชาติ.. ลูกก็เข้าใจอยู่
แล้วใครล่ะเจ้าคะ ที่ให้กำเนิดธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ และธรรมชาติเหล่านั้น ?
องค์บรมบิดา ::   พระยาธรรมเอ๋ย.. จงตั้งใจฟังให้ดีเถิด
การที่บุคคลผู้หนึ่ง / สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก่อเกิดขึ้นนั้น -- ก็เพราะว่ามีเหตุที่มาของมัน 
และการที่เราก่อเกิดขึ้น - ก็เพราะว่า มีธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ 
มีธาตุของธรรมชาติ จากอากาศ ที่กว้างใหญ่ยิ่งนัก หาที่สิ้นสุดไม่ได้ของอากาศเหล่านั้น
และอากาศเหล่านั้น.. ก็ยังเป็น "ดินแดนแห่งทิพย์"
ดินแดนที่ไม่มี และมี - อยู่ในสิ่งเดียวกัน
พระยาธรรมเอ๋ย..  สิ่งที่มี และไม่มี - อยู่ในที่เดียวกันนั้น ก็หมายถึง
สิ่งที่ไม่มี กับมี - ก็เหมือนกัน
คือความว่างเปล่า คือความเป็นจริงแล้ว สรรพสิ่งนั้นไม่มี
พระยาธรรมเอ๋ย..  ดินแดนทิพย์นั้น มี กับไม่มี - เสมอเหมือนกัน
ลม น้ำ ไฟ หรือดิน --
ก็มาจากความเป็นทิพย์ ที่มี กับไม่มี - ก็เหมือนกัน
อยู่ในอาณาจักรที่มี กับไม่มี - ก็เหมือนกัน
อยู่ในนั้น  เป็นอยู่เช่นนั้นตลอดมา...
อยู่มาวันหนึ่ง.. การก่อเกิด หรือการไม่ก่อเกิดนั้น เกิดความเป็นความเป็นทิพย์
เกิดความเป็นธรรมชาติของโลกทิพย์นั้นๆ / ของดินแดนทิพย์นั้นๆ โดยธรรมชาติ
และคำว่า *ธรรมชาติ* ก็คือ มันเป็นไปของมันเอง
- โดยไม่มีใครห้ามไม่ให้เป็นไป เช่นนั้น เช่นนี้
-  หรือโดยไม่มีใครทำให้เป็นไป ตามใจของตน
-  หรือมีใครทำให้เกิดมา  หรือทำให้ไม่เกิดมา
พระยาธรรมเอ๋ย..  ธรรมชาติ ก็คือ สิ่งที่เกิดขึ้นเอง
- โดยปราศจากผู้สร้าง
- โดยปราศจากผู้ควบคุม
นั่นชื่อว่า *ธรรมชาติ*
หากมิเช่นนั้นแล้ว -- ก็จะไม่ได้เรียกว่า *ธรรมชาติ* เลย
รวมถึงการก่อเกิดในองค์บรมบิดา -- ก็ยังก่อเกิดในรูปแบบของการมี และไม่มี เสมอเหมือนกัน ++
เหมือนต้นไม้ ที่เกิดขึ้นบนพื้นดิน..โดยธรรมชาติ
แต่ต้นไม้ต้นนั้น หามีความรู้สึกไม่ ว่า..
-  เป็นทุกข์ในการมี
-  เป็นทุกข์ในการเกิด
-  เป็นทุกข์ในการดับ
-  เป็นทุกข์ ถ้ามี
-  หรือเป็นทุกข์ ที่ไม่มี
ฉะนั้น.. ต้นไม้ต้นนั้น มี กับไม่มี -- จึงมีค่าเสมอเหมือนกัน
องค์บรมบิดา.. ก็รู้สึกเช่นนั้น และเป็นเช่นนั้น..
ยังอยู่ในโลกของความมี และไม่มี ++
ยังไม่มีความทุกข์ ไม่มีความสุข
ไม่มี มี - และไม่มีสิ่งที่ไม่มี
พระยาธรรมเอ๋ย.. และแล้ววันหนึ่ง ก็มีเหตุเกิดขึ้นอีก
นั่นก็เป็นเพราะว่า..  ธรรมชาติส่งผลให้เกิดขึ้นมาอีก
และธรรมชาตินั้น ก็คือ
/  สิ่งที่ไม่มีใครให้เกิด
/ ไม่มีใครให้เป็นไป
/ ไม่มีใครทำอะไร ให้เป็นอย่างนั้น อย่างนี้ได้
ก็เลยให้ก่อเกิด สิ่งที่มีเหตุให้มีการก่อเกิดจักรวาล วัฏสงสารแห่งนี้ขึ้นมา
โดยเริ่มจากโลกทิพย์ก่อน - โลกแห่งดวงจิตที่ก่อเกิดนั้น ก็เป็น *โลกทิพย์*
เป็นสภาวธรรมแห่งความเป็นทิพย์
และยังอยู่ในความมี และไม่มี เสมอเหมือนกัน
ทุกโลก ทุกที่ ก็ยังมีความเป็น / และไม่เป็น.. เสมอเหมือนกัน
จนมาวันหนึ่ง ธรรมชาติ - ก็นำพาให้เกิดขึ้นอีกแล้ว  เกิดดวงจิตต่างๆขึ้นมากมาย...
... เมื่อเกิดขึ้นแล้ว - ก็ยังอยู่ในสภาวธรรม ของความมี และไม่มี เสมอเหมือนกัน
แต่แล้ววันหนึ่ง ธรรมชาติ - ก็นำพาให้เกิดขึ้นอีกแล้ว  เกิดความรู้สึกที่รู้สึกว่า "มี"
เมื่อดวงจิตต่างๆทั้งหลาย.. เริ่มมีความรู้สึกว่า ตนนั้นมี..
-- ก็เลยมีที่ตั้งแห่งดวงจิต มีอัตตาและตัวตน มีตัวมีตนของดวงจิตขึ้นมา
เมื่อนั้น ก็เลยเริ่มที่จะมี *เชื้อของกิเลส ตัณหา* คือ ความหลง
- หลงว่านี่ คือตัวคือตน คือเรา คือของเรา --
เมื่อนั้นแหละ จึงมี *ความรัก ความโลภ ความโกรธ และความลุ่มหลง* ก่อเกิดขึ้นมา  ++
... เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว ก็เลยต้องมีการแบ่งแยกถ่ายเท ออกไป
เพื่อไปอยู่ในที่ต่างๆ ที่ยังอยู่ในโลกทิพย์  ยังอยู่ในความเป็นทิพย์
เพียงแต่เริ่มมีเชื้อกิเลสและตัณหา ก่อเกิดขึ้นมา
-- เลยเกิดสิ่งนั้น สิ่งนี้ขึ้นมา เรื่อยไป...
จนต้องได้เกิดมาเป็นโลกมนุษย์ โลกนั้น โลกนี้
มีกรรมที่ดี และไม่ดี
มีกติกามากมายก่อเกิดขึ้น โดยธรรมชาติของมันเอง
โดยที่ไม่มีใคร…
/ สามารถที่จะหยุดยั้งมันได้
/ สามารถที่จะให้มันเกิด หรือดับได้
พระยาธรรมเอ๋ย.. ที่ไป และที่มาของสรรพสิ่ง ก็เป็นเช่นนี้แหละลูก
+ +
พระยาธรรม ::  ข้าแต่องค์บรมบิดาเจ้าขา แล้วองค์พระพุทธเจ้าล่ะเจ้าคะ
ทุกๆพระองค์น่ะเจ้าค่ะ -- พระองค์ท่านก่อเกิดมาเพื่อสิ่งใด เจ้าคะ ?
องค์บรมบิดา ::   พระยาธรรมเอย.. องค์พระพุทธเจ้านั้นก่อเกิดมา ก็เพราะว่า..
เห็นว่า ดวงจิตต่างๆทั้งหลาย.. ก่อเกิดความรู้สึกว่า มีตัวมีตน
-- ก็เลยพากันลุ่มหลงในตัวในตน
เบียดเบียนกัน ให้มีความสุข และความทุกข์เกิดขึ้น
ให้มีการทำให้ชีวิตนั้น - มีสิ่งสมมุติมากมาย...
องค์พระพุทธเจ้าก็เลยสร้างสั่งสมบารมี เพื่อรู้แจ้ง  เข้าใจความเป็นจริงทุกสิ่งทุกอย่างว่า
ในความเป็นจริงนั้น...
**สรรพสิ่งทั้งหลาย -ไม่มี
-- สิ่งที่มี ก็เพราะว่า เรารู้สึกว่า "มี"
ทุกสิ่งก่อเกิดขึ้นจากความรู้สึก - ที่รู้สึกว่า "มี"
-- เมื่อนั้นแล  ทุกสิ่งทุกอย่างจึงเกิดอยู่ร่ำไป  ++
แท้ที่จริงแล้ว.. เมล็ดของฟักทองนั้น - ก็ไม่มี
หากมีแล้วก็จะก่อเกิด ออกดอกออกผล
ต้องปลูก ต้องเป็นไปอย่างนั้นอยู่ร่ำไป
จึงชี้ให้เห็นเหตุที่เกิดต้น.. ก็เพราะว่า มีเม็ด
เหตุที่มีเม็ด.. ก็เพราะว่า มีต้น
-- แต่ในความจริงนั้น - ไม่มีทั้งต้น และเม็ด --
พระยาธรรมเอ๋ย.. ความเป็นจริงแล้ว - สรรพสิ่งไม่มี…
* ความรู้สึกต่างหาก.. ที่ทำให้มี ++
หากวันหนึ่งที่เราสลาย "ความมี"  ได้ทั้งหมดแล้ว..
-- เมื่อนั้นแหละลูก เราก็จะสามารถ
/  พ้นจากสิ่งที่ก่อเกิด  สิ่งที่ลิขิตให้เป็นเช่นนั้นเช่นนี้
/  พ้นจากความเป็นธรรมชาติ
-- กลับคืนสู่ ความไม่มี  **
เลยจึงจะไม่มีความสุข - ไม่มีความทุกข์
ไม่มี และมี.. ไม่แตกต่างกัน
เมื่อนั้นแหละลูก.. ลูกจึงจะเข้าใจ
**  พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ - ก็เลยอุบัติบังเกิดขึ้นมา เพื่อชี้บอกสิ่งเหล่านี้แหละลูก  ++
พระยาธรรม ::  ข้าแต่องค์บรมบิดาเจ้าขา 
ถ้าอย่างนั้น ก็แปลว่า สิ่งที่มี เพราะว่าเราคิดเองว่า มี --
**ในความเป็นจริง สรรพสิ่งไม่มี **
เหตุที่จักรวาล และวัฏสงสารนี้.. ยังมีสิ่งนั้นสิ่งนี้อยู่..  เพราะเป็นสิ่งสมมุติขึ้นมาว่า "มี"
หากวันไหนที่เราสลาย "ความมี" ทั้งหมดได้
-- เราก็จะพ้นจากความทุกข์ --
จะไม่มีเรา - ไม่มีเขา
ไม่มีใครให้สุข -ให้ทุกข์อีกต่อไป
ดวงจิตของเราทุกคน ที่มีดวงจิต ก็เพราะว่า เราคิดว่ามี
-- แต่ความเป็นจริงแล้ว สรรพสิ่งไม่มี.. อย่างนั้น ใช่มั้ยเจ้าคะ ?
องค์บรมบิดา ::  ถูกต้องแล้ว พระยาธรรม
ในความเป็นจริง ก็คือ "ไม่มี"
**ไม่มี นั่นแหละลูก คือความเป็นจริง **
แต่บุคคล ผู้ที่ไม่มีปัญญา
บุคคล ผู้ที่ยังไม่ทำความดี
บุคคล ผู้ที่ขาดปัญญานั้น - ย่อมไม่สามารถมีแสงสว่าง ที่ทำให้ตนรู้ เข้าใจ
และยอมรับในสิ่งเหล่านี้ได้ ++
พระยาธรรม ::  ถ้าอย่างนั้น ถ้าเรายังมัวแต่ถามว่า แล้วธรรมชาติก่อเกิดมาจากอะไร
ทำไมต้องมีธรรมชาติ ทำไมต้องมีโลก มีจักรวาล ?
ถ้าเกิดว่าเรายังมีความคิดแบบนี้อยู่ล่ะเจ้าคะ
-- เพราะว่าอะไร และต้องทำแบบไหนเจ้าคะ ?
องค์บรมบิดา ::  เราก็ลองคิดดู ว่ามันเกิดประโยชน์อะไรในความคิดเช่นนั้น ?
ในเมื่อสรรพสิ่งทั้งหลาย.. ก่อเกิดขึ้นจากธรรมชาติ และธรรมชาติก็คือ
" สิ่งที่ก่อเกิดเอง โดยไม่มีใครทำอะไรได้ "
คำว่า *ธรรมชาติ* เมื่อเข้าใจถึงมันอย่างแท้จริง เราก็จะไม่มีคำว่า "ทำไม" อีก
รวมถึงลองนึก และทบทวนดูว่า.. การที่เรานั้นคิดไป สงสัยไป คาใจไป.. ในสิ่งที่มันไม่มี และเป็นไปไม่ได้ -- มันจะเกิดประโยชน์อันใด !
พระยาธรรมเอ๋ย..  สิ่งที่เราควรจะทำ คือ ทำในสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริง
และมีประโยชน์อย่างแท้จริงดีกว่า คือ
-  นำพาจิตของตน ให้บรรลุสำเร็จ
-  มองเห็น ตามความเป็นจริง
-- แล้วคำถามเหล่านั้น..ก็จะหายไป  พร้อมกับการรู้แจ้งของลูกนั้น…
พระยาธรรม ::  กราบขอบพระคุณองค์บรมบิดาเจ้าค่ะ
องค์บรมบิดาเจ้าขา..  ถ้าอย่างนั้น แล้วการล้างโลก ล้างโลกมนุษย์
ที่ล้างใหม่หมด - มีอยู่จริงมั้ยเจ้าคะ?
คือ ภัยพิบัติที่ล้างโลก น่ะเจ้าค่ะ
องค์บรมบิดา ::  พระยาธรรมเอ๋ย.. โลกนี้เกิดขึ้นมานานนัก แต่ละยุคแต่ละสมัย แตกต่างกันไป…
เมื่อกาลเวลาผ่านไป มีสิ่งมากมายเกิดขึ้นในเมืองนี้
และในความเป็นจริง ในเมืองมนุษย์นี้ - ก็เป็นแค่สถานที่หนึ่ง ที่ทำขึ้นมาเพื่อ
"คัดกรองดวงจิต"
เมื่อรู้สึกว่าดวงจิตเหล่านี้.. ไม่สามารถคัดกรองได้แล้ว -- ก็ย่อมต้องมีการล้างโลก
เพื่อปรับใหม่ / ทำใหม่
แต่ดวงจิตทั้งหลายเหล่านั้น.. ก็แค่ตายจากโลกมนุษย์ แล้วไปอยู่โลกอื่น
เพื่อรอการกลับมา รอการปรับปรุง ปรับเปลี่ยนของโลกมนุษย์.. แล้วค่อยกลับมาใหม่
การล้างโลกจึงมีอยู่จริง  แต่ไม่ใช่ล้างวัฏสงสาร
แต่เป็นการ…
//  ล้างโลกมนุษย์ด้วยภัยพิบัติ เป็นบางยุค
//  ล้างด้วยธรรมคำสอนสั่ง เป็นบางคราว
ล้างด้วยเหตุและผลต่างๆ มากมาย…
แต่พระยาธรรมเอ๋ย..  การล้างโลกมนุษย์นั้น - ย่อมมีอยู่แล้ว ++
พระยาธรรม ::   องค์บรมบิดาเจ้าขา..  ถ้าอย่างนั้น การล้างจักรวาลล่ะเจ้าคะ
จะเป็นไปได้หรือเปล่า หรือจะต้องล้างเช่นไร ล่ะเจ้าคะ ?
พระยาธรรมเอ๋ย..  การล้างจักรวาลนั้น จะล้างได้ก็ต่อเมื่อ
ดวงจิตทั้งหลาย.. สลายความรู้สึกว่า มีตัวมีตน
สลายความรู้สึก  ดับความเป็นตัวตนได้
-- เมื่อนั้นแหละลูก วัฏสงสารก็จะล้างได้ ด้วย *กฎของธรรมชาติ* - สิ่งที่เป็นไปเอง
แต่ตราบใดก็ตาม.. ที่ดวงจิตทั้งหลายยังมีความรู้สึกว่า มีตน มีของของตน มีตัวมีตนอยู่
-- เมื่อนั้น วัฏสงสารนี้.. ก็จะยังไม่สามารถลบล้าง หรือล้างได้
นอกจากดวงจิตใดที่สามารถสลายตัวตนได้ - เท่านั้นแหละลูก..
-- จึงสามารถออกจากสิ่งที่มี // สิ่งที่เรียกว่า *สมมุติ* เหล่านี้..
เพราะได้ สลาย "ความมี" ไปแล้ว --
พระยาธรรม ::   ถ้าอย่างนั้น  มีคนชอบถามน่ะเจ้าค่ะ ว่า
การปรินิพพาน หรือไปอยู่นิพพาน.. ไปอยู่ทำอะไร
เป็นแบบไหน หรือเจ้าคะ
เพราะอะไรหรือเจ้าคะ เราต้องทำให้ไปถึงนิพพาน
แล้วไปอยู่นิพพานเพื่ออะไรล่ะเจ้าคะ ?
องค์บรมบิดา ::   พระยาธรรมเอ๋ย..  ก็เพราะว่า นิพพาน คือ ความไม่มี
นิพพานนั้น คือ..
- ที่ที่ไม่สุข และไม่ทุกข์
- ไม่มีตัว และไม่มีตน
// กลับคืนสู่ความไม่มี
// กลับคืนสู่ธรรมชาติที่ไม่มี
// กลับสู่สภาวะของความไม่รู้สึกสุข - ไม่รู้สึกทุกข์  / ไม่รู้สึกมีตัว และมีตน
... จึงพ้นทุกข์
พ้นทุกข์ และพ้นสุข
จึงเป็นที่ที่ดวงจิตที่เกิดมาแล้ว.. เกิดขึ้นเพราะความรู้สึก - ต้องดับไปด้วยความรู้สึก
-- เมื่อนั้น ก็จะพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง --
นั่นแหละลูก เพราะเหตุเช่นนี้ จึงต้องไปนิพพาน ++
ไปนิพพาน - ก็เพื่อดับทุกข์ และดับตัวตน
ดับตัวตน - ก็เพื่อไม่มี
เมื่อไม่มี - ก็ย่อมไม่ทุกข์
-- เป็นเช่นนั้นแหละลูก.. จึงต้องไปนิพพาน  ++
แล้วบุคคลที่ไม่ปฏิบัติ จนถึงจุดที่เห็นนิพพานด้วยจิตของตน..
-- จะสามารถเข้าใจสภาวธรรมดังนี้ ได้หรือเปล่าเจ้าคะ ?
องค์บรมบิดา ::   พระยาธรรมเอ๋ย.. ทุกคนนั้น สามารถทำความเข้าใจได้ในหลายๆเรื่อง
แต่ในความเป็นจริง จนกว่าเราจะเข้าใจได้อย่างแท้จริง
-- เราก็ต้องไปถึงในจุดนั้น - ด้วยตัวของเราเอง  ++
... ข้อลังเลสงสัย - จะไม่เกิดขึ้นกับเราอีกเลย …
-- แปลว่า บุคคลผู้ถึงนิพพานเท่านั้น.. จึงจะเข้าใจสภาวธรรมของความเป็น *นิพพาน* ได้ลูก ++
พระยาธรรม ::   ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่า.. ในโลก ในจักรวาล ในวัฏสงสาร หรือนอกวัฏสงสาร สรรพสิ่งทั้งหลาย ก่อเกิดขึ้นเพราะธรรมชาติ
ธรรมชาติก่อเกิดขึ้น โดยไม่ต้องมีใครลิขิต
โดยไม่ต้องมีใครให้เกิด
จึงเรียกว่า *ธรรมชาติ*
และธรรมชาติ ก็มีหลายแบบ เช่น
* ธรรมชาติของความเป็นทิพย์
* ธรรมชาติของความมี และไม่มี
* ธรรมชาติในโลกมนุษย์
ในที่ต่างๆ
เขาก็เรียกว่า *ธรรมชาติ*
เพราะมันเป็นไปตามเหตุของมัน -โดยไม่มีใครทำอะไรได้ …
แต่พระองค์ องค์บรมบิดา ก็ได้เมตตาพวกเรา
โดยการพยายามให้ดวงจิตทั้งหลาย ที่เป็น**องค์พระพุทธเจ้า**
มานำทาง ให้เราดับตัวตน -- เพื่อดับเรา  ดับความทุกข์
พระองค์พยายามช่วยเราทั้งหลายอยู่.. อย่างนั้นหรือเจ้าคะ ?
องค์บรมบิดา ::   ถูกต้องแล้วพระยาธรรม
ในเมื่อสรรพสิ่งเกิดขึ้นแล้ว ไม่มีใครทำอะไรได้
และเรา ผู้เป็นองค์บรมบิดา ก็รู้ดีอยู่ว่า..
ความเป็นจริงนั้น สิ่งที่ดวงจิตทั้งหลายมีอยู่ทุกวันนี้ - ก็เพราะความรู้สึกว่า มี
หากดับตัวตนนั้นแล้ว -- ก็จะสลายคืนสู่ "สภาวธรรมของความไม่มี" ++
จึงได้ให้องค์พระพุทธเจ้า ที่เป็นองค์นำดวงจิตทั้งหลาย.. ก่อเกิดขึ้นในโลก ในจักรวาล วัฏสงสารนี้ อยู่ร่ำไป ในแต่ยุค แต่ละสมัย
ให้นำพาดวงจิตทั้งหลาย - สลายกลับคืนสู่ความไม่มี  ++
และบัดนี้.. ก็มีดวงจิต ที่สลายกลับคืนสู่ความไม่มี - เยอะแยะมากมาย หลากหลายดวงจิต..
จนนับไม่ได้ว่าเป็นเท่าไหร่  เพราะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีหรือไม่มี
-- จึงไม่จำเป็นที่จะต้องมีจำนวน ว่าเท่าไหร่...
พระยาธรรมเอ๋ย.. สิ่งที่สูงสุด ก็คือ *ดับความมีเรา*
-- เพื่อสลาย กลับคืนสู่ "สิ่งที่ไม่มี"
-- เพื่อตัวของเรานั้น - จะได้ไม่ทุกข์  จะได้ไม่มี
เท่านั้นแหละลูก คือ เป้าหมายสูงสุดแล้ว *-*
-- ไม่ใช่เพื่อสิ่งอื่นใด.. ลูกเอ๋ย 
+ +
พระยาธรรม :: ลูกขอกราบขอบพระคุณองค์บรมบิดาเจ้าค่ะ
ที่ได้โปรดเมตตาชี้แนะ ชี้นำในเรื่องของโลก จักรวาล วัฏสงสาร
การก่อเกิดสรรพสิ่งทั้งหลาย 
การดับไปเพื่ออะไร
สิ่งที่ก่อเกิดขึ้นเพราะอะไร
คิดทำไม ถามทำไม 
คำตอบอยู่ที่ไหน ?
... ให้ลูกได้เข้าใจ เจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณมากเจ้าค่ะ
ถ้าเกิดว่าวันหลังลูกมีอะไรอยากจะถามอีก เพื่อความเข้าใจ
ลูกจะกลับมาเฝ้าทูลถามพระองค์ใหม่นะเจ้าคะ   ลูกขอกราบลาแล้วละเจ้าค่ะ
สาธุ
. . .
และลูกขอกราบนอบน้อมถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระองค์ได้เมตตาส่งพลังพุทธบารมี
ให้ลูกได้เข้าเฝ้าองค์บรมบิดา  เพื่อกระจ่างแจ้งในสรรพสิ่ง …
ลูกจะตั้งใจทำงานที่ได้รับมอบหมายมาให้สำเร็จ
ให้ได้พาดวงจิตทั้งหลาย เข้าถึงพระนิพพานได้เจ้าค่ะ…
สาธุ สาธุ สาธุ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 30, 2020, 03:16:46 am โดย thanapanyo »
บันทึกการเข้า

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4134
    • ดูรายละเอียด
Re: ปฐมบทมหาวิชชาลัยธรรมิกราช
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: พฤศจิกายน 30, 2020, 03:08:09 am »



ปฐมบทมหาวิชชาลัยธรรมิกราช   
บทที่  3  **ข้อสงสัยในเรื่องพระบรมบิดา**
+ +
ในเช้าของวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2561  ณ พุทธอุทยานภูสวรรค์
เมื่อพระยาธรรมิกราช ได้กราบนอบน้อมเข้าเฝ้าต่อพระพุทธองค์ท่านแล้ว  จึงได้เฝ้าทูลถามพระพุทธองค์ท่านไป ดังนี้ว่า...
“ ข้าแต่องค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เจ้าขา..
ลูกนั้นได้นำคลิปของการเปิดโลกเปิดจักรวาล ไปเผยแผ่ ซึ่งมีเรื่องขององค์บรมบิดาผู้สร้างโลกสร้างจักรวาลด้วย
บางคนที่เขาได้ยิน เขาก็ไม่ค่อยเข้าใจน่ะเจ้าค่ะ
เพราะว่ามันไปซ้ำกับศาสนาอื่น ที่เขาก็มีพระผู้สร้างโลกสร้างจักรวาลเหมือนกัน - แต่ว่าเขาเหล่านั้นเป็นอีกศาสนาหนึ่ง..
ทีนี้ ก็มีหลายคนที่เขาสงสัยในเรื่องของพระผู้สร้างโลก
มีหลายคนที่เขาเข้าใจตรงว่า เป็นพระผู้สร้างโลกองค์นั้น ที่ศาสนานั้น ศาสนาโน้นเขาเคารพบูชานับถือกัน เขาก็เลยเกิดภาวะลังเลสงสัย ในสิ่งที่ลูกนั้นกล่าวถึงพระผู้สร้างโลก
ทีนี้ก็มีพวกเจ้ามานะทิฐิอีกพวกหนึ่ง ที่เขาก็ต้าน และหาว่ามันไม่ใช่เรื่องของศาสนาพุทธบ้าง มีหลายๆอย่าง
แต่ที่ลูกอยากจะถามวันนี้ คือ สภาวธรรมของพระผู้สร้างโลกสร้างจักรวาลนั้น เป็นแบบไหน ยังไง
และมีความแตกต่างกับพระผู้สร้างโลกของแต่ละศาสนา แบบไหน ยังไง
สำหรับพระผู้สร้างโลกที่ลูกนั้นได้เจอกับองค์บรมบิดานั้น น่ะเจ้าค่ะ
แล้วลูกจะอธิบายกับเขาเหล่านั้นยังไงดีล่ะเจ้าคะ เขาจะได้เข้าใจ น่ะเจ้าค่ะ ? “
- - - -
พระยาธรรมเอ๋ย.. ลูกเป็นผู้รู้ ลูกเป็นผู้พบเจอ ลูกเป็นผู้เปิดโลก ลูกเป็นผู้รู้แจ้งในสิ่งทั้งหลาย ในสภาวธรรมต่างๆ ที่จะนำไปเผยแผ่
ฉะนั้น.. คำตอบ ก็คงจะอยู่ในตัวของลูก
เอาอย่างนี้ก็แล้วกันนะ พระยาธรรม.. ลูกจงตอบตามที่ลูกรู้ ลูกไปพบเห็น เข้าใจ  ตามสภาวธรรมเหล่านั้น..
แล้วจะบอกอีกทีหนึ่ง ว่ามันถูก หรือว่าผิด
ว่ามันมีอะไรที่ต้องเพิ่มเติม หรือว่าขาดหายไป
ลองกล่าวธรรมนั้นมาเถิด พระยาธรรม.. เอาตามที่ลูกรู้ก็แล้วกันนะ  ลองดู..
+
พระยาธรรม ::  สาธุเจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณพระพุทธองค์ที่ทรงเมตตา ให้โอกาสกับลูกได้แสดงธรรมนี้
- ตามความรู้ ความเห็น ความเข้าใจ
- สิ่งที่ลูกเจอ สัมผัส
- สิ่งที่ลูกจะต้องนำไปเผยแผ่ ให้กับดวงจิตผู้ที่ปรารถนาจะพ้นทุกข์ -- เขาได้เรียนรู้.. รู้ความเป็นจริง เจ้าค่ะ
ตามความรู้ความเห็นของลูกนั้น.. วันที่ลูกขึ้นไป แล้วไปเจอกับองค์บรมบิดา พระผู้สร้างโลกสร้างจักรวาล พระองค์ท่านอยู่สูงสุด สูงเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง
พระองค์ท่านอยู่ในที่ที่ไกลมาก.. และที่นั่น ก็เป็นที่ที่ไม่อาจมีดวงจิตธรรมดาทั่วไป - ที่เขานั้นไม่ใช่ดวงจิตพิเศษ เช่น ดวงจิตที่ถูกสร้างขึ้นมา เฉพาะกิจนั้นๆ - ไปถึงได้เลย
ลูก เมื่อไปถึงที่นั่นแล้ว จึงพบกับองค์บรมบิดา พระองค์ท่าน น่ะเจ้าค่ะ
และพระองค์ท่าน ก็ทรงแสดงให้ลูกได้เห็นจักรวาลทั้งหมด ตั้งแต่..
การก่อเกิดของดวงจิต
การก่อเกิดโลกแต่ละโลก
... แม้แต่การก่อเกิดพระองค์ท่านด้วย
พระองค์ท่านทรงบอกลูกว่า..
* ท่านไม่เคยมาเกิดเป็นมนุษย์
* ท่านไม่เคยลงมาในวัฏสงสารนี้
* ท่านอยู่ในดินแดนบริสุทธิ์นั้น สูงสุด สูงเหนือนิพพานด้วยซ้ำไป
พระองค์ท่าน ทรงเป็นผู้ที่ให้สรรพสิ่งทั้งหลายก่อเกิดขึ้น ตั้งแต่ โลก จักรวาล วัฏสงสารนี้ไม่มี
-- ท่านเป็นผู้อธิษฐานจิต ให้ก่อเกิดขึ้นมา..
แล้วท่านก็พาลูกไปดูดวงจิตต่างๆ ที่ก่อเกิดในแต่ละโลกนั้น เป็นแบบไหน ยังไง
การเกิดของดวงจิต การที่ดวงจิตมาเกิดในสวรรค์ เกิดในโลกต่างๆ ตามภูมิต่างๆ
การเวียนว่ายตายเกิด น่ะเจ้าค่ะ
ท่านก็พาลูกไปดู ทำให้ลูกเข้าใจ --
* สภาวธรรมของโลก ของจักรวาล ของวัฏสงสาร
ของการก่อเกิดดวงจิต และก่อเกิดองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกพระองค์
* เหตุที่เกิดพระพุทธเจ้าทุกพระองค์บนโลก - เพื่อดับการเกิดของตน
... และนำพาจิตทั้งหลาย ออกจากวัฏสงสาร
ท่านทรงแสดงทุกสิ่งทุกอย่าง.. ให้ลูกได้รู้แจ้ง
ทุกสิ่ง.. โดยบารมีขององค์บรมบิดาท่าน
ลูกเห็นพระองค์ท่านอยู่สูงสุด - เหนือองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกพระองค์ 
และพระองค์ท่าน.. ก็ทำให้ลูกเห็นจักรวาลทั้งหมด !
การเวียนวน เวียนว่าย ..จนถึงการเข้าสู่พระนิพพาน ++
ท่านทรงพลังบารมียิ่งนัก ท่านให้ลูกได้เข้าใจทุกอย่าง..
และท่านก็บอกกับลูกว่า ตั้งแต่ก่อเกิดองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาแล้วนั้น..
มี *พระยาธรรม* ที่ก่อเกิดขึ้น - ตามองค์พระพุทธเจ้าทุกองค์
องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบรรลุธรรม ตรัสรู้เข้าพระนิพพาน 1,896 พระองค์
แล้วองค์บรมบิดาท่าน ก็ให้ลูกได้เห็นสภาวธรรม ในดินแดนพระนิพพาน
.. ว่าเป็นแบบไหน ยังไง
แล้วก็มีองค์พระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ไปแล้วทุกพระองค์.. เสด็จมาให้ลูกได้เห็น ได้รู้
และในแต่ละพระองค์ - ก็จะมีพระยาธรรมก่อเกิดขึ้นมา แทนธรรมคำสอนสั่งในกึ่งศาสนา - ทุกองค์
แต่ใน 1,896 พระองค์นั้น - มีเพียงแค่พระยาธรรม 3 ดวงจิต* เท่านั้น
- ที่สามารถขึ้นไปถึงองค์บรมบิดา
- ที่สามารถประกาศความเป็นจริงของจักรวาลทั้งหมด ตั้งแต่ก่อเกิดมา
ให้ดวงจิตทั้งหลาย.. ได้เรียนรู้
ซึ่งเป็นกาลเวลาที่ยาวนานมาก..
ผ่านพระพุทธเจ้าไปแล้วหลายพระองค์.. 
* จึงจะมีพระยาธรรม ที่สามารถก่อเกิดขึ้นมา และมีสภาวธรรมที่เปิดโลกเปิดจักรวาลได้ *
ฉะนั้น.. ลูกจึงเป็นพระยาธรรมองค์หนึ่ง ที่ได้รอบในการเปิดความเป็นจริง **
ครอบโลก ครอบจักรวาลทั้งหมด ถึงองค์บรมบิดา.. ให้ทุกคนได้รู้
เข้าใจ วัฏสงสารนี้ การเวียนว่ายตายเกิด
เข้าใจ ตั้งแต่ก่อเกิดดวงจิต
เข้าใจ ตั้งแต่ก่อเกิดแต่ละโลก / สภาวธรรมของแต่อย่าง แต่ละที่
ลูกจึงสามารถรู้ได้ว่า.. องค์พระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ไปแล้วอย่างแท้จริงนั้น.. มีกี่พระองค์
ลูกจึงสามารถรู้ได้ว่า.. มีองค์บรมบิดา ผู้สร้างโลกสร้างจักรวาล
ลูกจึงสามารถเข้าถึงองค์บรมบิดา.. รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับการก่อเกิดทุกอย่าง…
พระองค์ท่านทรงสอนลูกเช่นนี้..
แล้วลูกก็มั่นใจว่า ท่านคือ บรมบิดาผู้สร้างโลกอย่างแท้จริง **
เพราะแท้ที่จริงแล้ว.. ดวงจิตของลูก ก็เป็นเพียงแค่ดวงจิตธรรมดาดวงจิตหนึ่ง
... ลูกไม่อาจไปรู้ได้ขนาดนี้..
พระองค์ท่านทรงพาลูกไปท่องในแต่ละจักรวาล  ออกไปนอกวัฏสงสาร
มองกลับคืนมาในการเวียนวน
และท่านก็ทรงเมตตาลูกยิ่งนัก จึงค่อยปล่อยให้ลูกลงมา
เพื่อที่จะประกาศความจริงกับทุกคน.. ให้เขาเหล่านั้นได้เข้าใจ ได้รู้ น้อมตาม
เพื่อที่จะเข้าสู่นิพพาน คือ ความหลุดพ้นทุกข์ได้
อย่างนี้ คือความมั่นใจ  คือสิ่งที่ลูกรู้ ลูกเห็น
ลูกจึงรู้ว่า.. มีพระองค์ท่านอย่างแท้จริง
แล้วที่ลูกลงมาเผยแผ่ธรรมนี้ ก็มาแทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า - องค์ปัจจุบัน *
โดยมีพลังจากองค์บรมบิดา
และองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ตรัสรู้ไปแล้ว - ส่งมาให้กับลูกด้วย
ทุกพระองค์รวมพลังกัน เพื่อที่จะเปิดจักรวาลนี้..
ให้รู้ตามความเป็นจริง ในศาสนาของพระสมณโคดม - พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน
เพราะทุกอย่างได้รอบแล้ว หมุนเวียนมาถึงแล้ว..
* ที่จะต้องเปิดจักรวาลทั้งหมด
* ที่จะต้องรู้แจ้ง เข้าใจในทุกอย่าง ++
แล้วก็ใช่ว่า ลูกนี้จะรู้เกินพระพุทธเจ้า.. มันไม่ใช่เช่นนั้น !
เพราะว่าลูก ก็คือ ดวงธรรมของพระพุทธเจ้า - องค์พระสมณโคดม
และคือ พลังจากองค์บรมบิดา พระผู้สร้างโลกสร้างจักรวาล
และเป็นพลังที่หนุนมาจาก..
องค์พระพุทธเจ้า ทุกพระองค์
องค์พระปัจเจกพุทธเจ้า ทุกพระองค์
และองค์พระอรหันต์เจ้า ทุกพระองค์.. ผู้หลุดพ้นแล้วนั้น
-- ส่งพลังลงมาหนุน --
และเป็นบารมีของพระพุทธเจ้า พระสมณโคดม
ที่พระองค์ท่านได้ทรงสร้างสั่งสมบารมีมามาก - มากพอที่จะเป็นองค์ที่เปิดจักรวาลทั้งหมด **
-- โดยมีลูกนั้น เป็นดวงธรรมที่มาเปิดแทน เท่านั้น !
สติปัญญา และทุกสิ่งทุกอย่าง มันคือพลังบารมีจากองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า *
... ลูกจึงเข้าใจ รู้แจ้ง เห็นตามความเป็นจริง เช่นนี้เจ้าค่ะ..
และลูกก็ยังเห็นอีกด้วยว่า.. ในแต่ละรอบของวัฏสงสารนี้
มันจะมีรอบของผู้ที่เกิดบุญ หรือว่าสร้างบุญเกิด
คือ ยุคที่องค์พระพุทธเจ้าจะก่อเกิด หรือว่าเกิดขึ้นมาแล้ว
จะมีผู้มีบุญมารองรับการเกิด
เกิดแล้ว.. ก็จะเกิดผู้ที่สร้างบุญมากมาย -- ซึ่งเป็นยุคแห่งการอุดมสมบูรณ์ไปด้วยความดี
แต่องค์พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์.. ถ้าสอนสั่งธรรมไปแล้ว หมดรอบของศาสนา
เช่น องค์ปัจจุบันนี้ คือ 5 พันปี..
เมื่อหมดรอบไปแล้ว.. ก็จะมีช่วงเวลาที่ว่างเว้นจากองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่จะมาสอนสั่ง..
-- ดวงจิตทั้งหลาย.. ก็จะเป็นผู้ที่บาปมาก +
-- ดวงจิตทั้งหลายที่เกิดมา.. ก็จะเป็นผู้ที่ขาดแคลน +
และเป็นผู้ที่เกิดมาชด เพื่อใช้กรรมอย่างเดียวเท่านั้น ไม่รู้จักการสร้างบุญ
มนุษย์ทั้งหลาย.. จะสร้างบาปมาก เบียดเบียนกันมาก
จนบางช่วงเวลา เช่น ถ้าพระพุทธเจ้ากลับไปแล้ว.. 4 หมื่นปีบ้าง 6 หมื่นปีบ้าง 3 หมื่นปีบ้าง
บางทีก็จะมีการล้างโลก คือ อาจจะเกิดภัยพิบัติ หรือว่า มีเหตุให้จะต้องมีการชำระใหม่
-- ผู้คนก็จะตายกันหมด…
ทีนี้ก็จะมีองค์พระโพธิสัตว์แต่พระองค์ ก่อเกิดขึ้นมาบนโลก..
เป็นผู้ทรงพลังอำนาจที่จะมาสร้างโลกใหม่ / ที่จะมาปรับสภาวธรรมใหม่
... ให้ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มต้นใหม่
เขากวาดดวงจิตเหล่านั้น - ไปไว้อีกที่หนึ่ง
คือ ตายจากกายหยาบบ้าง / ตายจากสภาวธรรมที่ทุกข์ยากลำบาก สร้างเวรสร้างกรรม.. เหล่านั้นออก
เขาก็ล้างโลก - กายก็ตายหมด !
ถึงเวลา พระโพธิสัตว์แต่ละพระองค์ - ก็จะลงมาสร้างโลกขึ้นมาใหม่
ด้วยพลังแห่งพระโพธิสัตว์องค์นั้น
แล้วก็มีพลังค้ำหนุนมาจากบารมีของสิ่งที่สูงสุดขึ้นไป คือ ผู้ที่มีพลังยิ่งกว่านั้นอีก
-- หนุนกำลังลงมา ให้มาสร้างโลกในแต่ละยุคๆ...
ฉะนั้น.. จึงมีพระผู้สร้างโลกของศาสนาแต่ละศาสนา ที่ถกเถียงกันไป เข้าใจกันไปว่า..
พระผู้สร้างโลกของฉันใหญ่กว่า / ของเธอใหญ่กว่า 
ศาสนานั้น  ศาสนานี้.. ก็เลยมีการถกเถียงกันขึ้นมา
แต่แท้ที่จริงแล้ว พระผู้สร้างโลกนั้น มีอยู่เพียงแค่พระองค์เดียว
และพระองค์ท่านไม่เคยลงมาในวัฏสงสารนี้เลย...
-- พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ผู้ลงมาสร้างโลกต่างหาก.. ที่เป็นผู้ที่ลงมา ++
ซึ่งพระโพธิสัตว์เหล่านั้น - ก็ยังเป็นดวงจิตที่อยู่ในวัฏสงสารนี้
-- ไม่ใช่ ดวงจิตที่หลุดจากเวียนว่ายตายเกิดแล้ว --
พระโพธิสัตว์เหล่านั้น.. เพียงแค่ลงมาในแต่ละยุค - ที่โลกถูกชำระ
ลงมา เพื่อที่จะช่วยเหลือ และสร้างสรรพสิ่งให้สมบูรณ์กลับคืนมา
หลังจากที่ถูกล้างไป -- เพราะมนุษย์สร้างบาปไว้มาก !
ฉะนั้น..
จึงกลายมาเป็น คำสอนของแต่ละคำสอน
จึงกลายมาเป็น สิ่งที่ทำความดีในแต่ละรูปแบบ
-- ตามองค์พระโพธิสัตว์ แต่ละพระองค์ --
นั่นคือการก่อเกิดของผู้สร้างโลกสร้างจักรวาล - ในอีกระดับหนึ่ง
ในแต่ยุค แต่ละโลกของการล้างโลก
โลกใบนี้ มีการล้างโลกอย่างแท้จริง หากกาลเวลาผ่านไปเนิ่นนาน
ผู้มีบุญ - ไม่มีมาเกิด..
ทุกคนเกิดมา.. ก็เกิดมาเป็นผู้ที่มีบาปทั้งนั้น !
จะมีองค์พระโพธิสัตว์นั้น ลงมาปรับใหม่ ทำใหม่ เริ่มใหม่
-- ในขอบเขตนั้นๆ ในรอบนั้นๆ --
... จึงเป็นเช่นนี้
พระผู้สร้างโลกสร้างจักรวาลที่ลูกไปพบเจอ จึงเป็นผู้ที่ ไม่เกิด - ไม่ตาย
เป็นผู้ที่สร้างโลกอย่างแท้จริง
-- เพราะท่านมองดูเราอยู่ในที่ที่สูงยิ่งนัก --
แล้วก็ผู้สร้างโลกในแต่ละองค์ - มันก็มีจริง +
แต่สร้างโลกเฉพาะบางจุด
ปรับเปลี่ยนเฉพาะบางที่ - ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ ทำใหม่ได้ ปรับใหม่ได้
ไม่ว่าที่นั่น จะเป็นที่ไหน - จะมีการลบล้าง แล้วสร้างใหม่
แต่ดวงจิต ก็ยังเป็นดวงจิตกลุ่มเดิม  แค่ลงมาเริ่มต้นใหม่เท่านั้น
... เพราะว่าขาดทุนกันยับเยินแล้ว..
มีแต่การรบราฆ่าฟัน จนโลกมนุษย์.. ก็ไม่เป็นโลกมนุษย์แล้ว
จนอาณาเขตบางส่วนของสวรรค์.. ก็ไม่เป็นสวรรค์แล้ว
มีดวงจิตที่ทำร้าย ทำลายกันมากมาย.. ก็จึงต้องล้าง !
เมื่อล้างแล้ว.. จึงมีผู้สร้างใหม่ อย่างนั้น
องค์พระผู้สร้างโลก จึงมีหลายพระองค์ - แต่มีตามระดับต่างกันไป
แต่พระผู้สร้างอย่างแท้จริงเลย.. และพลังที่สูงสุดอย่างแท้จริง
- ก็มีอยู่เพียงแค่พระองค์เดียว เท่านั้น ++
และองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ - ก็เป็นผู้มาบอกทาง
แล้วท่าน..
//  ดับขันธ์ปรินิพพานไป
//  ดับจากกิเลสตัณหา
//  ดับจากการมี และการไม่มี
-- ท่านจึงทรงพลังยิ่งนัก --
ในดินแดนนิพพานนั้น.. เป็นสภาวะที่มี กับไม่มี เหมือนกัน
แต่ไม่ใช่จิตนั้นดับสูญ - เพียงแต่จิตดับจาก *กิเลสและตัณหา*
พระผู้สร้างโลก ก็เป็นอย่างที่ลูกกล่าวมานี้ ละเจ้าค่ะ - ตามที่ลูกได้เห็น
แล้วก็ลูกนั้น.. สามารถมองทะลุโลก จักรวาลนี้ได้
/ โดยบารมีขององค์บรมบิดา ผู้สร้างโลกอย่างแท้จริง
/ โดยบารมีขององค์พระพุทธเจ้า ทุกพระองค์
/ โดยบารมีขององค์พระสัมมาสัมพระพุทธเจ้า องค์ปัจจุบัน - พระสมณโคดม
... ที่พระองค์ท่านทรงสั่งสมพลังบารมีมา จนรวมพลังก่อเกิดเป็นลูกได้
-- เป็นดวงธรรม ที่รู้แล้วเข้าใจสภาวธรรมเหล่านี้ได้ เจ้าค่ะ --
พระผู้สร้างโลกจึงมีหลายพระองค์
ศาสนา จึงมีหลายศาสนา
-- ตามความเชื่อ ของศาสนานั้นๆ..
แต่ในความเป็นจริงแล้ว.. ทุกอย่าง ก็อยู่ในจักรวาลเหมือนกัน ปรับเปลี่ยนไปตามกัน ++
และผู้สร้างโลก ก็คือ โพธิสัตว์แต่ละพระองค์ ที่มาในแต่ละยุค..เหล่านั้น
เข้าใจกันว่า.. พระผู้สร้างโลกของตนยิ่งใหญ่ ของเขายิ่งใหญ่..
.. ถกเถียงกันไป อย่างนั้นน่ะเจ้าค่ะ
พระพุทธองค์ ::  ดีแล้วละ พระยาธรรม ที่เข้าใจ  และอธิบายถูกต้องตามความเป็นจริง
* พระผู้สร้างโลกอย่างแท้จริงนั้น - มีเพียงแค่หนึ่งเดียวเท่านั้น *
คือ ตั้งแต่เริ่มแรกของการก่อเกิดโลก
และในแต่ละยุคของวัฏสงสารนี้..
มีบางที่บางจุด ที่จะต้องล้าง - เพราะว่าที่นั่น..
จิตเหล่านั้น..
- ไม่สามารถแก้ไข
- ไม่สามารถปรับตนเองได้แล้ว
... ก็ต้องมีการล้าง
เมื่อมีการล้าง.. ก็จะมีพระโพธิสัตว์แต่ละพระองค์ - ที่มีพลังพอที่จะไปทำหน้าที่ตรงนี้
... ก็เลยลงไปทำหน้าที่ เลยกลายเป็นพระผู้สร้างโลกอีก
แต่เป็นผู้สร้างโลกในขอบเขตที่แคบลง
และสร้างด้วยพลังแห่งพุทธะ / สร้างด้วยพลังจากผู้ที่สูงเหนือกว่า
ค้ำหนุนให้ปรับเปลี่ยนไป.. ตามยุค ตามสมัย นั่นละ.. พระยาธรรม
ก็เลยมีการก่อเกิดพระผู้สร้างโลก.. เธอก็มี / ฉันก็มี
ถกเถียงกันไป..
กลายเป็นกิเลส เป็นตัณหาไปอย่างนั้นละ.. พระยาธรรมเอ๋ย
ฉะนั้น.. คราวนี้ก็จะได้รู้ และเข้าใจเสียที ว่าพระผู้สร้างโลกนั้น.. มีสภาวธรรมเป็นเช่นไร
ลูกเอ๋ย..  การที่ลูกนั้น ลงไปเผยแผ่ธรรมเหล่านี้
ย่อมเป็นสิ่งที่เป็นธรรมดา - ที่บุคคลทั่วไปเขาจะไม่เข้าใจ
-- เพราะเป็นสิ่งที่เป็นสภาวธรรมที่สูง.. สูงเกินความเข้าใจของบุคคลทั่วไป ++
แต่จงทำไปเถิดลูก.. จะมีกลุ่มที่เขาเข้าใจอยู่
อย่างน้อย.. ใครที่วางทิฐิ อัตตาตัวตน
ใครที่เปิดจิตเปิดใจ
... ให้มองเห็นความเป็นจริง - ตามเหตุตามผล
และประพฤติปฏิบัติตาม…
เขาก็จะได้อาศัยความจริงเหล่านี้.. ทำให้เขารู้แจ้ง / ดับการเกิดแห่งตัวของเขาได้
ส่วนบุคคลผู้ใด ที่..
มัวแต่คิด ไม่ทำ
มัวแต่พูด ไม่ทำ
ไม่ประพฤติ ปฏิบัติตาม
-- เอาแต่ทิฐิ อัตตาตัวตน ปิดกั้นตนนั้น.. ย่อมไม่สามารถเข้าถึงหรอกลูก !
เพราะตนยังไม่สามารถวางกิเลส - ที่มันครอบตนให้เกิดความหลง
หลง ก็คือ ผู้ไม่รู้
หลง ก็คือ ผู้มืดมิด มืดบอด
ความหลง ก็มัวแต่ตะโกน.. ตะโกนไปว่าอย่างนั้น ว่าอย่างนี้
เมื่อใครก็ตามที่ตนไม่ลงมือทำ - จะไม่มีทางรู้และเข้าใจเลย  ++
พระยาธรรมเอย.. ลูกเลยต้องเผยแผ่ธรรม เหนื่อยหน่อย ก็ช่างมันเถิดนะ..
เพราะว่าเราไปเผยแผ่ธรรม
ในโลกแห่งทิฐิ
ในโลกแห่งอัตตาตัวตน
ในโลกแห่งกิเลส โลกแห่งตัณหา
ฉะนั้น.. เราก็คงต้องเหนื่อยหน่อย  แต่ทำไปเถิด..
เพราะมีดวงจิตอีกมากมาย ที่เขานั้นพร้อมที่จะรู้ และเข้าใจหนทางที่แท้จริง
อย่างนี้ละ.. พระยาธรรม
+ +
พระยาธรรม ::  สาธุเจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณพระพุทธองค์ ที่ทรงเมตตาแสดงธรรมนี้ ให้ลูกได้เข้าใจ เจ้าค่ะ
พระพุทธองค์เจ้าขา.. สิ่งที่ลูกประกาศไป ลูกก็ทำไปตามเหตุที่ท่านทรงเมตตา
และที่บอกไป.. ก็เพื่อเปิดทางให้หลายคนเข้ามา
ฉะนั้น.. ใครจะเชื่อ / ไม่เชื่อ -- อันนั้นก็อยู่ที่ตัวของเขาแล้ว
ลูกเข้าใจอย่างนี้แล้วเจ้าค่ะ..
ลูกจะตั้งใจทำความดี ตามที่พระองค์ทรงสอนสั่ง
ชี้ทางบอกทาง ให้ดวงจิตผู้ที่ปรารถนาจะหลุดพ้น
ผู้ที่ไม่มีอัตตา ไม่มีทิฐิ ไม่มีความหลงปิดกั้นเขาจนเกินไป - จนเขาไม่สามารถเข้าถึงความดีนั้น
เขาก็จะได้มาอาศัยความดี ความรู้แจ้ง มาพิสูจน์ตน
ให้เขาดับการเกิดได้ เจ้าค่ะ
และการที่ลูกได้แสดงไป กล่าวไปนั้น ก็ไม่ใช่การหยิบยกเอาองค์บรมบิดาขึ้นมา
หยิบยกเอาองค์พระพุทธเจ้าขึ้นมา
ให้เป็นอัตตาของลูก
-- เพื่อที่จะยิ่งใหญ่เหนือใครๆ.. ก็ไม่ใช่ว่าอย่างนั้น
ลูกแค่ชี้ แค่บอกทางไป ตามเหตุและปัจจัย / บอกตามความเป็นจริงไป
เพื่อให้เขาเหล่านั้น.. รู้ตาม และปฏิบัติตาม เพื่อพ้นทุกข์เท่านั้น ++
ฉะนั้น.. ลูกก็ไม่ได้ประกาศเพื่อชนะใคร เพื่อแข่งขันกับใคร
ลูกประกาศ - เพื่อบอกทางเท่านั้น ++
ฉะนั้น.. ถ้าใครที่น้อมปฏิบัติตาม เข้าถึง
-- ก็ถือว่า เป็นบุญของเขา ++
ใครที่มัวแต่เอาทิฐิคลุมหัวตน.. จนมองไม่เห็นความเป็นจริง
อันนั้น.. ก็แล้วแต่เขา
ปล่อยให้เขาไปให้ถึงที่สุดแห่งความหลง
เขาก็คงจะกลับได้เอง - แล้วแต่ แต่ละดวงจิตเจ้าค่ะ…
... ลูกเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณพระพุทธองค์ ที่ทรงเมตตาให้ลูกนี้ได้แสดงความรู้ ความเข้าใจ
ในสิ่งที่ลูกพบเจอ
ในสิ่งที่ลูกนั้น ได้เห็นด้วยตัวของลูก
และชี้บอกทางผู้อื่น
-- โดยปราศจากความลุ่มหลง ยึดติดในตัวของตน แล้วก็เอาอัตตาของตนไปพบผู้อื่น.. เช่นนั้น
ลูกเพียงแค่บอกไปเฉยๆ และเพื่อที่จะให้จิตทั้งหลาย.. มีที่พึ่งเท่านั้น
กราบขอบพระคุณพระพุทธองค์ นะเจ้าคะ
วันนี้ ขอลาไปก่อนนะเจ้าคะ ไว้พรุ่งนี้ หรือโอกาสหน้า.. ลูกจะมาเฝ้าฟังธรรมใหม่.. เจ้าค่ะ
สาธุ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 30, 2020, 03:20:12 am โดย thanapanyo »
บันทึกการเข้า

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4134
    • ดูรายละเอียด
Re: ปฐมบทมหาวิชชาลัยธรรมิกราช
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: พฤศจิกายน 30, 2020, 03:09:29 am »




ปฐมบทมหาวิชชาลัยธรรมิกราช   
บทที่  4  **การก่อเกิดดวงจิตและโลกจักรวาล**
+ +
วันนี้เรามาฟังนิทานเรื่องการก่อเกิดโลก ..
ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว นานจนไม่สามารถที่ประมาณว่า เป็นเวลาเท่าไหร่ดี..
มีก้อนเมฆ และลมก้อนหนึ่ง ม้วนตัวรวมมาเป็นร่างกายของบุคคลผู้หนึ่ง ซึ่งไม่เคยเกิด ไม่เคยวนเวียนในวัฏสงสารนี้ ท่านได้เกิดมาจากธรรมชาติ ไม่มีพ่อแม่ ไม่มีใครเป็นผู้ให้กำเนิด นอกจากธรรมชาติ
เมื่อพระองค์ท่านเกิดขึ้นมาแล้วไม่นานนัก ก็มีลม เมฆ ม้วนตัวมาเป็นก้อนสีขาวๆ อยู่ในมือของพระองค์ท่าน 
เมื่อก้อนเมฆที่เป็นสีขาวๆนั้น ลอยมาอยู่ในมือของพระองค์ท่านแล้ว พระองค์ท่านจึงนึกอธิษฐานในจิตขึ้นมาว่า ขอให้เมฆก้อนนี้กลายเป็นโลกขึ้นมาเถิด
แต่แล้วเมื่อพระองค์ท่านได้อธิษฐานแล้ว ก็ยังไม่เป็นไปตามนั้น พระองค์ท่านจึงวางเมฆก้อนนั้นไว้ใกล้ๆตัว..
ต่อมาก็มีเมฆแบบเดียวกันนั้นลอยมาอีกถึง 6 ก้อน รวมแล้วทั้งหมดมี 7 ก้อน
พระองค์ท่านจึงอธิษฐานเหมือนเดิมอีก แล้วก็วางไว้..
พอเวลาผ่านไปไม่นานนัก ก้อนเมฆทั้ง 7 ก้อนนั้น ก็กลายเป็นโลก 7 โลก ขึ้นมา
ซึ่งแต่ละโลกก็ยังมีแต่ความว่างเปล่า 
พระองค์ท่านจึงได้สร้างสิ่งต่างๆ ไว้ในโลกแต่ละโลก  เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์
แต่ก็ยังไม่มีสัตว์ต่างๆที่เป็นสัตว์โลกเกิดขึ้น  มีแต่ต้นไม้ ดิน น้ำ ลม ไฟ ภูเขา ต้นหญ้า ดอกไม้
ต่อมาพระองค์ท่านจึงได้สร้างดวงจิตให้เกิดขึ้นมาจาก ธาตุของดิน น้ำ ลม ไฟ ของโลกหนึ่ง ซึ่งเป็นโลกที่ก่อเกิดดวงจิตของพวกเราทั้งหลาย ที่เวียนวนอยู่ในทุกวันนี้  จึงมีการก่อเกิดดวงจิตในโลกนั้น.. ตั้งแต่นั้นมา
แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไป ก็มีดวงจิตเกิดขึ้นเรื่อยๆ มากมาย จนแออัดอยู่ในโลกนั้น
พระองค์ท่านจึงได้ช่วยให้ดวงจิตต่างๆ ได้ระบายออกมาสู่โลกอื่นบ้าง โดยทำให้จิตหลายๆดวง รู้จักค้นหาวิธีการนั่งสมาธิ
เมื่อนั่งไปนั่งมา จนถึงสภาวธรรมหนึ่งของฌานสมาธิ  แล้วก็ได้หลุดออกไปเกิดอยู่ในโลกสวรรค์
เมื่อดวงจิตหลายๆดวงได้หลุดออกไปสู่โลกสวรรค์แล้ว -- ดวงจิตนั้นก็กลายเป็นกายทิพย์  เป็นกายของเทพเทวดา มีรูปร่างหน้าตาสวยงาม ผ่องใส และมีความเป็นทิพย์ สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้  ซึ่งเป็นโลกที่มีความสวยงามและน่าอยู่มากอีกโลกหนึ่ง
ดวงจิตที่มาเป็นเทพเทวดาในโลกสวรรค์นั้น จึงได้คิดว่าจะหาวิธีช่วยดวงจิตที่ยังไม่สามารถหลุดออกมา ให้หลุดมาจากโลกก่อเกิดดวงจิตนั้น เพื่อมาเกิดอยู่ในโลกสวรรค์เหมือนกันกับตน  จึงได้ใช้กำลังฌาน สมาธิ กลับไปดึงดวงจิตที่กำลังนั่งสมาธิอยู่ เพื่อนำทางเขามาสู่โลกสวรรค์
ตั้งแต่นั้นมา เมื่อมีดวงจิตหลายๆดวงมาเกิดในโลกสวรรค์เป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ มีความแตกแยก แบ่งพรรคแบ่งพวกเกิดขึ้นในเมืองสวรรค์ จนทำให้โลกสวรรค์ เริ่มมีสภาวะของความวุ่นวาย
จึงมีการประชุมของเหล่าเทพเทวดาว่า หากโลกสวรรค์ ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป ก็คงจะไม่ต่างอะไรจากโลกเดิม ที่ก่อเกิดดวงจิตของพวกเรา จึงมีการจัดตั้งกฎขึ้นมาใหม่ โดยมีการจัดแยกจิตให้เป็นฝ่ายหญิง และชาย มีการจับคู่ ครองเรือนกัน เพื่อให้มีบุตรธิดา
หากดวงจิตใดก็ตามจะมาเกิดอยู่ในโลกสวรรค์ จะต้องมาเกิดจากผู้ที่เป็นบิดาและมารดา  จะได้มีความรัก ความผูกพันทางสายใย มีการดูแล ช่วยเหลือกันและกันอย่างเต็มที่
ผู้เป็นบิดามารดา จะได้สั่งสอนบุตรธิดาให้รู้จักประพฤติปฏิบัติ นอบน้อม มีความเคารพนับถือต่อผู้ที่เป็นบิดา มารดา และผู้อื่น
จากนั้นมาจึงมีครอบครัวเกิดขึ้นบนโลกสวรรค์  และยังมีกฎระเบียบของสวรรค์เป็นข้อห้าม 
หากใครทำผิดกฎ ก็จะถูกส่งลงไปเกิดยังโลกบาดาล สภาวธรรมของโลกสวรรค์นั้น จึงยังมีความรัก ครอบครัว และมีบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ไม่ต่างจากโลกมนุษย์ของเรามากนัก เพราะจะต้องมีผู้ดูแลกฎของโลกสวรรค์ โดยเทวดาสูงสุดที่คอยดูแลโลกสวรรค์ คือ *พระอินทร์*
และจะมีเทวดาองค์อื่นๆ ที่คอยทำหน้าที่ดูแลเหล่าเทพ เทวดา ให้ปฏิบัติตนอยู่ในกรอบของกฎระเบียบสวรรค์
เฉกเช่น ประเทศไทยของเรา ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นตำแหน่งสูงสุดของผู้บริหารประเทศ  มีรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ  มีข้าราชการน้อยใหญ่ดูแลงานในส่วนต่างๆ ซึ่งการมอบหมายตำแหน่งหน้าที่ที่บนโลกสวรรค์นั้น - ก็ตามบุญบารมีของเทวดาองค์นั้นๆ ที่สร้างสมมา
เมื่อเหล่าเทพเทวดาทำผิดกฎของสวรรค์ จึงต้องถูกส่งไปเกิดใน*โลกบาดาล*  เป็นโลกของพญานาค เพื่อบำเพ็ญ หรืออยู่ในโลกที่มีความเป็นทิพย์ น้อยลงไปกว่าโลกสวรรค์ แต่มีความเป็นทิพย์มากกว่าโลกมนุษย์ เพื่อชดใช้ความผิดนั้น
แล้วค่อยสร้างความดี บุญบารมี - กลับไปสู่โลกของสวรรค์อีกครั้ง ตามกำลังบุญของจิตนั้นๆ ที่ได้สร้าง..
เมื่อมีจิตที่ถูกส่งไปอยู่ในโลกบาดาลมากเพิ่มขึ้นทุกวันๆ จนโลกบาดาลนั้นมีดวงจิตก่อเกิดขึ้น อาศัยอยู่มากมาย ทำให้เกิดความวุ่นวาย มีการแก่งแย่งชิงดี มีความทะยานอยากมากขึ้น ในโลกบาดาล จึงมีการประชุมรวมกัน ระหว่างเหล่าเทพเทวดาบนสวรรค์ และพญานาคในโลกบาดาล  เพื่อบัญญัติกฎระเบียบของโลกบาดาลขึ้นว่า..
หากดวงจิตไหนที่ละเมิดกฎ ทำผิด ทำความชั่ว เบียดเบียนต่อผู้อื่น.. ก็จะถูกส่งมาเพื่อชดใช้กรรมบนโลกมนุษย์
*โลกบาดาล*
เป็นโลกทีมีความเป็นทิพย์น้อยกว่าสวรรค์ แต่มากกว่าโลกมนุษย์เรา แต่มีอายุขัยยืนยาวกว่ามนุษย์เราหลายเท่า เช่น เมื่อเทียบกับเวลาบนโลกมนุษย์ นาคจะมีอายุขัยตั้งแต่ 100 ปี  ถึงหมื่นปี
และนาคบางองค์อาจมีอายุขัยถึงล้านปีก็มี.. ซึ่งขึ้นอยู่กับกรรม หรือความปรารถนาของนาคองค์นั้นๆ
ในโลกบาดาล มีสภาวธรรมความเป็นอยู่ คือ ยังครองคู่ ครองเรือน เป็นครอบครัว มีบุตรธิดา มีสถานที่ปฏิบัติธรรม นักบวช นักบำเพ็ญ คอยชี้ทางธรรมให้กับดวงจิตต่างๆ เฉกเช่นบนโลกสวรรค์ และโลกมนุษย์เรา
และยังมีนาคที่เป็นภูมิของสัตว์โลกบาดาลด้วย
นาคในภูมินี้เกิดมาจากวิบากกรรมของตนที่ได้สร้างมา.. จึงได้มาชดใช้กรรมในกายของสัตว์เลื้อยคลาน
คือ นาคที่เป็นตัว ไม่สามารถกลายร่างเป็นกายทิพย์ หรือกายของมนุษย์ได้
ระบบการปกครองดูแลในโลกบาดาล ก็ยังมีพระอินทร์เป็นผู้ดูแลสูงสุด แต่ก็มีเจ้าวังแห่งบาดาล ที่ดูแลบาดาลรองลงไปอีกจากพระอินทร์  มีนาคชั้นน้อยใหญ่ ดูแลบาดาลในส่วนต่างๆ เช่นเดียวกับโลกสวรรค์โดยทั่วไป
แล้วใช้หลักการคล้ายคลึงกับโลกสวรรค์
โลกมนุษย์ เริ่มต้นมาจากนาค ที่ทำผิดกฎของโลกบาดาล จะถูกส่งมาเกิดบนโลกมนุษย์  ซึ่งเป็นโลกที่หากเทียบแล้ว ก็จะมีอายุขัยของการวนเวียน เวียนว่ายตายเกิดนั้นน้อยมาก ถ้าเทียบกับโลกสวรรค์และโลกบาดาล
เหมือนเป็นการมาเกิด เพื่อชดใช้วิบากกรรม และเป็นโลกที่จะต้องมีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ในเวลาไม่นานนัก
โลกมนุษย์เราจึงนับว่าเป็นโลกของการชำระดวงจิต หรือการมาเพื่อทำสิ่งทีดีเพิ่ม ดันดวงจิตของตนนั้นไปสู่สภาวธรรมที่สูงขึ้น จึงมีดวงจิตเยอะแยะมากมาย ที่มาเวียนว่ายตายเกิดอยู่บนโลกนี้ 
สภาวธรรมของโลกมนุษย์ จึงถูกจัดอยู่ในโลกที่ถือว่าเป็นโลกแห่งการคัดกรองดวงจิต เพื่อเลื่อนไปสู่ภูมิที่สูงขึ้น หรือต่ำลง ตามการกระทำของจิตนั้น โดยมีกิเลสตัณหา ความอยากได้อยากมี อยากเป็น
ลาภยศ สรรเสริญ  ความยึดมั่น ถือมั่นต่างๆ ทั้งหลายนี้ เป็นตัวทดสอบ
การเกิดมาบนโลกนี้จึงเปรียบเสมือน การมาเล่นเกมชีวิต ที่จะต้องมีกฎของเกม และสิ่งต่างๆ เข้ามาเพื่อทดสอบจิตว่า จิตดวงใดนั้นจะเลื่อนภูมิขึ้นกว่าเดิม
-- จึงมีเหล่าเทพเทวดาลงมาเกิด เพื่อทดสอบบารมี เลื่อนไปสู่ภูมิที่สูงกว่า หรือแสวงหาการพ้นทุกข์
ดวงจิตต่างๆเกิดขึ้นมา จึงมีหน้าที่ของแต่ละดวงจิต ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ต่างๆ หรือมนุษย์เราเองก็เช่นเดียวกัน.. 
จึงมีรูปแบบของการมาเกิด ที่ต่างกันออกไปหลายรูปแบบ
และหากใครทำความผิด ในขณะที่อยู่ในโลกสวรรค์ บาดาล หรือมนุษย์ก็ตาม ถ้าเป็นความผิดที่หนักมาก จึงถูกส่งไปเกิดอยู่ใน *โลกนรก* ซึ่งเป็นโลกที่ทุกข์ทรมานมาก  เรียกว่าเป็นโลกแห่งการทำโทษดวงจิตต่างๆ ให้กลัวกับการทำผิด เบียดเบียนต่อผู้อื่น
หากเราไปเกิดอยู่ในนรกแล้ว ก็จะมีร่างกายที่แปลก และน่าเกลียด น่ากลัว
เกิดเป็นเปรต อสุรกาย - ถูกเผาด้วยไฟอยู่ตลอดเวลา 
และการที่จะมีอายุขัยเกิดในนรกนั้น จะยาวนานขนาดไหน - ขึ้นอยู่กับกรรมชั่วของแต่ละดวงจิต ที่ได้กระทำเอาไว้ ว่ากรรมนั้นหนักหรือเบา
บางดวงจิต ก็ต้องเกิดอยู่ในโลกนรกนั้นเป็นพันปี
บางดวงจิต ก็เกิดอยู่หลายพันปี 
แต่บางดวงจิตก็ไปเกิดอยู่ไม่นานนัก ก็ได้กลับมาวนเวียนอยู่บนโลกมนุษย์
กลับมาเป็นสัตว์ต่างๆ
หรืออาจกลับมาเป็นมนุษย์เพื่อสร้างบารมีต่อไป…
ส่วนโลกอีกโลกหนึ่งนั้น ก็จะเป็นโลกของการสร้างร่างกายของพวกเราทั้งหลาย
สัตว์โลกทั้งหลายที่ยังวนเวียนอยู่ทุกชนิด
โลกนั้นเรียกว่า เป็น *โลกสร้างร่างกาย*
ไม่ว่าจะเป็นร่างกายของเทวดา ร่างกายของสัตว์ หรือร่างกายของมนุษย์เรา
จะเป็นแบบไหนก็จะก่อเกิดมาจากโลกแห่งนั้น...
ที่นั่นก็จะมีดวงจิตอยู่ไม่มากนัก ซึ่งเป็นเทวดาผู้สร้างร่างกายให้แก่สัตว์โลกทั้งหลาย
ที่นั่นจะมีอะไหล่ของร่างกาย เหมือนอะไหล่รถยนต์ หรืออะไหล่สิ่งของต่างๆ ในทุกวันนี้ ที่เราสามารถนำมาประกอบ เพื่อให้ใช้งานได้ ร่างกายนั้นก็จะถูกจับมาคู่กับจิตนั้น - ตามกรรมดีและกรรมชั่ว
บางคนก็มีร่างกายสวยงาม หล่อ
บางคนก็พิการ บางคนก็ขาว บางคนก็ดำ -ตามกรรมของแต่ละคน
และบางคนก็เป็นโรคนั้นโรคนี้  มีกรรมของตนได้สร้างมา.. จึงมีร่างกายของแต่ละคนที่แตกต่างกันไป ตามกรรมของแต่ละดวงจิต
* นี่คือโลกของการสร้างร่างกาย แต่จะไม่มีดวงจิตวนเวียนไปอยู่ที่นั่น นอกจากเทวดาที่สร้างร่างกาย ที่มีหน้าที่อาศัยอยู่เท่านั้น...
และต่อไปนี้ กล่าวถึง *โลกแห่งพระนิพพาน *
*โลกแห่งพระนิพพาน* นี้ ก่อเกิดมาจาก เมื่อ 4 โลก ได้แก่ โลกสวรรค์ บาดาล มนุษย์ และนรก
ได้เวียนวนเกิดและดับ วนไปวนมา
เทวดา ลงมาเกิดเป็น นาค
นาค ขึ้นมาเกิดเป็น มนุษย์
เทวดา ลงมาเกิดเป็น มนุษย์
มนุษย์ ก็กลับไปสู่ เทวดา หรือนาค
... หรืออาจต้องวนไปเกิดในโลกนรก เป็นอยู่อย่างนี้...
แต่แล้วสุดท้าย..นี่ก็ไม่ใช่ความพ้นทุกข์ที่แท้จริงอยู่ดี เพราะว่ายังมีกิเลสตัณหา มีสภาวธรรมของแต่ละโลก ยังมีการสร้าง และสั่งสมบุญบารมีเพิ่มขึ้น และน้อยลง
... ยังมีการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ดี...
หลังจากนั้นจึงมีดวงจิตที่พระองค์ท่านได้สร้างขึ้นมา คือ ดวงจิตแรกที่คิดค้นหาวิธีที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง นั่นคือ ดวงจิตขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปฐม พระองค์ท่าน จึงเป็นดวงจิตแรก ที่คิดค้นการหาหนทางพ้นทุกข์ โดยมาเกิดบนโลกมนุษย์ เพื่อตัดความยึดมั่นถือมั่น ค้นหาเหตุของทุกข์ และการดับทุกข์ทั้งหลาย...
พระองค์ท่านจึงลงมาตรัสรู้ธรรมบนโลกมนุษย์นี้ หลังจากที่จิตพระองค์ท่านได้หลุดไปแล้วนั้น..
จิตของพระองค์ท่านจึงได้เข้าสู่โลกแห่งพระนิพพาน  ซึ่งเป็นโลกที่เงียบสงบ สิ้นแล้วด้วยกิเลสตัณหาทั้งหลาย..
-- ดวงจิตใดก็ตาม หากยังปนเปื้อนด้วยกิเลสตัณหา - จะไม่สามารถเข้าสู่โลกแห่งพระนิพพานนั้นได้ --
จากนั้นมาจึงมี*โลกนิพพาน* เกิดขึ้นมาอีกโลกหนึ่ง ที่ให้ดวงจิตต่างๆ ได้ไปอยู่ในที่นั่น
หากดวงจิตใดที่เหนื่อยล้าจากการเวียนว่ายตายเกิดของการเป็นเทวดา เป็นนาค..
จึงบำเพ็ญเพื่อบรรลุธรรม ให้หลุดไปสู่ดินแดนพระนิพพาน เหมือนกันกับองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์เจ้า ดังนั้นเมื่อมีดวงจิตใดที่เหนื่อยและท้อ  จึงบำเพ็ญแสวงหาความพ้นทุกข์ตามพระองค์ท่าน องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
สภาวธรรมของโลกแห่งพระนิพพาน เป็นโลกที่ดวงจิตที่เข้าไปอยู่ ล้วนแล้วแต่เป็น ดวงจิตที่หลุดพ้นแล้วจากกิเลสตัณหา  รัก โลภ โกรธ หลง และสามารถยกจิตของตนอยู่เหนือความทุกข์ทั้งหลายเหล่านั้นได้แล้ว
จึงเป็นโลกที่เงียบสงบ ไม่วุ่นวาย
มีแต่ธรรมชาติที่สวยงาม  และมีแต่สัตว์ที่สวยงามอาศัยอยู่
เป็นสภาวธรรม มีความอบอุ่น อุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติที่น่าอยู่อาศัย สวยกว่าทั้ง 3 โลก สัตว์ต่างๆ ในโลกพระนิพพานนี้ ก่อเกิดมาจากพระองค์ท่านได้สร้างมาเพื่อให้มีความสมบูรณ์  และให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติเท่านั้น ไม่มีจิต หรือการเวียนว่ายตายเกิด
ส่วนบ้านเรือนก็จะเป็นเรือนแก้ว และองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ละพระองค์ ก็จะมีอาณาจักรเป็นของแต่ละพระองค์ และมีเหล่าอรหันต์สาวกอยู่ใกล้กัน เพื่อคอยช่วยเหลือกันแผ่บุญกลับมาสู่ดวงจิตอื่น - ที่ยังไม่พ้นทุกข์
แต่จะไม่มีความรู้สึกทุกข์ หรือสุขกับสิ่งใดๆแล้ว  เพียงแต่ทำไปตามสภาวธรรมที่เหมาะสมเท่านั้น
กาย ก็จะเป็นกายแก้ว ไม่มีความหิว ไม่ต้องแสวงหาสิ่งใดอีก ไม่ต้องกลับมาเกิดวนเวียนอีก
และในดินแดนแห่งพระนิพพานนั้น ยังมีพระนิพพานที่ซ้อนนิพพานขึ้นไปถึง 9 ชั้น
เป็นสภาวธรรมอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นดวงจิตของผู้ที่สำเร็จไปนานแล้ว กว่าหลายแสนปี ก็จะมีกายที่ว่างเปล่า มีสภาวธรรมเหมือนอากาศ แต่สามารถรับรู้ได้ว่า.. มีดวงจิตอาศัยอยู่ที่นั่น และสามารถปรากฏกายแก้วขึ้นมาให้พบเห็นได้
** องค์บรมบิดาผู้สร้างโลกและจักรวาล พระองค์ท่านอยู่ที่พระนิพพาน ชั้น 9
มีกายเป็นกายแก้ว พระองค์ท่านเป็นผู้สร้างสรรพสิ่งให้เกิดขึ้นทั้งหมด **
เมื่อได้ฟังเรื่องราวเหล่านี้แล้ว จึงรู้ว่า.. แท้ที่จริงมันก็แค่นั้นเอง หาอะไรเป็นจริงไม่ได้สักสิ่งสักอย่าง
แล้วจะหลงกันไปทำไมให้เป็นทุกข์ 
หาทางกลับไปสู่พระนิพพานกันเถิด
ในแต่ละรอบเวลา พระองค์ท่านก็ได้สร้างดวงจิตขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ละพระองค์
เพื่อมาตามกาลเวลา มานำดวงจิตต่างๆ กลับไปสู่พระนิพพาน เพื่อพ้นทุกข์
หากใครที่เชื่อในพระองค์ท่าน ทำตาม ก็จะหลุดพ้นตามพระองค์ท่านไป
หากใครที่ไม่เชื่อก็ยังหลงอยู่  เป็นทุกข์อยู่
ยึดติดกับสิ่งต่างๆ วนเวียนไม่รู้จักจบสิ้น 
... และต้องรอองค์ต่อไป เพื่อกลับมาตรัสรู้ธรรมอีก
จงแสวงหาทางพ้นทุกข์ให้กับตนเอง โดยทำตามคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเถิด...
สาธุ



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 09, 2020, 06:06:55 am โดย thanapanyo »
บันทึกการเข้า

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4134
    • ดูรายละเอียด
Re: ปฐมบทมหาวิชชาลัยธรรมิกราช
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: พฤศจิกายน 30, 2020, 03:10:05 am »





ปฐมบทมหาวิชชาลัยธรรมิกราช   
บทที่ 5  **ทำไมไม่หยุดการสร้างดวงจิต**
+ +   
ในเช้าของวันที่  26  กรกฎาคม พ.ศ. 2561   ณ พุทธอุทยานภูสวรรค์
เมื่อท่านพระยาธรรมิกราชได้กราบนอบน้อมเข้าเฝ้า ต่อองค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่านแล้วนั้น จึงได้เฝ้าทูลถามพระพุทธองค์ท่านไป ดังนี้ว่า...
“ ข้าแต่องค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เจ้าขา..
ลูกมีความปรารถนาที่จะเฝ้าทูลถาม ถึงเรื่องของการก่อเกิดดวงจิต น่ะเจ้าค่ะ
ลูกได้ตรวจดูดวงจิตหลายดวง ทำให้รู้ว่า การก่อเกิดนั้น มันมีกาลเวลาของการก่อเกิดดวงจิต
- ที่แตกต่างกัน
บางคน บางดวงจิต  ก็เกิดมานานแล้ว
บางดวงจิต  ก็เพิ่งเกิดมาไม่นานมากนัก
จึงทำให้ลูกคิดว่า..  การก่อเกิดดวงจิตนั้น มันสามารถที่จะหยุดให้มันไม่ก่อเกิดได้หรือเปล่าเจ้าคะ ?
แล้วทุกวันนี้ ยังมีดวงจิตก่อเกิดขึ้นมาใหม่ อีกหรือเปล่าเจ้าคะ ?
เพราะลูกคิดว่า ในเมื่อดวงจิตทั้งหลาย เกิดขึ้นมาแล้วในวัฏสงสารนี้
แล้วมันก็เป็นทุกข์น่ะเจ้าค่ะ
ก็ในเมื่อมันเป็นทุกข์ แล้วจะก่อเกิดมาทำไม  จะให้กำเนิดเพื่ออะไร
แล้วทำไมถึงไม่มีใครหยุด หยุดเพื่อให้เกิดดวงจิตอีก
ถ้าหากว่า มันยังมีการก่อเกิดดวงจิตอยู่ น่ะเจ้าค่ะ
ขอพระพุทธองค์โปรดทรงเมตตาแสดงธรรมนี้ ให้ลูกได้ฟังด้วยเถิด พระพุทธเจ้าค่ะ

- - - -
ดีแล้วละ พระยาธรรมเอย..  ถ้าอย่างนั้น ก็จงทำตามนี้เถิดลูก
นั่งหลับตา เอามือวางไว้ที่หัวเข่า
น้อมพลังพุทธบารมี - ให้เต็มในศูนย์กลางกาย
เมื่อพลังพุทธบารมีเต็มแล้ว.. ก็ตั้งจิตอธิษฐาน
เพื่อที่จะน้อมจิต ขึ้นเข้าเฝ้าต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกพระองค์
เพื่อน้อมพลังลงมา สู่ดวงจิตของลูก 
แล้วก็ดันจิตของตน ขึ้นเข้าเฝ้าต่อองค์บรมบิดา เพื่อที่จะถามคำถามนี้ กับพระองค์ท่าน
พระยาธรรมเอ๋ย..  หลับตา ทำใจให้สบาย
น้อมพลังที่เย็น เข้าสู่ศูนย์กลางกายเถิด
พลังพุทธบารมีขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
องค์พระปัจเจกพุทธเจ้า  และองค์พระอรหันต์เจ้า
ได้รวมลงมา ยังศูนย์กลางกายแห่งลูกแล้ว..
จงตั้งจิตให้ดี ให้จิตของลูกนั้นสงบ
ลูกเอ๋ย..  เมื่อจิตของลูกพร้อมแล้ว จึงค่อยขึ้นเข้าเฝ้าต่อองค์บรมบิดา
พระยาธรรม ::  สาธุเจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณ ที่ทรงเมตตาลูกเจ้าค่ะ
เมื่อข้าพระพุทธเจ้าได้น้อมพลังพุทธบารมี ฉัพพรรณรังสี จากองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
องค์พระปัจเจกพุทธเจ้า และองค์พระอรหันต์เจ้า  อยู่สักพักหนึ่ง
จนจิตกายภายในของข้าพระพุทธเจ้า กลายเป็นแก้วที่สว่างไสว
มีรูปลักษณ์ ลักษณะคล้ายคลึงกับพระพุทธรูป แต่เป็นองค์ขนาดเล็ก
ข้าพระพุทธเจ้าจึงได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า..
ข้าแต่องค์บรมบิดา.. ขอพระองค์โปรดทรงเมตตา เปิดสภาวธรรมให้ลูกนั้น
ได้รับรู้ถึงการก่อเกิดดวงจิตทั้งหลาย ในจักรวาลนี้ว่า...
ปัจจุบันนี้ ยังมีดวงจิตก่อเกิดขึ้นมาอีกหรือเปล่า  ?
และเพราะเหตุใด.. จึงไม่มีใครหยุดการก่อเกิดดวงจิตเหล่านั้น
และดวงจิตเหล่านั้น.. จะก่อเกิดมาเพื่อประโยชน์อันใด - ในเมื่อเกิดมาก็เป็นทุกข์  !!
ลูกปรารถนาที่จะทราบคำตอบในเรื่องนี้ พระพุทธเจ้าค่ะ
เมื่อข้าพระพุทธเจ้า ได้อธิษฐานเช่นนั้นไปแล้ว ตรงข้างหน้าของข้าพระพุทธเจ้า
ก็เกิดสภาวธรรมหนึ่งขึ้นมา คือว่า มีสภาวธรรมของบันไดเป็นขั้นๆ
เป็นบันไดที่มีแสงสว่างไสว เป็นแก้วแวววาว ระยิบระยับ เกิดขึ้นมา ตรงหน้าของข้าพระพุทธเจ้า
ข้าพระพุทธเจ้าเอง จึงลงจากบัลลังก์บัวที่นั่ง กลายเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ
เดินตามบันไดแต่ละขั้นๆ ไป
ค่อยๆเดินขึ้นไปจนถึงทางด้านบน - จะมีที่หนึ่ง ที่เป็นลานกว้างๆ
ข้าพระพุทธเจ้าจึงนั่งลงตรงนั้น พร้อมทั้งแหงนหน้าขึ้นไปมองทางด้านบนอีกทีหนึ่ง
จึงพบว่า เป็นองค์บรมบิดา พระองค์ท่านทรงประทับอยู่ ในลักษณะที่มี ก็เหมือนไม่มี
คือ สักแต่ว่าเป็นโครงสร้างขององค์พระใหญ่ๆ ที่ทรงประทับอยู่
แต่ในโครงสร้างนั้น.. ก็มีความว่างเปล่า - อยู่ท่ามกลางความมีนั้นอีก ++
ข้าพระพุทธเจ้าเมื่อได้มองขึ้นไป จนแน่ใจแล้วว่า องค์บรมบิดา พระองค์ท่านทรงประทับอยู่ที่นั่น
ข้าพระพุทธเจ้าจึงได้ก้มกราบลง
เมื่อก้มกราบลงแล้ว.. ก็อดที่จะตื่นเต้นเล็กน้อยไม่ได้  ก็มีตื่นเต้นบ้างนิดหน่อย
ทันใดนั้น ก็มีพระวรกายของผู้ชายคนหนึ่ง  เป็นรูปร่างสูง และสว่างไสว 
เป็นกายที่เป็นกายแก้วสวยงาม  ไม่เคยพบเห็นในที่ใดเลย
ปรากฏพระวรกายขึ้นมาท่ามกลาง ตรงที่โครงสร้างขององค์พระใหญ่
-- ที่ข้าพระพุทธเจ้าได้มองเห็นนั้น...
พระองค์ท่าน ทรงเสด็จลงมาจากความว่างเปล่า รวมตัว รวมพลังบารมี
กลายเป็นกายแก้วที่สวยงาม  เสด็จลงมาประทับยืนอยู่ ข้างกายของข้าพระพุทธเจ้า
ตรงที่ข้าพระพุทธเจ้านั่งอยู่นั้น..
พระองค์ท่านทรงมีรอยยิ้มที่เมตตามาก และยื่นมือลงมา จับมือน้อยๆของข้าพระพุทธเจ้า
ดึงข้าพระพุทธเจ้าลุกขึ้น  พร้อมทั้งก็อุ้มข้าพระพุทธเจ้าขึ้นไปไว้บนแขน
แล้วทรงกล่าวกับข้าพระพุทธเจ้า ดังนี้ว่า...
องค์บรมบิดา ::   พระยาธรรมเอ๋ย.. ดีแล้วละลูก ที่ลูกกลับมาถึงที่นี่
การที่ลูกกลับมาในคราวครั้งนี้  ถือเป็นผลสำเร็จในอีกระดับหนึ่ง
ที่ลูกสามารถทำงานจนถึงจุด ที่ลูกนั้นพอที่จะเข้าใจในหน้าที่แห่งตน
และลูกนั้น.. ก็ควรแก่การรู้เรื่องทุกสิ่ง ในจักรวาลนี้แล้ว...
พระยาธรรมเอย..  จงตั้งใจฟังเอาไว้ให้ดี ลูก  แล้วนำธรรมนี้ไปเผยแผ่เถิด
พระยาธรรม ::   กราบนมัสการขอบพระคุณ พระพุทธเจ้าค่ะ
ขอองค์บรมบิดาทรงเมตตาแสดงธรรมนั้น ให้ลูกได้ฟังด้วยเถิด พระพุทธเจ้าค่ะ
ในขณะที่ข้าพระพุทธเจ้านอบน้อม พร้อมที่จะฟังธรรมจากองค์บรมบิดาท่านแล้วนั้น..
ก็มองเห็นทางด้านของข้าพระพุทธเจ้า ที่กว้างออกไปนั้น 
มีพระวรกาย เป็นแก้วๆ  เป็นแก้วที่สวยงาม
และแก้วเหล่านั้น ก็เหมือนจะอยู่เหนือความมี
เพราะว่า เป็นโครงสร้างเป็นแก้ว -- แต่พลังงานที่อยู่ในโครงสร้างนั้น
กลับกลายเป็นความว่างเปล่า 
มีแสงแวววาว จึงทำให้ข้าพระพุทธเจ้ารู้ว่า.. องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่านทรงเสด็จมาแล้ว
ในที่นี้ ทุกพระองค์
แล้วทำให้ข้าพระพุทธเจ้ารู้ว่า  มีพระปัจเจกพุทธเจ้า  และพระอรหันต์เจ้าเสด็จมาด้วย
เพื่อมาฟังธรรมนี้  และมีพลังบารมีในการค้ำหนุนดวงจิตของข้าพระพุทธเจ้า
-- เพื่อขึ้นเข้าเฝ้าต่อองค์บรมบิดาได้ในวันนี้...
ซึ่งเกิดจากพลังของพระองค์ท่านทุกพระองค์ ที่ทรงเมตตา
เมื่อข้าพระพุทธเจ้า ได้สำรวจดูรอบๆ แล้ว 
องค์บรมบิดา พระองค์ท่านจึงกล่าวขึ้นมากับข้าพระพุทธเจ้า ดังนี้ว่า...
องค์บรมบิดา ::   พระยาธรรมเอ๋ย..  ในวัฏสงสารนั้น ที่ลูกไปอยู่เพื่อเผยแผ่
มันเป็นที่ที่ก่อเกิดขึ้นมา - ด้วยเหตุปัจจัยของธรรมชาติ ที่มันเกิดแล้ว
และมันก็เป็นไปตามเหตุของมัน
ไม่มีใครที่จะมีพลังอำนาจอันใด ที่จะทำให้วัฏสงสารนั้นยุบลงไป หมดลงไป
ดับลงไปได้ ในปัจจุบันนี้  ++
พระยาธรรมเอย..  เขาเป็นสิ่งที่ก่อเกิดขึ้นแล้ว ตามเหตุของเขา
เป็นไปแล้ว ตามเหตุของเขา
ฉะนั้น..  จึงไม่มีอำนาจใดที่จะทำลายเขาได้ - ตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบันนี้
ส่วนเรื่องอนาคตนั้น  มันก็เป็นอีกเหตุหนึ่ง
เพราะยังไม่รู้ว่า.. ต่อไปในภายภาคหน้า
-- จะมีสิ่งใดทำให้วัฏสงสารนั้น ยุบตัวลง จบลง สลายไปทั้งหมด --
แต่ตอนนี้.. มันยังคงสภาวธรรมอยู่ ตามเหตุตามปัจจัย
โดยที่ไม่มีใคร ไปทำอะไรกับมันได้
นอกเหนือจากการที่จะต้องสร้าง จะต้องทำให้มีดวงจิตพิเศษเกิดขึ้นมา
คือ ดวงจิตขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า - ผู้ซึ่งสร้างสั่งสมบุญบารมี
-- เพื่อรอรอบการเกิดไปสู่โลกในแต่ละยุค เพื่อประกาศธรรม
และนำทางให้ทุกดวงจิตนั้น..
- กลับคืนสู่สภาวะของความว่าง
- กลับคืนสู่สภาวะของความไม่มี เท่านั้น
จึงมีองค์พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ในแต่ละยุค -- เป็นผู้ที่ไป เพื่อบอกทาง ชี้ทาง
นี่คือสิ่งเดียวที่พอจะทำได้ อยู่ในตอนนี้ ++
พระยาธรรมเอย..  การก่อเกิดดวงจิตนั้น - ยังเป็นที่ต้องการของเทพผู้ใหญ่ก็ดี
ของดวงจิตต่างๆทั้งหลาย.. ที่มีพลังพิเศษ จากการสร้าง การสั่งสมบารมีของตัวของเขาเอง
ปรารถนาที่จะทำให้ก่อเกิดขึ้นบ้าง
ปรารถนาที่จะสร้างจิตดวงนั้น - เพื่อสิ่งนั้น / สร้างจิตดวงนี้ - เพื่อสิ่งนี้
ตามความปรารถนาของจิต ผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงความเป็นอรหันต์ เข้าสู่ดินแดนพระนิพพาน
จึงมีความอยาก เป็นที่ตั้ง
จึงพากันสร้าง พากันทำขึ้นมา 
และก็สามารถทำได้ด้วย
* เพราะมันเป็นเรื่องของวัฏสงสาร
* เพราะมันเป็นธรรมชาติของที่นั่น
และจิตเหล่านั้น.. เมื่อยังไม่เข้าถึงธรรมอย่างถ่องแท้
เขาก็จะอยากสร้างอยากทำ ตามเหตุปัจจัยของเขา ที่มีมาเกื้อหนุนเขา - ให้เขานั้นทำ
โดยไม่มีใครไปหยุดยั้งได้  เพราะว่า กฎของวัฏสงสารนั้น
คือ เขาเป็นไปตามกิเลส
และดวงจิต.. ก็ก่อเกิดขึ้นจากสภาวธรรมในวัฏสงสาร
จึงไม่มีใครที่จะไปหยุด - หยุดไม่ให้มันก่อเกิดได้
ก็เหมือนกันกับปัญหาของวัฏสงสาร - ที่ไม่มีใครที่จะไปหยุด
--ไม่ให้เรื่องนั้นเกิด เรื่องนี้เกิดขึ้นได้ --
แม้แต่องค์พระพุทธเจ้า.. ก็ยังต้องบำเพ็ญ เพื่อออกจากปัญหามาเอง
ที่นั่น- เป็นโลก เป็นจักรวาล แห่งเชื้อโรคของกิเลส
-- จึงยังไม่มีใครที่จะสามารถทำลายอำนาจเหล่านั้นได้  ++
นอกจากต้องหาวิธีกลับออกมาจากที่นั่น  โดยการสั่งสมบารมี
เป็นองค์พระพุทธเจ้า บ้าง
เป็นองค์พระปัจเจกพุทธเจ้า บ้าง
เป็นองค์พระอรหันต์ บ้าง
... เช่นนี้ละ ต้องสั่งสมบุญเช่นนี้..
แล้วก็จะมีปัญญารู้ทัน รู้ตื่นในเหตุทั้งหลาย ตามความเป็นจริง
กลับคืนสู่ความไม่มี  กลับคืนสู่ความว่างเปล่า
อย่างที่ลูกขึ้นมาเห็น ในวันนี้..
พระยาธรรมเอย.. ฉะนั้น การก่อเกิดดวงจิต สรุปง่ายๆ ก็คือ..
มันก็เป็นปัญหาเรื่องของวัฏสงสาร - ที่มันเกิดตามเหตุของมันนั่นนะ
มันก็เลยต้องปล่อยให้มันเป็นตามเหตุนั้นๆ
ที่เราจะช่วยได้ ก็คือ ช่วยเปิดทาง บอกทาง ชี้ทาง
สืบทอดกันตั้งแต่องค์พระพุทธเจ้า องค์ปฐม จนถึงองค์ปัจจุบัน
และจะสืบทอดไป สู่ช่วงของอนาคต
ฉะนั้น ดวงจิตทั้งหลาย.. จึงก่อเกิดขึ้นมาเรื่อยๆ เรื่อยๆ - ตามเหตุของมันนั่นละ
/  จึงเป็นอย่างที่ลูกนั้นรู้ ลูกนั้นเห็น และเข้าใจว่า..
เมื่อจิตทั้งหลาย.. เกิดขึ้นมาแล้วเป็นทุกข์ - แล้วจะให้เกิดมาทำไม
/  จึงเป็นสิ่งที่ลูกเห็นว่า.. จิตทั้งหลาย  มีอายุขัยต่างกัน
/  จึงเป็นสิ่งที่ลูกนั้น เห็นปัญหาเหล่านี้ที่มันมีอยู่ในวัฏสงสาร ละลูก
พอจะเข้าบ้างแล้วหรือยัง.. พระยาธรรม
เรื่องของวัฏสงสาร
-- เป็นเรื่องที่ยังไม่สามารถ จะทำให้ยุบตัวลง
-- เป็นเรื่องที่ต้องปล่อยให้มัน เป็นไปตามธรรมชาติ ที่มันมีอยู่
-- เป็นเรื่องที่จิตทั้งหลาย ก่อเกิดขึ้น..
โดยเหตุของวัฏสงสารนั้น
โดยเหตุของกิเลสตัณหา ของดวงจิตผู้ที่ยังอยากสร้างจิตขึ้นมา
... ก่อเกิดขึ้นตามเรื่องตามราว ของวัฏสงสารนั่นละ ลูก
มันจึงช่วยได้แค่เพียง ให้ดวงจิตผู้ที่เป็นจิตแห่งผู้บำเพ็ญ ที่มีคุณวิเศษนั้น
ก่อเกิดขึ้นด้วยพลังอำนาจแห่งตน - ที่วิเศษจากการบำเพ็ญ ตรัสรู้ แสวงหาหนทาง
และชี้ทางบอกทาง บอกความเป็นจริง
ทำได้เพียงเท่านี้ละ.. พระยาธรรมเอย
ทีนี้ ลูกพอจะเข้าใจบ้างแล้วหรือยังเล่า
+
พระยาธรรม ::  สาธุเจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณองค์บรมบิดา  ที่ทรงเมตตาชี้ทางให้ลูก
ลูกพอจะเข้าใจบ้างแล้วละ พระพุทธเจ้าค่ะ ว่า..
เหตุอันใด - จิตเหล่านี้ จึงห้ามให้ก่อเกิด ไม่ได้
เหตุอันใด - จึงต้องให้เกิดมา  แล้วจะต้องมีคนมาบอก เพื่อออกจากความพ้นทุกข์
ทำไมไม่ยุบ ยุบไปซะเลย.. ก็จบเรื่อง
ทำไมจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ อยู่ร่ำไป
และดวงจิต ก็ยังมีการก่อเกิดของธรรมชาติ ที่มันเป็นอยู่
... พอจะเข้าใจอย่างนี้แล้ว พระพุทธเจ้าค่ะ
องค์บรมบิดาเจ้าขา..  ถ้าอย่างนั้น ทำไมหรือเจ้าคะ
ทำไมพระองค์หรือองค์พระพุทธเจ้า ไม่ให้หยุดการสร้าง
หรือการเกิดของดวงจิต บ้างหรือเจ้าคะ
เพราะอะไรหรือเจ้าคะ ?
องค์บรมบิดา ::  พระยาธรรมเอย..  เราเองก็ดี
องค์พระพุทธเจ้า ก็ดี..
-  เป็นผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยวัฏสงสารแล้ว
-  เป็นผู้อยู่เหนือวัฏสงสารนั้นแล้ว
-- จึงไม่มีเหตุอันใด - ที่จะต้องทำอะไร เพื่ออะไร
เพราะมันเป็นเรื่องของดวงจิต ที่อยู่ในวัฏสงสารนั้น..
เป็นสิ่งที่เขาเหล่านั้น.. จะพากันทำให้มันเป็นไปแบบไหน
เราจึงเป็นแต่เพียง ผู้ดู ผู้รู้ ผู้เห็น
ช่วยได้เพียงแค่เปิดทางเท่านั้น - ให้จิตออกมาจากที่นั่น
จึงไม่มีใครเข้าไปหยุดการเกิด การกระทำของใครได้
นอกจากการชี้ทางให้ดวงจิตทั้งหลาย.. รู้แจ้ง เข้าใจตามเท่านั้น  ++
อย่างนี้ละ พระยาธรรม..  พอจะเข้าใจบ้างแล้วหรือยังเล่า
+
พระยาธรรม ::  กราบขอบพระคุณองค์บรมบิดา พระพุทธเจ้าค่ะ
ลูกพอจะเข้าใจบ้างแล้วละเจ้าค่ะ ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยวัฏสงสารนี้แล้ว
พระองค์จึงไม่มีเหตุอันใด ที่ต้องมามีกรรมร่วมกับที่นี่
นอกจากแค่ชี้ว่า..ไปทางนั้น ไปทางนี้ แล้วจะหลุดออกจากที่ที่มันเป็นทุกข์เช่นนั้น
พอจะเข้าใจอย่างนี้แล้ว พระพุทธเจ้าค่ะ
วันนี้ ลูกจะขอกราบลาก่อนนะเจ้าคะ..
องค์บรมบิดา ::   ดีแล้วละ พระยาธรรม 
ถ้าอย่างนั้น.. มันคงเป็นหน้าที่ของลูกต่อไปสินะ
เพราะว่า ยุคนี้เป็นยุคแห่งพระยาธรรม
เป็นยุคที่ธรรมิกราช - ธรรมที่เป็นใหญ่ ก่อเกิดขึ้นแล้วบนโลก  พร้อมกับตัวของลูกเอง
ฉะนั้น..  ลูกจงตั้งใจทำหน้าที่แห่งตนเถิดนะ
หากว่าลูกนั้น.. มีความปรารถนาที่จะช่วยแก้ไขปัญหาของวัฏสงสาร 
และช่วยเหลือดวงจิตทั้งหลาย..
พระยาธรรมเอ๋ย..  ลูกจงตั้งใจทำหน้าที่แห่งตนเถิด 
เพราะตอนนี้..
หน้าที่ของเรา - ก็ไม่ใช่
หน้าที่ขององค์พระสัมมาสัมพระพุทธเจ้า - ก็ไม่ใช่
แต่เป็นหน้าที่ของลูกต่างหากเล่า ที่อยู่ในช่วงในยุคแห่งพระยาธรรม
ที่จะต้องทำหน้าที่ของตน อย่างเต็มที่ 
และเป็นยุคแห่งคุณวิเศษ ซึ่งสามารถมีองค์ประกอบ
- ที่เป็นสิ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการเผยแผ่ธรรมของลูก
ซึ่งสามารถที่จะมีเครื่องช่วยเหล่านี้ - ช่วยในการเผยแผ่พระธรรม อย่างกว้างไกล
ลูกจงตั้งใจ ทำหน้าที่แห่งตนเถิด
เพราะในยุคนี้ จะอาศัยเทคโนโลยี ที่มันทันสมัย / ที่มันมีอยู่ เกิดขึ้นอยู่ บนโลกนั้น..
ช่วยในการกระจาย เผยแผ่ธรรมของลูก
ที่นำไปเผยแผ่ในกึ่งพุทธกาลนี้  ให้สืบทอดต่อไป อย่างกว้างไกล  ++
จะเป็นโอกาสหนึ่ง ที่จะสามารถช่วยดวงจิต.. ในจำนวนมาก
ให้ออกจากวัฏสงสารนี้มาได้
ส่วนเรา ก็จะทำหน้าที่ของเรา ที่พอจะทำได้ ดังที่ได้กล่าวไป
คือ การส่งจิตดวงใดสักดวงหนึ่ง ที่เป็นรอบที่จะช่วยจิตทั้งหลาย.. ออกจากที่นั่นมา
เช่น องค์พระพุทธเจ้า แต่ละพระองค์
และลูกเอง ก็เป็นพระยาธรรม ผู้มีคุณวิเศษอันงามเลิศ
คือ เป็นผู้สามารถ เปิดความจริงของจักรวาลทั้งหมดได้
ฉะนั้น.. ลูกจงตั้งใจเถิดนะ
สิ่งที่เราจะช่วยได้ คือ ส่งพลังพุทธบารมี...
จากองค์บรมบิดา
จากองค์พระพุทธเจ้า
องค์พระปัจเจกพุทธเจ้า
และองค์พระอรหันต์
ทุกดวงจิตที่หลุดพ้นแล้ว จะส่งพลังเปิดทาง ให้ลูกนั้นทำหน้าที่ได้อย่างสะดวก
ตามเหตุตามปัจจัยอันสมควร
ให้ลูกสามารถนำธรรมทั้งหลาย คัมภีร์ธรรมที่ถูกต้อง - วางไว้กลางโลก กลางวัฏสงสารนั้น
เพื่อให้จิตทั้งหลาย.. ได้อาศัยธรรมเหล่านั้น ออกจากทุกข์
จนกว่าจะสิ้นสุดศาสนาของพระโคดม **
พระยาธรรมเอ๋ย..  ฉะนั้น จงตั้งใจเถิดนะ
พอจะเข้าใจแล้วใช่มั้ยละ ลูก
พระยาธรรม ::  พอจะเข้าใจแล้ว พระพุทธเจ้าค่ะ
ลูกจะตั้งใจทำตามที่พระองค์ทรงเมตตา นะเจ้าคะ
วันนี้ ลูกคงต้องกราบขอลาก่อน เพื่อไปทำหน้าที่แห่งตน
แล้วไว้ลูกจะกลับขึ้นมาเข้าเฝ้าอีก เมื่อถึงเวลา
ลูกจะสามารถมาที่นี่ได้บ่อยแค่ไหนหรือเจ้าคะ กับการที่จะมาพบกับพระองค์ น่ะเจ้าค่ะ
องค์บรมบิดา ::   พระยาธรรมเอ๋ย.. ลูกจะกลับมาที่นี่ บ่อยแค่ไหนก็ได้
แต่ตามเหตุและปัจจัย อันสมควร
ควรมาแต่เฉพาะ ยามที่มีเหตุที่ได้รอบกับการมาแล้ว
ควรที่จะเป็นเช่นนั้น ลูก
ลูกจะได้ศึกษาในโลก ในงาน ในสิ่งที่ลูกต้องทำ
เรียนรู้สุข - และทุกข์ ในวัฏสงสารตามเหตุ
จะได้ไม่มาจดจ่ออยู่กับโลกทิพย์
เพราะโลกทิพย์..
- ไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง
- ไม่มีอะไรที่ต้องแก้ไข
โดยเฉพาะโลกทิพย์ที่วันนี้ลูกมา ในดินแดนนิพพาน
ที่ที่ไม่มี
ที่ที่อยู่เหนือความมี และไม่มีนั้น
พระยาธรรมเอ๋ย..  ฉะนั้น จงกลับไปทำหน้าที่แห่งตนเถิดนะ
พระยาธรรม ::  สาธุเจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณองค์บรมบิดา ที่ทรงเมตตา
วันนี้ ลูกได้เข้าใจสภาวธรรมบางอย่างแล้ว พระพุทธเจ้าค่ะ
ขอพระองค์ทรงเมตตาลูกด้วยพลังพุทธบารมี
เปิดทางในการสร้าง ในการทำคามดี ตามเหตุแหละปัจจัยด้วย พระพุทธเจ้าค่ะ
ลูกกราบขอลาแล้วละเจ้าค่ะ
เมื่อข้าพระพุทธเจ้า ได้ก้มกราบลงที่แทบเท้าขององค์บรมบิดา
ข้าพระพุทธเจ้า จึงค่อยๆ ถอยกลับมาตามบันได  ลงตามบันไดมา
แล้วก็ยกมือกราบไปที่ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
องค์พระปัจเจกพุทธเจ้า และองค์พระอรหันต์ทุกพระองค์
- ที่อยู่สูงเหนือศีรษะขึ้นไปทางด้านบน ...
กราบแล้ว จึงค่อยรวมพลังกลับลงมาสู่ดินแดนแห่งความว่างเปล่า ในชั้นล่าง
ตรงที่ใกล้กับวัฏสงสาร
ค่อยๆ ทะลุกลับมาในวัฏสงสาร กลับมาสู่ดินแดนทิพย์
 แล้วคืนสู่ร่างกายนี้..
ข้าพระพุทธเจ้ารู้สึกปิติยินดี  ที่วันนี้ - ได้รับธรรมะจากองค์บรมบิดา
และได้พบกับองค์พระพุทธเจ้าทุกพระองค์
ข้าพระพุทธเจ้ารู้สึกเป็นทุกข์นิดหน่อย กับการที่ต้องกลับมาอยู่ในวัฏสงสารนี้ 
ที่ต้องมาทุกข์ต่อไป  เรียนรู้ต่อไป
แต่ก็ดีใจนิดหน่อย ที่เป็นผู้ที่จะนำธรรม มาช่วยเหลือดวงจิตทั้งหลาย..ในนี้
และรู้ว่า องค์บรมบิดา  และองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
องค์พระปัจเจกพุทธเจ้า และองค์พระอรหันต์ ทุกพระองค์นั้น
ท่านทรงเมตตาเอ็นดู  และดูข้าพระพุทธเจ้าทำงานอยู่ตลอด
ข้าพระพุทธเจ้า ก็จะอาศัยสิ่งที่มีอยู่บนโลกนี้  เผยแผ่ธรรมต่อไป
ตามเหตุตามปัจจัยอันสมควร อย่างละเอียด และถูกต้องตามหลักธรรม
วันนี้ ก็คงต้องกราบขอลา ขึ้นไปสู่องค์บรมบิดา
องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
องค์พระปัจเจกพุทธเจ้า
องค์พระอรหันต์เจ้า
คุณบิดามารดา
ครูบาอาจารย์ ทุกองค์
แล้วก็ขอลาท่านผู้ฟังทุกๆคน ไปก่อนนะเจ้าคะ
สาธุ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 09, 2020, 06:07:34 am โดย thanapanyo »
บันทึกการเข้า

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4134
    • ดูรายละเอียด
Re: ปฐมบทมหาวิชชาลัยธรรมิกราช
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: พฤศจิกายน 30, 2020, 07:03:34 am »





ปฐมบทมหาวิชชาลัยธรรมิกราช   
บทที่ 6  พระเจ้าจักรพรรดิผู้ปกครองวัฏสงสาร
+ +
การเกิดของดวงจิต การตายของดวงจิต - เป็นสิ่งที่มนุษย์ต่างก็สงสัย
และวันนี้.. เราจะมาคุยเกี่ยวกับสภาวธรรม ชีวิตหลังความตาย
หลังจากที่ร่างกายของเราดับไปแล้ว  ใครคือ ผู้ที่พาดวงจิตต่างๆ
ไปข้ามภพ
ไปในจุดใหม่
-- ตามบุญและกรรมของดวงจิตนั้นๆ ที่สร้างที่ทำเอาไว้
ก่อนที่เราจะรู้ว่า ใครคือคนที่มาพาดวงจิตทั้งหลาย
หลังจากที่ละสังขารออกจากร่างกายนี้ไปแล้ว...
เราต้องมารู้จักกับกลไกของโลกทิพย์ ของจักรวาล
การหมุนเวียน  การปกครองของโลก จักรวาลทั้งหมดในวัฏสงสารนี้ ว่า..
-  ใครคือ คนที่ดูแลการเวียนวน เวียนตายเวียนเกิด
-  บัญชีบาป บัญชีบุญทั้งหลายเหล่านั้น - ใครคือผู้จดบันทึก
เมื่อเราเข้าใจในกฎเหล่านี้แล้ว.. เราก็จะเข้าใจว่า
ทำไม ถึงมีการไปของดวงจิตในรูปแบบต่างๆ
ไป แล้วไปที่ไหน ?
ทีนี้ เรามาทำความรู้จักเกี่ยวกับโลกทิพย์
สมมุติว่า โลกมนุษย์เรา โลกของพญานาค โลกนรก โลกสวรรค์
ทุกโลกที่มารวมกันเป็นวัฏสงสาร
- ที่ยังมีดวงจิตเวียนไปอยู่ตรงนั้น วนมาอยู่ตรงนี้
- ที่มีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกัน...
มีผู้ที่ดูแลสูงสุด คือ จักรพรรดิ - เจ้าจักรพรรดิของจักรวาล
ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์
องค์พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ 
หรือเหล่าพระอรหันต์ทุกพระองค์
เพราะท่านเหล่านั้น คือ ผู้ที่สำเร็จ ชนะวัฏสงสาร  และออกไปจากวัฏสงสารแล้ว...
ท่านเพียงแค่ยังแผ่พุทธบารมี
หนุนนำกำลังมาช่วยดวงจิตต่างๆ ในวัฏสงสาร
-- ที่ต้องการออกจากวัฏสงสารนี้เท่านั้น  !
แต่ท่านจะไม่มีการเกี่ยวข้อง ในการดูแลกลไกต่างๆ ของโลก จักรวาลต่างๆ
ที่รวมกันมาเป็นวัฏสงสาร...
แต่ผู้ดูแลสูงสุด เป็นเจ้าจักรพรรดิ - ที่ดูแลดวงจิตทั้งหมด ที่ยังเวียนวนอยู่ในวัฏสงสารนี้
สูงสุด คือ พระอินทร์ 
ซึ่งเป็นราชาแห่งจักรวาล ที่ทำหน้าที่อยู่ในตำแหน่ง
ถ้าเป็นโลกมนุษย์ - ก็จะเป็นเจ้าจักรพรรดิ ที่คุมทั้งโลก 
แล้วทีนี้ เจ้าจักรพรรดิ - ก็จะมีการแบ่งหน้าที่
แยกออกมาเป็นเจ้าของประเทศต่างๆ - รองลงมาจากเจ้าผู้ปกครองโลกทั้งหมด 
แยกออกมาเป็นประเทศ
โลกทิพย์  โลกสวรรค์ จักรวาล วัฏสงสาร
การเวียนวนก็เป็นเช่นนั้น
ก็จะมีพระอินทร์ เป็นผู้สูงสุด เป็นจักรพรรดิผู้ดูแล คุมทั้งหมด
แล้วก็จะแบ่งแยก เป็นภพภูมิต่างๆ
เป็นมิติต่างๆ กลุ่มดวงจิตต่างๆ  เป็นจุดต่างๆ
-- ให้กับผู้ที่มีบารมี มีกำลังบุญที่ได้สร้าง ได้สั่งสมมา
-- มีตำแหน่งที่จะมาดูแลคน ดวงจิตต่างๆ ในระดับตามๆกันไป  แยกรองลงมา
แล้วก็จะมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายดูแลบัญชี  ฝ่ายดูแลสถานที่ต่างๆ เช่น
. ประตูก่อนจะข้ามภพ
. บัญชีบาป บัญชีบุญ 
. ดูแลนรก - ประตูทางขึ้นสวรรค์
. ดูแลประตูของการวนเวียน เวียนวน
จะมีเทวดา ผู้ทำหน้าที่ในจุดต่างๆ เหมือนกันกับโลกมนุษย์เรา ที่มี
ตำรวจ - ดูแลกฎหมายบ้านเมือง
ทหาร - ปกปักรักษาบ้านเมือง 
มีกฎหมาย ข้อห้ามต่างๆ - ที่ตีเอาไว้ว่า..
คนนี้ ทำผิดกฎหมาย - ต้องส่งไปขังคุก
คนนี้ ทำความดี - ควรแก่การสรรเสริญ ควรแก่การสนับสนุน
ก็จะมีเจ้าหน้าที่ต่างๆ ที่เขาเหล่านั้นทำหน้าที่อยู่
ในโลกทิพย์ - จึงเป็นเสมอเหมือน คล้ายคลึงกันกับโลกมนุษย์เรา
ทีนี้ มาดูตัวอย่างดวงจิตต่างๆ 
ชีวิตหลังความตาย - จิตจะออกไปไหน
เมื่อครั้งที่เราเป็นมนุษย์อยู่ - การประพฤติปฏิบัติของเราเอง
ขึ้นไปอยู่ที่บัญชีบุญ และบัญชีบาป เรียบร้อย
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำ  เหมือนเทวดาเหล่านั้น  เขาก็เฝ้าดูอยู่ว่า..
จิตดวงนี้ - ทำกรรมชั่วไว้เท่าไหร่
ทำกรรมดี - ไว้เท่าไหร่
เมื่อครั้งสิ้นสุด.. อายุขัยของเขา จะหมดลงเมื่อไหร่.. เท่านั้นปี เท่านี้ปี
เขาก็จะมีประวัติของมนุษย์ทุกๆคน เอาไว้อยู่แล้ว...
คนนี้นับถือศาสนา ลัทธิใด
เคารพบูชาต่อเทพองค์ใด
เหมือนกับเป็นคนในประเทศไหน
เจ้าจักรพรรดิดูแลทั้งโลก  แต่ก็มีประเทศที่แบ่งไป
เหมือนมีลัทธิต่างๆ ที่เขาเคารพนับถือ
กฎของโลก ก็มีคุมทั้งหมด
ทีนี้ ก็มีกฎของประเทศขึ้นมาคุมแต่ละกลุ่ม ที่อยู่ในประเทศนั้นๆ
ถ้าเรา นับถือศาสนาพุทธ
ก็จะมีเจ้าหน้าที่ของทางพุทธ มาคอยทำการตรวจสอบดวงจิตนี้ สร้างบาป - สร้างบุญ
ถ้านับถือศาสนาอื่นๆ ก็จะมีเจ้าหน้าที่ต่างๆ ที่มาพิจารณาพิพากษา ตามดวงจิตนั้น
แล้วก็พาไป ในจุดที่ดวงจิตนั้น..ควรจะไป
อย่างสมมุติว่า.. ถ้าทำความชั่วเยอะมาก 
ตายปุ๊บ ก็จะส่งเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในนรก มาพาไปลงนรกเลย  !
เพราะบัญชีกรรมมีอยู่แล้ว...
ถ้าเกิดคนไหน สร้างบุญเยอะมาก 
เจ้าหน้าที่จากทางสวรรค์ ก็จะมารับ.. แล้วก็ส่งไปอยู่ในจุดนั้นๆ
หากใครที่ชั่วก็ไม่เยอะ  ดีก็ไม่เยอะ
ก็จะมีเจ้าหน้าที่ พาจิตไปปฏิบัติบำเพ็ญ รอรอบการเกิด - ไปอยุ่ที่นั่น
พิพากษา พิจารณา -- แล้วส่งไปเกิดเป็นไก่ เป็นเป็น เป็นสัตว์ต่างๆ..
หรือจะส่งกลับมาเกิดเป็นคน
ทีนี้ ชะตากรรมของผู้ที่จะกลับมา ขึ้นอยู่กับบัญชีบุญ - บัญชีบาป ที่ทำเอาไว้
ผู้ที่ทำหน้าที่เหมือนศาลตัดสิน - ถ้าเป็นโลกมนุษย์ เขาก็เรียกว่า ศาลตัดสิน
พิพากษาแล้ว ดวงจิตนี้ - เมื่อครั้งเป็นมนุษย์นั้น.. มีความดี สิ่งนี้ สิ่งนั้น 
สร้างความดีไว้เท่านี้..
-- ก็เอาสิ่งที่ดีนั้น มาเป็นชะตาชีวิตแก่เรา
ค้ำหนุนเรา ให้เรานั้นได้เจอกับสิ่งที่ดี  ++
และถ้าเราได้สร้างกรรมชั่วอะไร
สมมุติว่า.. ถ้าไม่ชั่วมาก  ถ้าชั่วนิดหน่อย
มีกรรมวาจา มีกรรมนิดหน่อย 
-- เขาก็ส่งเรามาชดใช้กรรม โดยการโดนผู้อื่นว่า ผู้อื่นด่า
กรรมดีอะไรที่ทำไว้ - ส่งมาค้ำหนุน
กรรมชั่วอะไรที่ทำไว้ - ส่งมาให้เราได้รับผลของมัน  เพื่อชดใช้
แต่จิตทุกๆดวง -- ก็มีการประพฤติปฏิบัติที่ต่างกันไป
มีทั้งคนที่ชั่วมาก
มีทั้งคนที่ดีมาก
มีทั้งคนที่ดี และชั่ว
ชั่วมาก ดีมาก
ดีน้อย ชั่วน้อย
.. แตกต่างกันไป
แต่ระบบทางโลกทิพย์ เขาได้คัดกรองตั้งแต่เรายังมีชีวิตอยู่แล้ว ว่า..
เรานี่อยู่เบอร์ไหน 
ถ้าตายแล้วเข้าไปช่องไหน..
เหมือนคัดไข่ หรือคัดส้ม -- เขาก็จะคัดดูว่า เกรดเบอร์นี้ ร่วงหลุมไหน
เบอร์ 0 เบอร์ 1 เบอร์ 2 เบอร์ 3
คัดจากไหน ?
- คัดจากการประพฤติปฏิบัติของตัวเราเอง -
เมื่อเครื่องเราดับปุ๊บ เจ้าหน้าที่ในช่องนั้นๆ เขาก็รับเราไป
ถ้าเราทำดี.. เราก็ไปสู่ทางที่ดี
ถ้าเราทำชั่ว.. เราก็ไปสู่ทางที่ชั่ว
โลกทิพย์ เขา..
* มีการจัดการทำงาน
* มีกฎ มีระเบียบ
มีกฎเกณฑ์ของเขา ที่จัดวางเอาไว้อยู่แล้ว เช่นนี้
โลกจักรวาลทั้งหมด  เป็นเสมือนโลกใหญ่ๆ  เหมือนโลกมนุษย์เรา
มีเจ้าปกครองทั้งหมดคุมทั้งหมดของโลก
แล้วก็ตัดแบ่งออกมา เป็นประเทศ ๆ
ตัดแบ่งออกมา เป็นจังหวัด
จังหวัด ตัดแบ่งออกมา เป็นอำเภอ ตำบล หมู่บ้าน และบ้านหนึ่งหลังๆ ไป
โลกทิพย์ ก็เป็นเช่นนั้น..
การเวียนวนในวัฏสงสารนี้ - ก็มีการแบ่งเป็นจุดต่างๆ เช่นเดียวกัน
แต่โลกทิพย์ เขาจะมีความเป็นทิพย์ที่ละเอียด
จับได้ทุกดวงจิตว่า ทำกรรมดี ทำกรรมชั่ว
ตรงไหน ที่ไม่ถูกไม่ต้อง
เขาจะมีความเป็นทิพย์ - ที่รู้อยู่ เห็นอยู่…
จักรวาลของโลกเรานี้ มีกฎใหญ่ๆ อยู่ 2 ข้อ ที่คุมไว้ทั้งหมด คือ..
*กฎของความไม่เที่ยงแท้*
มีขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป  เป็นธรรมดา ตามธรรมชาติ
ทุกสิ่งทุกอย่าง หมุนเวียนไปตามกาลเวลา
กฎอีกข้อหนึ่ง คือ *กฎของกรรม*
ใครทำสิ่งใด - ได้สิ่งนั้น
ทำดี - ได้ดี 
ทำชั่ว - ได้ชั่ว
กฎ 2 ข้อนี้ คุมไว้ในจักรวาล
- ไม่มีใครหนีความจริงข้อนี้ไปได้
- ไม่มีใคร ฝืนกฎเหล่านี้ไปได้
ถึงแม้จะเป็นเจ้าลัทธิต่างๆ
ถึงแม้จะเป็นเทพที่สูงขนาดไหน
หรือจะเป็นใครคนใดคนหนึ่ง.. ที่ยังอยู่ในวัฏสงสารนี้
ยังไม่พ้นวัฏสงสาร...
-- ก็จะยังคงถูกคุมไว้อยู่  ในกฎใหญ่ๆ 2 ข้อนี้ ++
ถ้าทำผิด ก็ต้องรับความผิดนั้นไป
ทำบุญ  ทำความดี ก็จะมีบุญ มีความดีนั้นค้ำหนุนเอาไว้
-- ให้เกิดอยู่ในสวรรค์ ยาวนานหลายแสนปี  อาจจะเป็นล้านปี  ++
แต่ท้ายที่สุด.. ก็ต้องเสื่อมสลายไป หายไป
ต้องกลับมาวนมาเกิด
บางคน ที่ไปเกิดเป็นพญานาค - ก็อาจจะบำเพ็ญอยู่ในถ้ำ เป็นแสนปี
แต่เมื่อถึงเวลา.. ก็ต้องกลับมาเกิด  มาวนมาเวียน
เพราะจิตที่ยังไม่พ้นทุกข์  / ยังไม่พ้นจากวัฏสงสาร
เขาก็ยังมีความอยาก มีความเบื่อ
ความต้องการ ที่เพิ่มเติม และลดลง
ความต้องการเหล่านั้น...
-- จึงเป็นเหตุ จึงเป็นสิ่งที่ทำให้เขา ต้องปรับเปลี่ยนหมุนเวียนไป - ตามความต้องการของเขา
-- นี่คือธรรมชาติของจิตต่างๆ ที่ยังอยู่ในวัฏสงสารนี้  **
ทีนี้ ได้เข้าใจถึงชีวิตหลังความตาย  ใครคือคนที่นำพาเราไปไหน
คนเหล่านี้ - เขามีจริงหรือเปล่า
หน้าที่ของเขา - ทำจริงหรือเปล่า
พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนว่า..  ผู้ปฏิบัติพึงรู้ พึงเห็นได้ด้วยตนเอง
- ให้เอาตนเป็นที่ตั้ง / อย่าเอาผู้อื่นเป็นที่ตั้ง -
สิ่งต่างๆเหล่านี้ จะเชื่อได้ยังไง ว่าเป็นอย่างนั้น ว่าเป็นอย่างนี้
-- ทุกสิ่งทุกอย่าง ต้องปฏิบัติด้วยตัวของเราเอง ++
เมื่อครั้งจิตของเรา ก้าวเข้าไปสู่ในจิตนั้นๆ ในที่นั้นๆ
เราจะรู้กฎกรรม  รู้กฎเกณฑ์
รู้การเวียนวน วิบากกรรม  ผลกรรมที่ส่งมา
เมื่อเราเข้าใจในกฎกรรม..
เข้าใจในกฎของความไม่เที่ยงแท้แน่นอน  กฎธรรมชาติต่างๆ
-- เราจะเข้าใจ  และจะเห็น จะรู้ว่า สิ่งเหล่านี้มีอยู่จริงหรือเปล่า  ++
การเรียน การฟัง การรับรู้ คือ สิ่งที่รู้ที่เฉยๆ
แต่รู้แล้ว.. จะเชื่อได้ จริงหรือไม่จริง
เชื่อได้ว่าจริง หรือไม่จริงนั้น - ต้องพิสูจน์ด้วยตนเอง 
คือ การประพฤติปฏิบัติ - ให้เข้าถึง เข้าใจอย่างถ่องแท้
ทีนี้มาคุยถึงเรื่องดวงจิต 
หากว่าเป็นดวงจิตเดิม วนกลับมาเกิดเป็นมนุษย์
ทำไม ไม่เป็นผู้ใหญ่เหมือนเดิม
ทำไมถึงมาเกิดเป็นเด็กตัวเล็กๆ  เป็นจิตของเด็กตัวเล็กๆ
นั่นเพราะว่า  เรายังไม่เข้าใจตามความเป็นจริง
จิตที่เขากลับมาเกิด เป็นเด็กตัวเล็กๆนั้น 
เล็กเพียงแค่ ร่างกายของเขา
เล็กเพียงแค่ นิสัย ความเป็นธรรมชาติของเด็กเท่านั้น
แต่แท้ที่จริงแล้ว.. จิตของคนเราทุกๆคน  เขา..
//  ล้วนแล้วแต่ระลึกรู้กันทั้งนั้น
//  ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ใหญ่ อยู่ในจิตทุกๆดวง
-- ขึ้นอยู่กับว่า จิตดวงนั้น เขาถูกปิดสภาวธรรมมากขนาดไหน…
เด็กที่มาเกิดเป็นเด็กแล้ว..  เขาจะมีสภาวธรรม ที่กั้นไม่ให้เขารู้สิ่งที่เคยผ่านมา
ในภพชาติ
ในความเป็นที่เคยเป็นมา
-- เขาจึงมาอยู่ในสภาวธรรมของเด็กๆ  ++
แต่ถ้าเราคุยกับจิตของเขาได้ ที่..
- ไม่ใช่คุยกับ เปลือกภายนอก 
- ไม่ใช่คุยกับ ตัวของเขา - ที่เป็นสภาวธรรม เป็นกายมนุษย์ที่เราเห็น
จะรู้ว่า.. เขาไม่ใช่เด็ก 
ข้างใน.. เขาก็รู้ เข้าใจ
เหมือนที่มนุษย์ชอบพูดกันว่า.. ถึงแม้เด็กจะอยู่ในท้องอยู่
บางที พ่อแม่ว่าเยอะ ด่าเยอะ พูดผิดหน่อยหนึ่ง
จิตของเด็กนั้นเขารู้ ..
เด็กไม่รู้ - แต่จิตรู้  *
บางที เด็กบางคน.. เขาจะรู้ในจิตของเขา 
เพียงแต่สิ่งที่แสดงออกมาทางภายนอก - เขาเป็นไป ตามธรรมชาติของเขาอย่างนั้นเอง
ยังมีสภาวธรรมที่ซ่อนอยู่ ในเด็กคนนั้น - ในสิ่งสมมุติ ที่เรียกว่าเป็นเด็กนั้น
เยอะแยะมากมาย  เกินกว่าที่คนธรรมดาจะเข้าใจ
นอกจากคนที่เห็นจิตของเขา
เข้าใจจิต คุยกับจิต  รู้วาระจิตเท่านั้น - ถึงจะเข้าใจ
และคนเหล่านี้ จะรู้ได้ยังไง  ?
รู้ได้ - จากการปฏิบัติ 
รู้ได้ - จากการทำจิตของตน ให้เข้าถึงความพ้นทุกข์ อย่างแท้จริง
จิตที่เกิดมา.. แล้วทำไมไม่ทำเหมือนเดิม  ไม่จำเหมือนเดิม  ไม่เป็นแบบเดิม
เพราะการเกิดมา แต่ละรอบแต่ละครั้งของมนุษย์เรา
เปรียบเสมือน.. การ
เกิดมาเพื่อเริ่มต้นใหม่
เกิดมาเพื่อสร้างความดีใหม่
-- จึงต้องถูกปิดสภาวธรรมต่างๆเอาไว้.. ไม่ให้เราจำอะไรได้
ทั้งเรื่องราวที่ดี - เรื่องราวที่ไม่ดี ++
สิ่งต่างๆเหล่านั้น เพื่อ..
- ทดสอบ ความดีของเรา
- ทดสอบ ความลุ่มหลง  ความยึดติดของเรา
และที่ถูกลบสัญญา  เพราะถ้าเกิดว่าจำได้
รู้ได้ว่า เมื่อก่อน.. ฉันเคยเป็นคนนั้น เป็นคนนี้..
โลกมนุษย์ ก็คงจะสับสนวุ่นวาย  !
เกิดมาใหม่.. กลับไปหาบ้านหลังเดิม
บ้านหลังนี้ ชาติก่อนฉันสร้างเอาไว้
บ้านหลังนั้น ที่ดินผืนนี้  บริษัทนั้น รถคันนี้
-- ก็คงจะตีกันวุ่นวายไปหมด...
จึงเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมา เพื่อให้ลืมทุกอย่าง
จึงเป็นเหตุ ที่มีการตัดความจำทั้งหมดออก **
- เพื่อมาริเริ่มใหม่ 
- สั่งสมความดีใหม่ 
- ไม่ให้ยึดถือ ยึดติดกับสิ่งใดๆ
ขนาดจำไม่ได้  ขนาดเอาข้ามภพไปไม่ได้
-- ก็ยังมีแต่ความยึดติด ลุ่มหลง --
ฉะนั้น ลูกทั้งหลายเอ๋ย..  จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องลบสัญญาต่างๆ
เพราะสมมุติว่า เป็นโลกมนุษย์
สมมุติว่า เป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้  สิ่งล่อตาล่อใจทั้งหลาย..
-- เพื่อทดสอบความยึดติด ความลุ่มหลง ความดี และความชั่วเท่านั้น
ไม่ได้สร้างไว้ เพื่อเป็นของใครคนใดคนหนึ่ง  ++
ใครที่มา แล้วติดอยู่กับมัน
ทำกรรมชั่ว.. ก็จะลุ่มหลง และอยู่กับมัน
ใครที่มาแล้ว.. ไม่ยึดติด และหลงอยู่กับสิ่งทั้งหลายบนโลกนี้
คนผู้นั้น.. เขาพ้นจากโลกได้  **
นี่คือ..
การเวียนวน
การอยู่ในวัฏสงสาร
การสมมุติว่าเกิดมา 
สมมุติว่าตายไป
ทำไมเกิดมา จิตเป็นดวงเดิม - ทำไมจึงไม่เหมือนเดิม ?
เพราะทุกอย่างมีเหตุผล  มีเหตุที่ซ่อนเงื่อนเอาไว้
และทุกสิ่งทุกอย่างนี้.. จะกระจ่างแจ้งต่อตัวของลูกได้
-- ต่อเมื่อลูกนั้นประพฤติปฏิบัติ 
กระทำตนให้แจ้งแล้ว -- จะเข้าใจ
สาธุ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 09, 2020, 06:08:16 am โดย thanapanyo »
บันทึกการเข้า

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4134
    • ดูรายละเอียด
Re: ปฐมบทมหาวิชชาลัยธรรมิกราช
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: พฤศจิกายน 30, 2020, 07:07:19 am »





ปฐมบทมหาวิชชาลัยธรรมิกราช
บทที่ 7  การก่อเกิดพระธรรมราชาในกึ่งพุทธกาล
ในเช้าของวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2561  ณ พุทธอุทยานภูสวรรค์
วันนี้ มีกระแสที่ร้อนนิดหน่อย ข้าพเจ้านั่งสมาธิ หลับตาลงน้อมพลังที่เย็นมาปรับพลังที่ร้อนออกไปเรื่อยๆ จนเห็นพระแม่โพธิสัตว์กวนอิม พระองค์ท่านเสด็จลงมา 1 พระองค์ก่อน
ท่านมาช่วยปรับคลื่นที่ศาลาปฏิบัติธรรม จนคลื่นนั้นเย็นลง.. สงบ
ข้าพเจ้าก็เห็นที่ศาลา.. สว่างไสว มีพระแม่โพธสัตว์กวนอิม ลงมามารายล้อมในศาลา จนครบ 82 พระองค์ ข้าพเจ้าจึงถามพระแม่ว่า
“พระแม่เจ้าขา.. วันนี้แม่มาทำอะไรล่ะเจ้าคะ ?”
พระแม่ท่านจึงตอบข้าพเจ้า ดังนี้ว่า..
 “วันนี้ แม่มาพาลูกขึ้นไปเข้าเฝ้าองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่าน.. เราไปกันเถอะ”
แล้วพระแม่โพธิสัตว์กวนอิม องค์ที่เป็นองค์หลักของพระแม่โพธิสัตว์ทุกพระองค์ จึงเดินมา แล้วจับมือของข้าพเจ้า ค่อยๆลอยขึ้น แล้วพระแม่โพธิสัตว์ทั้งหลายที่ยังอยู่รอบศาลา ก็ทำสมาธิ..
รู้สึกคล้ายกับภาพทิพย์นั้น คือ พระแม่ทุกพระองค์ ตีวงกว้างออกเรื่อยๆ จนคลุมวัฏสงสารของเราเอาไว้
ส่วนข้าพเจ้ากับพระแม่องค์ที่หนึ่ง เราก็ขึ้นไป ลอยขึ้นไป.. ทะลุหมู่เมฆ แล้วก็ทะลุเส้นหนึ่ง มันเป็นแสงระยิบระยับ ลอยผ่านมาที่ตัวของเรา แต่ก็ผ่านไปอีก ไปเรื่อยๆ จนถึงที่แห่งหนึ่ง มันเป็นประตูสว่าง
พระแม่ก็พาข้าพเจ้าเดินเข้าไปในนั้น มีบันไดประมาณ 6 ขั้น ข้าพเจ้าก็ปีนขึ้นไปบนบันไดนั้น มันจะเป็นลานที่นั่งกว้างๆ ข้าพเจ้ากับพระแม่ก็เลยไปนั่งอยู่ตรงนั้น
พระแม่บอกข้าพเจ้าว่า “เรานั่งกันอยู่ตรงนี้นะ นั่งตรงนี้รับพลัง แล้วก็หลับตาทำสมาธิ”
เมื่อข้าพเจ้าได้ยินพระแม่พูดเช่นนั้นแล้ว จึงนั่งลงบนดอกบัวที่อยู่ตรงนั้น - ที่เป็นแท่นบัลลังก์ของตนเอง พระแม่ก็นั่งหลับตาภาวนาอยู่บนแท่นบัลลังก์บัวของพระแม่ ที่นุ่มนิ่ม
เมื่อเราทั้งสองคนนั่งหลับตาแล้ว.. เราก็ได้ยินเสียงหนึ่งพูดเสียงดังๆ เป็นเสียงของผู้ชาย พูดอย่างนี้ว่า
พากันมาแล้วหรือ พระยาธรรม.. พากันมาแล้วหรือ พระแม่กวนอิม
เราก็เลยลืมตาขึ้นมามอง เห็นองค์พระสว่างไสว ลอยอยู่กลางอากาศ.. ส่งพลังลงมาที่เรา
พระพุทธองค์ท่านเสด็จมาแล้ว และท่านก็กำลังจะทำพิธี *เปิดโลก* ให้ข้าพเจ้าได้เห็นสภาวธรรมต่างๆ
แต่ทีนี้ ในใจของข้าพเจ้าก็นึกว่า.. พิธีสำคัญเช่นนี้ พ่อพระอินทร์หายไปที่ไหน ?
ทันใดที่ข้าพเจ้าคิด.. พระองค์ท่านก็ปรากฏพระวรกายขึ้นมา..
หมายถึง พ่อพระอินทร์ท่านก็นั่งอยู่บนบัลลังก์ ห่างจากข้าพเจ้าไปสัก 3 วา สูงเหนือข้าพเจ้าไปนิดหนึ่ง กับพระแม่ที่นั่งข้างข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าก็เลยก้มกราบพ่อพระอินทร์ก่อน
เสร็จแล้ว..พวกเราทั้ง 3 คน ก็เลยนั่งฟังดูว่า.. องค์พระพุทธเจ้า พระองค์ท่าน
จะทรงพูดอะไร หรือจะทรงแสดงอะไร ให้เราได้เห็นสภาวธรรมนั้นๆ..
ข้าพเจ้า พระแม่โพธิสัตว์กวนอิม และพ่อพระอินทร์ เราทั้ง 3 ดวงจิตก็นั่งนิ่งๆอยู่
พระพุทธองค์ท่านทรงแสดงให้เราเห็น สว่างจ้า สูงขึ้นไปข้างบน สูงมาก.. เห็นองค์บรมบิดาปรากฏพระวรกายเป็นแก้วใส พระองค์ท่านทรงมองลงมาที่พวกเรา ด้วยความเมตตา
ใบหน้าของพระองค์ท่านสง่างาม ท่านทรงยกมือขึ้นมา คล้ายกับพระพุทธเจ้าปางประทานพร
และก็ส่งฉัพพรรณรังสีสว่าง ลงมาที่กายของข้าพเจ้า
แล้วสายพลังนั้น ก็แยกออกไปกระทบที่ศีรษะของพ่อพระอินทร์
และอีกสายหนึ่ง ก็ไปกระทบที่มือของพระแม่กวนอิม
... พวกเราทั้ง 3 คน ก็รับพลังจาก **องค์บรมบิดา**
เมื่อพระองค์ท่านเติมพลังให้เราเสร็จแล้ว ท่านก็ยกมือลง แล้วนั่งด้วยความสง่างดงาม
พระองค์ท่านก็ไม่ได้พูดอะไร..
เห็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ตรัสรู้เข้าพระนิพพานไปแล้ว 1,896 พระองค์ ..
ก็นั่งเรียงแถวกันลงมา ต่อจากองค์บรมบิดา.. จากสูงลงมาต่ำ เป็นแถวเรียงลงมา
แล้วก็มีพลังแก้วสว่างไสวจากพระวรกาย ทุกพระองค์ทรงยกมือขึ้น คล้ายองค์พระพุทธเจ้าองค์ประทานพร แล้วก็ทรงส่องแสงสว่าง รวมลงมาที่กายของข้าพเจ้าที่เป็นเด็กตัวเล็กๆ ส่งลงมาผ่ากลางกายของข้าพเจ้า
... จนตัวของข้าพเจ้าหายสลายไป ม้วนๆ เป็นพลังงานก้อนหนึ่ง เป็นลูกแก้วใส.. อยู่ท่ามกลางระหว่างพระแม่โพธิสัตว์กวนอิม และพ่อพระอินทร์ ลอยอยู่กลางระหว่างทั้งสองพระองค์
แล้วแก้วดวงนั้น ก็คลุมข้าพเจ้าไว้ ข้าพเจ้าก็เป็นเด็กตัวเล็กๆมาก
เหมือนเด็กที่ไร้เดียงสา ที่ตัวเล็กนิดเดียว..อยู่ในลูกแก้ว
... แต่ข้าพเจ้าก็ยังรู้สึกทุกสิ่งทุกอย่าง และเข้าใจทุกสภาวธรรมอยู่..
เพียงแต่เห็นภาพกายภายใน เป็นเช่นนั้นไป..
แล้วพระพุทธองค์ท่าน จึงทรงเมตตากล่าวกับพ่อพระอินทร์ และพระแม่กวนอิม
หลังจากที่องค์พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ได้ชาร์จพลังลงมาที่ข้าพเจ้า -จนกลายเป็นดวงธรรมขึ้นมา..
องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสมณโคดม พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน - ที่เราอาศัยหนทางของท่านในการปฏิบัติ
พระพุทธเจ้าท่าน จึงทรงเมตตากล่าวดังนี้ว่า..
“นี่คือ ดวงแก้ว ดวงธรรม ที่จะก่อเกิดขึ้นในกึ่งศาสนานี้นะ
ท่านทั้งสองจงช่วยกันดูแล ช่วยกันค้ำหนุน - การเผยแผ่ เผยแพร่ กระจายธรรมในกึ่งศาสนานี้
ลูกทั้งสอง จงนำดวงแก้วดวงธรรมนี้ สู่โลก สู่จักรวาลเถิด..
*พระยาธรรมิกราช*..ก่อเกิดขึ้นมาจากพลังธรรม - ธรรมที่เป็นธรรมแห่งราชา
และรอบนี้.. ก็เป็นรอบแห่งการ..
* เปิดโลก
* เปิดทุกสิ่งทุกอย่างที่ก่อเกิด
* เปิดทุกอย่างที่ซ่อนอยู่ ซ้อนอยู่ ในความเป็นจริง...
โดยมีพระยาธรรมิกราช - ก่อเกิดขึ้น
/ จากองค์ผู้สร้างโลก
/ จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกพระองค์
... ส่งพลังค้ำหนุน.. ให้สามารถรู้แจ้ง เปิดสรรพสิ่งทั้งหลาย ให้ทุกคนได้เรียนได้รู้
** เป็นการเปลี่ยนแปลงจักรวาล ครั้งยิ่งใหญ่ **
ฉะนั้น.. ลูกทั้งสอง จงน้อมเอาดวงธรรมนี้ - สู่โลกมนุษย์
เพื่อที่จะสร้างการก่อเกิด *พระยาธรรม*
เพื่อที่จะกระจายข่าวของการประกาศธรรม.. ให้ก้องโลก
ให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย..ได้เป็นที่พึ่ง ในกึ่งศาสนานี้ ++
จะมีการก่อเกิดสิ่งที่ดวงจิตทั้งหลาย.. ไม่เคยรู้ ไม่เคยคิดว่าจะมี
ลูกทั้งสอง.. จงรับดวงธรรมนี้ไปเถิด แล้วรักษา- ดูแลดวงธรรมนี้ให้ดี
เขาคือดวงธรรมอันบริสุทธิ์ และทรงอำนาจแห่งธรรม ลูก
.. เพื่อปรับ / เพื่อดับ - กิเลสตัณหาทั้งปวง
* เขามาในรูปแบบของ เด็กบริสุทธิ์
* เขาอยู่ในสภาวะความเป็นจริงของสรรพสิ่ง
* เขาจะเปิดความจริงที่ถูกต้อง.. ให้ทุกคนได้รู้
พระยาธรรมิกราชเอย.. จงเสด็จกลับสู่โลกมนุษย์เถิด
เมื่อพระพุทธองค์ท่าน ได้กล่าวเช่นนั้นแล้ว..
พ่อพระอินทร์ กับพระแม่กวนอิม จึงรับดวงธรรมสว่างนั้นเอาไว้
พ่อพระอินทร์อยู่ฝั่งซ้าย พระแม่โพธิสัตว์อยู่ฝั่งขวา ยื่นมือทั้งสี่ขึ้นรับดวงธรรม
แล้วก็ช่วยกันเอามือคนละข้าง - ชูดวงธรรมไว้ สว่างเจิดจ้า เสด็จลงมาสู่โลกมนุษย์
เมื่อถึงบนพื้นแล้ว ในโลกนี้ - ที่ที่พระยาธรรมลงมา
เพื่อที่จะขัดเกลาตนเอง / ฝึกฝนตนเอง
ก็คือ ที่ประเทศไทย - ทางเหนือสุด อำเภอเชียงของ ณ พุทธอุทยานภูสวรรค์
เมื่อพระยาธรรมเสด็จลงมาสู่โลกมนุษย์.. ก็เลยกลายเป็นเด็กตัวน้อยๆคนหนึ่ง
อายุราวๆสัก 12 ขวบ เป็นเด็กผู้หญิง
แล้วก็มาดำรงชีวิตอยู่บนโลก ตามบุคคลทั่วไป
ศึกษาเรียนรู้เชื้อของ กิเลส และตัณหา
สุข - ทุกข์ ในโลก
ปัญหาทุกอย่าง ในจักรวาลนี้
เมื่อพระยาธรรม แปลงกายเป็นเด็กตัวเล็กแล้ว สภาวธรรมจากข้างบน ครอบลงมาข้างล่าง
ภูมิที่ซ้อนโลกมนุษย์อยู่ คือ ภาคของกายทิพย์นั้น
มีองค์บรมบิดา พระองค์ท่านจะส่งพลังลงมา สว่างจ้า.. จนมาถึงพื้นแผ่นดิน
องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์พระปัจเจกพุทธเจ้า และองค์พระอรหันต์เจ้าทุกพระองค์.. ก็ยังคงส่งพลังสว่างเจิดจ้า จากดินแดนอันบริสุทธิ์ลงมา..
ข้าพเจ้า *พระยาธรรมิกราช* เมื่อแปลงกายเป็นเด็ก กลับคืนอีกครั้งหนึ่ง
ก็มองเห็นพระแม่กวนอิมนั่งอยู่ตรงบัลลังก์หนึ่ง และพระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ก็นั่งรายล้อม
และมีพ่อพระอินทร์ ก็นั่งอยู่บนรถม้า ที่เป็นม้าที่พิเศษ คือ ม้าของเจ้าจักรพรรดิ - ม้าแก้ว
พ่อพระอินทร์ก็นั่งอยู่บนนั้น
ส่วนข้าพเจ้า ก็นั่งอยู่บนดอกบัว แล้วก็ก้มกราบทุกพระองค์
ตั้งแต่องค์บรมบิดา องค์ผู้สร้างโลกสร้างจักรวาล
และองค์พระสัมมาพระพุทธเจ้าทุกพระองค์..
ก้มกราบคุณพ่อ คุณแม่ - ที่เป็นพ่อพระอินทร์ เป็นพระแม่กวนอิม
และคุณแม่ทุกพระองค์ ที่เป็นพระแม่ ผู้ดูแลข้าพเจ้ามาโดยตลอด
- ในการเกิดมาเผยแผ่ธรรม ในคราวครั้งนี้..
เมื่อได้ทำการเคารพ กราบนอบน้อมจบลงแล้ว..
พระพุทธองค์ท่าน จึงทรงได้ถามข้าพเจ้าดังนี้ว่า..
พระยาธรรมเอ๋ย.. ลูกนั้นเข้าใจสภาวธรรมของตน ว่าเช่นไรเล่า ?
จงกล่าวธรรมนั้นมาเถิด
+ +
พระยาธรรม ::  สาธุเจ้าค่ะ ลูกเข้าใจว่า.. ลูกเป็นดวงธรรม
ที่ก่อเกิดมาจากพลังขององค์บรมบิดา
ที่มาจากพลังของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์
--รวมพลังกันมา.. อยู่ในตัวของลูก --
พระองค์ทรงเสกลูก มาจากเส้นผม - มาเป็นนก
.. นั่นคือ เหตุของการก่อเกิด
** แต่ในความเป็นจริง.. ตัวของลูกนั้น เป็นตัวแทนแห่งพลังธรรมทั้งปวง ++
ซึ่งมีพลังจากองค์บรมบิดา- พระผู้สร้างโลก
และจากองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ - ค้ำหนุนช่วย
กายของลูก จิตของลูก.. แท้ที่จริงไม่มี !
ลูกก่อเกิดขึ้นมา สมมุติเกิดขึ้นมาแทนดวงธรรม เท่านั้น ++
เมื่อลูกประกาศธรรมเสร็จ.. ลูกก็จะหายสาบสูญไป
เพราะลูกไม่ใช่ดวงจิต
-- แต่ลูกเป็นพลัง ที่เป็นพลังธรรมเท่านั้น **
และทุกพระองค์ก็จะส่งลูก ลงมาบนโลกนี้.. เพื่อที่จะกระจายธรรมะ- ที่เป็นธรรมราชา
และยุคนี้ เป็นยุคที่สำคัญมาก.. เพราะว่า เราจะ..
* เปิดโลก ถึงองค์บรมบิดา
* เปิดโลก ถึงองค์พระพุทธเจ้าทุกพระองค์
* สภาวธรรมการก่อเกิดดวงจิต / ก่อเกิดสรรพสิ่งทั้งหลาย
++  เป็นรอบของการเปิดโลก อย่างแท้จริง ++
และเป็นยุคที่มีการสื่อสารที่ดี.. เราจะใช้สื่อสารเหล่านั้นในการเผยแผ่ธรรม
แล้วเราก็จะสร้างสิ่งที่ทำให้ทุกคนเข้าใจ ในการเกิด - การดับ
ชี้ทาง บอกทางเขา.. เพื่อที่จะพ้นทุกข์
ตัวของลูก - เป็นสภาวธรรมของดวงธรรมเท่านั้น
ผู้คนที่พบเห็น ทุกคนที่เข้ามา ..
เราจะเป็นแต่เพียงผู้ถ่ายทอดธรรม - และทุกสิ่งทุกอย่างให้กับเขา
และชี้บอกความถูกต้องที่สุด
ในกายของลูกนี้.. จะมีการศึกษาเรียนรู้กิเลสตัณหา- เพื่อที่จะรู้ทางการสลัดออก
แล้วก็ชี้บอก ขัดเกลาทุกๆดวงจิต
ลูกจะเป็นแค่สภาวธรรมของดวงธรรม.. ที่ต้องทำหน้าที่เช่นนี้เจ้าค่ะ
- - -
พระพุทธองค์ ::  ดีแล้วละ แล้วลูกคิดว่า การเผยแผ่ธรรมของลูกนั้น..
จะไปในรูปแบบไหน ?
เข้าใจบ้างแล้วหรือยัง ?
... จงกล่าวธรรมนั้นมาเถิด
+ +
พระยาธรรม ::  สาธุเจ้าค่ะ
ลูกเข้าใจว่า.. การที่ลูกจะเผยแผ่ธรรมไป จะมีการรองรับจาก..
พ่อพระอินทร์
พระแม่กวนอิม ทุกพระองค์
พระโพธิสัตว์ ทุกพระองค์
และพระอริยเจ้า อริยบุคคลทั้งหลาย - ผู้ที่รอรอบการมาบรรลุธรรม ศึกษาธรรม
และดวงจิตทั้งหลาย.. ผู้ปฏิบัติมารอรอบที่ข้าพระพุทธเจ้าก่อเกิด
เมื่อข้าพระพุทธเจ้าก่อเกิดแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างจะขับเคลื่อนไป ตามเหตุ.. พระพุทธเจ้าค่ะ
พระยาธรรมเอ๋ย.. แล้วลูกนั้น มีอะไรที่จะใช้ในการช่วยเหลือผู้อื่นเล่า ?
... จงกล่าวธรรมนั้นมาเถิด
+ +
พระยาธรรม ::  สาธุเจ้าค่ะ
พระพุทธองค์ ก็ทรงเมตตาปูทางให้ลูกแล้ว.. ด้วย
**สัมมาสัมพุทธะ ปัจฉิมาสัมพุทธะ**
เป็นพลังจากองค์พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน - จนถึงองค์ปฐม
หรือว่า องค์ปฐม - จนถึงองค์ปัจจุบัน
หมายถึง.. พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ หนุนในสายธรรม ที่ข้าพเจ้าจะนำไปเผยแผ่
และยังมีขั้นตอนทั้งหมด 5 ขั้นตอน..
การรักษาศีล ตามระดับที่ตนสมาทานเอาไว้
การไขรหัสชีวิต - เปิดกรรม ตรวจเช็คดวงจิต โดยพระแม่โพธิสัตว์กวนอิม
การใช้คาถา ที่พระพุทธองค์ทรงประทานให้
-- เพื่อชำระจิตทั้งหลาย.. ให้มีสติ มีปัญญา มีความรู้แจ้ง ให้เข้าถึงสมาธิ ในทั้ง 2 กอง --
การพิสูจน์ และการดับกิเลส / ดับสิ่งที่มันมี - ให้ไม่มี
แล้วก็ยังสอนให้เติมปัญญา ให้มีปัญญารู้เท่าทัน.. ด้วยการสนทนาธรรม ฟังธรรม
ตรวจวัดการประพฤติ ปฏิบัติ
พระองค์ทรงเมตตาให้หลักสูตรนี้ - ให้ลูกนำไปช่วยเหลือผู้คน เจ้าค่ะ
พระพุทธองค์ ::  ดีแล้วละ พระยาธรรมเอย.. ที่ยังพอเข้าใจ
ลูกเอ๋ย.. และตามที่ได้ผ่านการประพฤติ ปฏิบัติ - ที่สวนธรรมิกราช
ได้มีสภาวะของการทำหลายอย่าง ที่ก่อเกิดขึ้นในจักรวาล
... ลูกพอจะเข้าใจว่า อย่างไรเล่า ?
+ +
พระยาธรรม ::  สาธุเจ้าค่ะ
ลูกพอจะเข้าใจว่า.. การก่อเกิดของลูกนั้น เป็นการเผยแผ่ธรรมใน *กึ่งศาสนา*
โดยมีพระพุทธองค์ทุกพระองค์ รวมถึงองค์บรมบิดาด้วย
และพระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์เจ้า - ทุกดวงจิตในดินแดนพระนิพพาน
... ส่งพลังให้ลูกได้ขับเคลื่อนธรรมนี้ ..
ลูกจะต้องมา เพื่อบอกความจริงกับทุกคนบนโลก - แทนทุกพระองค์
ลูกจะต้องมา ฉุดช่วยดวงจิตทั้งหลาย.. ให้พ้นทุกข์
ลูกมีการรองรับ คือ พระแม่โพธิสัตว์กวนอิม และโพธิสัตว์ทุกพระองค์
ความดีทั้งหลาย ที่อยู่ในจักรวาลนี้.. รองรับให้ก่อเกิดได้ เจ้าค่ะ..
พระยาธรรมเอ๋ย.. แล้วลูกนั้นเข้าใจการเผยแผ่ธรรม ว่าอย่างไรบ้างเล่า ?
จากที่ลูกนั้นได้เห็นมา
+ +
พระยาธรรม ::  ลูกเข้าใจว่า.. ทุกสรรพสิ่งมันมีเหตุของมันแล้ว
เหตุของมัน - พระพุทธเจ้าได้ทรงสร้างเอาไว้แล้ว..
... ลูกก็เป็นแค่ผลที่จะปรากฏขึ้น บอกกับทุกคนให้รู้หนทาง
- ตามที่พระพุทธองค์ได้ปูทางเอาไว้ เจ้าค่ะ
ซึ่งการที่จะสืบทอดธรรม ในแต่ละยุคสู่ยุค.. แต่ละช่วงกาลเวลานั้น
... มันก็มีเหตุของมันอยู่แล้ว
เพียงแต่ช่วงนี้ เป็นช่วงที่ลูกก่อเกิดขึ้น เพื่อชี้ทาง บอกทาง
กับทุกดวงจิต ที่เขาปรารถนาจะพ้นทุกข์ น่ะเจ้าค่ะ
การสร้างความดีของดวงจิตทั้งหลาย.. ก็ได้มีไว้แล้ว
บุคคล ผู้ที่จะเข้ามาเป็นรูปแบบไหน เป็นตัวอย่างดวงจิตใด.. เขาก็มีอยู่แล้ว
ลูกแค่ทำตามที่พระพุทธเจ้าทรงเมตตาบอก.. ก็พอเจ้าค่ะ
... ทุกอย่างก็จะขับเคลื่อน ตามเหตุของมัน เจ้าค่ะ..
พระยาธรรมเอย.. แล้วเมื่อลูกนั้น ประกาศธรรมจบแล้ว..
การสืบทอดธรรม จะเป็นไปเช่นไร ? พอจะเข้าใจหรือไม่
... จงกล่าวธรรมนั้นมาเถิด
+ +
พระยาธรรม ::  สาธุเจ้าค่ะ
เมื่อลูกได้ประกาศธรรมแล้ว..
ดวงจิตที่เขาสามารถเข้าถึงพระนิพพานได้..
-- เขาก็จะสำเร็จ กลับคืนสู่พระนิพพาน ++
และพลังจิตเหล่านั้น.. ก็จะช่วยกันค้ำสายธรรม ให้ประกาศถึงความสำเร็จอย่างแท้จริง 
เพื่อเป็นพลังงานที่เข้มแข็ง ให้ดวงจิตทั้งหลาย.. ในโลกได้เรียนรู้ตาม อีก 2 พันกว่าปี
- จนกว่าจะจบสิ้นศาสนา -
กลุ่มดวงจิตใด ที่ยังไม่สามารถเข้านิพพานได้เลย.. ก็คงจะต้องกลับมาเกิดในยุคหลัง
... จากนี้ไป 2-300 ปี 400 ปี 5-600 ปี จนถึง 2,000 ปี ..แล้วแต่ใครจะมาช่วงไหน
แต่จิตเหล่านั้น - ก็จะมาสร้างความสำเร็จ ในการเป็นอรหันต์สืบทอดกันไป
จนกว่าจะหมดยุคนี้..
-- เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เห็นว่า.. ยังมีหนทางการสำเร็จอยู่ ++
ส่วนดวงจิตกลุ่มใด ที่บำเพ็ญเพื่อรอรอบขององค์พระพุทธเจ้า องค์พระศรีอาริยเมตไตรย
ดวงจิตเหล่านั้น.. เขาก็จะไปอยู่ที่โลกสวรรค์
หรือว่าในที่ที่เขาบำเพ็ญ รอรอบการก่อเกิดในแต่ละยุค
เพื่อที่เขานั้น.. จะได้สะสมบารมีเพิ่ม - รอรอบขององค์พระศรีอาริยเมตไตรย
บางดวงจิต.. ก็ไม่มาเกิด รอถึงองค์พระศรีฯ มาเลย - ถ้าเขามีบุญมากพอ ++
เมื่อองค์พระศรีอาริยเมตไตรย มาบังเกิดบนโลก..
ก็จะได้มีดวงจิตที่เขาเหล่านั้น สะสมบารมีพร้อมอยู่แล้ว.. เขาก็จะขึ้นมา เกิดมา
เพื่อที่จะฟังธรรม เข้าใจง่ายๆ แล้วก็รองรับการบังเกิดของพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป
แล้วก็ช่วยกันเผยแผ่ธรรม อีกครั้งหนึ่ง
ในยุคโน้น - ยุคขององค์พระศรีอาริยเมตไตรย.. น่ะเจ้าค่ะ
แล้วก็จะมีดวงจิตที่เขาเข้ามาบำเพ็ญ ในยุคนี้.. เพื่อรอการมาตรัสรู้ เป็นองค์พระปัจเจกพุทธเจ้า
- ในช่วงที่ว่างเว้นศาสนา -
ยังมีผู้ที่สร้างบารมี - ไปเป็นพระโพธิสัตว์.. เพื่อที่จะลงมาช่วยมนุษย์ทั้งหลาย
- ในช่วงที่ว่างเว้นศาสนา -
ลงมาฉุดช่วย ให้พ้นจากความทุกข์ยาก ลำบาก
... ก็จะมีการสืบทอดธรรม เช่นนี้ละเจ้าค่ะ..
พระยาธรรมเอย.. ดีแล้วละ ที่ยังพอเข้าใจรหัสชีวิตของตนเอง
ว่าตนนั้นก่อเกิดมา เพราะอะไร เพื่ออะไร..
ยังพอเข้าใจตนเองว่า.. ตนนั้นมีสภาวธรรม เป็นแบบไหน
ยังพอรู้จุดมุ่งหมายของงานที่ตนจะทำไป
... แล้วรู้สึกว่าอย่างไรเล่า ตึงเครียดกับสิ่งที่รู้หรือเปล่า ?
+ +
พระยาธรรม ::  ตอนนี้ ก็ไม่ตึงเจ้าค่ะ
แต่ก็ไม่รู้ว่า ช่วงระหว่างที่สอบสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาจริงๆนั้น
มันจะมีอารมณ์ตึงเครียด เข้ามาบ้างหรือเปล่า ?
อันนั้น.. ลูกก็ไม่แน่ใจ เจ้าค่ะ
แต่ว่าตอนนี้ลูกไม่มีเจ้าค่ะ เพราะว่าลูกเข้าใจแล้วว่า.. เราแค่ทำตามหน้าที่ของเรา ไปเรื่อยๆ
ส่วนดวงจิตทั้งหลาย.. เขามีบุญของเขารอรอบอยู่แล้ว
คนไหนที่เขาสามารถทำได้ หรือไม่ได้ ..ก็เห็นเป็นธรรมดา
และที่เราไปที่สวนธรรม พระพุทธองค์ก็ทรงบอกอยู่แล้วว่า ..
ดวงจิตผู้ที่จะเข้าถึงความดี - มีมากเท่ากับใบโพธิ์บนโลกนี้
แต่ดวงจิตทั้งหมด.. ในวัฏสงสารนี้ - มีมากเท่ากับใบไม้บนโลกนี้
ฉะนั้น.. มันก็แสดงให้เห็นได้อยู่แล้วว่า..
ดวงจิตที่เขาจะเข้าถึงธรรม - มันมีน้อยมาก ถ้าเทียบกับดวงจิตทั่วไป ++
ลูกจึงคิดว่า.. มันเป็นธรรมดาของมัน เช่นนั้น …
ทุกสรรพสิ่ง มีเหตุของมันไว้อยู่แล้ว.. เราแค่ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
แล้วหน้าที่ดีที่สุดของเรา - ก็จะส่งผลให้ทุกอย่างเป็นไปในทิศทางที่ดี.. เท่านั้นละเจ้าค่ะ
พระยาธรรมเอ๋ย.. แล้วหน้าที่ดีที่สุดของลูกนั้นน่ะ คือ อะไรเล่า ?
เข้าใจหรือเปล่า.. จงกล่าวธรรมนั้น มาเถิด
+ +
พระยาธรรม ::  หน้าที่ที่ดีที่สุด ก็คือ เรียนรู้..
/ เชื้อกิเลสตัณหา
/ ความสุข - ความทุกข์บนโลก
/ กฎแห่งกรรม และกฎของความไม่เที่ยงแท้
/ ให้รู้แจ้ง ในวัฏสงสาร
/ แล้วก็รู้ เหตุที่เกิด - เหตุที่ดับ ของสรรพสิ่ง
-- เราก็จะได้ชี้ทาง บอกทางเขาได้ อย่างนี้ละเจ้าค่ะ --
เข้าใจว่าเช่นนี้.. เจ้าค่ะ
พระพุทธองค์ ::  ดีแล้วละ ค่อยทำ ค่อยเรียนรู้ไป
แล้วมีอะไรที่ลูกนั้น รู้สึกว่ามันยังขัดข้องในใจ หรือว่าไม่แน่ใจ หรือเปล่า ?
+ +
พระยาธรรม ::  สาธุเจ้าค่ะ
สิ่งที่มันอยู่ในใจ ก็มีสภาวธรรมแปลกๆ ที่ 2-3 วันนี้ ลูกเห็นว่า มันเป็นเช่นนั้น เจ้าค่ะ
ลูกเห็นว่า ลูกนี้เป็นสภาวธรรมของธรรมะ - ธรรมะที่มีอยู่ในตัวของลูก
ลูกมีอยู่ในตัวของธรรมะ
แล้วลูกก็เป็นบริสุทธิ์ๆ แบบนี้
แล้วก็เป็นธรรมดา แบบนี้
แบบว่า กลิ้งไปกลิ้งมา ตามประสาของธรรมะ ดวงธรรมนั้น
ใครที่เข้ามา.. เฉพาะที่จะชี้ทาง หรือให้อะไรกับเขา ให้เขาเรียนรู้
.. เราก็ให้ไป
และมีความเป็นธรรมชาติ บริสุทธิ์ของธรรม
ถ้าทุกคนที่อยู่รอบข้าง เขามองด้วยจิตด้วยใจ
ด้วยการวางอัตตาทิฐิของตัวเขา..
เขาจะเรียนรู้ธรรม จากความเป็นธรรมชาติของลูก ได้มากเลยทีเดียว
-- จะทำให้เขาหลุดพ้นได้ น่ะเจ้าค่ะ ++
ลูกรู้จุดอย่างนี้น่ะเจ้าค่ะ แล้วก็ไม่แน่ใจว่า มันใช่หรือเปล่า ?
พระพุทธองค์ ::  ดีแล้วละ พระยาธรรมเอ๋ย.. ที่ยังพอเข้าใจ
ถูกต้องแล้วละลูก
ลูกนั้นเกิดมาโดย สภาวธรรมที่รวมกันมา - จากธรรมทั้งปวง **
ลูกจึงมีความถูกต้อง อยู่ในตัวของลูก
จึงมีความจริง ที่ซ่อนอยู่ในตัวของลูก
มีทางที่แท้จริง ซ่อนอยู่ในลูก
เพียงแต่ลูก ก็จะมีสภาวธรรมที่แสดงออกมา ทางเปลือกภายนอก - เพื่อ
สอบจิตของผู้คนที่พบเห็น
สอบอัตตา
สอบความยึดดี ถือดี
สอบตัวตนของเขา - ในความปิดกั้นของเขาเอง
หรือว่าจะเปิดโอกาส - อยู่ที่ตัวของเขาทั้งหลายแล้ว !
ลูกนั้น.. สักว่า แสดงหลอกล่อไป
ทุกคนที่อยู่รอบข้างลูก.. หากเปิดจิตใจอย่างแท้จริง
เขาจะเห็นความจริงที่มาจากตัวของลูก
เพราะลูกคือ สภาวะแห่งธรรม - *ธรรมราชา*
ธรรมะแห่งพระยาธรรมิกราช ที่ก่อเกิดขึ้นโดยสภาวธรรมอันสูงสุด **
-- มาเปิดธรรมในกึ่งศาสนานี้.. เพื่อให้ทุกดวงจิต - หลุดจากการเวียนว่ายตายเกิด ++
ลูกเป็นการรวมพลัง มาจากทุกพระองค์
เพียงแต่ว่า.. ก่อเกิดมาในยุคของศาสนานี้ - ศาสนาของพระสมณโคดม**
เกิดมาจาก เส้นเกศา
เกิดมาจากการเป็น นกน้อย
เกิดมาจากการเป็น เทวดาน้อย
.. แต่สิ่งเหล่านั้น คือเหตุที่เกิดเฉยๆ
พลังที่ไปเกิดอย่างแท้จริง - รวมมาจากพลังธรรม **
-- ลูกจึงเป็นผู้ที่มี “สรรพสิ่งทั้งหลาย” อยู่ในตัว ++
จิตทั้งหลาย.. ผู้ที่จะเข้ามาศึกษาธรรม จึงเป็นผู้ที่จะได้รับทุกอย่าง จากตัวของลูก
ขอเพียงแค่ ให้..
วางอัตตา
วางความยึดดี ถือดี
ตั้งใจศึกษาอย่างแท้จริง..
** คัมภีร์ธรรม ทั้งโลก และจักรวาล - อยู่ในตัวของลูกแล้ว **
-- เช่นนี้ละ พระยาธรรมเอย.. จงทำหน้าที่แห่งตนต่อไปเถิด…
+ +
พระยาธรรม ::  สาธุเจ้าค่ะ กราบขอบพระคุณ
องค์บรมบิดา พระผู้สร้างโลก
พระพุทธเจ้า ทุกพระองค์
พระปัจเจกเจ้า ทุกพระองค์
พระอรหันต์เจ้า ทุกพระองค์
กราบนอบน้อมองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า - องค์พระสมณโคดม พระผู้เมตตา
กราบนอบน้อมบูชา คุณบิดามารดา
คุณครูบาอาจารย์ทุกพระองค์ เจ้าค่ะ.. ที่ทรงเมตตาลูก
เมื่อข้าพระพุทธเจ้า ได้ก้มกราบแล้ว.. พระพุทธองค์ท่านก็ทรงแสดงให้ข้าพเจ้าเห็นว่า
มีก้อนเมฆสีขาว ค่อยๆเข้ามาบังองค์บรมบิดา บังองค์พระพุทธเจ้าทุกพระองค์
แล้วทุกพระองค์ ค่อยๆหายไป ในความสว่าง
ข้าพเจ้าหันหน้ามองไป องค์พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ ก็เสด็จกลับคืนสู่ที่แห่งตน
... เพื่อประกอบกิจต่อไป
พระแม่กวนอิม - ที่เป็นองค์ที่หนึ่ง ที่ทรงเป็นองค์หลัก* ที่คอยดูแลกวนอิมทั้งหมด 82 พระองค์
ก็เลยทรงยื่นมือมาจับมือของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าก็เลยเดินลงจากดอกบัว.. แล้วก็มาอยู่ตรงที่พ่อพระอินทร์นั่งอยู่
จึงยกมือไหว้พ่อพระอินทร์ และข้าพเจ้ากับพระแม่ ก็เสด็จกลับคืนสู่ความเป็นมนุษย์ สู่กายของมนุษย์
วันนี้ จึงเป็นธรรมะ ที่ข้าพเจ้าเล่าสภาวธรรมของการก่อเกิด *พระยาธรรม* ในกึ่งศาสนา
และความในเข้าใจการก่อเกิดของตัวของข้าพเจ้าเอง
และหน้าที่ สภาวะของการปรับเปลี่ยน เปลี่ยนแปลง
สิ่งที่จะมาประกาศบนโลก
... ข้าพเจ้าจึงเล่าสู่ทุกคนฟัง
ส่วนจะมีการเผยแผ่ธรรม แบบไหน ยังไงต่อไปนั้น..
ทุกคน ก็จะได้ศึกษาตามกันไป.. เรียนรู้กันไป
เราทุกคน จะช่วยกันสร้างธรรมของพระพุทธองค์ ให้ดี
ให้สืบทอด
ให้ทุกดวงจิต.. ได้เรียนรู้ด้วยกัน
ขอให้ทุกคนประสบ พบกับความสำเร็จ และสามารถฟันฝ่าอุปสรรคของตัวเอง
เข้าถึงธรรม - ที่ข้าพเจ้าได้นำมาเผยแผ่ในกึ่งศาสนานี้.. ทุกดวงจิตนะจ๊ะ
สาธุ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 09, 2020, 06:08:58 am โดย thanapanyo »
บันทึกการเข้า

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4134
    • ดูรายละเอียด
Re: ปฐมบทมหาวิชชาลัยธรรมิกราช
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: ธันวาคม 01, 2020, 02:40:14 am »





ปฐมบทมหาวิชชาลัยธรรมิกราช   
บทที่  8  **เปิดตำนานพระยาธรรมิกราช**
+ +
ขอก้มกราบแด่องค์พระบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์หลวงพ่อสมปรารถนา ในสวนธรรมิกราช
ขอก้มกราบนอบน้อม ทั้งจิต กาย และใจ นอบน้อมถวาย…
วันนี้ ลูกได้เดินทางมาถึงจุดนัดหมายขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว
วันนี้ ลูกได้เผยแผ่ธรรม ได้นำคำสอนสั่งของพระองค์ มาเผยแผ่แก่สัตว์โลก สามโลก จักรวาล
ได้มาเปิดตำนานพระยาธรรมิกราช ตามที่องค์พระบิดาทรงเมตตาส่งลูกมา
ขอกราบนอบน้อมอัญเชิญญาณบารมีของหลวงพ่อ องค์แทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ตั้งแต่องค์ปฐม จวบจนองค์ปัจจุบันนี้ ที่ได้มารวบรวมพลังพุทธบารมี อยู่ในหลวงพ่อสมปรารถนา
ใน **แดนธรรมิกราช แห่งที่ 2**
เป็นดินแดนที่จะรองรับเสียงธรรมจากพระองค์  เพื่อเผยแผ่ให้แก่ญาติบุญญาติธรรมได้ฟังพร้อมกัน
ขอกราบนอบน้อมอัญเชิญพลังบารมี มาเปิดตำนานพระยาธรรมิกราช --ว่าเป็นใคร
มาทำอะไรในกึ่งศาสนา
มาเพื่อจะโปรดญาติโยม ญาติธรรม ด้วยความเมตตา
มาช่วยสร้างสะพานนิพพาน ให้ดวงจิต
หรือว่ามาเพื่อสิ่งใด  / เกิดมาจากที่ใด  / เกิดมาทำไมในกึ่งศาสนานี้ --
เมื่อ 2600 ปี ที่ผ่านมา.. มีองค์พระพุทธเจ้าเสด็จมาในโลกใบนี้
เพื่อจะมาทำหน้าที่บอกทาง ชี้แสงสว่าง นำทางคนให้หลุด ให้พ้นจากทะเลทุกข์ / การว่ายการวนอยู่ในวัฏสงสาร
พระองค์ได้อุบัติมา แล้วเรียนรู้ความทุกข์บนโลก.. จนพบทาง
ความทุกข์นำทางพระองค์ พบแสงสว่าง รู้ตามความเป็นจริง ว่า ..
* สรรพสิ่งในโลกนี้ เป็นสิ่งสมมุติ *
พระองค์รู้แจ้ง จึงได้สอนสั่งจิตทั้งหลายให้เดินตาม เพื่อพบแสงสว่าง ข้ามทะเลทุกข์
แต่แล้วพระองค์มีเวลาอยู่ในโลกนี้ไม่นาน ครบ 80 ชันษา ก็ดับลาจากโลกไป ดับขันธ์ปรินิพพาน
... เหลือแต่คำสอนสั่งทิ้งไว้ในโลก - ให้มนุษย์ผู้รู้ได้เดินตาม
จากนั้นมาเนิ่นนาน ถึงเวลา 568 ปี จึงได้มีความเมตตา สร้างดวงจิตของพระยาธรรม
ให้บังเกิดมาเป็นนกน้อย อยู่ในนิพพาน
นกน้อยคอยเฝ้ารอบกายพระองค์
เกิดมาแล้วไม่รู้สุข-ทุกข์
เกิดมาแล้วไม่รู้โลกอื่น ไม่รู้สิ่งใด
แต่ทำไมมีเทพผู้ใหญ่ พระโพธิสัตว์กวนอิม มีพ่อพระอินทร์มาเฝ้าบ่อยนัก
มาทูลถามเรื่องนั้น จะแก้ไขอย่างไร // มาทูลถามเรื่องเรื่องนี้ จะทำเช่นไร
พระยาธรรมฟังแล้วก็ข้องใจ จึงได้นอบน้อมทูลถามองค์พระพุทธเจ้าให้เมตตา
โลกอื่นยังมีอีกหรือเจ้าคะ ?
ทำไมถึงมีความทุกข์มากนัก ?
พระองค์จึงเมตตาบอกพระยาธรรม…
ลูกเอ๋ย.. โลกในจักรวาล วัฏสงสารนั้น มีจิตมากมาย ที่ยังจมอยู่ในการเวียนเกิดเวียนตาย 
เวียนทุกข์กาย ทุกข์ใจ มากมาย
ลูกออกไปดูให้เข้าใจ.. ปรารถนาสิ่งใด ค่อยกลับมาเฝ้าทูลถาม
นกน้อยจึงได้บินด้วยพลังพุทธบารมี ออกมาตรวจดูวัฏสงสาร
เห็นโลกนรก มีเปรต อสุรกาย
มีดวงจิตมากมายที่เป็นทุกข์...
โลกมนุษย์ก็เป็นทุกข์มากมาย  ต้องเกิดแล้วตาย / ตายแล้วเกิด --ไม่รู้จบสิ้นเลย
พระยาธรรมสะเทือนใจ จึงได้กลับไปนอบน้อมแทบเท้าองค์พระบิดา องค์พระสัมมา ว่า
"ลูกจะช่วยได้อย่างไรเจ้าคะ"
พระองค์จึงเมตตาส่งพระยาธรรมิกราช มาอุบัติอยู่ในเมืองสวรรค์
มาเป็นลูกเจ้าแม่กวนอิม - มาเป็นลูกพ่อพระอินทร์.. ออกมาเป็นลูกในโลกทิพย์
ได้มีการอุบัติมาเป็นเด็กน้อย เป็นโพธิสัตว์น้อยอยู่ในสวรรค์ชั้นฟ้า มีวิมานแก้วรองรับ
อยู่โลกสวรรค์ ถึง 200 กว่าปีโลกมนุษย์ ..
แล้วก็ได้มีโอกาสดี ลงมาสู่โลกมนุษย์ เพื่อทำหน้าที่ของตน เพื่อทำหน้าที่...
/ มาช่วยคน
/ มาช่วยฉุดให้หลุดพ้นจากวัฏสงสาร
/ มาช่วยนำทางเข้าสู่พระนิพพาน
จึงได้มาอยู่ในกายเนื้อของสตรีผู้หนึ่ง ซึ่งไม่เคยรู้ศาสนาพุทธ คือ อะไร
ท่องนะโม 3 จบ ก็ยังท่องไม่ได้
เป็นคนต้อยต่ำ เป็นเด็กป่า เด็กเขา ไม่รู้สิ่งใด
แต่อยู่ๆ ก็ได้มาอยู่ในกาย
จึงเกิดการเปิดโลก เปิดจักรวาล  ให้ดวงจิตในกายนั้นได้เรียนรู้ศึกษาธรรม
จากนั้นมา จึงได้เดินทาง -- พระยาธรรม จึงนำกายเนื้อไปสร้างบุญสร้างบารมี
เพื่อเปิดทางตน เพื่อเปิดทางของพระยาธรรม - เพื่อเผยแผ่ธรรม
อยู่มาวันหนึ่งได้มีนิมิตจากเบื้องบน ให้ไปตามหาผู้คนที่จะมาสร้างบารมีร่วม
ให้เดินทางไปที่อำเภอเชียงของ จะมีผู้มีบุญมีบารมี มาช่วยกลั่นช่วยกรอง
ให้จิตนั้นเห็นทาง ให้เข้าใจ สว่างในพระธรรม - จะได้นำไปเผยแผ่ให้แก่สัตว์โลกได้ฟัง
จึงทำตาม เดินตามไปที่เชียงของ  เพื่อตามหาผู้มีบารมี ผู้ที่จะเป็นครูบาอาจารย์ ช่วยแนะนำสอนสั่งตน
เมื่อไปแล้ว ก็พบกับหลวงพ่อมานิตย์ ผู้ใจบุญ จึงได้ให้โอกาสพระยาธรรม
พิสูจน์ตน มีความสามารถเก่งกล้าในคุณงามความดี
พิสูจน์กายของตนนี้ -บริสุทธิ์หลุดจากกิเลสตัณหา
พิสูจน์สติและปัญญาในธรรมที่สั่งนำมาเผยแผ่
ก็ได้ต่อบารมี ถึง 2 ปี จึงได้มีคำสอนสั่งจากองค์พระบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาเผยแผ่แก่โลกนี้
จึงได้รู้หน้าที่ตน -- การเกิดมาเป็นคนในคราวนี้ อุบัติบังเกิดมาด้วยพลังพุทธบารมีขององค์พระบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เพื่อมาในกึ่งศาสนา มาเป็นผู้แทนองค์ศาสดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า / เพื่อเผยแผ่ธรรมคำสอนสั่งในกึ่งศาสนานี้
จึงได้ทำหน้าที่ตน แต่ละวัน จึงได้น้อมเข้าเฝ้าต่อองค์พระพุทธเจ้า
เพื่อนำธรรมมาเผยแผ่แก่ญาติบุญได้ฟัง ให้รู้แจ้ง เข้าใจตาม
พระยาธรรม บังเกิดขึ้นแล้ว ด้วยการพิสูจน์ตน ด้วยการวางการเกิดมาเป็นคน / ดับความทุกข์ในตน
เข้าใจในการเกิดมาเป็นคน
แล้วจึงนอบน้อมต่อธรรมของพระองค์ มาเผยแผ่แก่สัตว์โลกที่ยังเวียนวน ทุกผู้ทุกคนให้ได้ฟัง
สร้างบารมีมาแล้ว ปีกว่าๆ ที่เผยแผ่ธรรม
มีแม่ยวนใจ พร้อมด้วยลูกหลานบริวารที่อธิษฐานมาเนิ่นนาน เพื่อจะมาพบกันในกึ่งศาสนานี้
จึงได้มอบถวายผืนนาที่ทำกิน - ถวายผืนแผ่นดินแห่งนี้ ให้หลวงพ่อมานิตย์ผู้เป็นครู
ท่านจึงเมตตาให้พระยาธรรมมาเผยแผ่แก่ญาติบุญ ในที่แห่งนี้ เป็นจุดที่ 2.. 
จึงได้นำธรรมคำสอนสั่งมาเผยแผ่ ให้แก่ญาติบุญ ญาติธรรมได้ฟัง
จงโปรดจิตเปิดใจรับฟัง เสียงธรรมที่นำมาแสดงนั้น  “เป็นเสียงจากพระพุทธองค์ทรงเมตตาส่งผ่านมา”
*พระยาธรรม* เป็นเพียงเครื่องเสียงให้ญาติบุญญาติธรรมได้ฟัง
พระพุทธองค์ท่านทรงเป็นผู้สั่งสอนธรรม
พระยาธรรม แค่ทำตามคำสอนที่พระองค์ทรงเมตตา
จึงได้โอกาสดี ได้นำการก่อเกิดของพระยาธรรม นำมาชี้แจงให้ญาติบุญญาติธรรมได้เข้าใจ เพื่อจะได้เข้าถึงซึ่งพระธรรม..
-- วันนี้จึงได้นำคำขับร้องนี้มาแสดง --
สาธุ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 09, 2020, 06:09:41 am โดย thanapanyo »
บันทึกการเข้า

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4134
    • ดูรายละเอียด
Re: ปฐมบทมหาวิชชาลัยธรรมิกราช
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: ธันวาคม 01, 2020, 02:42:00 am »





ปฐมบทมหาวิชชาลัยธรรมิกราช   วันที่ 30 พฤศจิกายน 2563
บทที่ 9  **เหตุที่สร้างพระพุทธเจ้าศรีเชียงของ**
+ +
ในเช้าของวันที่  25 มกราคม พ.ศ. 2563   ณ วัดพระพุทธเจ้าใหญ่ศรีเชียงของ
เมื่อท่านพระยาธรรมิกราช ได้ขึ้นเข้าเฝ้านอบน้อม ต่อองค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่านแล้ว จึงได้กราบขอฟังธรรมจากพระองค์ท่าน ดังนี้ว่า...
“ ข้าแต่องค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เจ้าขา..
วันนี้ ลูกจะมากราบขอเฝ้าฟังธรรม ถึงสิ่งที่สร้างองค์พระใหญ่ พระพุทธเจ้าศรีเชียงของ จนเสร็จสมบูรณ์ 3 ประการ 3 ขั้น พระพุทธเจ้าค่ะ
ขอพระพุทธองค์โปรดทรงเมตตาแสดงธรรมนี้ ให้ลูกทั้งหลาย..ได้ทำความเข้าใจ เพื่อที่ลูกจะได้รู้ว่า สิ่งใดหนอ อานิสงส์ใดหนอ เหตุใดหนอ  ที่เป็นสิ่งที่ร่วมกันสร้างพลังคุณงามความดีเหล่านั้น.. จนก่อเกิดเป็นองค์พระหลวงพ่อใหญ่ พระพุทธเจ้าศรีเชียงของขึ้นมา  จนสำเร็จในวันนี้ พระพุทธเจ้าค่ะ
เพราะเมื่อลูกลองพิจารณาดูรวมๆแล้ว เป็นความดีมากมาย..
แต่ก็ไม่สามารถที่จะรวบรวมมาเป็นแต่ละหัวข้อ แต่ละสิ่งแต่ละอย่าง
ชี้ให้ผู้อื่นเห็นตาม หรือทำความเข้าใจว่า..
การสร้างองค์พระหลวงพ่อใหญ่ พระพุทธเจ้าศรีเชียงของนั้น สร้างด้วยเหตุความดีอะไรบ้าง ?
.. เช่นนี้ พระพุทธเจ้าค่ะ
ลูกจึงขอถึงพระพุทธองค์เป็นที่พึ่ง และโปรดทรงเมตตาแสดงธรรมนี้ ให้ลูกได้ฟังด้วยเถิด พระพุทธเจ้าค่ะ ”
- - - -
ก็ดีแล้วละ พระยาธรรมเอย..  ที่ลูกตั้งใจที่จะทำความเข้าใจ ถึงเหตุปัจจัยในสิ่งที่นำมาสร้าง นำมาค้ำหนุน นำมารวม มาร่วมกันหล่อ ร่วมกันสร้าง ร่วมกันปั้น ..
... จนองค์พระเจ้าใหญ่ พระศรีเชียงของนั้น ได้สำเร็จสมบูรณ์ตามประสงค์ ที่จะต้องสร้างองค์พระองค์นี้ให้ก่อเกิดขึ้นในกึ่งพุทธกาล **
พระยาธรรมเอย..  พระพุทธรูปพระองค์นี้ เป็นพระพุทธรูป - ที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ องค์พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ และองค์พระอรหันต์เจ้าทุกพระองค์
พระผู้หลุดพ้นแล้วในแดนพระนิพพาน รวมพลังพุทธบารมีลงมา..
-- เพื่อที่จะสร้างให้สำเร็จ ให้ก่อเกิดขึ้น - ในกึ่งพุทธกาล ++
โดยให้ลูกลงมา เพื่อเผยแผ่พระธรรม
และเพื่อให้การสร้างองค์พระหลวงพ่อใหญ่สำเร็จ
ช่วยค้ำหนุนการก่อเกิด และเผยแผ่ธรรม ในกึ่งพุทธกาล
-- จึงถือว่า.. เป็นงานหลักจากแดนพระนิพพาน ที่ให้มาสร้าง มาทำ ++
จึงมีการวางแผนการเผยแผ่พระธรรม / การสร้างองค์พระพุทธรูป พระเจ้าใหญ่ศรีเชียงของนี้ขึ้นมา
ด้วยการให้ องค์พระพุทธเจ้าพระองค์ต่อไป และพระพุทธเจ้าน้อย - ก่อเกิดกำเนิดขึ้นมา ในภาคของกายหยาบด้วย
... เพื่อที่จะน้อมงานนี้ มาสร้างมาทำให้สำเร็จเสร็จสมบูรณ์ ตามบัญชา ตามประสงค์จากทุกๆพระองค์ในแดนพระนิพพาน * 
และบัดนี้ ลูกทั้งสอง.. ก็ได้ทำหน้าที่ของแต่ละคน ของตน
-- จนสามารถที่จะช่วยกันสร้างน้อมถวาย จนสำเร็จแล้ว..
ก็ถือว่า เป็นงานชิ้นหลักที่สำคัญมากชิ้นหนึ่ง ของการที่จะเป็นเหตุ เป็นปัจจัยสำคัญมาก
ที่จะเป็นประโยชน์ เกื้อหนุน ค้ำหนุนการเผยแผ่พระธรรม  ให้กว้างไกลสืบต่อไป.. **
เช่นนี้ละ พระยาธรรม..
เหตุที่ได้สร้างองค์พระหลวงพ่อใหญ่
เหตุที่สร้าง จนก่อเกิดขึ้นมาสำเร็จในวันนี้
-- ก็ด้วยเหตุผลเหตุนี้..
ฉะนั้น พระยาธรรมเอ๋ย..  ในเมื่อเหตุและผลมาจาก การสร้างขึ้นมา - ด้วยพระประสงค์แห่งองค์พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันต์เจ้า ทุกพระองค์
เพื่อค้ำหนุนการเผยแผ่
และลูก พร้อมด้วยหลวงพ่อพระอาจารย์ คือ ผู้แทนในการสร้าง ผู้นำในการสร้าง
... เพื่อให้ก่อเกิดความสำเร็จ
-- จึงต้องมีสิ่ง หรือเหตุ - ที่มาร่วมกันสร้างจนสำเร็จ 3 ประการ เช่นนี้…
พระยาธรรมเอย..  เมื่อมีสิ่งที่จะต้องทำ และได้เตรียมสิ่งเหล่านั้นจนถึงพร้อมแล้ว..
ก็จะต้องมีสิ่งที่นำมาทำ  และทำให้สำเร็จ ให้เสร็จสมบูรณ์ตามประสงค์
ฉะนั้น..  เหตุที่จะทำได้เกิดจาก องค์พระพุทธเจ้า องค์พระปัจเจกพุทธเจ้า
และองค์พระอรหันต์เจ้า ทุกพระองค์
พร้อมด้วยพระพุทธเจ้าพระองค์ต่อไป และพุทธเจ้าน้อย - ผู้จะประกาศธรรมในกึ่งพุทธกาล
เมื่อเหตุที่จะทำได้มีแล้ว.. จึงต้องมีสิ่งที่เป็นเหตุที่นำมาทำด้วย
ก็คือ ประการที่ 1 - คือ การสร้างสั่งสมบารมี คุณงามความดี ของการบำเพ็ญบารมีของพระพุทธเจ้า พระองค์ต่อไป
การสร้าง การบำเพ็ญบารมีของพระพุทธเจ้าน้อย ผู้ซึ่งกำลังจะก่อเกิดในกึ่งพุทธกาล - ด้วยพระธรรมคำสอน
ประกาศธรรม แทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในยุคของกึ่งพุทธกาล แห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสมณโคดมเจ้า
-- ย่อมที่จะต้องอาศัย การบำเพ็ญบารมี **
ฉะนั้น.. จึงใช้การบำเพ็ญบารมีของพระพุทธเจ้าน้อย และพระพุทธเจ้าพระองค์ต่อไป ทั้ง 2 พระองค์
ร่วมกับการบำเพ็ญบารมีของดวงจิตทั้งหลาย.. ผู้เป็นดวงจิตที่จะร่วมบำเพ็ญ เพื่อสร้างคุณงามความดี เพื่อพ้นทุกข์ -- ตามแต่ละดวงจิต ที่ตั้งจิตอธิษฐานปรารถนาจะพ้นทุกข์ ++
สิ่งแรก - ที่นำมาสร้างองค์พระใหญ่ จึงเป็นการบำเพ็ญบารมีของลูกทั้งหลายนั่นละ.. พระยาธรรม
เป็นพลังแห่งการบำเพ็ญบารมี 10 ทัศ ของหลวงพ่อพระอาจารย์ พระพุทธเจ้า - ผู้จะมาตรัสรู้ในอนาคต
และของท่านพระยาธรรมิกราช พระพุทธเจ้าน้อย - ผู้จะเผยแผ่พระธรรมในกึ่งพุทธกาล
บำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์กวนอิม
และโพธิสัตว์หลายพระองค์ - ผู้ได้ร่วมบำเพ็ญบารมี ในคราวครั้งนี้
และเป็นการสร้างขึ้นมา ด้วยการบำเพ็ญบารมีของสาวกทั้งหลาย..
ดวงจิตทั้งหลาย..ที่จะติดตามองค์พระพุทธเจ้าน้อย เพื่อหลุดพ้นในกึ่งพุทธกาล *
เป็นการบำเพ็ญบารมี ของดวงจิตผู้ที่จะติดตามองค์พระพุทธเจ้าพระองค์ต่อไป
ท่าน * พระศรีอริยเมตไตรย – ผู้จะมาตรัสรู้ในอนาคต *
การบำเพ็ญบารมีของลูกทั้งหลาย.. จึงรวบรวมกันมาสร้าง มาทำความดี ด้วยบารมี 10 ทัศ
ต่างช่วยกันสร้าง ต่างช่วยกันทำ - ทำในสิ่งที่ตนพอจะทำได้
ตามเหตุตามปัจจัย  ตามกำลังของแต่ละคน
จึงรวมกันมาเป็น สิ่งที่ 1 - ในการสร้างองค์พระหลวงพ่อใหญ่ พระพุทธเจ้าใหญ่ศรีเชียงของ จนเสร็จสมบูรณ์ +
นี่ละ พระยาธรรม.. คือ สิ่งที่ 1 หรือประการที่ 1 - ที่ได้ใช้สิ่งนี้ ในการสร้างองค์พระหลวงพ่อใหญ่ จนสำเร็จสมบูรณ์ นะ
เกิดจากการบำเพ็ญบารมีของลูกทั้งหลาย.. ร่วมกันสร้าง ร่วมกันทำ
จนบัดนี้ เหตุปัจจัยสิ่งที่ 1 - สามารถก่อเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ ค้ำหนุนจนองค์พระใหญ่เสร็จสมบูรณ์แล้ว จากลูกทุกๆคน..
-  ทั้งผู้นำสร้าง นำทำ
-  ทั้งผู้ตามสร้าง ตามทำ
พระยาธรรมเอย..   และต่อไป สิ่งที่ 2 - ที่สามารถนำมาเป็นเหตุเป็นปัจจัย ในการสร้างองค์พระใหญ่ พระพุทธเจ้าใหญ่ศรีเชียงของ จนเสร็จสมบูรณ์
ก็คือ การอธิษฐานบารมี เพื่อที่จะมาก่อมาเกิด ในยุคนี้ ในวันนี้ ในยุคนี้ ของทุกๆดวงจิต -
ในการก่อเกิด ทั้งร่างกาย จิตใจ ที่เป็นกุศล
และก่อเกิดทรัพย์ ทั้งภายนอก และภายใน
ร่วมรวมกันสร้างและทำความดีในยุคนี้ ช่วงนี้ ตอนนี้
ลูกทั้งหลาย.. ต่างได้อธิษฐานบารมีกันเอาไว้
-- เพื่อที่จะมาช่วยกันสร้าง ช่วยกันทำความดีในคราวครั้งนี้ ให้สำเร็จสมบูรณ์ ++
ถึงเวลาของใคร.. บุคคลผู้นั้นก็หมุนรอบกันเข้ามา
- มารับหน้าที่ตามที่ตนอธิษฐานสร้างความดีเอาไว้  เพื่อได้มาต่อยอดความดี ในคราวครั้งนี้..
แต่ละคนหมุนเวียนกันมาเจอกัน - ตามอธิษฐานบารมี ที่ตั้งสัจจะเอาไว้
และแต่ละคน.. ก็ใช้การสร้างสั่งสมบารมีเก่านั้น.. มารวมกัน ร่วมกัน
แล้วก็สร้างตามหน้าที่ ตามรหัสงาน ของดวงจิตแต่ละดวง ที่ตั้งจิตอธิษฐานร่วมกัน..
จนสำเร็จสมบูรณ์แล้ว ในบัดนี้
พระยาธรรมเอย..  สร้างด้วยเหตุที่ลูกทั้งหลาย.. ได้อธิษฐานบารมีกันเข้าไว้ 
จนบัดนี้ หมุนรอบ หมุนเวียนกันเข้ามา.. จนได้ทำตามหน้าที่ สิ่งที่ตนนั้นได้อธิษฐาน
จนบัดนี้ ทุกสิ่งทุกอย่าง.. ก็ได้ร่วมกัน รวมกัน เป็นพลังอันยิ่งใหญ่ *
เป็นเหตุแห่งการสร้าง และการทำ ดำเนินไปๆ ในแต่ละปีๆ
จนบัดนี้.. องค์พระใหญ่ก็ได้สร้างเสร็จสมบูรณ์
-- ตามที่ลูกทั้งหลาย..ได้อธิษฐานจิต มาสร้างมาทำกันแล้ว…
ฉะนั้น พระยาธรรมเอย..  สิ่งที่ 2 - ที่ทำให้สร้างองค์พระใหญ่ได้เสร็จสมบูรณ์
ก็คือ คำอธิษฐานบารมี ความตั้งใจทำความดี ของลูกทุกคน.. ที่ได้ทำเหตุเอาไว้ก่อนหน้าโน้น..
และหมุนรอบกันเข้ามา ร่วมกันทำ ร่วมกันสร้าง - ในแต่ละช่วง แต่ละตอน แต่ละปี
หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันไป แต่ละกลุ่ม
จนบัดนี้.. องค์พระหลวงพ่อใหญ่ ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดดอย - สาดแสงทองส่องฟ้า
ทั่วทุกที่ ทุกภพภูมิ ทุกแห่งหน 
ดวงจิตทั้งหลาย.. ต่างก็ได้น้อมรับในความดีนี้ - เข้าสู่จิตใจ
-- ถือว่า เป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่  และเป็นสิ่งที่ลูกทั้งหลาย..
ได้ทำตามอธิษฐานบารมี  ได้สำเร็จสมบูรณ์ดี ++
นี่ละ พระยาธรรม.. คือ ประการที่ 2 หรือสิ่งที่ 2 - ที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยค้ำหนุน การสร้างองค์พระใหญ่ จนเสร็จสมบูรณ์ *
ต่อไป ประการที่ 3..
ประการที่ 3 - ก็คือ สร้างด้วยบารมี ที่ลูกทั้งหลาย.. ได้ฝึกฝน เรียนรู้ จนก่อเกิดเป็นพระธรรม
พระธรรมได้เกิดขึ้นแล้ว ในใจของผู้ที่เข้ามาร่วมสร้างร่วมทำ
-- ด้วยการน้อมธรรมในกึ่งพุทธกาลลงมาเผยแผ่ --
ลูกได้น้อมพระธรรมไปเผยแผ่ ..
พระธรรม ได้เกิดแก่ลูก
พระธรรม ได้ถ่ายทอดออกไปสู่จิตใจ ของทุกคน
ทุกคนที่ฟังธรรม เข้าใจและแตกฉานในธรรม..
จึงมาร่วมกันสร้าง ร่วมกันทำ จนสำเร็จสมบูรณ์ ลูก
ประการที่ 3 - จึงเป็นการสร้าง จากการที่ลูกทั้งหลาย.. ได้เข้าถึงพระธรรม แตกฉานในธรรม
ได้น้อมพระธรรมสู่โลก- จนสำเร็จ และสู่จิตใจของทุกคน- จนสำเร็จตามขั้น
จึงรู้ เข้าใจ มีพลังศรัทธาตั้งมั่น - ที่จะช่วยกันสร้าง ช่วยกันทำ
จนสำเร็จเสร็จสมบูรณ์ ตามพระประสงค์
.. เช่นนี้ละ พระยาธรรม
สร้างด้วยพระธรรม ที่ก่อเกิดขึ้นในใจของลูกทุกคน ลูก
สิ่งที่ 3 ที่เป็นเหตุ เป็นสิ่งที่นำมาสร้างองค์หลวงพ่อใหญ่
– จึงเป็นพลังแห่งพระธรรมที่ก่อเกิดขึ้นแล้ว บนโลกนี้ …
พลังแห่งพระธรรมที่ก่อเกิดขึ้นแล้ว.. ในใจของลูกทุกคน ทุกดวงจิต
การค้ำหนุนการสร้างองค์หลวงพ่อใหญ่.. จึงมาจากพระธรรม ที่แตกฉานแล้ว ..
เกิดขึ้นแล้ว บนโลกนี้อีกครั้งหนึ่ง - ในกึ่งพุทธกาล
* ซึ่งเป็นธรรมที่มากจากองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ส่งลงมาโดยตรง --
โดยพระยาธรรมิกราช ได้นำมาเผยแผ่ ประกาศให้กว้าง ให้ทุกดวงจิตได้ฟัง..
... และน้อมนำมาสู่การสร้างองค์หลวงพ่อใหญ่ - ด้วยพลังศรัทธาแห่งพระธรรม..
บัดนี้นั้น.. องค์พระใหญ่ จึงเสร็จสมบูรณ์ตามพระประสงค์ แห่งบัญชาจากแดนพระนิพพาน *
ลูกเอ๋ย.. องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์พระปัจเจกพุทธเจ้า และองค์พระอรหันต์เจ้า ทุกพระองค์
-- จึงเป็นดวงจิตผู้บริสุทธิ์ ที่มีพลังจากแดนพระนิพพาน
ส่องแสงสว่างลงมาที่องค์พระหลวงพ่อใหญ่  เพื่อค้ำหนุนการเผยแผ่พระธรรมต่อไป..
เพราะลูกทั้งหลาย.. ได้รวบรวมคุณงามความดี ด้วย 3 ประการ นี้
น้อมถวาย ร่วมหล่อ ร่วมก่อ ร่วมสร้าง
-- จนบัดนี้นั้น องค์หลวงพ่อใหญ่ ได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว --
พลังพุทธานุภาพจากพระนิพพาน.. จึงส่องแสงพลังลงมาสู่ องค์หลวงพ่อใหญ่ ++
และในอีกไม่กี่วัน.. ลูกนั้นก็จะได้เริ่มเข้าสู่การทำ พุทธพิธีในการอาราธนาบารมี ลงสู่องค์พระ
-- ด้วยการสมโภชองค์พระพุทธเจ้าใหญ่ศรีเชียงของให้สมบูรณ์ ทั้งโลกทิพย์ และโลกมนุษย์
ประกาศกึกก้องโลก..
-- ให้ทุกดวงจิต - ได้รู้ในความสำเร็จนี้
-- ให้ทุกทิศ ทุกที่ ทุกทาง - ได้รู้และน้อมบุญตาม
และการที่ลูกได้ พากันสร้าง พากันทำ
... ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในคราวครั้งนี้.. ก็จะเป็นอานิสงส์ตราบนานเท่านาน ++
ให้ดวงจิตทั้งหลาย.. ได้น้อมความดีนี้
ฉะนั้น พระยาธรรมเอ๋ย..  จึงถือว่า .. 
*  เป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่
*  เป็นงานชิ้นแรก ขั้นแรกของการวางแผนการเผยแผ่ธรรม ในกึ่งพุทธกาล
*  และเป็นสิ่งที่จะเป็นพลังค้ำหนุน ให้ลูกได้เผยแผ่ธรรมกว้างไกลออกไป..
-- และประโยชน์อันยิ่งใหญ่.. ก็จะก่อเกิดแก่โลก วัฏสงสาร ++
เช่นนี้ละ พระยาธรรม.. พอจะเข้าใจบ้างแล้วหรือยังเล่า จงกล่าวธรรมนั้นมาเถิด
+ +
พระยาธรรม ::  สาธุเจ้าค่ะ ลูกพอจะเข้าใจแล้วพระพุทธเจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณพระพุทธองค์ที่ทรงเมตตา แสดงธรรมนี้ให้ลูกได้ฟัง นะเจ้าคะ
ไว้ลูกจะมาเฝ้าฟังธรรมใหม่ พระพุทธเจ้าค่ะ...
สาธุ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 09, 2020, 06:10:17 am โดย thanapanyo »
บันทึกการเข้า

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4134
    • ดูรายละเอียด
Re: ปฐมบทมหาวิชชาลัยธรรมิกราช
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: ธันวาคม 01, 2020, 02:42:42 am »






ปฐมบทมหาวิชชาลัยธรรมิกราช   วันที่ 30 พฤศจิกายน 2563
บทที่ 10  **อานิสงส์สร้างพระใหญ่ 3 ขั้น**
+ +
ในเช้าของวันที่  27 มกราคม พ.ศ. 2563  ณ วัดพระพุทธเจ้าใหญ่ศรีเชียงของ
เมื่อท่านพระยาธรรมิกราช ได้ขึ้นเข้าเฝ้านอบน้อม ต่อองค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่านแล้ว จึงได้นอบน้อมเฝ้าทูลถามธรรม ดังนี้ว่า...
“ ข้าแต่องค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เจ้าขา..
วันนี้ ลูกจะขอเฝ้าฟังธรรม ถึงอานิสงส์แห่งการสร้างองค์พระใหญ่ ฯ
ขอพระพุทธองค์โปรดทรงเมตตาแสดงธรรมนี้ ให้ลูกได้ฟัง เป็นในรูปแบบ 3 ขั้น ด้วยเถิดพระพุทธเจ้าค่ะ
พระองค์ ก็ทรงเคยแสดงถึงเรื่อง อานิสงส์แห่งการสร้างองค์พระใหญ่ พระพุทธเจ้าใหญ่ศรีเชียงของ ให้ลูกได้ฟังแล้ว แต่ว่า ลูกปรารถนาที่จะฟังอีกครั้งหนึ่ง ในรูปแบบธรรมะไตรปิฎก ในรูปแบบธรรม 3 ขั้น พระพุทธเจ้าค่ะ “
- - - -
พระยาธรรมเอ๋ย..  ถ้าอย่างนั้น ก็คงตั้งใจฟังให้ดี  ฟังแล้ว ก็พิจารณาตามด้วย จึงจะเข้าใจ..
เข้าใจแล้ว จึงจะสามารถที่จะนำไปประพฤติปฏิบัติ และเผยแผ่ได้อย่างถูกต้อง
พระยาธรรมเอ๋ย..  การสร้างองค์พระหลวงพ่อใหญ่ พระพุทธเจ้าศรีเชียงของนั้น มีอานิสงส์มากมาย และถ้าหากว่า จะอธิบายเป็นในรูปแบบของปลีกย่อย คือ อธิบายทั้งหมดของอานิสงส์ หรือประโยชน์ที่ก่อเกิดที่ดี..
คงจะมากมาย จนไม่สามารถที่จะนำมากล่าวได้ทั้งหมด – เพราะประโยชน์ได้เกิดตั้งแต่ก่อนที่จะมาสร้างองค์พระใหญ่..
คือ ดวงจิตผู้ตั้งใจจะมาร่วมบุญ ในคราวครั้งนี้.. ก็ได้สั่งสมบารมีเอาไว้เพื่อรอรอบ +
ประโยชน์ได้เกิด ตั้งแต่การริเริ่มสร้าง
บุคคลผู้เข้ามาเริ่มในการร่วมสร้างร่วมทำ  เริ่มสร้างเริ่มทำ - ประโยชน์ได้เกิดมาโดยตลอดระยะเวลา 9 ปี ที่สร้างองค์พระหลวงพ่อใหญ่
และประโยชน์ ก็ได้เกิด - ทั้งในรูปแบบของการสร้างสายธรรม ฟังธรรม
ประโยชน์ได้เกิด.. เพราะว่าลูกนั้น ได้ทดสอบบารมี สั่งสมบารมี ด้วยการสร้างองค์พระหลวงพ่อใหญ่
จึงพากันรวบรวมมาเป็นหลักสูตร เป็นสายธรรม เป็นพระธรรม
พระยาธรรม - ได้ก่อเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์
ไตรปิฎกธรรมในกึ่งพุทธกาล - ก็ได้ก่อเกิดขึ้น
ประโยชน์ คือ องค์พระพุทธเจ้าพระองค์ต่อไป - ได้สร้าง ได้วางแผนการเผยแผ่ธรรม ช่วยพระยาธรรมในกึ่งพุทธกาล – เพื่อสั่งสมบารมีไปตรัสรู้ในอนาคตข้างหน้าโน้น..
ประโยชน์อันสูงสุด เกิดแก่ทั้งองค์พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน คือ ได้เผยแผ่ในยุคของกึ่งศาสนา - เพื่อเกิดประโยชน์อันสูงสุดแก่โลก จักรวาล วัฏสงสาร
ประโยชน์ที่เกิดกับอนาคต ก็คือ ได้เป็นการบำเพ็ญบารมี ของพระพุทธเจ้า องค์พระศรีอริยเมตไตรย
พระพุทธเจ้าพระองค์ต่อไป  ที่จะสั่งสมบารมีในภพนี้ชาตินี้ เพื่อมาตรัสรู้เป็นองค์พระพุทธเจ้าพระองค์ต่อไป
และรอบนี้ ก็เป็นการสั่งสมบารมีที่สำคัญ คือ *รอบแห่งการเผยแผ่ธรรม ในกึ่งพุทธกาล*
ดูแลการเผยแผ่ธรรม ช่วยพระยาธรรมิกราช
เช่นนี้.. ก็ย่อมเป็นประโยชน์ เป็นอานิสงส์ ที่ครอบโลก ครอบจักรวาลแล้วละ.. พระยาธรรม
ประโยชน์สุขอื่นๆ ที่เป็นปลีกย่อยรวมไปอีก.. ก็เลยมีมากมาย อย่างหาที่ประมาณมิได้เลย +
พระยาธรรมเอ๋ย..  ฉะนั้น อานิสงส์จากการสร้างองค์พระใหญ่นั้น.. จึงมากมายเกินกว่าที่จะนำมากล่าวไว้ในที่นี้จนหมด - ถ้าหากว่าจะกล่าวอย่างละเอียดละลูก
... แต่ก็จะหยิบยกมากล่าว เฉพาะที่เป็นหัวข้อหลักๆ ก็แล้วกัน
พระยาธรรมเอ๋ย..  การที่ได้สร้างองค์พระหลวงพ่อใหญ่ พระพุทธเจ้าศรีเชียงของขึ้นนั้น
-- ก็ได้เป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้ทุกคนได้ทำความดี –
คนที่ตั้งใจตั้งแต่ก่อนหน้าโน้น
คนที่ตั้งใจที่จะมาทำ ตั้งแต่เริ่มต้น ท่ามกลาง และสิ้นสุด
ทุกๆคน ก็ได้มีโอกาสได้สร้าง ได้ทำความดี - ซึ่งเป็นความดีอันยิ่งใหญ่
เพราะองค์พระพุทธเจ้าศรีเชียงของ - เป็นองค์พระพุทธรูป ที่จะรองรับพลังพุทธบารมีขององค์พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ที่ตรัสรู้ ดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว 1,896 พระองค์
และรองรับพลังบารมี จากองค์พระปัจเจกพุทธเจ้า องค์พระอรหันต์เจ้า ทุกพระองค์
รองรับบารมี ท่านพระยาธรรมิกราช พระพุทธเจ้าน้อย - พระธรรมในกึ่งพุทธกาล
และยังรองรับบารมี แห่งการสั่งสมบารมีขององค์พระพุทธเจ้าพระองค์ต่อไปอีกด้วย
และจะเป็นองค์พระ ที่รวมพลังทั้งหมดที่กล่าวมานี้ -- เพื่อค้ำหนุนการเผยแผ่ธรรมในกึ่งพุทธกาล ให้เจริญรุ่งเรือง
มีประโยชน์ตั้งแต่เริ่มต้น ท่ามกลาง และสิ้นสุด
... ก็ยังคงมีประโยชน์ มีอานิสงส์สืบทอดไปจนพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป มาตรัสรู้ *
ฉะนั้น พระยาธรรมเอ๋ย..  ประโยชน์ขั้นที่ 1 ก็คือ..
/ ได้ให้ทุกดวงจิต หมุนเวียนกันเข้ามา ได้ร่วมบุญ ร่วมอานิสงส์ - ในนาบุญอันอุดมสมบูรณ์แห่งนี้
/  ให้ทุกคนได้ทำความดี ได้สั่งสมความดี
/  ได้มีโอกาสมาหว่านเมล็ดแห่งความดี ไว้ในนาบุญอันอุดมสมบูรณ์ ทรงคุณค่านี้
-- อานิสงส์สิ่งที่ดี ที่แต่ละคนได้ทำ - ก็จะก่อเกิดเป็นประโยชน์มากมายแก่ตน และส่วนรวม ++
การที่ทุกคนได้ทำความดีนั้นละ ลูก
คือ ประโยชน์ คืออานิสงส์ ขั้นที่ 1- ที่ทุกคนได้ทำดีแล้วเป็นเหตุ – ผลที่ดีย่อมตามมา *
ส่วนต่อไป ขั้นที่ 2 - ของประโยชน์ หรืออานิสงส์ที่สร้างองค์พระใหญ่ พระพุทธเจ้าศรีเชียงของ
ก็คือ การก่อสร้างองค์พระพระองค์นี้ – ได้เป็นการสร้างสั่งสมบารมี
* ของพระพุทธเจ้าน้อย พระยาธรรมิกราช
* ขององค์พระศรีอริยเมตไตรย - พระโพธิสัตว์ผู้จะตรัสรู้ในอนาคต
* และของดวงจิตทั้งหลาย ผู้ตั้งใจบำเพ็ญเพียรบารมี เพื่อความหลุดพ้นทุกข์
ทั้งที่จะสั่งสมบารมี เพื่อหลุดพ้น - ไปกับธรรมคำสอนขององค์พระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน
และทั้งของบุคคลผู้ที่จะมาบรรลุธรรม - ตามองค์พระพุทธเจ้าพระองค์ต่อไป คือ องค์พระศรีอริยเมตไตรย
ดวงจิตทั้งหลาย.. ต่างได้มาสร้างสั่งสมบารมีของตน +
และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความดีที่ทุกคนได้รวมกันสร้าง รวมกันทำ
-- เป็นเหตุ เป็นปัจจัยผลักดัน ช่วยให้การก่อสร้างค่อยๆสำเร็จ ตามขั้นตามตอน ตามเหตุตามปัจจัย..
และท่านพระยาธรรมิกราช ก็ได้ทำงานแต่ละอย่าง ตามขั้นตามตอน ตามรหัสงานตามเช่นเดียวกัน..
จนสามารถรวบรวม เป็นสายธรรมสัมมาสัมพุทธะ ปัจฉิมาสัมพุทธะ
และรวบรวมพระธรรมคำสอน ถึง 2 พันกว่าตอน
และยังสามารถที่จะรวบรวมมาเป็น *หลักสูตรค้นหาตัวตน - ปลุกจิตให้รู้ตื่น*
ธรรมะไตรปิฎกในกึ่งพุทธกาล ได้เกิดขึ้น
คัมภีร์กึ่งพุทธกาล เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ ในที่แห่งนี้
...ซึ่งถือว่า เป็นสิ่งที่ดีมาก ใน *เหตุที่ได้ทำ- และในผลที่ก่อเกิด*
ฉะนั้น อานิสงส์ ในขั้นที่ 2 - จึงเป็นสิ่งที่ได้เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ในการก่อสร้างองค์พระใหญ่ พระพุทธเจ้าศรีเชียงของขึ้นมา..
แต่สิ่งที่ได้มาด้วย ก็คือ สายธรรมสัมมาสัมพุทธะ ปัจฉิมาสัมพุทธะ
รวมพลังของพระพุทธเจ้าพระองค์แรก - จนถึงพระองค์สุดท้าย
ในหลักสูตรค้นหาตัวตน ปลุกจิตให้รู้ตื่น
รวบรวมพระธรรมคำสอนในกึ่งพุทธกาล จนสมบูรณ์  เป็นคัมภีร์กึ่งพุทธกาล
*ธรรมไตรปิฎก* ได้เกิดขึ้น เพื่อนำทางดวงจิตทั้งหลาย.. ให้พ้นทุกข์
นี่คือ อานิสงส์ ในขั้นที่ 2 - ที่ก่อเกิด และแต่สิ่งแต่ละอย่างนะลูก ไม่ได้เกิดขึ้นแล้วมีอยู่แค่นี้
เกิดขึ้นแล้ว จะยังคงส่งผลประโยชน์กว้างไกลไฟศาล ต่อไปในอนาคตอีก
ฉะนั้น.. อานิสงส์ในขั้นที่ 2 หรือในขั้นที่ 1 – ก็ย่อม..
-  เป็นบุญที่เกิดขึ้นแล้ว
-  เป็นความดีที่เกิดขึ้นแล้ว
-  และเป็นความดี ที่จะเจริญงอกงามสืบต่อไป ไม่รู้จบ..
เช่นนี้ละ พระยาธรรม.. ประโยชน์แต่ละขั้น อานิสงส์แต่ละอย่าง
- ไม่ได้เกิดขึ้นแค่นี้ และจบลงแค่นี้ +
... แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น  และจะแผ่ไปให้กว้างไกลไพศาล ต่อไป..
พระยาธรรมเอ๋ย..  และประโยชน์ขั้นที่ 3 - ประโยชน์ที่ได้สร้างองค์พระหลวงพ่อใหญ่ ขึ้นมาสำเร็จสมบูรณ์
เมื่อสำเร็จ สมบูรณ์แล้ว.. ก็จะน้อมถวายบารมีทั้งหมด ที่สร้างเสร็จสมบูรณ์ดีแล้วนี้
เป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา เพื่อก่อเกิดเป็นอานิสงส์อันยิ่งใหญ่ไพศาล น้อมถวายแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
. เพื่อค้ำหนุนพระบารมีขององค์พระมหากษัตริย์ แผ่นดินไทย
. เพื่อที่จะน้อมถวาย เป็นพลังบารมีคลุมประเทศนี้ ให้อยู่เย็นเป็นสุข
. เพื่อเป็นแผ่นดินธรรม
. เพื่อเป็นแผ่นดิน ที่จะอุดมสมบูรณ์ด้วยคุณงามความดี / เป็นนาบุญอันสมบูรณ์ - ที่จะแผ่ความดี ความอุดมสมบูรณ์ สู่โลก จักรวาล
-- ย่อมเป็นสิ่งที่ เป็นอานิสงส์ที่สูงสุด **
แล้วก็ยังได้น้อมพลังบารมี คุณงามความดี ที่ได้สร้างได้ทำไป จนสำเร็จ – ด้วยการสร้างองค์พระใหญ่พระพุทธเจ้าศรีเชียงของนี้..
.. แผ่พลังบารมีไปทั่วทุกที่ ทุกแห่งหน เพื่อที่จะชำระล้างสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลาย
.. และแผ่สิ่งที่ดี คือ พระธรรมคำสอนที่เกิดขึ้นแล้ว ไปให้กว้างไกลไพศาล ไปทั่วทุกที่ ทุกแห่งหน
.. ให้ดวงจิตทั้งหลาย.. ได้รับการชำระวิบากกรรม
ชำระวิบากกรรม ให้ทั้งดวงจิตผู้ตกทุกข์ได้ยาก ทั้งโลก จักรวาล วัฏสงสาร
-- เพื่อปรับเปลี่ยนไปสู่ยุคแห่งความเจริญ ยุคแห่งความอุดมสมบูรณ์ เจริญรุ่งเรือง ++
เมื่อมีแผ่นดินไทยรองรับ - เป็นแผ่นดินธรรม
เมื่อมีคุณงามความดีเช่นนี้ สมบูรณ์
* แผ่นดินธรรมแห่งนี้ - ก็จะเป็นแผ่นดินแห่งการเผยแผ่สิ่งที่ดี ให้กว้างไกลไพศาล
--ให้ดวงจิตทั่วโลก - จักรวาล ได้น้อมพลังความดีนั้นด้วย..
* จึงเป็นสิ่งที่ได้ชำระวิบากกรรมให้ประเทศชาติ ให้โลก ให้จักรวาล วัฏสงสาร
... เพื่อรองรับสิ่งที่ดี - ที่จะเกิดขึ้นใหม่ ในกึ่งพุทธกาลนี้ *
และก็ยังได้น้อมอานิสงส์ความดีนี้ – ปรับทุกดวงจิตที่ทำความดี..
-  ให้สามัคคีทุกความดี ให้รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่แตกแยก
-  ให้ชาวพุทธศาสนิกชนทั่วโลก รวมความดีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
เพื่อที่ทุกดวงจิต.. จะได้รับสิ่งที่ดี ที่ถูกต้องอย่างแท้จริง // ที่จะหลุดพ้นได้อย่างแท้จริง
-- ด้วยพระธรรมคำสอน ที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ส่งลงมาในกึ่งพุทธกาล --
พระยาธรรมเอ๋ย..  อานิสงส์ แห่งการสร้างองค์หลวงพ่อใหญ่ ขั้นที่ 3 - มี 3 ประการ เช่นนี้ละลูก
คือ ต้องน้อมถวายความดี แด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แผ่นดินไทยนี้
-- เพื่อที่จะเป็นแผ่นดินธรรม แผ่นดินแห่งความอุดมสมบูรณ์ สืบต่อไป
ด้วยการปกครองดูแลประเทศชาติ ด้วยบารมีของพระองค์ ที่สูงยิ่งๆขึ้นไป  ++
เมื่อค้ำหนุนบารมีของพระองค์ ให้ทุกอย่างอุดมสมบูรณ์ เจริญรุ่งเรืองแล้ว..
พระธรรมที่ก่อเกิดขึ้น.. ก็จะได้เป็นตัวแทน แห่งการ..
ล้างวิบากกรรม - ให้ดวงจิตทั้งหลาย
ล้างวิบากกรรม - ให้โลก จักรวาล วัฏสงสาร.. ให้เปลี่ยนไปในทิศทางที่ดี
และเมื่อพระธรรมได้เกิดขึ้นในใจของทุกคนอย่างแท้จริง และถูกต้อง
-- ความดีทั้งหลาย.. จะรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่แตกแยก แตกต่างกัน ++
และทุกคนก็จะได้พบกับความดีที่แท้จริง  คือ ความดีที่บริสุทธิ์ในแดนพระนิพพาน
เพราะเมื่อถึงพระนิพพานแล้ว..
* จะไม่มีความแตกต่าง ในความดีทั้งหลาย
* จะไม่มีการแบ่งแยกใดๆ ทั้งหมดทั้งสิ้น
เช่นนี้ละ พระยาธรรมเอ๋ย..  ประโยชน์ที่สร้าง องค์พระพุทธเจ้าศรีเชียงของขึ้นมา
อานิสงส์นั้นมีมากมาย จนไม่สามารถที่จะกล่าวได้ทั้งหมด อย่างละเอียด
จึงได้นำมากล่าวเอาไว้ให้ฟัง เฉพาะหัวข้อหลักๆ ไว้เช่นนี้..
และได้นำมาแสดง ไว้เป็น 3 ขั้น เช่นนี้ ให้ลูกทั้งหลาย..ได้ทำความเข้าใจตาม
ทีนี้ พอจะเข้าใจบ้างแล้วหรือยังเล่า.. พระยาธรรมเอย
+ +
พระยาธรรม ::  สาธุเจ้าค่ะ ลูกพอจะเข้าใจบ้างแล้วพระพุทธเจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณพระพุทธองค์ ที่ทรงเมตตาแสดงธรรมนี้ให้ลูกได้ฟัง พระพุทธเจ้าค่ะ
วันนี้ ลูกต้องกราบขอลาก่อนนะเจ้าคะ  เอาไว้ลูกจะมาเฝ้าฟังธรรมใหม่ พระพุทธเจ้าค่ะ...
สาธุ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 09, 2020, 06:11:00 am โดย thanapanyo »
บันทึกการเข้า

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4134
    • ดูรายละเอียด
Re: ปฐมบทมหาวิชชาลัยธรรมิกราช
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: ธันวาคม 01, 2020, 02:44:42 am »




ปฐมบทมหาวิชชาลัยธรรมิกราช
บทที่ 11 ตำนานพระพุทธเจ้าศรีเชียงของ 3 ขั้น
+ +   

ในเช้าของวันที่  1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563  ณ วัดพระพุทธเจ้าใหญ่ศรีเชียงของ
เมื่อท่านพระยาธรรมิกราช ได้ขึ้นเข้าเฝ้านอบน้อม ต่อองค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่านแล้ว จึงได้นอบน้อมเฝ้าขอฟังธรรม ดังนี้ว่า...

“ ข้าแต่องค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เจ้าขา..
วันนี้ ลูกจะขอเฝ้าฟังธรรม ในเรื่องของ ตำนานพระพุทธใหญ่เจ้าศรีเชียงของ 3 ขั้น พระพุทธเจ้าค่ะ
เพราะลูกปรารถนาที่จะทราบถึงรายละเอียด ความเป็นมาของตำนานของพระพุทธใหญ่เจ้าศรีเชียงของ

ขอพระพุทธองค์โปรดทรงเมตตาแสดงธรรมนี้ ให้ลูกได้ฟัง เพื่อลูกจะได้นำไปเผยแผ่ ให้กับทุกๆคน ได้รู้ตาม เข้าใจตามด้วย พระพุทธเจ้าค่ะ..
เพราะวันฉลององค์ใหญ่  พระพุทธเจ้าศรีเชียงของ ก็ใกล้เข้ามาแล้ว.. ลูกจึงปรารถนาที่จะทราบถึงตำนานขององค์พระหลวงพ่อใหญ่ พระพุทธเจ้าศรีเชียงของด้วย พระพุทธเจ้าค่ะ “
- - - -

ดีแล้วละ พระยาธรรมเอย..  ในกฎของธรรมชาตินั้น ทุกสิ่งทุกอย่าง ย่อมมีเหตุมีผล - ที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างก่อเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป
ความจริงที่มีอยู่.. ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่มีใครที่จะฝืน หรือทำให้ความจริงนั้น มันกลายเป็นเรื่องอื่น - ตามที่ตนคิด ตามที่ตนจะให้เป็นไปได้ !

ความจริง ก็คือ ความจริง +
ทุกสิ่งมีเหตุมีผล ในตัวของมัน +

ฉะนั้น พระยาธรรมเอย..  หากเราทำสิ่งใด - เราเป็นผู้รู้เหตุรู้ผลในสิ่งที่ทำ
และทำเช่นนี้อยู่บ่อยๆ เป็นประจำ -- เราก็จะเป็นจิตผู้รู้ตื่น รู้แจ้ง ตามเหตุของทุกสิ่งทุกอย่าง ที่มัน
* เกิดขึ้น- ตั้งอยู่- และดับไป *

เมื่อเราเห็นกติกา และเข้าใจกฎเกณฑ์ทุกอย่าง เราย่อม..
-  เป็นผู้พ้นทุกข์
-  เป็นผู้รู้แจ้งโลก
-  เป็นผู้ที่เข้าใจ ในทุกสรรพสิ่ง

พระยาธรรมเอย..  การสร้างองค์พระหลวงพ่อใหญ่ พระพุทธใหญ่เจ้าศรีเชียงของ ก็เช่นเดียวกัน
ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น - ย่อมมีเหตุ
เมื่อมีเหตุแล้ว - ก็จะต้องมีผล
เมื่อมีผลแล้ว - ทุกอย่างก็จะต้องดับไป เสื่อมไปตามกาลเวลา เป็นธรรมดาอีก
... เพราะมันคือ กฎแห่งวัฏสงสาร* นี้

ลูกเอ๋ย.. ขั้นที่ 1 - ของตำนานองค์พระหลวงพ่อใหญ่ พระพุทธใหญ่เจ้าศรีเชียงของ นั้น
ก่อเกิดด้วยเหตุนี้ จงตั้งใจฟังให้ดีนะ.. พระยาธรรม

กาลเวลาผ่านไปยาวนาน กว่าจะมีองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาตรัสรู้สักพระองค์หนึ่ง ในวัฏสงสารนี้ ดวงจิตทั้งหลาย.. จะต้องเวียนว่ายตายเกิด จมอยู่ใต้อำนาจของกิเลสตัณหา และกฎเกณฑ์ของวัฏสงสารนี้.. โดยไม่หลุดไม่พ้น ไม่เป็นอิสระ !

และก็ไม่อาจมีใครฝืนได้ จนกว่าจะมีองค์พระพุทธเจ้า ผู้บำเพ็ญบารมีจนเต็ม จนถึงพร้อม - จึงอุบัติบังเกิดขึ้น.. เพื่อที่จะตรัสรู้ รู้แจ้ง เข้าใจ ตามเหตุตามผล
รู้แจ้งตามความจริงของทุกสรรพสิ่งในวัฏสงสารนี้
... จนเป็นผู้อยู่เหนือวัฏสงสาร ตรัสรู้ชอบได้ โดยพระองค์เอง..

เห็นหนทางแล้วอย่างแจ่มแจ้ง -- จึงค่อยชี้ทางบอกทางแก่ดวงจิต.. ผู้ที่ก็ได้บำเพ็ญบารมีมา เพื่อที่จะแสวงหาทางออกจากทุกข์ เช่นเดียวกันกับองค์พระพุทธเจ้า..
... เพียงแต่ว่าตนก็ยังเสาะแสวงหาทางไม่เจอ !

เมื่อเจอ เมื่อพบคำสอนจากพระพุทธองค์ -- ก็สามารถรู้ตื่น เข้าใจตามได้
และมีดวงจิตที่ตั้งใจจะพ้นทุกข์ตามๆ กันไป
จึงได้เรียนรู้พระธรรมคำสอน จากองค์พระพุทธเจ้า - เพื่อหาทางพ้นทุกข์กัน
-- ตามกำลังของดวงจิต กลุ่มที่ตั้งใจจะหลุดพ้นจากวัฏสงสาร ++

และธรรมคำสอนขององค์พระพุทธเจ้า แต่ละพระองค์.. ก็ไม่ได้อยู่นานจนเป็นกาลเวลาที่ยาวนาน ที่นับไม่ได้
องค์พระพุทธเจ้า ก็บำเพ็ญบารมีของแต่ละพระองค์มา.. มีเวลาเพียงแค่ 3 พันปีบ้าง 5 พันปีบ้าง 8 พันปีบ้าง - แต่มากสุด ก็แค่ 8 พันปี

เมื่อหมดรอบของการเผยแผ่พระธรรม หมดเหตุที่องค์พระพุทธเจ้าได้ทำ เพื่อเปิดประตูวัฏสงสารนี้ไว้
-- ประตูแห่งพระนิพพาน ก็ปิดลง คำสอนก็เลือนรางจางหาย ตามกฎของความไม่เที่ยงแท้ในวัฏสงสารนี้ !

ฉะนั้น บัดนี้.. จึงเป็นกาลเวลาอันดีงาม ที่มีองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาตรัสรู้ถึง 2 พันกว่าปี ถึงกึ่งพุทธกาล ซึ่งองค์พระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน มีเวลาในการเผยแผ่ธรรม ถึง 5 พันปี

บัดนี้ ก็ได้เผยแผ่พระธรรม จนถึงกึ่งพุทธกาลแล้ว..จึงได้วางแผนการเผยแผ่พระธรรมในกึ่งพุทธกาล
โดยให้ดวงจิต ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมา เพื่อที่จะให้เป็นองค์แทนดวงธรรมลงสู่โลก เพื่อประกาศพระธรรมในกึ่งพุทธกาลแทน..
-- จึงได้ให้ท่านพระยาธรรมิกราช ลงมาสู่โลก.. เพื่อเผยแผ่พระธรรม **

ทีนี้ เมื่อมีเหตุมีผล คือ การที่องค์พระพุทธเจ้า 1 พระองค์ เกิดขึ้น- ตรัสรู้- สอนสั่งธรรมถึงกึ่งพุทธกาล
จึงได้รอบได้เวลา ในการวางแผนการเผยแผ่ธรรม - ถึงกึ่งพุทธกาล..
-- จึงได้ให้พระยาธรรมิกราชลงมา เพื่อที่จะมาเผยแผ่พระธรรมในกึ่งพุทธกาล ++

และเมื่อพระยาธรรมิกราชลงสู่โลก ย่อมแน่นอนว่..า จะต้องมีการเตรียมรองรับการเผยแผ่ -บนโลกใบนี้ เพื่อที่พระธรรมนั้น จะได้เผยแผ่กว้างไกลออกไป
จึงเข้าสู่ขั้นที่ 2 ของการสร้างองค์พระใหญ่ หรือเหตุผล ตำนานในการสร้างองค์พระใหญ่

เมื่อพระยาธรรมิกราช พุทธเจ้าน้อย จะเสด็จลงสู่โลก.. จึงได้มีการเตรียมการวางแผน
โดยให้องค์พระโพธิสัตว์ที่จะมาตรัสรู้ในอนาคต ซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่มีบารมีมากที่สุด ในจักรวาลนี้ ในยุคนี้ - ซึ่งจะเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ต่อไป *องค์พระศรีอริยเมตไตรย*

จึงได้แห่งดวงจิตแห่งองค์พระศรีอริยเมตไตรย พระโพธิสัตว์ และพระโพธิสัตว์กวนอิม คือ พระแม่ผู้ดูแลกฎเกณฑ์แห่งวัฏสงสาร และพระโพธิสัตว์หลายพระองค์ วางแผนการเพื่อลงมาเตรียมรองรับการอุบัติบังเกิดแห่งพระยาธรรมิกราช  และเพื่อช่วยกันเผยแผ่พระธรรม

จึงได้มีดวงจิตขององค์พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย.. ทำงานภาคของกายทิพย์ และกายมนุษย์ เพื่อจัดเตรียมการรองรับ

ฉะนั้น พระยาธรรมเอ๋ย..  หลวงพ่อพระอาจารย์ของลูกนั้น จึงได้เป็นบุคคลผู้แทนในกายหยาบ
ที่เป็นผู้แทนจากองค์พระศรีอริยเมตไตรย พระโพธิสัตว์ - ผู้ที่จะมาตรัสรู้ข้างหน้าโน้น.. ++
และพระโพธิสัตว์หลายๆพระองค์เสด็จลงมา - เพื่อจัดเตรียมการจัดการต้อนรับการอุบัติบังเกิด
.. และช่วยกันเผยแผ่พระธรรม ให้สืบต่อไป

ทีนี้ หลวงพ่อพระอาจารย์ จึงได้สร้างบารมีมา ทีละจุด ทีละที่ - เพื่อปรับพื้นฐาน รากฐาน การบำเพ็ญบารมีแห่งตน ในชาตินี้
จนมาถึงสถานที่แห่งนี้.. ซึ่งก็ตรงกับเวลาที่ลูกลงสู่โลก คือ 9 ปี ที่ผ่านมา

หลวงพ่อพระอาจารย์ จึงได้สร้างองค์พระใหญ่พระองค์นี้ ให้ก่อเกิดขึ้น - ด้วยการเริ่มต้น..

เมื่อลูกหาทางลงสู่โลกได้แล้ว.. ลูกจึงได้เสาะแสวงหาทางของตน จนมาพบกับหลวงพ่อพระอาจารย์ ได้มาฝากตัวเป็นศิษย์ และศึกษาเรียนรู้สิ่งที่ลูกนั้นไม่รู้ คือ ความรู้ที่จะอยู่คู่กับโลกได้ เพราะธรรมก็ต้องอยู่คู่กับโลกด้วย * 

ลูกจะรู้แต่ธรรม.. แต่ไม่รู้โลก เชื่อมต่อกันไม่ได้ - ก็ไม่ได้ !
จึงเข้ามาศึกษา แล้วพากันร่วมกันสร้าง องค์พระพุทธเจ้าศรีเชียงของ - ด้วยการเผยแผ่พระธรรม

และทุกคน เมื่อฟังธรรม เข้าใจในธรรมแล้ว.. จึงได้ช่วยกัน ร่วมกันสร้างองค์พระใหญ่ พระพุทธเจ้าศรีเชียงของขึ้นมา - จากพระธรรมคำสอน จากพลังศรัทธาจากคำสอน
และร่วมกันสร้าง ร่วมกันทำ..

จนบัดนี้.. องค์พระใหญ่ได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว ตามพระประสงค์ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่จะให้ลูกนั้นก่อเกิดเพื่อสืบทอดพระธรรม
โดยการให้ลูกนั้นมาหาให้เจอกับ องค์พระโพธิสัตว์ศรีอริยเมตไตรยโพธิสัตว์ -  ผู้จะมาตรัสรู้ ผู้บำเพ็ญเพียรบารมี ที่ก่อเกิดขึ้นเพื่อรองรับการช่วยเผยแผ่ธรรม และพระโพธิสัตว์กวนอิม
พระโพธิสัตว์หลายพระองค์ ผู้ที่ช่วยค้ำหนุน ทั้งภาคกายทิพย์ และกายหยาบ เพื่อให้พระธรรมได้ก่อเกิดขึ้น

และบัดนี้..
พระธรรมก็ได้ก่อเกิดขึ้น
คัมภีร์กึ่งพุทธกาลก็รวบรวมสำเร็จดีแล้ว
และองค์พระพุทธเจ้าศรีเชียงของ ก็เสร็จสมบูรณ์
กลายเป็นองค์พระธรรมิกราช ในใจของลูก
และกลายเป็นองค์พระธรรมิกราช ในสายธรรมสัมมาสัมพุทธะ ปัจฉิมาสัมพุทธะ
-- เพื่อเผยแผ่พระธรรมให้กึกก้อง สืบต่อไป ++

ฉะนั้น.. ตำนานองค์พระใหญ่ ในขั้นที่ 2 นี้ - จึงเป็นการสร้างองค์พระ-พระองค์นี้ ก่อเกิดขึ้นจาก..
การรวบรวมพระธรรมคำสอน และการศรัทธาในพระธรรมคำสอน
และรวบรวมจนสร้างสำเร็จ
สำเร็จแล้ว.. ก็เพื่อหนุนพระธรรมคำสอน ให้กว้างไกลต่อไป..

พระยาธรรมเอ๋ย..  ทีนี้ ก็เข้าสู่ขั้นที่ 3 ของตำนานพระพุทธเจ้าใหญ่ศรีเชียงของ
พระพุทธเจ้าใหญ่ศรีเชียงของ เมื่อเสร็จสมบูรณ์แล้ว..
* พลังบารมีก็จะค้ำหนุน องค์พระมหากษัตริย์ไทย แผ่นดินไทย
เพื่อที่จะค้ำหนุนพระบารมีให้ประเทศชาตินี้ อยู่เย็นเป็นสุข *
-- ตั้งแต่เหนือจรดใต้ จะถูกปกคลุมไปด้วยพลังพุทธบารมี ++

แผ่นดินไทย.. จะเป็นแผ่นดินธรรม
เป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ ด้วยพระธรรมคำสอน
เป็นที่รองรับพระธรรมในกึ่งพุทธกาล ที่จะก่อเกิด
และต่อไป.. ก็จะได้เป็นสถานที่ ที่อุดมสมบูรณ์ เข้าสู่ยุคแห่งความเจริญมาก *

พระยาธรรมเอย..  และการที่บารมีขององค์พระใหญ่ ได้ก่อเกิดขึ้นแล้ว.. ก็ยังแผ่ไปสู่ การล้างวิบากกรรมของประเทศชาติ  โลก จักรวาล วัฏสงสาร - ด้วยพระธรรมคำสอน

เพื่อทุกสิ่งทุกอย่าง เข้าสู่ความอุดมสมบูรณ์ เป็นสุข
และยังรวบรวมคุณงามความดี -ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน.. ด้วยธรรมคำสอน ที่ถูกต้องตามหลักธรรม ที่ก่อเกิดขึ้นแล้วในกึ่งพุทธกาล

รวมถึง เมื่อลูกนั้น..ได้ถวายองค์พระใหญ่ พระพุทธเจ้าศรีเชียงของ - เป็นการทำทานบารมีครั้งยิ่งใหญ่ ในสายธรรม.. เพื่อให้สายธรรมนี้ได้ก่อเกิดสืบทอดต่อไป - ในแดนธรรมแห่งใหม่ สวนธรรมิกราช จ.สุรินทร์
-- ภาคอีสาน ก็จะเป็นจุดรองรับการเผยแผ่พระธรรม ในตอนต่อไป ..

เช่นนี้ละ พระยาธรรม.. คือ ขั้นที่ 3 - แห่งการสร้างตำนานองค์หลวงพ่อใหญ่
ก่อเกิดขึ้นด้วยการจัดการวางแผนการเผยแผ่พระธรรม ในกึ่งพุทธกาล ว่า..
จะต้องมีองค์พระใหญ่พระองค์นี้ ก่อเกิดด้วยพระธรรม
... เมื่อสมบูรณ์แล้ว จะกลายเป็นพระธรรมิกราช ที่จะค้ำหนุนสายธรรมนี้ ให้สืบทอดธรรมต่อไป..

จึงได้ให้พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ วางแผนการเผยแผ่.. โดยแยกจิตมาเป็นทั้งกายหยาบ และทำงานภาคกายทิพย์ ช่วยกันสร้างจนเสร็จสมบูรณ์ - พร้อมด้วยพระธรรม ที่ลูกนั้นสามารถน้อมนำมา จนสมบูรณ์ในกึ่งพุทธกาล
*  เพื่อความอยู่เย็นเป็นสุข ของประเทศชาติบ้านเมือง โลก // และความอุดมสมบูรณ์ ที่จะเข้าสู่ยุคแห่งความเจริญรุ่งเรือง
*  และการเผยแผ่พระธรรมคำสอนที่สืบต่อไป.. ให้กว้างไกล
*  ให้ดวงจิตทั้งหลาย.. ได้น้อมอนุโมทนาบุญ

นี่ละ พระยาธรรม..
คือ เหตุที่สร้างองค์พระใหญ่ พระพุทธเจ้าศรีเชียงของ 
คือ ผลปรากฏขึ้นแล้ว
คือ องค์พระใหญ่ พระพุทธเจ้าศรีเชียงของ ที่สมบูรณ์
คือ พระธรรมิกราช และสายธรรมสัมมาสัมพุทธะ ปัจฉิมาสัมพุทธะ
คือ คัมภีร์ในกึ่งพุทธกาล
คือ คำสอนที่รวบรวมจนสมบูรณ์
และคือ การที่จะได้เผยแผ่สืบต่อไป ให้ดวงจิตทั้งหลาย.. ได้เรียนรู้ในธรรมนี้ ให้กว้างไกลต่อไป..

ทำเหตุ เริ่มต้นให้ดี
และเมื่อเหตุนั้น -เกิดเป็นผลที่ดีแล้ว..
ก็เอาผลที่ดีหว่านต่อ.. เพื่อผลที่ดีจะก่อเกิดขึ้น เติบโตขึ้นกว่าเดิม เจริญยิ่งๆขึ้นไป..

เช่นนี้ละ พระยาธรรม..  ลูกพอจะเข้าใจบ้างแล้วหรือยังเล่า ตำนานองค์พระใหญ่ พระพุทธเจ้าศรีเชียงของ 3 ขั้น 3 เหตุผล 3 ตอน ในเหตุที่ได้สร้างขึ้นมา

+ +
พระยาธรรม ::  สาธุเจ้าค่ะ
ลูกพอจะเข้าใจแล้ว พระพุทธเจ้าค่ะ ว่า..
-- พระพุทธเจ้าใหญ่ สร้างขึ้นมาเพื่อค้ำหนุน รองรับการเผยแผ่ธรรมในกึ่งพุทธกาล
-- พระโพธิสัตว์พระศรีอริยเมตไตรย  และโพธิสัตว์หลายพระองค์ ช่วยกันทำให้ดำเนินไป และก่อเกิดขึ้นมาได้..
-- และองค์พระศรีเชียงของ ก็ก่อเกิดด้วยพระธรรมในกึ่งพุทธกาล
-- และเพื่อค้ำหนุน ปรับพื้นที่บนโลกใบนี้ ปรับภพภูมิต่างๆ - รองรับพระธรรมที่ก่อเกิดขึ้น ในกึ่งพุทธกาล.. เพื่อเข้าสู่ยุคแห่งความเจริญ - อีกยุคที่มีพระธรรมคำสอนก่อเกิดขึ้น อย่างอุดมสมบูรณ์
-- ให้จิตทั้งหลาย..ได้น้อมอนุโมทนาบุญร่วมกัน

... พอจะเข้าใจแล้ว พระพุทธเจ้าค่ะ

กราบขอบพระคุณพระพุทธองค์ ที่ทรงเมตตาแสดงธรรมนี้ให้ลูกได้ฟัง นะเจ้าคะ
วันนี้ ลูกต้องกราบขอลาก่อน เอาไว้ลูกจะมาเฝ้าฟังธรรมใหม่ พระพุทธเจ้าค่ะ...

สาธุ



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 09, 2020, 06:11:40 am โดย thanapanyo »
บันทึกการเข้า

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4134
    • ดูรายละเอียด
Re: ปฐมบทมหาวิชชาลัยธรรมิกราช
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: ธันวาคม 09, 2020, 06:32:18 am »




ปฐมบทมหาวิชชาลัยธรรมิกราช
บทที่ 12 หน้าที่รองรับเผยแผ่ธรรม 3 ขั้น
+ +   
ในเช้าของวันที่  20 เมษายน พ.ศ. 2563 
เมื่อท่านพระยาธรรมิกราชได้ขึ้นเข้าเฝ้านอบน้อม ต่อองค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่านแล้วนั้น  จึงได้นอบน้อมเฝ้าทูลถามธรรมกับพระพุทธองค์ท่าน ดังนี้ว่า...
“ ข้าแต่องค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เจ้าขา..
ลูกพอจะรู้และเข้าใจว่าหน้าที่ของลูกนั้นมีอะไร และพอจะมีหนทางในการประพฤติปฏิบัติ ดำเนินไป ตามหน้าที่ที่พระพุทธองค์ทรงชี้ทางบอกทาง 
... ลูกไม่เกิดความสับสน ในสิ่งที่จะต้องทำแล้ว
ทีนี้ ลูกก็เลยคิดว่า จะขอเฝ้าทูลถามถึงหน้าที่ของกลุ่ม ของคณะที่มีหน้าที่ในการจัดแผนการ ในการรองรับการเผยแผ่พระธรรม พิมพ์ หรือว่าคณะที่มีหน้าที่ในการทำแผน เตรียมแผนในการเผยแผ่ธรรมนั้น.. จะต้องมีการพิจารณา หรือประพฤติปฏิบัติ ดำเนินไป อยู่บนเส้นทางใดบ้าง  มีหน้าที่อะไรบ้าง ?
ขอพระพุทธองค์โปรดทรงเมตตาชี้ทางให้แก่ลูก ได้นำไปเผยแผ่ให้ทุกคนเข้าใจด้วยเถิด พระพุทธเจ้าค่ะ “
- - - -
ดีแล้วละ พระยาธรรมเอย..  ถ้าอย่างนั้น ก็จงตั้งใจฟังให้ดี
ทุกคนเกิดมา  ล้วนแล้วแต่มีเหตุของตนเอง.. ส่งผลมาให้ได้เกิด
บางคนเกิดมา  เพื่อชดใช้กรรม
บางคนเกิดมา  เพื่อทั้งชดใช้ และสร้างความดีใหม่
บางคนเกิดมา  เพื่อสร้างความดี เพราะตนได้เป็นผู้อธิษฐาน เพื่อที่จะเกิดมาในการสร้างความดีนั้นๆไว้แล้ว
พระยาธรรมเอ๋ย..  ฉะนั้น กลุ่มดวงจิตที่จะเข้ามา
/  เพื่อรองรับการเผยแผ่พระธรรม
/  เพื่อเตรียมงานในการเผยแผ่ธรรม
/  เพื่อที่จะช่วยกันคิดวิธีวางแผนการรองรับพระธรรม ที่จะพัฒนาให้กว้างขึ้น เติบโตขึ้น ในองค์กรแห่งการพัฒนา เพื่อก้าวสู่การเผยแผ่ ที่เข้มแข็ง ยิ่งใหญ่ และกว้างไกล
มั่นคง ดูน่าเชื่อถือ ในสิ่งที่เป็นรูปธรรม
/  เพื่อที่จะรองรับการเผยแผ่พระธรรม รองรับพระธรรมเผยแผ่ออกไป
กลุ่มดวงจิตกลุ่มนี้.. ก็มีหลวงพ่อพระอาจารย์ เป็นผู้นำในฝ่ายนี้
เป็นผู้คัดกรองธรรม อีกครั้งหนึ่ง 
เป็นผู้เก็บข้อมูลของธรรมทั้งหลายไว้
เป็นรากฐานอันมั่นคง ให้กับธรรมที่สื่อลงมา 
ฉะนั้น พระยาธรรมเอ๋ย..  ย่อมแน่นอนละลูก ว่า.. หลวงพ่อพระอาจารย์ของลูกเอง ก็จะต้องมีหน้าที่ มีสิ่งที่ต้องคิด ต้องวางแผน ต้องทำ ต้องพิจารณาสิ่งต่างๆ ที่จะทำ
หมุนรอบให้มันเติบโตขึ้น เป็นไปในทิศทางที่พัฒนา
... เป็นไปรหัสงานของท่านเองเช่นเดียวกัน
และก็จะต้องมีกลุ่มดวงจิต ที่เขาเหล่านั้นเองก็ได้อธิษฐานบารมีมา
เพื่อที่จะมาช่วยงานในฝ่ายต่างๆ
จะมาช่วยในการพัฒนาองค์กร ให้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ
เพื่อที่จะได้รองรับพระธรรม เผยแผ่พระธรรม และรองรับการเผยแผ่นั้น ให้ได้ด้วย +
ฉะนั้น พระยาธรรมเอย..  กลุ่มที่มีหน้าที่เกิดมา เพื่อรองรับพระธรรม และจะได้เผยแผ่พระธรรมต่อไปนั้น ควรที่จะทำหน้าที่ของตน ตามนี้ ลูก
1.  ดูในสิ่งที่จะต้องทำ และทำให้ถูกต้องตามหลักธรรม
เพราะการวางแผนจัดการทุกอย่าง // การวางรูปแบบงานต่างๆ..
สิ่งทั้งหลายเหล่านี้นั้น.. มันเป็นเรื่องที่จะต้องวางแผนงาน จะต้องวางรูปแบบงาน และจะต้องทำให้ดำเนินไป ให้เติบโตไป
แต่สิ่งทั้งหลายที่ทำเหล่านี้.. จำเป็นอย่างยิ่งเช่นเดียวกันลูก ที่..
- จะต้องทำให้ถูกหลักธรรมมากที่สุด
- จะต้องทำด้วยธรรมะจัดสรร
- จะต้อง ไม่ทำด้วยกิเลสจัดสรร
และถึงแม้ว่า มันคือสิ่งที่ดีที่จะทำ -- แต่ถ้ามันผิดหลักธรรม.. ก็ไม่ควรที่จะทำ !
ควรที่จะพิจารณาให้ละเอียดรอบคอบ ให้ดี ในสิ่งที่จะทำ 
เพื่อตีกรอบให้อยู่ในเส้นทาง ที่ถูกธรรมที่สุด
เพื่อจะได้รองรับธรรม ที่ถูกต้องที่สุดด้วย *
เมื่อธรรมส่งลงมา น้อมลงมา ถูกต้องตามหลักธรรม
-- แต่บุคคลผู้รองรับ หรือแผนการรองรับการเผยแผ่พระธรรมนั้น..
- ไม่ได้ทำตามหลักธรรมที่ถูกต้อง
- ไม่ได้คัดกรองให้ทำตามเหตุ ตามธรรมะจัดสรร
ธรรมนั้น.. ก็จะกลายเป็นธรรม ที่สักแต่ว่าพูดไป - แต่ต่างจากการกระทำ !
เช่น ธรรมะนั้นเทศน์ไปในลู่ทางที่.. ให้วางเฉย ให้ว่าง ให้ทำไปตามเหตุ
แต่การรองรับ กลับถูกจัดสรรให้เป็นไปอีกรูปแบบหนึ่ง 
คือ ทำในลักษณะของการทำไป โดย..
ไม่ได้ตรึกตรอง คำนึงนึกถึงเหตุปัจจัย มาถึงแล้วยัง
ไม่ได้นึกถึง เหตุแห่งธรรมะจัดสรร ว่ามันถึงรอบ ถึงเวลาที่จะทำสิ่งเหล่านั้นแล้วหรือยัง !
เพราะสิ่งที่เราเห็น ว่าจะต้องทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ ในการก่อสร้าง
ไม่ว่าจะสร้างเสนาสนะ หรือจัดเตรียมพื้นที่ หรือทำอะไรก็ตาม..
... มันมีสิ่งที่ละเอียดซับซ้อนอยู่ในนั้น ลูก ++
ฉะนั้น..
บางทีไม่ทำเลย ก็ไม่ใช่
บางทีทำไป วางแผนใหญ่โตไป ก็ไม่ใช่
วางแผนน้อยไป.. ก็ไม่ใช่อีก
ฉะนั้น  จึงควรตรึกตรองพิจารณาทบทวนให้ดี ในสิ่งที่จะจัดสรร จัดทำไป
เพราะหมายถึง เป็นการบริหารการเผยแผ่ธรรม ในรอบที่ยิ่งใหญ่เลยทีเดียว *
และก็เป็นองค์กร ที่ในที่สุด - ก็รวมกัน
พระธรรม ก็ต้องตรึกตรองให้เป็นธรรมอันบริสุทธิ์
ผู้นำธรรมลงมา ก็จะต้องประพฤติปฏิบัติตนให้ดี - ให้เข้ากับธรรมที่นำมาประกาศนั้น *
ผู้ที่ทำหน้าที่รองรับ.. ก็จะต้องทำทุกอย่าง - ตามเหตุ ตามธรรมะจัดสรร
... ไม่ทำไป โดยขาดการตรึกตรอง ถึงเรื่องเหตุปัจจัยที่มาถึง หรือยังมาไม่ถึง
หรืออาจจะต้องเจอแบบทดสอบบางอย่าง ในสิ่งที่วางแผน ที่ต้องทำอีก
คือ ความละเอียดซับซ้อนในสิ่งที่จะทำนั้น มันมีมาก
... และมันก็จะค่อยๆส่งข้อสอบมา ให้ค่อยๆเรียน ค่อยๆรู้ ค่อยๆจัดสรรไปๆ
หากไม่ได้รอบ -- ทุกอย่างก็จะบีบตัว กรองมาจนกว่าจะถูกหลักธรรม ตามรอบ
หากถูกรอบแล้ว.. ทุกอย่างก็จะหมุนไปได้อย่างสะดวก
... และในที่สุดก็จะสมบูรณ์ ในสิ่งที่ทำ
ฉะนั้น พระยาธรรมเอ๋ย..  กลุ่มผู้ที่มีหน้าที่ในการเตรียมแผนงาน ในการรองรับพระธรรมนั้น
ก็จะต้องตรึกตรองทบทวน
พิจารณาให้ดี ในสิ่งที่ทำ
พิจารณาให้ดี ว่าถูกต้องตามหลักธรรม
* แห่งทางสายกลาง
* แห่งธรรมะจัดสรร
* แห่งเหตุที่ถึงแล้ว - จึงได้ทำไปตามเหตุนั้น..
หรือว่า จะต้องพิจารณาให้แจ่มแจ้ง ในสิ่งที่ทำด้วย เช่นเดียวกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง.. การพิจารณาให้ถึงผลกระทบในธรรมอันบริสุทธิ์ ในหนทางที่จะวางแบบแนวทางไปให้ถูกต้องที่สุด ตามหลักธรรม
พระยาธรรมเอย..  ฉะนั้น ก็ให้พิจารณากันให้ดี 
ควรที่จะมองให้ถึง ในสิ่งที่กว้างๆออกไป ว่า..
... จะกระทบสิ่งใดบ้างหรือเปล่า - ในสิ่งที่จะทำ จะวางแผนงาน จะดำเนินไป
มองถึงทั้งผลกระทบ และผลที่ได้รับ...
-- พิจารณาให้ดี ให้ถี่ถ้วน แล้วค่อยๆทำไปนะ ++
ต่อไป ข้อที่ 2 - คือ ให้ดูในสิ่งที่ทำไปแล้ว - แล้วเกิดข้อบกพร่อง
สิ่งไหนทำอะไรไป ติดขัดตรงไหน.. เพราะอะไร ?
พยายามดูปัญหาที่เกิดขึ้น เมื่อติดขัด.. เพราะอะไรจึงทำไม่ได้ ?
ปัญหาในวันนี้ ที่ติดขัด.. ก็ด้วยเหตุว่าเราทำอะไร ?
วางแผนในรูปแบบนี้.. มันพลาดตรงไหน - จึงมีปัญหาเกิดขึ้นมา ?
... แล้วก็แก้ไขในสิ่งที่ยังบกพร่องอยู่ ให้ดีขึ้นๆ เรื่อยๆ  ++
เพราะการวางแผนงานนั้น..
มันเป็นเรื่องละเอียด
มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องด้วยทุกฝ่าย
มันเป็นสิ่งที่ให้คนทุกคน ได้มองเห็น จับต้อง ในรูปแบบของสิ่งที่เป็นรูปธรรม
ฉะนั้น จึงเป็นสิ่งที่ถ้าจะผิด.. ทุกคนก็จะมองเห็นว่าผิดอย่างชัดเจน
...  เพราะมันคือ รูปธรรม ที่ไปประกอบกับธรรมที่ประกาศ
หากไม่สอดคล้องกัน
หากมีสิ่งบกพร่อง ผิดพลาดในการวางแผนการเผยแผ่ หรือการกระทำที่ออกมาเป็นรูปธรรม
* มันก็จะ..
กระทบไปถึง องค์รวมทั้งหมด
กระทบไปถึง ธรรมที่สื่อลงมา
กระทบไปถึง ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติตาม
ฉะนั้น การดูแล จัดการในการวางแผนงานนั้น - จึงเป็นสิ่งที่ละเอียด และควรคำนึงนึกถึงผลกระทบของทุกฝ่าย
-- เพราะเป็นสิ่งที่จะทำออกมาเป็นรูปธรรม ให้ทุกคนจับต้องมองเห็นได้ **
ฉะนั้น.. จึงควรพิจารณาดูสิ่งที่บกพร่อง และแก้ไขให้มันดี ++
ต่อไป ข้อที่ 3 - ก็คือ ทำไปตามเหตุที่สมควรจะทำ
พิจารณาดู และทำทุกสิ่งทุกอย่างให้ดี ให้ก่อเกิดขึ้น เพื่อการรองรับ
คือ จะต้องมีการพิจารณาถึงเหตุถึงปัจจัยในสิ่งใดๆ ที่ควรจะทำ - เพื่อการรองรับที่ดีจะก่อเกิดขึ้น *
รองรับทั้ง พระธรรม
รองรับทั้ง ผู้จะมาศึกษาพระธรรม
คือ อะไรที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยที่ดี ก็ทำไป
... ค่อยๆพิจารณา ค่อยทำไป ตามเหตุตามปัจจัยนะ
คือทุกสิ่ง ก็ต้องค่อยๆดำเนินไปละลูก
ทุกสิ่ง ก็ต้องมีการวางแผนงาน และค่อยๆทำไปๆ
-- ทำให้ก่อเกิดไปในทางที่ดี นั่นแหละลูก ++
ฉะนั้น.. มีหน้าที่ในการจัดสรร ทำอะไรให้ก่อเกิด ให้เป็นไปตามเหตุ - ก็ควรที่จะทำด้วย
ก็คล้ายกันกับหน้าที่ของลูกละ.. พระยาธรรม
มีหน้าที่ในการเรียนรู้ ทบทวนทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตแต่ละวัน
ให้เห็นธรรมอันบริสุทธิ์ ที่เกิดขึ้นในนั้น - เรียนรู้ไป
เช่นเดียวกันละ พระยาธรรม
การวางแผน การทำสิ่งใด - ก็ควรที่จะพิจารณาในทุกสิ่งที่ทำ.. ให้ถูกต้องตามหลักธรรมเช่นเดียวกัน ลูก
การที่ลูกนั้น จะต้องทำ สิ่งที่เป็นรหัสงาน เพื่อปลดล็อค..
แก้ไขสิ่งที่ไม่ดี
แก้ไขภัยอันตราย
และแก้ไข สิ่งที่ดำ- ให้กลายเป็นขาว ด้วยพุทธพิธีต่างๆ
ก็เช่นเดียวกันละลูก
ให้ดูในสิ่งที่ยังบกพร่อง แล้วแก้ไขให้ดี เช่นเดียวกัน
... มันก็คือ การแก้ไขเหมือนกันละลูก
ฉะนั้น ก็ต้องค่อยๆระมัดระวังดูไป อะไรที่ยังบกพร่อง - ก็แก้ไขไป
เพราะว่า เป็นศูนย์กลางที่จะรับธรรมมา แล้วเผยแผ่ออกไป
เกี่ยวข้องด้วยกลุ่มที่สื่อธรรมมา และกลุ่มที่มาศึกษาธรรม
เป็นงานที่ละเอียด และเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ด้วย **
ฉะนั้น.. จึงค่อยๆทำไป
เช่นเดียวกันกับลูกละ พระยาธรรม..  มีหน้าที่น้อมธรรมอันบริสุทธิ์ อันถูกต้อง ดีงาม แล้วลงสู่โลกทุกวัน
ก็ให้ทำทุกสิ่งทุกอย่าง ไปตามเหตุตามปัจจัยที่จัดสรร ที่พอจะทำได้
และทำให้มันก่อเกิดขึ้น เช่นเดียวกัน
ฉะนั้น.. ทุกอย่างจะควบคู่กันไป จะดำเนินไปด้วยกัน
เพียงแต่รูปแบบอาจจะแตกต่างกัน เพราะอยู่คนละจุด คนละฝ่ายของการเตรียมงาน ทำงาน
อาจจะมองเห็นเหตุผล ที่แตกต่างกันไป
แต่ในที่สุด.. ก็มีสิ่งที่คล้ายกันน่ะละ พระยาธรรม
ฉะนั้น กลุ่มนี้ กลุ่มของหลวงพ่อพระอาจารย์ กลุ่มที่ตั้งจิตตั้งใจอธิษฐานรองรับการเผยแผ่ธรรม ทำหน้าที่ ทำงานในแผนก ในฝ่ายต่างๆ
-- ก็จะต้องมีการตรึกตรองให้ดี เช่นนี้ - ใช่แต่หลวงพ่อพระอาจารย์เพียงผู้เดียว ++
ทุกคนที่เดินตาม ที่ร่วมสร้าง ร่วมทำงาน วางแผนงานเผยแผ่ -- ก็จะต้องทำเหมือนกัน ใน 3 ข้อ ที่กล่าวไปนี้นะ
และก็จะเป็นสิ่งที่คัดกรอง ขัดเกลา
- การกระทำ 
- การวางแผนงาน
- การที่จะเผยแผ่ ไปในทิศทางที่ดี
เช่นนี้ละ พระยาธรรม.. ลูกพอจะเข้าใจบ้างแล้วหรือยังเล่า จงกล่าวธรรมนั้นมาเถิด พระยาธรรม
+ +
พระยาธรรม ::  สาธุเจ้าค่ะ
ลูกพอจะเข้าใจแล้ว พระพุทธเจ้าค่ะ ว่า.. ฝ่ายของการจัดเตรียมรองรับพระธรรม และการเผยแผ่พระธรรม จะต้อง..
/  ค่อยๆพิจารณาในสิ่งที่ทำ และทำให้ถูกต้องตามหลักธรรมที่สุด
/  แล้วก็ให้ดูสิ่งที่ยังบกพร่องอยู่ - แก้ไขให้ดีขึ้น
/  ทำทุกอย่างไปตามเหตุตามปัจจัย ที่จัดสรรให้เป็นไป เพื่อการรองรับ
จะต้องมี 3 ประการนี้ มารวมกัน พิจารณาทำไป ดำเนินไป อย่างถูกต้องตามหลักธรรม
เพราะการรองรับการเผยแผ่ธรรม
.. เกี่ยวข้องด้วยทั้งธรรมอันบริสุทธิ์ ที่น้อมมาแล้ว ถูกต้องแล้ว ตามหลักธรรม
.. เกี่ยวข้องด้วยทั้งผู้เดินตาม ประพฤติปฏิบัติตาม
การรองรับทั้ง 2 ฝ่าย จึงเป็นจุดศูนย์กลางที่จะสื่อสาร ระหว่างธรรมอันถูกต้อง
.. ไปสู่ผู้ปฏิบัติอันถูกต้อง
ฉะนั้น กลุ่มที่อยู่ในการจัดเตรียมงานทั้งหลาย ก็จึงควร..
พิจารณาให้รอบคอบที่สุด
ทำในสิ่งที่ดีที่สุด
จัดการน้อมเอาสิ่งที่บกพร่องอยู่ มาแก้ไข ปรับใหม่
... แล้วก็มีเหตุที่ดีอะไร ก็ต้องทำไป เช่นเดียวกัน
ทำทุกสิ่งทุกอย่าง ให้ถูกต้องตามหลักธรรม
ดำเนินไป ตามเหตุตามปัจจัย
... เช่นนี้ พระพุทธเจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณพระพุทธองค์ ที่ทรงเมตตาแสดงธรรมนี้ให้ลูกได้ฟัง นะเจ้าคะ
สาธุ

บันทึกการเข้า

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4134
    • ดูรายละเอียด
Re: ปฐมบทมหาวิชชาลัยธรรมิกราช
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: ธันวาคม 09, 2020, 06:33:59 am »




ปฐมบทมหาวิชชาลัยธรรมิกราช
บทที่ 13  อานิสงส์บุญช่วยเผยแผ่ธรรม
+ +   
ในเช้าของวันที่  24  สิงหาคม พ.ศ. 2562    ณ สวนธรรมิกราช
เมื่อท่านพระยาธรรมิกราชได้กราบนอบน้อมขึ้นเข้าเฝ้า ต่อองค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่าน  เพื่อที่จะนอบนอบเฝ้าทูลถามธรรมอีกครั้งหนึ่ง ตามที่ยังสงสัยอยู่
จึงได้นอบน้อมเฝ้าทูลถามพระพุทธองค์ท่านไป ดังนี้ว่า...
“ ข้าแต่องค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เจ้าขา..
หนูกลับไปแล้ว แต่หนูก็นึกขึ้นมาได้ว่า  หนูรู้แล้วว่า พระอาจารย์องค์นั้น ท่านสร้างบารมีด้วยการบันทึกเสียงเผยแผ่ธรรม
หนูก็เช่นเดียวกัน หนูก็สร้างบารมีด้วยการบันทึกเสียงเผยแผ่ธรรม ที่น้อมนำมาจากพระพุทธองค์ 
เสียงแจ้วๆ เหมือนนกแก้วนกขุนทอง  ประกาศธรรมก้องโลก จักรวาล
แต่ทีนี้ หนูสงสัยว่า.. แล้วหลวงพ่อพระอาจารย์ของหนูล่ะเจ้าคะ
ท่านไม่ได้บันทึกเสียงเผยแผ่ธรรม แต่ท่านเป็นผู้ขัดเกลาทุกคำพูด หรือธรรมที่หนูแสดง
ถ้าเกิดหนูพูดภาษามนุษย์ที่ไม่ถูกต้อง คำใดคำหนึ่ง..
-- ท่านก็จะคอยสอน คอยบอก หรือคอยตัดต่อคำพูดที่พูดผิดนั้นให้หนู
เปรียบเสมือนเป็นผู้คัดกรองธรรมที่หนูน้อมนำมาแสดง ให้ถูกต้อง ดีงาม อีกระดับหนึ่งน่ะเจ้าค่ะ 
และท่านก็เป็นคนที่คอยทำคลิปธรรมะเผยแผ่ ให้กับหนู
แล้วอานิสงส์ของหลวงพ่อพระอาจารย์.. ท่านจะได้อะไรหรือเจ้าคะในสิ่งที่ท่านทำ ?
ขอพระพุทธองค์โปรดทรงเมตตาแสดงธรรมนี้ ให้ลูกได้ฟังด้วยเถิด พระพุทธเจ้าค่ะ “
- - - -
พระยาธรรมเอย..  ถ้าอย่างนั้น ก็จงตั้งใจฟังให้ดี
ฟังแล้ว ก็พิจารณาให้เข้าใจถึงธรรมนี้ อย่างแท้จริง 
แล้วจึงค่อยนำไปเผยแผ่
พระยาธรรมเอ๋ย..  หลวงพ่อพระอาจารย์ของลูกนั้น
เป็นผู้ที่สร้างสั่งสมบารมี - เพื่อจะกลับมาตรัสรู้ ในอนาคตข้างหน้า
เป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า อีกหนึ่งพระองค์
ฉะนั้น.. การเกิดมาในคราวครั้งนี้ 
เกิดมา เพื่อที่จะมาดูแลการเผยแผ่ธรรมของลูก - ในภาคพื้นของมนุษย์โลก
และในภาคของทิพย์นั้น
-- จิตของท่าน ก็ยังคงดูแลอยู่ตลอด ทั่วโลก จักรวาล
ดูแลการเผยแผ่ธรรม ขับเคลื่อนธรรม ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนี้
- เพื่อขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ดี 
- เพื่อขับเคลื่อนไปได้ ในทุกที่ ทุกแห่งหน
ช่วยลูกนั้น ในการเผยแผ่ธรรม 
เพื่ออานิสงส์ผลบุญในการเป็นผู้ดูแลการขับเคลื่อนธรรม ในคราวครั้งนี้
-- จะได้เป็นอานิสงส์  เป็นเหตุเป็นปัจจัยไปค้ำหนุน - เมื่อท่านกลับมาตรัสรู้
ให้ธรรมในยุคนั้น - ก็ขับเคลื่อนไปได้ดี เช่นเดียวกัน  ++
การที่ท่านเป็นผู้ขัดเกลาธรรมที่ลูกน้อมนำลงมา อีกระดับหนึ่ง 
เพราะลูกนั้น ไม่ค่อยจะคล่องกับภาษา ไม่ค่อยจะรู้จักกับโลกดีสักเท่าไหร่
ท่านคอยเป็นผู้คัดกรอง ขัดเกลา - เพื่อที่จะให้ธรรมสมบูรณ์ขึ้นมา อย่างแท้จริง
ก็เพื่อในอนาคตต่อไปในภายภาคหน้า - ท่านมาตรัสรู้
จะได้บรรลุถึงแก่นธรรมที่ถูกต้องอย่างแท้จริง ได้โดยเร็วไว *
และสามารถตรัสรู้ เป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้
รวมถึง การที่ท่านนั้นช่วยเผยแผ่ธรรมออกไปให้กว้างไกล
.. ก็เพื่อให้ดวงจิตทั้งหลาย.. ที่จะต้องมาเกิดในยุคที่ท่านมาตรัสรู้
ได้พากันมาสร้างสั่งสมบารมีไว้รอรอบ ร่วมกันกับท่าน 
พระยาธรรมเอ๋ย..  พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ - ก็จะมีดวงจิต
- ที่เป็นกลุ่มดวงจิตที่มีบุญสัมพันธ์ ความเกี่ยวข้องกันมายาวนาน
- ที่จะมาบรรลุธรรม ในยุคที่ตนนั้นตรัสรู้
ฉะนั้น..  หลวงพ่อพระอาจารย์ของลูก ก็เช่นเดียวกัน 
ท่านก็ต้องมา เพื่อที่จะสร้างบารมีในหลายรูปแบบ หลายสิ่งหลายอย่าง 
ซึ่งมีอานิสงส์มากมาย และมีเหตุมากมาย ที่ท่านได้มาทำ มาสร้าง ในคราวครั้งนี้
อาจจะนำมากล่าวไม่ถ้วนไม่ครบ ถึงอานิสงส์เหล่านั้นด้วยซ้ำไป
จะกล่าวแต่อานิสงส์หลักๆ เท่านั้น
ฉะนั้น พระยาธรรมเอ๋ย..  จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัย ที่ท่านได้มาเกิดมาในคราวครั้งนี้ ในภพชาตินี้
เพื่อรอการมาของลูก 
รอการอุบัติบังเกิดของลูก ในคราวครั้งนี้
และท่านก็จะขับเคลื่อน - ในภาคพื้นของมนุษย์โลก ในกายหยาบ
ขับเคลื่อนในกายทิพย์ - ในภาคส่วนของโลกทิพย์
ช่วยลูกเผยแผ่ธรรม 
เพราะองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ไปแล้วนั้น  เช่นเรานี้
จะไม่กลับมาขับเคลื่อนสิ่งใด ในวัฏสงสารนี้ 
นอกจากแผ่พลังพุทธบารมีกลับมา  แสดงธรรมกลับคืนมา
-- ให้ธรรมเหล่านั้น.. ยังคงได้เกิดประโยชน์ ให้กับดวงจิตทั้งหลาย ในวัฏสงสารเท่านั้น **
ลูกจึงเป็นผู้นำธรรม - กลับคืนสู่วัฏสงสาร
หลวงพ่อพระอาจารย์ ทั้งภาคกายทิพย์ และกายหยาบ..  จึงเป็นผู้ช่วยขับเคลื่อนธรรมเหล่านั้น
เพื่อสั่งสมบารมี - ในการตรัสรู้เป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ต่อไป
เช่นนี้ละ พระยาธรรม.. 
ทุกคนย่อมมีเหตุที่ไปและที่มาของตน เป็นธรรมดา
ทุกคนย่อมเกิดมา - ตามหน้าที่ของตน เป็นแน่แท้
เพียงแต่ใครจะหาหน้าที่ของตน เจอแล้วหรือยังเท่านั้นละ  พระยาธรรม
และการอุบัติบังเกิดขึ้นของลูกนั้น.. ก็ยังมีดวงจิตเยอะแยะมากมายเลยลูก..
ที่ต่างก็อธิษฐานมา เพื่อทำหน้าที่แต่ละหน้าที่ของตน
เขาจะมา เมื่อถึงเวลา ลูกเอ๋ย..  ทุกสิ่งจะค่อยๆขับเคลื่อนไป
พระยาธรรมเอ๋ย..  อานิสงส์ที่จะก่อเกิดแก่หลวงพ่อพระอาจารย์ของลูกนั้น..
ย่อมมีหลายสิ่งหลายอย่าง  หลายเหตุหลายปัจจัย  เช่นดังที่ได้กล่าวไปแล้วนั้น
และบางส่วนที่ยังไม่ได้กล่าวไปด้วย..
แต่จะกล่าวเอาไว้แต่เพียงเฉพาะ สิ่งที่เป็นอานิสงส์หลักๆ คือ สิ่งที่จะช่วยให้กลับมาตรัสรู้
สำเร็จได้ในอนาคต เป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกหนึ่งพระองค์
สืบต่อจากองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์ปัจจุบันนี้
... เช่นนี้ละ พระยาธรรม
และองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ต่อไป ที่จะมาบังเกิดขึ้นบนโลกนี้.. 
ก็ยังต้องสร้างสั่งสมบารมีไว้ -  เพื่อที่จะมาตรัสรู้อยู่
จึงเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ที่จะต้องช่วยเหลือการเผยแผ่ธรรม -- เพื่อเป็นอานิสงส์แก่ดวงจิตของตน
เมื่อตนนั้นกลับสู่ภพสุดท้าย เกิดคืนสู่โลกใบนี้.. ก็จะได้มีผลหนทางที่วางแบบเอาไว้แล้ว
ทุกสิ่งและทุกอย่าง - จะเป็นตามสิ่งที่ทุกคนได้ทำไว้
ฉะนั้น.. ใครปรารถนาให้ชีวิตตน เป็นไปในรูปแบบใด
ก็จงหมั่นสร้าง หมั่นทำเหตุของตน - ให้เป็นไปในทิศทาง ในรูปแบบนั้นๆกันเถิด.. พระยาธรรม
+
พระยาธรรม ::  สาธุเจ้าค่ะ
ลูกพอจะเข้าใจแล้ว พระพุทธเจ้าค่ะ
พระพุทธองค์เจ้าขา..  แสดงว่า หลวงพ่อพระอาจารย์ของหนูนั้น 
ท่านจะต้องช่วยหนูเผยแผ่ธรรม เพื่อที่การเผยแผ่ธรรมในคราวครั้งนี้.. จะได้กึกก้องโลก
และอานิสงส์เหล่านี้..  จะได้เป็นเหตุเป็นปัจจัย ให้ท่านมาตรัสรู้ได้ในอนาคต
พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ต้องสั่งสมบารมีของตนเอาไว้จนเต็ม -- จึงกลับมาตรัสรู้ได้ *
ลูกพอจะเข้าใจเช่นนี้แล้ว พระพุทธเจ้าค่ะ
พอลูกกลับไปถึงที่โลกมนุษย์แล้ว.. ก็ได้มาคิดว่า
แล้วหลวงพ่อพระอาจารย์ ท่านช่วยลูกคัดกรองธรรม ที่แสดงออกไป
ให้ดีงาม และให้ถูกต้อง
ให้เผยแผ่ธรรมออกไปได้
ถ้าไม่มีหลวงพ่อพระอาจารย์ -- ลูกก็เผยแผ่ธรรมไม่ได้เลย
เพราะว่า ลูกทำไม่เป็นเลยเจ้าค่ะ ในการทำคลิปธรรมะ และการเผยแผ่
ลูกก็เลยกลับมาเฝ้าทูลถาม เพื่อไขข้อข้องใจของลูกเอง
.. ตอนนี้ ลูกเข้าใจแล้วพระพุทธเจ้าค่ะ
พระพุทธองค์เจ้าขา..  แสดงว่า หลวงพ่อพระอาจารย์นั้น
ท่านจะต้องเป็นฝ่ายพระสงฆ์ ที่ช่วยลูกเผยแผ่ธรรม
เพราะว่า ลูกเป็นเพียงแค่แม่ชี -ในกายของมนุษย์ ที่ผู้คนพบเห็น น่ะเจ้าค่ะ
... อย่างนั้นหรือเจ้าคะ ?
พระพุทธองค์ ::   ถูกต้องแล้ว พระยาธรรม
ก็จะต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่สมควรละลูก 
จะต้องมีพระสงฆ์เป็นผู้นำ -- การเผยแผ่ธรรมจึงดำเนินไป
และหลวงพ่อพระอาจารย์ของลูกนั้น  ก็คือ ผู้ที่ถึงพร้อมด้วยบารมี ในการที่จะนำพาการขับเคลื่อนแล้ว
ลูกก็จงทำหน้าที่ของตนไป
หลวงพ่อพระอาจารย์..  ก็ทำหน้าที่ของตนไป
ดวงจิตทั้งหลาย.. ที่ตั้งใจว่าจะมาช่วยในการเผยแผ่ธรรมในกึ่งพุทธกาล
เพื่อสร้างบารมีของตน ในรูปแบบต่างๆ -- ก็จะมาทำหน้าที่ของแต่ละคน +
ทุกคนเพียรทำหน้าที่ของตนให้ดี 
ทำหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์
แล้วธรรม.. ก็จะขับเคลื่อนไปเอง  ++
พระธรรมนี้.. ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง
พระธรรมนี้เกิดขึ้น.. เพื่อให้ทุกดวงจิตได้น้อมมา - เพื่อสร้างความดีแก่ตน
การเผยแผ่ออกไป - ก็เพื่อสร้างความดีแก่ตน
ทุกคนที่น้อมธรรมนี้สู่ตน และสร้างบารมี - ด้วยธรรมเหล่านี้
ย่อมจะถึงซึ่งความพ้นทุกข์ 
-- นั่นจะเป็นประโยชน์อันสูงสุด แก่ตน ++
ธรรมทั้งหลายที่แสดงไป -- 
/  จึงไม่มีใครเป็นใหญ่
/  จึงไม่มีใครเป็นเจ้าของ
ทุกคน สามารถน้อมเอาธรรมเหล่านี้ ไปสร้างบารมีแก่ตน - เพื่อความหลุดพ้น
และไม่ใช่น้อมไป เพื่อให้ตนเป็นใหญ่
แต่เพื่อสลายความเป็นใหญ่ของตนนั้นให้หมดเสีย  เพื่อเข้าสู่มรรคผลนิพพาน
ฉะนั้น.. ใครจะเป็นผู้นำธรรมไป -- ก็ว่างเปล่า ไม่มีตัวตน ดีที่สุดแล้วลูก
ใครจะเป็นผู้ขับเคลื่อนเผยแผ่ธรรม -- ก็ว่างเปล่า  ดีที่สุดแล้วลูก
ใครจะเป็นผู้เข้ามาน้อมฟังธรรม  ประพฤติปฏิบัติเก่งเพียงใดแล้ว -- ก็ว่างเปล่า ดีที่สุดแล้วลูก
ทุกคนจะมาหนุนนำพระธรรมนี้ - ให้ขับเคลื่อนไป
เพื่อการสร้างบารมีของตนเท่านั้น
ใครจะถวายอะไร จะสร้างอะไร จะถวายปัจจัยมากน้อยเพียงใด
--  ก็เพื่อการสร้างบารมีของตนทั้งนั้น…
ไม่มีตัวมีตน ในพระธรรมนี้
ลูกทั้งหลาย..  จึงสามารถได้ประโยชน์จากพระธรรม อย่างสูงสุด อย่างแท้จริง **
เช่นนี้ละ พระยาธรรม..  พอจะเข้าใจบ้างแล้วหรือยังเล่า
+ +
พระยาธรรม ::  สาธุเจ้าค่ะ
ลูกทั้งหลายพอจะเข้าใจแล้ว พระพุทธเจ้าค่ะ
ลูกจะพยายามตรึกตรอง ให้เข้าใจในทุกสิ่งที่พระองค์ทรงชี้ทางบอกทางมา
ให้ลูกทั้งหลาย.. ได้ปฏิบัติตาม
ลูกนั้น.. จะพยายามทำในสิ่งที่เป็นหน้าที่ ให้ดีที่สุด
แล้วก็เผยแผ่ไป  และรู้อานิสงส์แห่งตน
รวมถึงสลายความเป็นตัวตนด้วย พระพุทธเจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณพระพุทธองค์ ที่ทรงเมตตาลูก นะเจ้าคะ
ลูกต้องกราบขอลาจริงๆ แล้วละเจ้าค่ะ
ไว้วันพรุ่งนี้ จะมาเฝ้าฟังธรรมใหม่ พระพุทธเจ้าค่ะ...
สาธุ

บันทึกการเข้า

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4134
    • ดูรายละเอียด
Re: ปฐมบทมหาวิชชาลัยธรรมิกราช
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: ธันวาคม 09, 2020, 06:39:42 am »




ปฐมบทมหาวิชชาลัยธรรมิกราช
บทที่ 14  ชีวิตหลังความตายของพ่อเปิ้น +
ชีวิตของคนเราเกิดมาแล้วต้องตายทุกคน และเราทุกคนก็ไม่รู้ว่า หลังจากที่เราตายไปแล้ว เราจะไปไหน ชีวิตของเราจะต้องเจอกับอะไรบ้าง จะไปเผชิญกับความทุกข์ หรือว่าจะได้รับความสุขในชีวิตหลังความตาย วันนี้ได้มาร่วมบุญทอดกฐินของโยมแม่ยวนใจ ที่ได้ตั้งจิตตั้งใจ พร้อมด้วยลูกหลานทั้งหลาย จะถวายกฐินนี้เพื่ออุทิศบุญกุศลทั้งหมด แด่..โยมพ่อเปิ้น
ข้าพเจ้าตั้งจิตนั่งสมาธิ จะถอดจิตกายภายใน เพื่อไปหาโยมพ่อเปิ้นว่าชีวิตหลังความตาย.. ท่านไปอยู่ที่ไหน ท่านเผชิญกับอะไรบ้าง และผลบุญที่สร้างที่ทำของโยมแม่ยวนใจนั้น จะส่งผลบุญอานิสงส์เช่นไรให้กับโยมพ่อได้บ้าง
ข้าพเจ้าจึงได้นั่งกรรมฐาน เมื่อเกิดความสงบขึ้นมาในจิตในใจแล้ว จึงได้ถอดจิตกายภายใน ขึ้นไปในสวรรค์ชั้นหนึ่ง เพื่อไปหาโยมพ่อเปิ้น
ข้าพเจ้านั่งสมาธิ จนจิตภายในรวมพลังของจิตเป็นก้อนขาวๆ ใส จึงได้อธิษฐานจิตกายภายใน ให้ลอยขึ้นไป..ไปสู่โลกทิพย์ โลกสวรรค์
ในขณะที่เดินทางไปนั้น จิตกายภายในก็เป็นแก้วใส นั่งขัดสมาธิอยู่ ลอยขึ้นไป ผ่านสะพานขาวๆ ผ่านก้อนเมฆสีเขียว สีขาว ชนกับอากาศ ทะลุขึ้นไป เหมือนออกไปอยู่นอกโลก แล้วก็ทะลุไปในอีกโลกหนึ่ง ซึ่งมีอากาศที่เย็นสบาย และก็โผล่ขึ้นไปในดินแดนแห่งหนึ่ง ซึ่งมีต้นไม้สีเขียว คล้ายกับบ้านสวน แต่มีความสวยงามมากกว่าโลกมนุษย์เราหลายเท่า
ข้าพเจ้าจึงเดินเข้าไปทางหน้าบ้านของบ้านหลังนั้น ซึ่งก็รู้อยู่ในจิตว่า บ้านหลังนี้ต้องเป็นบ้านของโยมพ่อเปิ้น ข้าพเจ้าจึงเดินเข้าไป บอกกับเทวดาที่เฝ้าประตูหน้าบ้านว่า ขอเข้าไปพบโยมพ่อเปิ้น เพราะมีกิจธุระที่จะมาสนทนากับโยมพ่อเปิ้น
เทวดาจึงได้ส่งกระแสจิตไปหาโยมพ่อเปิ้น โยมพ่อเปิ้นจึงได้อนุญาตให้เข้าไป
เมื่อเข้าไปแล้ว บ้านก็เป็นหลังใหญ่- ใหญ่มาก มีขนาดกว้างเท่ากับในโลกมนุษย์เรา
พื้นที่ประมาณ 6-8 ไร่เลยทีเดียว
เดินเข้าไป ไปนั่งอยู่ใกล้ๆโยมพ่อท่าน ก็เลยได้ถามโยมพ่อว่า ชีวิตหลังจากที่โยมพ่อตายมาจากโลกมนุษย์แล้ว โยมพ่อมาเผชิญกับอะไรบ้าง และมาเกิด มาอยู่ในที่นี่.. ด้วยอานิสงส์บุญใด
เมื่อได้ถามโยมพ่อท่านไปแล้ว ท่านจึงตอบกลับมาว่า …
"ตั้งแต่วันแรกที่ตายไป ก็ยังห่วงลูกหลาน นึกถึงญาติพี่น้องทุกคนที่อยู่ข้างหลัง ยังนึกถึงที่นาทุกแปลง ที่สวนที่เคยไปทำมาหากิน ทุกที่ที่เคยไปเที่ยว ที่เคยไปเห็น ทุกสถานที่..ที่เคยมีความผูกพันต่อกันมา ก็ยังคิดถึงอยู่เสมอ และยังอาลัยในสิ่งทั้งหลายที่อยู่ในทางโลก แต่ทำยังไงไม่ได้ เพราะว่าเวลามาถึงแล้ว.. ก็เลยต้องไป
แต่ในช่วงใหม่ๆ ที่ตายนั้น ก็ยังอยู่ที่บ้าน ไม่ได้ไปไหนอยู่ 16 วัน
หลังจาก 16 วันนั้น.. ก็เลยได้มีอานิสงส์ผลบุญ ที่ทุกคนได้สร้าง /ได้ทำให้-- มีอานิสงส์ผลบุญส่งผลให้ได้มีที่ไปของจิต จึงมีเทพบุตร เป็นเทวดา ลอยลงมารับ 2 องค์ แล้วก็นำพามาอยู่ที่โลกสวรรค์ แต่เป็นดินแดนของดวงจิตที่ยังมาคอยการตัดสิน ประเมินผลของบุญที่สั่งสมทำมา ว่าได้มากเท่าไหร่ ต้องไปอยู่ในบ้านหลังใด เป็นแบบไหน
ก็เลยมาคอยอยู่ในจุดตรงนั้น ระยะเวลา 6 เดือน ของโลกมนุษย์
พอหลังจากนั้น ก็ได้รับอานิสงส์บุญจากพระลูกชาย ที่ส่งอุทิศมาให้อย่างแรงกล้า จึงได้ปรากฏเป็นบุญทางทิพย์
ให้สามารถเลือกได้ว่าจะนำเอาบุญอันนั้นไปทำอะไร นำเอาบุญนั้นอธิษฐานให้ก่อเกิดสิ่งใด..
จึงได้อธิษฐานว่า …
ขอให้เกิดเป็นสมบัติในทางทิพย์
ขอให้มีเทวดาปกปักรักษา
ขอให้มีคนรับใช้
ให้มีคู่บุญคู่บารมี นางฟ้าอยู่รอบกาย
ให้ได้ทิพยสมบัติมากมาย
อานิสงส์ผลบุญนั้นจึงปรากฏมาเป็นพลังบุญ ที่ส่งผลให้ได้เลื่อนมาอยู่ในสวรรค์ชั้นที่ 4
แล้วก็เลยก่อเกิดการมีชีวิตเกิดขึ้น เป็นเทวดาองค์หนึ่งที่อยู่ในสวรรค์ชั้น 4 มีเวียงวังสีขาว ใหญ่โต - เช่นดังที่ท่านมาเห็นนี้
แล้วหลังจากที่ตาย และมาจากโลกมนุษย์ได้ 2 ปีกว่าๆ ก็มีการได้รับหน้าที่-ตำแหน่ง
ถ้าเทียบกับทางโลก ก็จะเป็นตำแหน่งของการปกครองดูแลการค้าการขาย หรือดูแลการสร้างบุญ สร้างบารมีของเหล่าเทวดา คือจะดูว่า เทวดาองค์ไหน ดวงจิตใดในสวรรค์ชั้นนี้ สร้างบุญเท่าไหร่ / บำเพ็ญยังไง-- ก็มีส่วนรู้ส่วนร่วมในการดูแลการปฏิบัติ และสร้างบุญช่วยเหลือกันและกัน ได้รับตำแหน่งหน้าที่ตรงนี้ เพื่อเป็นการสร้างบารมีในกายของเทวดา -- ชีวิตก็มีความสุขดี…
เมื่อมาอยู่ในสวรรค์นี้แล้ว ทุกอย่างก็สุขสบาย-- ข้าวก็เป็นข้าวทิพย์ อาหารทั้งหลายทั้งหมดเป็นทิพย์ มีขนมที่หอมกิน มีน้ำที่หอมดื่ม ร่างกายก็หนุ่มแน่น ไม่ได้แก่ ไม่ได้เจ็บได้ป่วย เหมือนครั้งที่อยู่ในโลกมนุษย์
ชีวิตก็ถือว่าสุขสบายทุกอย่าง และก็มีสนม นางฟ้าที่มาคอยดูแลอยู่ 7 นางด้วยกัน
ก็ถือว่า เป็นสิ่งที่สนองความต้องการของผู้ชายได้เต็มที่ อยู่อย่างสำราญในสวรรค์
แต่เมื่ออยู่มานานเข้าๆ ก็เลยเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับความสุขเหล่านี้ เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้ยิ่งลุ่มหลง ยิ่งยึดติด ทำให้ยิ่งจมอยู่กับสิ่งทั้งหลายเหล่านี้
ที่สำคัญก็คือเราจะรู้ตลอดว่า เรายังมีกรรมไม่ดี ที่เคยก่อเคยทำไว้ เมื่อครั้งสมัยเป็นมนุษย์ ในชาติที่เป็นพ่อของลูกๆ ทุกคน ที่เป็นนายเปิ้น มีกรรมกับ เป็ด ไก่ ปลา เต่า วัว ควาย มีกรรมกับสัตว์ต่างๆทั้งหลาย ก็ได้เคยสร้างกรรมที่ไม่ดีบ้าง-- แต่ก็เป็นกรรมที่ได้ชดใช้ไปในรอบก่อนตายแล้ว
... แต่ก็ยังมีเศษกรรม ที่ส่งผลมาให้เป็นทุกข์ใจบ้าง กังวลใจบ้าง.. เป็นระลอกๆ
แต่กรรมก้อนใหญ่ที่สุด คือ ทวนจากนั้นไปอีกยุคหนึ่ง เคยเกิดมาเป็นทหารรับใช้เจ้า และได้เคยเผาบ้านเมืองผู้อื่น ข่มขืน ฆ่าคนมากมาย กรรมก้อนนั้นยังเหลือเศษกรรมอยู่ประมาณสัก 40 เปอร์เซ็นต์ ที่ยังต้องชดใช้อยู่
... ก็เลยรู้อยู่ตลอดว่า เมื่อหมดผลบุญ - ก็ต้องกลับไปเกิด และชดใช้ผลกรรมที่ก่อ ที่ทำเอาไว้
ชีวิตไม่ได้สุขเช่นนี้ตลอดไป กาลเวลาหมุนเปลี่ยนไปทุกวัน -- ก็เลยเริ่มเห็นความทุกข์ในโลกสวรรค์
เกิดความเบื่อหน่าย.. จึงได้ไม่อยากอยู่ที่นี่
เกิดความรู้สึกเช่นนี้ ก็เลยเริ่มคิดที่จะค้นหาแนวทางการปฏิบัติบ้าง และก็ยังคอยจรไปเที่ยวหาลูกๆในโลกมนุษย์ ไปช่วยเหลือเป็นบางครั้ง ตามเหตุปัจจัยที่สมควร แต่ก็ช่วยได้ตามกำลังบุญของลูก /บุญของตน ก็ได้ช่วยให้ค้าให้ขาย ให้อยู่เย็นเป็นสุข ให้พบกับความสุข ความเจริญทุกๆคน
บุญทุกสิ่งที่ลูกหลานทำให้..ได้รับทุกอย่าง-- หยาดน้ำให้ แผ่บุญอุทิศกุศลให้เช้า-เย็น ก็ได้รับมาโดยตลอด ...
แต่ก็ไม่เบิกมาใช้เป็นสมบัติทิพย์ เพราะจะอธิษฐานให้พลังบุญก้อนนั้น.. มาเป็นบุญ ที่จะเป็นสะพานหนุนนำจิตดวงนี้ให้แข็งแกร่งในธรรม เพื่อที่จะได้ไปบำเพ็ญ ไปเกิด ไม่ยึดติด ไม่หลงกับโลก..เหมือนที่ผ่านๆ มา
จะได้บวช ได้หลุดได้พ้น การบวชพระถวายก็อธิษฐานไว้ ให้อานิสงส์บุญนั้นส่งผลให้ได้ไปสู่การบวช การถวายผ้าไตร ถวายสิ่งทั้งหลาย ก็อธิษฐานให้เป็นก้อนบุญ ที่จะเป็นเหตุและปัจจัยค้ำหนุนในรอบของการที่จะกลับมาเกิด / มาสร้างบุญใหม่
ความเป็นจริงแล้ว ก็ยังตั้งใจที่จะกลับมาเกิดเร็วๆ เพื่อมาสร้างบุญ สร้างกุศล สร้างบารมี
... แต่ทุกอย่าง ก็คงต้องรอรอบของมัน ตามเหตุตามปัจจัยที่มันจะเป็นไปได้ ก็เลยยังอยู่เช่นนี้
ทุกวันนี้ ก็ไม่สุขอะไรมากมาย เพราะความสุขที่สุขอยู่บนความทุกข์ที่รู้ว่า.. สักวันหนึ่งก็จะหายไป
เหมือนกินของหวานๆเข้าไป แต่ก็รู้ว่าของหวานนั้นมันจะกลายเป็นยาขมในภายหลัง ก็เลยไม่สุขอะไรกับการกิน
รู้ว่าของทั้งหลาย / สิ่งทั้งหลายไม่เที่ยงแท้.. เลยไม่ยึดติดกับสิ่งใด
อยู่อย่างไม่เป็นสุข และมีสติอยู่ตลอด ไม่ลุ่มหลงกับสิ่งยั่วยุทั้งหลายแล้ว
จิตตอนนี้ก็ตั้งใจจะพ้นทุกข์ เพราะบ่อยครั้งที่มีเทวดาในชั้นพรหม ที่เป็นผู้บำเพ็ญถึงความเป็นพระอริยบุคคลขั้นที่ 3 หรือองค์พระอรหันต์บางองค์ที่ยังไม่อธิษฐานเข้านิพพาน เมื่อไปพบไปเจอกับพระองค์ท่านเหล่านั้น.. ก็รู้สึกว่าท่านนั้นเป็นสุข สงบ และสุขอย่างแท้จริง
จึงเข้าใจว่าตนนั้น ยังเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ ยังมีกรรมมีเวรที่ต้องชดใช้
สุขก็ไม่จริง ถึงเวลาก็ต้องกลับไปเกิดอยู่ดี…
ไม่รู้ว่าจะเกิดไปเป็นแบบไหน เหมือนที่เคยเป็น -- ดีกว่านั้น // หรือลำบากกว่านั้น
... ไม่รู้อนาคตของตน จึงไม่สนใจที่จะเวียนว่ายตายเกิดอีกแล้ว -- ปรารถนาให้พบนิพพาน
วันนี้เป็นวันงานกฐิน ก็เลยมา.. มาเพื่อบอกกับพระลูกชาย เพื่อให้พระลูกชายนั้น อุทิศผลบุญทั้งหมดที่ทำมาให้นี้ เพื่อส่งให้แก่จิตดวงนี้ จิตของโยมพ่อ..ให้ไปสู่การบำเพ็ญในดินแดนความสงบสุข ในโลกทิพย์ ให้จิตแข็งแกร่ง แข็งแรง เข้าถึงธรรม คำสั่งสอน
... เกิดชาติไหน ภพใด - ให้มีความมั่นคงในศาสนา
อานิสงส์บุญของการสร้างกุฏิถวายพระลูกชาย - จากแม่ยวนใจ และลูกหลานๆ
.. ก็จะอธิษฐานพลังบารมีนั้น ให้เกิดในวิมานแก้ว - ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ส่วนการหล่อองค์พระพุทธรูป ที่อุทิศถวายให้นั้น ก็จะอธิษฐานให้มีองค์พระอรหันต์เกิดขึ้นในกายของโยมพ่อ
การถวายสถานที่ปฏิบัติธรรมแห่งนี้ ให้ท่านพุทธเจ้าน้อยได้เผยแผ่ธรรม..
... ขออานิสงส์บุญนี้ จงเป็นนาบุญให้แก่โยมพ่อ -- ให้โยมพ่อนั้นได้มีที่สร้างบุญ ปลูกบารมี ให้ก่อเกิดในจิตในใจนี้ ให้ชำระล้างกิเลสทั้งปวง จึงมาขอพระลูกชายให้ช่วยในสิ่งนี้ …
และก็มีเทวดาผู้ติดตาม- ตามมา มีสนม มเหสี- ตามมา.. และก็มีเจตนาเหมือนกัน
ตั้งใจเอาไว้แล้วว่าจะทำเช่นนี้ จึงมาขอพระลูกชาย…
การมาอยู่ในโลกสวรรค์.. ก็ไม่สุขจริง // การมีทิพย์สมบัติมากมาย.. ก็ไม่มีประโยชน์
-- เพราะสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น ล้วนแล้วแต่ยังแฝงด้วยความทุกข์ทั้งนั้น --
โยมพ่อจึงไม่ต้องการสิ่งใด นอกจากต้องการให้ได้ไปเกิดใหม่ ในภพหน้า ในผ้าเหลือง
ได้ปฏิบัติ ศึกษา บำเพ็ญธรรม ให้หลุดพ้นก็พอ …
ขอบคุณทุกคนที่มาช่วยงาน
ขอบคุณทุกคนที่มาช่วยกัน
ขอบคุณแม่ยวนใจ และลูกหลานทั้งหลายทุกคน ที่ยังอุตส่าห์ มีจิตใจดีงาม - แผ่บุญช่วยสร้างบุญมาหนุนนำในทุกวัน ในทุกปี ยังไม่ลืมกัน.. ขอบใจมาก
และอานิสงส์บุญใดที่ก่อเกิดกับโยมพ่อแล้ว.. โยมพ่อก็จะฝากอานิสงส์บุญนั้นกลับไปให้ลูกหลาน ญาติมิตรทุกๆคน ให้ได้รับความสุข เช่นเดียวกันกับโยมพ่อด้วย
นี่คือ **หลังความตาย**
นี่คือ ชีวิตการมาแล้ว มาจากโลกมนุษย์ คือ จุดประสงค์การมารับบุญในรอบนี้ ในงานกฐินนี้
เป็นจุดประสงค์ที่ตั้งใจไว้ -- ก็เลยถ่ายทอดผ่านแม่ชี เล่ามาให้ฟัง
ก็ขอบใจแม่ชีมาก.. ที่เปิดโอกาสให้โยมพ่อได้พูด ได้สื่อ..ไปสู่ลูกหลานทั้งหลาย
ขอให้แม่ชีจงมีสุขภาพแข็งแรง อายุขัยยืนยาว สร้างบารมีได้ก้องโลก
ให้จงมีแต่ความเจริญๆ ต่อไป.. นะแม่ชีนะ
เมื่อโยมพ่อท่านพูดจบ ข้าพเจ้าจึงกล่าวกับโยมพ่อว่า...
"โยมพ่อก็เช่นเดียวกันนะจ๊ะ ขอให้โยมพ่อได้สมปรารถนา
หากแม่ชีพิจารณาแล้ว สมควรแก่เหตุที่จะช่วย จะปรับเปลี่ยนเช่นไรได้.. ก็จะช่วยโยมพ่อให้พบนิพพานได้
ไม่ชาติใดก็ให้ชาติหนึ่ง ให้ได้ในชาติปัจจุบันอันใกล้นี้
เกิดมาในชาติใด ก็ขอให้ได้สมปรารถนา
ให้พบธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า และให้ได้หลุดพ้นให้ได้ พร้อมทั้งลูกหลานบริวาร
แล้วข้าพระพุทธเจ้า จึงลาโยมพ่อ และค่อยๆถอยกลับมาๆ ลอยมาเป็นแก้วใสๆ นั่งขัดสมาธิอยู่บนดอกบัว
.. กลับมาสู่โลกมนุษย์ กลับมาสู่กายเนื้อ
นี่คือ การถ่ายทอด **การไปหาโยมพ่อเปิ้น** เพื่อนำเอาสิ่งที่มนุษย์ทุกคนอาจไม่รู้ มาเผยแผ่ให้แก่ทุกคนได้ฟังว่า..การทำบุญ - ก็ได้บุญจริงๆ // การทำบาป - ก็ได้บาปจริงๆ
และสวรรค์นั้นก็ยังไม่สุขอย่างแท้จริง..
-- เพื่อทุกคน จะได้มีกำลังใจในการสร้างบุญต่อไป
-- เพื่อให้ทุกคน จะได้ไม่ลุ่มหลงอยู่กับสิ่งสมมุติทั้งหลายบนโลกนี้
ก็ขอให้ญาติบุญญาติธรรมทั้งหลาย ที่ตั้งใจฟังธรรมในคราวครั้งนี้ จงได้รับความสุข ทุกๆคน ...
- - -

บันทึกการเข้า
 

หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 5.605 วินาที กับ 18 คำสั่ง