ผู้เขียน หัวข้อ: Rec-2583 การสืบทอดพระพุทธศาสนา  (อ่าน 997 ครั้ง)

thanit

  • Administrator
  • Newbie
  • *****
  • กระทู้: 21
    • ดูรายละเอียด
Rec-2583 การสืบทอดพระพุทธศาสนา
« เมื่อ: มิถุนายน 17, 2018, 07:32:18 am »



พุทธธรรมสำหรับนักบวช   วันที่  17 มิถุนายน 2561
ตอนที่ 359  **การสืบทอดพระพุทธศาสนา**
+ + 

ในเช้าของวันที่  16 มิถุนายน พ.ศ. 2561  ณ พุทธอุทยานภูสวรรค์
ข้าพระพุทธเจ้า เมื่อได้กราบนอบน้อมเข้าเฝ้าต่อองค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่านแล้วนั้น.. จึงได้เฝ้าทูลถามพระพุทธองค์ท่านไป ดังนี้ว่า..

“ ข้าพระพุทธเจ้า
ขอกราบนอบน้อมถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ เป็นที่พึ่ง
ขอกราบนอบน้อมถึงองค์พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ เป็นที่พึ่ง
ขอกราบนอบน้อมถึงองค์พระอรหันต์ทุกพระองค์ เป็นที่พึ่ง

วันนี้ลูกจะขอเข้าเฝ้าทูลถามและฟังธรรม ในเรื่องของการสืบทอดพระพุทธศาสนา
ตั้งแต่กำเนิดก่อเกิดพระพุทธศาสนา ตั้งแต่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์แรก
มีการสืบทอดธรรมนั้นอย่างไรบ้าง จนถึงองค์สุดท้าย คือองค์ปัจจุบันนี้
และมีการสืบทอดธรรมนั้นอย่างไรบ้าง ในพระพุทธศาสนา น่ะเจ้าค่ะ

ขอพระพุทธองค์โปรดทรงเมตตาแสดงธรรมนี้ให้ลูกได้ฟัง นำไปทำความเข้าใจ ปฏิบัติตาม และเผยแผ่ด้วยเถิด พระพุทธเจ้าค่ะ “
- - - -

ดีแล้วละ พระยาธรรมเอ๋ย.. ถ้าอย่างนั้น ลูกก็จงตั้งใจฟังให้ดี

พระยาธรรมเอ๋ย.. ลูกนั้นก็ได้ฝึกฝนตน เรียนรู้ธรรมมามาก หลายตอน และจนมาถึงวันนี้ ก็สามารถที่จะรวบรวมคำสอนทั้งหมด ที่จะให้ประกาศบอกต่อ สอนต่อ กับนักประพฤติปฏิบัติทั้งหลาย ในกึ่งพุทธกาลนี้

ให้เขาเหล่านั้นได้มีแนวทางในการประพฤติปฏิบัติตาม จนจบทุกตอนแล้ว
ช่วงนี้ก็เลยเป็นช่วงของการฝึกฝนเรียนรู้ เพื่อที่จะได้มีองค์ความรู้ เกี่ยวกับการสืบทอดพระพุทธศาสนา และการเคารพซึ่งกันและกัน ตามลำดับ แบบไหนกันบ้าง

ซึ่งก็ถือว่า จะให้เป็นตอนสุดท้ายของการแสดงธรรม ในหมวดของธรรมะสำหรับนักบวชแล้ว
เพราะธรรมทั้งหลาย จริงๆแล้ว มันก็มีมาก
แต่อะไรก็ตามที่มันมากเกินไป - มันก็ใช่ว่าจะเกิดประโยชน์
ทุกสิ่งทุกอย่าง ควรมีแต่พอดี พองาม พอเหมาะ
ให้มันอยู่ตรงทางสายกลาง จึงจะสามารถใช้ได้พอดี
ฉะนั้น.. ธรรมะสำหรับนักบวช  ก็คงต้องมาจบลงแต่เพียงเท่านี้

ลูกเอ๋ย.. ทีนี้ก็มาฟัง ในเรื่องที่มันจะเป็น องค์ความรู้ สำหรับการเผยแผ่ธรรมของพระพุทธศาสนา ที่มีอยู่แล้ว ที่เกิดขึ้นแล้ว และตั้งอยู่
แล้วจะสมมุติว่า ดับไปในวัฏสงสารนี้ เป็นบางช่วงบางยุค
-- แต่จริงๆแล้ว มันไม่ได้ดับ ไม่ได้หายไปไหน ++

ให้มาศึกษาสิ่งเหล่านี้ เพราะถ้าเกิดว่าเรา ได้ศึกษาสิ่งเหล่านี้แล้ว
ก็จะทำให้ลูกทั้งหลายนั้น..
/ ไม่มีความลังเลสงสัยในพระพุทธศาสนา
/ ไม่มีความรู้สึกหวาดกลัว ว่า..พระพุทธศาสนานั้น จะถูกผู้อื่นทำลาย

ลูกจะได้รู้ว่า.. ในแต่ละช่วง แต่ละกาลเวลา กว่าจะมีคำสอนเช่นนี้เกิดขึ้นมา
ให้ลูกนั้นได้เรียนได้รู้นั้น.. มันช่างเป็นเรื่องที่ยาก - ยากแบบไหน ?

ลูกทั้งหลาย..
จะได้มั่นใจในพระพุทธศาสนา
จะได้ตั้งใจเรียนรู้ในสิ่งที่ มันไม่ได้มีอยู่นาน  ไม่ได้มีอยู่ตลอดไป
-- มันจะปรากฏขึ้นเพียงแค่เป็นครั้งเป็นคราว.. ในกาลเวลาที่ยาวนานยิ่งนัก  ++

พระยาธรรมเอ๋ย..  ทีนี้ ก็มาเริ่มทำความรู้จักเข้าใจ กับองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ อย่างนี้..
องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ เป็นศาสดาของพระพุทธศาสนา
- ในทุกยุคที่มีการก่อเกิดองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้น

และการที่จะมีองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าหนึ่งพระองค์เกิดขึ้นนั้น..
* ไม่ใช่ว่าใครจะเกิดก็ได้ จะไปหยิบเอาดวงจิตไหนมาเกิดก็ได้ ไม่ใช่อย่างนั้นลูก..

การที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าหนึ่งพระองค์ ท่านจะสามารถบังเกิดขึ้นบนโลก
และตรัสรู้ธรรม ชี้ทางบอกทางกับสรรพสัตว์ทั้งหลาย
ดวงจิตทั้งหลาย หมู่เวไนยทั้งหลายนั้น..
 
องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นๆ จะต้องเวียนเกิดเวียนตายบนโลกนี้ นับภพชาติไม่ถ้วน เพื่อที่จะได้สั่งสมคุณงามความดี สั่งสมบารมีจนเต็มกำลัง
มีอินทรีย์แก่กล้า ที่จะสามารเกิดมา แล้วตรัสรู้ได้สำเร็จ ในยุคนั้นๆ ของพระองค์ แต่ละพระองค์

องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งนั้น ที่พร้อมแล้ว เต็มแล้ว ด้วยการสร้างบารมี
จึงค่อยเสด็จลงบังเกิดขึ้นบนโลกนี้.. เพื่อมาแสวงหาหนทางตรัสรู้ธรรม
* เมื่อตรัสรู้ธรรมแล้ว จึงค่อยชี้ทางบอกทางแก่ผู้อื่น *

ฉะนั้น.. การบังเกิดขึ้น ขององค์พระพุทธเจ้า
จึงไม่ได้มีมาก
จึงไม่ได้มีในคราวเดียว หลายพระองค์ หรือว่ามีซ้ำๆกันไป ต่อกันไปตลอดเวลา
- ไม่ได้มีอย่างนั้น

เพราะกว่าจะสั่งสมบุญบารมีได้ ของแต่ละพระองค์นั้น
มันไม่ใช่เรื่องง่าย
มันไม่ใช่เรื่องของการ ที่จะทำปุ๊บปั๊บ แล้วจะได้เลยในทันที !
** มันต้องอาศัยบารมี ในการสั่งสมมากเลยทีเดียว.. ลูกเอ๋ย

ฉะนั้น.. กาลเวลาจะผ่านไป  นาน.. กว่าจะมีพระพุทธเจ้าหนึ่งพระองค์บังเกิดขึ้นบนโลก
และพระองค์หนึ่ง สู่พระองค์หนึ่ง
มันก็ไม่ได้มีช่วงเวลาจำกัด ของการลงมาตรัสรู้บนโลกนี้
หรืออุบัติบังเกิดขึ้นขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จากหนึ่งพระองค์ สู่อีกหนึ่งพระองค์ว่า ..
ต้องเป็นกาลเวลาเท่านั้นเท่านี้  ไม่ได้ระบุจำกัดเอาไว้เช่นนั้นหรอกลูก
เพราะทุกสิ่งทุกอย่าง..
/ มันต้องเป็นไป ตามรอบ ตามเหตุ ตามปัจจัย ของการสั่งสมบารมี มากน้อย
/ ใช้เวลานานหรือสั้น ของหนึ่งพระองค์นั้นๆ
/ พร้อมแล้วเมื่อไร ตามเหตุตามปัจจัยอันสมควรเมื่อไร จึงค่อยมา

ฉะนั้น.. ช่วงระยะเวลาที่ว่างเว้น จากพระพุทธเจ้าหนึ่งพระองค์ - สู่หนึ่งพระองค์
จึงจำกัดไม่ได้ ว่าจะต้องเท่าไร อย่างนี้เป็นต้น.. พระยาธรรม

แต่จะอย่างนั้นก็ตาม.. ถือองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ว่า 
* เป็นศาสดาแห่งศาสนาพุทธ ในทุกยุคทุกสมัย
* เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน  ผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง
* เป็นผู้ที่เป็นมหาบุรุษ  ที่เกิดขึ้นบนโลก ในวัฏสงสารนี้
-- เพื่อชี้ทาง แก่เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย 
-- เพื่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย ได้อาศัยทางเส้นนั้น- เพื่อหลุดพ้น

ฉะนั้น.. องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ จึงเป็นผู้หาทางออกจากวัฏสงสารนี้
ซึ่งวัฏสงสารนี้ ก็เปรียบเสมือน เป็นกรงขัง - ที่ขังดวงจิตทั้งหลายเอาไว้ในนี้
.. หาทางออกไม่เจอ
ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในนี้ นับภพชาติไม่ถ้วน
-- แล้วก็ไม่มีหนทาง ที่จะออกไปจากที่นี่ !

แต่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์  เกิดขึ้นมาบนโลกนี้.. เพื่อเป็นผู้นำทาง
และกว่าจะได้เป็นผู้นำทาง แต่ละคน แต่ละพระองค์ - ก็จะใช่ว่ามันจะเป็นเรื่องง่ายๆ !
มันก็ต้องอาศัยการสร้างบารมีมากมาย  กาลเวลาผ่านไปหลายหมื่นปี หลายแสนปีบ้าง
- แล้วแต่รอบระยะห่าง ของแต่ละพระองค์ -สู่อีกหนึ่งพระองค์

แล้วแต่ว่า มันจะอาศัยเวลามากน้อยเพียงใด - จึงจะมีองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นบนโลกนี้ หนึ่งพระองค์  เพื่อมาชี้ทางบอกทาง

ฉะนั้นลูกเอ๋ย..  การเกิดขึ้นขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ได้มีเฉพาะแค่องค์ปัจจุบันนี้
ที่มีอยู่ ที่เป็นอยู่ ที่สอนสั่งอยู่..

แต่ได้มีองค์พระพุทธเจ้าหลายพระองค์ที่ตรัสรู้ไปแล้ว
ตั้งแต่องค์ปฐม สืบทอดเรื่อยๆมา..

แต่การสืบทอดขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ก็คือ การสั่งสมบำเพ็ญความดีไว้รอรอบ
เพื่อองค์นี้ประกาศธรรมสำเร็จแล้ว หมดยุคของคำสอนขององค์นี้ หนทางได้ปิดลง - ก็จะต้องรอรอบขององค์อนาคตจะมาใหม่ อย่างนี้

เปรียบเสมือนว่า ประตูแห่งการพ้นทุกข์นั้น มันเปิดปิดเป็นเวลา
เมื่อได้เวลาแห่งวีรบุรุษ ผู้ที่มีการสั่งสมบารมีมาพร้อมแล้ว กำลังเต็มแล้ว
- จึงสามารถเปิดประตูหลุดพ้นนั้นได้ **

เมื่อเปิดแล้ว ก็จะใช้บารมีขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์นั้นๆที่มาประกาศธรรม
เปิดจับประตูนั้นไว้.. แล้วให้ดวงจิตทั้งหลายได้ประพฤติปฏิบัติตาม

ฉะนั้น.. การสืบทอดขององค์พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ที่สืบทอดพระพุทธศาสนามา
ก็คือ การสั่งสมความดี การเตรียมแผน วางแผน
ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าหนึ่งพระองค์ สู่หนึ่งพระองค์
-- ด้วยการทำความดี สั่งสมความดี ไว้รอรอบการมาตรัสรู้ *

พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วหนึ่งพระองค์ - ต้องมีเกิดขึ้นมาอีกหนึ่งพระองค์ *
.. แต่อาศัยช่วงเวลาที่ห่างกัน เพื่อที่จะสั่งสมบารมี และได้รอบในการมาเผยแผ่ธรรมบนโลกนี้ --

อย่างนี้ละ พระยาธรรมเอย..  คือการสืบทอดพระพุทธศาสนา จากพระพุทธเจ้าหนึ่งพระองค์สู่หนึ่งพระองค์  และในระหว่างที่ว่างเว้นจากองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์หนึ่งสู่พระองค์หนึ่งนั้น เรียกว่า ช่วงที่ว่างเว้นจากพระพุทธศสานา

ก็จะมีดวงจิตต่างๆทั้งหลาย  ที่ได้สร้างได้สั่งสมบุญสั่งสมบารมี ในเรื่องของการมาตรัสรู้ชอบได้ โดยพระองค์เอง ของเหล่าองค์พระปัจเจกพุทธเจ้า - ซึ่งเป็นองค์พระพุทธเจ้าเหมือนกัน
แต่ว่าเป็นองค์พระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง - แต่ไม่สอนสั่งให้บุคคลผู้อื่นเดินตาม อย่างนี้

ในช่วงที่ว่างเว้นจากพระพุทธศาสนาแล้ว.. ก็จะมีองค์พระปัจเจกพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นบนโลกนี้
เพื่อที่จะได้เกิดมาบรรลุธรรม  ศึกษาธรรมด้วยตนของท่านเอง
เพื่อจะได้มีร่องรอยแห่งพระพุทธศาสนา สืบทอดกันเข้าไว้..

ฉะนั้น..องค์พระปัจเจกพุทธเจ้า ก็เป็นดวงจิตผู้สั่งสมบุญบารมีมาก สามารถตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง  และเกิดในยุคที่ว่างเว้นจากพระพุทธศาสนา เพื่อที่จะได้รักษาแนวทางของการมีศาสนา หนึ่งพระองค์สู่อีกหนึ่งพระองค์ - ระหว่างองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ฉะนั้น.. องค์พระปัจเจกพุทธเจ้าจึงบังเกิดขึ้น และองค์พระปัจเจกพุทธเจ้าสามารถที่จะเกิดขึ้น คราวเดียวหลายพระองค์ได้  แล้วก็ผลัดกันเกิด ในช่วงนี้ช่วงนั้น ต่อกันไปเรื่อยๆ..
จนกว่าใกล้เวลาที่ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะบังเกิดขึ้นแล้วอีกหนึ่งพระองค์
-  เพื่อมาบอกทางชี้ทางแก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย กับดวงจิตทั้งหลาย..
* องค์พระปัจเจกพุทธเจ้า ท่านทั้งหลายเหล่านั้น จึงหยุดการมาเกิด *

เมื่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าหนึ่งพระองค์นั้น ได้บังเกิดขึ้นมา และตรัสรู้ทำหน้าที่แห่งตนแล้ว องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นก็ได้สอนสั่งธรรม ที่ตนบรรลุ ที่ตนรู้แจ้งนั้น ..
ให้กับพระอรหันต์สาวกทั้งหลาย ซึ่งดวงจิตที่จะมาเกิดเป็นพระอรหันต์สาวกที่เป็นช่วงต้นๆของการก่อเกิดพระพุทธศาสนา ที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านนั้นบรรลุธรรม

จะเป็นกลุ่มแรกชุดแรกนั้น ก็จะต้องเป็นกลุ่มดวงจิต ที่ได้สร้าง ได้สั่งสมบุญไว้แล้ว ตั้งแต่รอบก่อน กับองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ก่อนก็ดี กับองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันที่มาเกิดนั้น ด้วยบุญบารมีที่สร้างร่วมกันมาก็ดี จะต้องสร้างบุญกับองค์พระปัจเจกพุทธเจ้าไว้แล้วก็ดี แล้วแต่เหตุ แล้วแต่ปัจจัย

แต่ดวงจิตทั้งหลายเหล่านั้น.. เขาจะต้องเป็นดวงจิต ที่สร้างสั่งสมความดีมาแล้วจนเต็ม
เพียงแค่รอรอบการมาขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อที่จะชี้ทางอีกสักหน่อยหนึ่ง ชี้บอก คือ กำลังเขามีเต็ม  เราบอกว่าไปทางนี้ เขาก็จะมีกำลังที่จะลุกขึ้นเดินตามทันที - เพื่อสำเร็จบรรลุเป็นองพระอรหันต์ *
เพื่อยืนยันกับโลกว่า.. การบรรลุธรรมไม่ใช่มีแต่เฉพาะองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่พระองค์เดียว
- แต่ผู้อื่นก็สามารถบรรลุธรรมตามองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เช่นเดียวกัน.. ++

จึงจะเป็นเหตุจูงใจ ที่จะทำให้ดวงจิตกลุ่มอื่นที่ไม่ได้สั่งสมบุญรอรอบ แต่ก็เป็นจิตที่สามารถขวนขวายทำความดี ณ ปัจจุบันได้ - เข้ามา เพื่อที่จะศึกษาธรรม ทำความดีต่อไป..

เมื่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และองค์พระอรหันต์สาวก กลับคืนสู่พระนิพพานแล้ว - ด้วยการดับจากกายหยาบ ก็จะมีการให้องค์พระอรหันต์ที่จะสำเร็จในต่อไปในภาคหน้า แต่ละดวงจิตที่ได้สั่งบุญบารมีจนเต็มแล้ว
-- เหลือเพียงแค่รอเวลาในเกิดขึ้นมา แล้วค้นหาการสำเร็จธรรมนั้น บังเกิดขึ้นบนโลกใบนี้..

เมื่อดวงจิตทั้งหลายเหล่านั้น.. บังเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ก็อาจจะมาเป็นองค์แทน
คือ พระอริยะสงฆ์ทั้งหลาย.. ที่บังเกิดขึ้นในแต่ละยุค เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา
จากยุคสู่ยุค ในช่วงที่ยังมีคำสอนอยู่ก็ตาม.. ลูกเอ๋ย

จะเป็นผู้มาสร้างความดี และนำทางให้ดวงจิตทั้งหลายได้รู้ว่า..
* ทางเส้นนี้ยังไม่หายไป
* ทางเส้นนี้ยังมีอยู่  และสามารถที่จะประพฤติปฏิบัติตามได้ อย่างแท้จริง

องค์พระสงฆ์  จึงเป็นผู้สืบทอดพระพุทธศาสนา ในช่วงที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังประกาศธรรมอยู่ เพียงแต่กายนั้นได้ดับแล้ว จิตนั้นได้เข้าถึงพระนิพพานแล้ว - แต่ยังเป็นในช่วงที่องค์พระพุทธเจ้ายังต้องดูแลเผยแพร่พระธรรมอยู่
ก็จะมีเหล่าพระอรหันต์สาวก พระอริยะสงฆ์  อริยะเจ้าทั้งหลาย ช่วยกันเผยแผ่ธรรม แล้วก็สร้างพระอริยะสงฆ์ อริยะเจ้าขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละยุคแต่ละสมัยตามการได้เผยแผ่ธรรมเหล่านั้นด้วย

จนถึงกึ่งพุทธกาลขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระธรรมคำสอนนั้น ค่อนข้างที่จะ เลือนรางหายไปแล้ว เหลืออยู่ ก็คือ เหลือการทำความดีในขั้นต้น
-- แต่การจะประพฤติปฏิบัติเพื่อดับการเกิดได้อย่างแท้จริงนั้น ก็ได้เลือนรางจางหายไป..

ทุกคนทำความดีในระดับขั้นขั้นต้น ถึงขั้นกลาง
แต่การจะบรรลุเข้าสู่ความหลุดพ้นอย่างแท้จริงนั้น ก็มีหลงเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย
... ทางนั้น จะมองไม่ค่อยเห็นชัดแล้ว..
 
องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้มีการถ่ายทอดธรรมกลับคืนสู่โลกอีกครั้งหนึ่ง
- โดยอาศัยจิตที่บริสุทธิ์กลับคืนมา เป็นองค์แทนผู้นำพระธรรมมาเผยแผ่ **

เมื่อพระธรรมที่ลงมาในกึ่งพุทธกาลนั้น ได้เผยแผ่ออกไปกว้างไกลอีกครั้งหนึ่ง
ด้วยตัวแทนของผู้นำพระธรรม  และเป็นธรรมจากองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ได้เผยแผ่แล้วอีกครั้งหนึ่งใน กึ่งพุทธกาล

ธรรมเหล่านั้น.. ก็จะอยู่ไปจนสิ้นสุดพุทธศาสนา คือครบ 5,000 ปี ครบกาลเวลาแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ที่จะมาประกาศธรรม ที่บารมีของท่าน จะเปิดประตูแห่งความพ้นทุกข์ไว้ได้ ในเวลานั้น ที่มากที่น้อย - ตามเหตุตามปัจจัยของแต่ละพระองค์ที่ได้สร้างเหตุนั้นๆไว้

ฉะนั้น.. กาลเวลาการมาเผยแผ่ธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบนโลกนี้
ก็ไม่ได้จำกัดว่า จะต้องเท่ากัน เช่น
จะต้อง 5,000 ปี เท่ากับองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนี้
- ไม่ได้จำกัดไว้อย่างนั้น ลูก
บางพระองค์ ก็ 4,000 ปี
บางพระองค์ ก็ 6,000 ปี
บางพระองค์มากสุด ก็ 8,000ปี 

ขึ้นอยู่กับแต่ละพระองค์ว่า จะสั่งสมบุญบารมีแห่งตน ที่จะเปิดประตูแห่งความพ้นทุกข์ ได้มากได้น้อย แต่ไม่เคยเกิน 8,000 ปี นะลูก
เต็มที่ยาวนานที่สุด ก็ไม่เกิน 8,000 ปี
สั้นสุดก็ไม่เกิน 3,000 กว่าปี - ถึง4,000ปี
.. แล้วแต่ แต่ละพระองค์

พระองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่าน ได้มาตรัสรู้บนโลกนี้กลับคืนสู่พระนิพพานแล้วหลายพระองค์ จึงมีเหตุ มีสภาวธรรมของแต่ละพระองค์ที่แตกต่างกันไป ตามเหตุของการทำเอาไว้
คือ การสร้างบุญ อย่างนั้นละ..
-- จึงมีการเผยแพร่สืบทอดพระธรรมกันอย่างนี้ ++

ผู้ประกาศธรรมบังเกิดขึ้นแล้ว กลับคืนสู่พระนิพพาน
ก็จะมีเหล่าพระโพธิสัตว์ทั้งหลายลงมาบังเกิด แล้วก็มาสร้างมาสั่งสมบุญบารมี
มีเหล่าพระอรหันต์สาวก ที่สามารถสำเร็จบรรลุธรรม - ตามคำสอนที่เกิดขึ้นในกึ่งพุทธกาลนั้น
... จนกว่าจะสิ้นสุดพระพุทธศาสนา

และยังมีดวงจิต ผู้ที่จะมาตรัสรู้เป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในองค์อนาคต อีกหลายพระองค์ ที่จะเกิดมาในยุคที่มีธรรมคำสอนอยู่ - เพื่อมาสั่งสมบุญบารมีแห่งตน
- โดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์อนาคต ที่จะมาเป็นองค์ถัดไป..

เช่นวันนี้ก็คือ องค์พระศรีอารยะเมตไตรย ที่จะมาตรัสรู้ต่อไปในภายภาคหน้า ก็ต้องบังเกิดขึ้น พร้อมด้วยดวงจิตทั้งหลาย.. ที่มีความเกี่ยวข้องกันมา พัวพันกันมาด้วยกรรมดีบ้าง - กรรมไม่ดีบ้าง ก็ต้องเกิดขึ้นมาบนโลกนี้ เพื่อมาสั่งสมบารมีไว้รอรอบโน้น.. ที่จะมาตรัสรู้เป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือที่จะมารู้ธรรมตาม สำเร็จตาม เป็นองค์พระอรหันต์

ท่านทั้งหลายเหล่านั้น ดวงจิตทั้งหลายเหล่านั้น..ก็จะเกิดขึ้นมา เพื่อจะสั่งสมบุญไว้รอรอบ เช่นเดียวกัน
อย่างนี้ละ.. พระยาธรรม

** เมื่อการประกาศธรรมของลูกนั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว จะมีเหล่าองค์พระโพธิสัตว์ทั้งหลายบังเกิดขึ้น พร้อมด้วยดวงจิตผู้บรรลุธรรมตามอีกมากมาย - จนกว่าจะสิ้นสุดพระพุทธศาสนา **

เมื่อสิ้นสุดพระพุทธศาสนาแล้ว.. ก็จะมีองค์พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่ได้สั่งสมบุญเอาไว้แล้ว บังเกิดขึ้น เพื่อให้มีร่องรอยของศาสนาเอาไว้
- เพียงแต่แนวทาง หรือคำสอนไม่มีแล้ว เท่านั้นเอง..

ไว้ให้กับองค์พระศรีอารยะเมตไตรย ที่จะบังเกิดขึ้นในอนาคต  อีกประมาณ 70,000 ปี
ในภายภาคหน้านั้น.. ซึ่งไม่สามารถระบุจำกัดได้ว่า ต้องเท่านั้นเท่านี้

แต่โดยประมาณแล้ว ราวๆ 70,000 ปี องค์พระศรีอริยะเมตไตรย จะกลับมาตรัสรู้บนโลกนี้ **
- แล้วก็จะมีดวงจิตทั้งหลายเกิดขึ้นมา..
-- บรรลุธรรมตามเป็นองค์พระอรหันต์ เพื่อสืบทอดธรรมต่อไป ++

พระยาธรรมเอย.. พระพุทธศาสนานั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมานานแล้ว  และเป็นสิ่งที่จะต้องมีคู่อยู่กับวัฏสงสารนี้ เพราะเป็นหนทางที่จะชี้ทางบอกทาง ให้จิตทั้งหลาย ออกจากทะเลทุกข์นี้ ออกจากที่นี่ไปเพื่อพ้นทุกข์ **

เพียงแต่กว่าจะมีองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าหนึ่งพระองค์บังเกิดขั้น เพื่อมาชี้ทางนั้น
ต้องสั่งสมความดีมาก กว่าจะมีศาสนาเกิดขึ้นในหนึ่งพระองค์นั้น ก็ต้องใช้เวลามาก

แล้วกว่าดวงจิตแต่ละดวงจะไต่เต้าขึ้นมา เพื่อฟังธรรมรู้เรื่อง และสำเร็จธรรมตาม ก็ต้องใช้เวลาที่มาก และต้องมีโอกาสของตนเอง ที่ขวนขวายไว้ได้ ทำไว้ได้ สร้างไว้ได้..
-- จึงฟังธรรมรู้เรื่อง และเข้าใจ
-- จึงจะสามารถหลุดพ้น ตามองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้
อย่างนั้นละ.. พระยาธรรม

ฉะนั้น.. การมีพระพุทธศาสนา เป็นเรื่องที่มีอยู่แล้ว และจะสมมุติดับไปจากโลกใบนี้ เป็นบางครั้ง บางช่วงของกาลเวลา..

แต่ในความเป็นจริง พระพุทธศาสนาอยู่คู่กับวัฏสงสารนี้มายาวนาน  และไม่เคยหายไปไหน !
เพียงแต่ว่างเว้น  เพื่อที่จะให้จิตทั้งหลายได้สร้างบารมี
เพราะการจะออกไปจากที่นี่นั้น ต้องสั่งสมความดีไว้มาก ลูก - จึงจะมีสติปัญญารู้ตาม

บุคคลผู้ที่จะเป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า - ก็ต้องสร้างกำลังไว้มาก
องค์พระปัจเจกพุทธเจ้า - ก็สร้างรองลงมาหน่อย
องค์พระอรหันต์สาวก - ก็สร้างบารมีรองลงมาอีก
และแต่ละดวงจิต ก็สั่งสมบารมีมากน้อยต่างกัน  ตามเหตุตามปัจจัยแห่งตน
-- แต่ทุกดวงจิต ก็สามารถเข้าสู่พระนิพพานได้ ++

อย่างนี้ละ พระยาธรรม.. คือการเผยแผ่ธรรม
และในแต่ละช่วง ที่มีการเผยแผ่ธรรมก็ดี / ไม่มีการเผยแผ่ธรรมแล้ว ก็ตาม..
-- ก็จะมีเหล่าพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย.. คอยทำหน้าที่อยู่ทางโลกทิพย์ ..
และผลัดเปลี่ยนกันลงมาเกิด เพื่อดูแลโลก ดูแลคุณงามความดี ++

อย่างนี้ละ พระยาธรรมเอย.. พอจะเข้าใจบ้างแล้วหรือยังล่ะลูก
มีข้อสงสัยใดบ้างหรือเปล่า จงกล่าวธรรมนั้นมาเถิด..

++
พระยาธรรม ::   สาธุ เจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณพระพุทธองค์ ที่ทรงเมตตาแสดงธรรมนี้ให้ลูกได้ฟัง
ลูกไม่มีข้อสงสัยใดๆแล้วพระพุทธเจ้าค่ะ เข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างแล้วเจ้าค่ะ

* ศาสนาพุทธเรานั้น
// ไม่ใช่ศาสนา ที่สมมุติเกิดขึ้นมา - แบบไม่มีรากฐาน
// ไม่ใช่ศาสนา ที่ไม่มีการสืบทอด หรือมั่นคง

ลูกจะนำไปเผยแผ่ ให้ทุกคนได้รู้ความเป็นจริงของพระพุทธศาสนา
ว่า.. สืบทอดกันมายาวนานแค่ไหน และมีการสืบทอดยุคสู่ยุคยังไง
วันนี้ลูกคงต้องขอกราบลาพระพุทธองค์ก่อน นะเจ้าคะ..

สาธุ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 08, 2019, 11:48:52 am โดย thanapanyo »