ผู้เขียน หัวข้อ: Rec-2578 พิจารณาเวทนา  (อ่าน 845 ครั้ง)

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4134
    • ดูรายละเอียด
Rec-2578 พิจารณาเวทนา
« เมื่อ: มิถุนายน 12, 2018, 09:20:05 am »



พุทธธรรมสำหรับนักบวช  วันที่  12 มิถุนายน 2561
ตอนที่ 355  **พิจารณาเวทนา**
+ +

ในเช้าของวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2561  ณ พุทธอุทยานภูสวรรค์
ข้าพระพุทธเจ้า เมื่อได้กราบนอบน้อมเข้าเฝ้าต่อองค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่านแล้วนั้น.. จึงได้เฝ้าทูลถามพระพุทธองค์ท่านไปดังนี้ว่า

“ ข้าแต่องค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เจ้าขา..
วันนี้ลูกจะขอเฝ้าฟังธรรมถึงเรื่องของ การพิจารณาเวทนา คือ ความรับรู้สุขทุกข์ต่างๆ
เมื่อเราพิจารณากายแล้ว การพิจารณาเวทนานั้นมันเป็นแบบไหน..

ขอพระพุทธองค์โปรดทรงเมตตาแสดงธรรมเรื่องของเวทนา ให้ลูกได้เรียนรู้ ได้ศึกษาตาม ด้วยเถิดพระพุทธเจ้าค่ะ “ 
- - - -

พระยาธรรมเอ๋ย..  ดีแล้วละลูก ถ้าอย่างนั้นก็ตั้งใจฟังให้ดี เมื่อตั้งใจฟังแล้ว จะได้เข้าใจตามได้อย่างแท้จริงลูก  การที่เรานั้นจะดูเวทนารู้เรื่องเข้าใจ เราก็ต้องรู้เสียก่อน ว่าเวทนานั้นมันคืออะไร มันมีอยู่ที่ตรงไหนบ้าง

พระยาธรรมเอ๋ย..  ดวงจิตของบุคคลผู้ที่สามารถฝึกฝนตน จนเป็นองค์พระอรหันต์ได้..
ดวงจิตเหล่านั้น มีสภาวธรรมอยู่เหนือเวทนา
ไม่รู้สึกสุขทุกข์
ไม่ได้วิ่งตามสิ่ง ที่มันส่งมาให้เรารับรู้ ว่านี่คือ ความรู้สึกสุข / นั่นคือความรู้สึกทุกข์
จะต้องไปวิ่งตามสิ่งเหล่านั้น - จะมองเห็นเป็นธรรมดาของมันอย่างนั้นเอง

สุข ก็รู้ว่าสุข  แต่ไม่ได้เอาสุขมายุ่งกับเรา
ทุกข์ ก็รู้ว่าทุกข์  แต่ไม่ได้เอาทุกข์มายุ่งกับเรา
เฉยๆแล้ว ก็รู้ว่าเฉยๆ  แล้วก็ไม่ได้เอาอารมณ์เฉยๆนั้น มายุ่งกับตน กับความรู้สึกแห่งตน
คืออยู่เฉยๆแบบเหนือเฉยๆ เห็นสุขเห็นทุกข์ ก็เห็นเป็นธรรมดา
เช่นนี้ละ พระยาธรรม..  ดวงจิตที่เป็นปกติเป็นอย่างนี้

แต่ดวงจิตที่ไม่ปกติ ที่เป็นปุถุชนคนธรรมดาทั่วไป
หรือจะเป็นพระอริยะบุคคลในระดับที่ 1- 3 ที่ยังไม่เข้าถึงความเป็นองค์พระอรหันต์ก็ตาม
ดวงจิตเหล่านั้น.. ก็จะมีความรู้สึก วิ่งตามสุขบ้าง วิ่งตามทุกข์บ้าง วิ่งตามเฉยๆบ้าง คือ
รู้สึกสุข ก็เอาสุขมารวมกับเรา ว่าเป็นเราบ้าง
รู้สึกทุกข์ ก็เอาทุกข์มารวม ว่าเป็นเราบ้าง
รู้สึกเฉยๆ ก็จะเอาความรู้สึกเฉยๆนั้น มารวมว่าเป็นเราบ้าง
.. อย่างนี้.. พระยาธรรม

เพียงแต่ ถ้าหากว่า..
เป็นปุถุชนคนธรรมดาทั่วไป.. ก็จะรู้สึกมาก และดึงสุข ดึงทุกข์ เข้าหาตนมาก
เมื่อเป็นพระอริยะบุคคล พระอริยะเจ้าแล้ว.. ก็อาจจะดึงความรู้สึกเหล่านี้
- เข้ามาเป็นตน  เป็นของตน น้อยลงเบาบางลงไป- ตามระดับภูมิจิตของแต่ละดวงจิตที่เป็นอยู่  *

อย่างนี้ละ พระยาธรรม.. ที่เขาเรียกว่า เวทนา
ซึ่งเวทนานั้น คือความรู้สึกรับรู้ ที่มันเกิดขึ้นจากภายนอก
แต่จิตของเรา ถูกครอบงำ ไม่รู้ไม่เห็นตามความเป็นจริง
เราก็เลยมักจะดึง สิ่งที่มันเกิดขึ้นทั้งหลาย - ดึงเข้ามาเป็นเรา เป็นตัวเป็นตนของเรา ++

บุคคล ผู้ที่ถือครองกายในแบบไหน.. ก็มักจะเอาความรู้สึกในกายในแบบนั้น
มาบวกกับความรู้สึกของเชื้อกิเลส ที่มันคลุมจิต
ที่รู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ เข้ามาสู่จิตของตน เอามารวมกันไว้ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
กิเลสมันสุข ก็บอกว่า  เราสุข
กิเลสมันทุกข์ ก็บอกว่า  เราทุกข์
ความรู้สึกนิ่งเฉย ก็ไปหลงยึดเอาความนิ่งเฉยมาเป็นเรา
จิตก็เลยไม่อยู่อย่างว่างๆ เหมือนองค์พระอรหันต์ / เหมือนผู้ที่ละกิเลสได้แล้ว
อย่างนี้ละ พระยาธรรม..  เรียกว่า เวทนา

เกิดเป็นเทวดา เทวบุตร เกิดอยู่ในสวรรค์ชั้นฟ้า
อยู่ในภูมิที่สุขสบาย มีกายทิพย์ เหาะเหินเดินอากาศได้
ก็หลงระเริงนึกว่า.. กายอันสุดแสนสบายนั้น - เป็นเรา เป็นของเรา เป็นตัวเป็นตนของเรา
เอาความรู้สึกสุขเข้ามาหาตน..

ถ้าเกิดอยู่ในนรก เป็นเปรต อสุรกาย - เราก็จะรู้สึกว่า สัตว์นรก เปรต อสุรกาย
- ที่ทุกข์ทรมานยิ่งนัก เร่าร้อนยิ่งนักนั้น คือตน คือตัวคือตนของตน
-- น้อมเอาความทุกข์นั้น - มาเป็นเราเป็นของเรา อย่างนี้ ..

เช่น การที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ก็เหมือนกัน.. พระยาธรรม
เกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว ก็มีกายของมนุษย์นี้ เป็นที่ตั้งยึดว่าเป็นเรา
เมื่อเจอความทุกข์ในร่างกาย ของการเป็นคน เช่น
เจ็บตรงนั้น ปวดตรงนี้ ร้อนหรือหนาว  หิวหรือว่าอิ่ม

ความรู้สึกต่างๆทั้งหลายทั้งสุขทั้งทุกข์จากกายนั้น. เราก็จะดึงมาเป็นเรา
เป็นตัวเป็นตนของเรา โดยที่ไม่รู้ตัว..
เพราะว่าเราแยกไม่ออก ว่า กาย คือกาย  // จิต คือจิต - เราแบ่งแยกไม่ออก !

เมื่อเกิดความสุขในกาย -  เราก็นึกว่า มันเป็นสุขของเรา..
แล้วเราก็หลงยึดกับทั้งสุข ทั้งทุกข์ของกายมนุษย์ ว่า.. เป็นเรา เป็นตัวเป็นตนของเรา
กายเจ็บเราก็ว่า เราเจ็บ
- เราก็เลยมีแต่เรา มีแต่ของเรา -
... เพราะว่าเราน้อม เอาเวทนานั้น มาเป็นตัวเป็นตน  เป็นของของตน..ลูกเอ๋ย

ซึ่งถ้าเกิดเป็นดวงจิต ผู้ปราศจากกิเลสตัณหาแล้ว..
ท่านจะไม่น้อมเอาความรู้สึกใดๆ ทั้งสุข ทั้งทุกข์ ทั้งเฉยๆนั้น..
- มาเป็นตัวเป็นตน เป็นของของตนเลย.. พระยาธรรมเอ๋ย

แต่ถ้าเป็นดวงจิตของบุคคลทั่วไป ก็ดี ขององค์พระอริยะบุคคลในระดับที่ 1-3 ก็ตาม
ก็จะยังน้อมเอาความรู้สึกเหล่านั้น มาเป็นเรา เป็นของของเรา
... เพียงแต่จะมาก หรือน้อย - ตามระดับของภูมิจิต เท่านั้นละลูก

พระยาธรรมเอ๋ย.. เวทนานั้น มันจึงเป็นเรื่อง ของกายบ้าง / เรื่องของเชื้อกิเลสตัณหาบ้าง
- ที่มันเกิดขึ้น จากกาย
- ที่มันเกิดขึ้น จากเชื้อกิเลส
... เลยแบ่งแยกออกมา  เป็น 2 แบบ

ซึ่งจริงๆแล้ว มัน ก็คือ แบบเดียวกัน
- แต่ต้องแยกออกมา เป็น 2 แบบ เพื่อที่จะได้ทำความเข้าใจให้ชัดเจน..

ในความเป็นจริงแล้ว มันเป็นแบบเดียวกัน คือแบบไหน
กาย ก็เป็นผลของกรรม
กรรม ก็เป็นผลของกิเลสตัณหา
ซึ่งกิเสตัณหา ก็คือ เหตุที่ทำให้รู้สึกสุข หรือทุกข์
เพราะเกิด.. ความหลง ความรัก ความโลภ ความโกรธ - ยึดเป็นตัวเป็นตนไงลูก
มันก็เลยคือ อันเดียวกัน
มันเกิดจากที่เดียวกัน.. ลูกเอ๋ย
- จิตไม่แยกออกจาก กิเลสตัณหา..

กิเลสตัณหา เลยสั่งให้จิตนั้นทำกรรม
กรรม เลยสั่งให้จิตไปเกิดอยู่ตรงนั้นตรงนี้
มีกาย เป็นผลของกรรมอย่างนี้
มันก็เลยเป็นเรื่องเดียวกัน  มันก็เลยมาจากที่เดียวกัน  และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

แต่ที่ต้องให้พิจารณาแยกออกมาเป็น 2 แบบ เพื่อที่ลูกนั้น จะได้รู้เท่ารู้ทันว่า
ตนนั้น จะต้องพิจารณาดับสุขทุกข์ ที่มันเกิดขึ้นนั้น
อารมณ์ที่มันเกิดขึ้นนั้น แบบไหน

หากเรารู้ว่ามันเกิดจาก กาย - เราก็จะได้ถอดถอน และดับที่กาย
หากเรารู้ว่ามันเกิดที่ กิเลสตัณหา - เราก็จะได้ถอดถอนความรู้สึกนั้น ที่มันเกิดจากกิเลสตัณหา
อย่างนี้ละ.. พระยาธรรมเอย

และเวทนาทั้ง 2 อย่างนี้ มันก็เชื่อมต่อเข้าหากันได้เป็นอย่างดี
จนบางครั้ง ถ้าไม่ใช้สติปัญญาที่มาก ในการแยกแยะ
-- ก็จะไม่สามารถที่จะแยกแยะออกได้เลย.. ลูกเอ๋ย

คือไม่สามารถที่จะแยกได้ว่า.. นั่นคือเวทนาของกาย  // หรือว่าเวทนาของใจ
คือ ความรู้สึกที่ส่งไปหาจิต เชื่อมต่อระหว่างกาย กับจิต
เรานั้นจะแยกออกจากกันไม่ได้

บางทีทุกข์กาย ก็เลยส่งไปเป็น ทุกข์ใจ
สุขกาย ก็เลยส่งไปเป็น สุขใจ อย่างนี้
... มันช่วยกันทำงานอย่างนี้

หากเราไม่แบ่งแยก ไม่ใช้สติปัญญา - ที่เป็นปัญญาแห่งธรรมนั้น ตรึกตรองให้ดี
เราก็จะเอามันรวมเข้าหากันหมด.. จนแบ่งแยกไม่ได้เลย ว่าทุกข์อะไร สุขอะไร
ทุกข์กายทุกข์ใจ มันทุกข์ตรงไหน
สุขที่กาย  สุขที่ใจ ความรู้สึกสุขทุกข์เหล่านี้ - มันเกิดมาจากไหน 
ช่วงไหน มันเป็นตรงไหน
… แล้วมันส่งไปหาอะไรบ้าง

เช่น ทุกข์จากกายอยู่ แต่มันทะลุส่งไปถึงจิตโน่นแล้ว - ให้จิตทุกข์ตามไปด้วย
หรือว่าทุกข์จากกายแล้ว.. มันก็ทุกข์แค่ตรงนั้น
- มันไม่มีผลอะไรกับจิตใจ อย่างนี้..

พระยาธรรมเอ๋ย..  เมื่อทำความเข้าใจเช่นนี้แล้ว..  เราก็ค่อยมาแบ่งความรู้สึก เป็น 2 แบบ
แบบที่ 1*  คือความรู้สึก หรือเวทนาสุขทุกข์ ที่มัน เกิดขึ้นจากกาย
เช่น การได้รับบาดเจ็บ รู้สึกเจ็บ
ร้อน  เรารู้สึกว่ามันร้อน
หนาว  เราก็รู้สึกว่ามันหนาว
มันทำให้เราลำบาก รู้สึกว่ามันลำบาก
-- เพราะเกิดจากกาย หิว เจ็บป่วยต่างๆ..

ความรู้สึกเหล่านี้ มันเกิด จากกาย
มันเกิดจากที่ ธาตุขันธ์ในร่างกายของเรา ก็ดี
ในสิ่งที่เรียกว่า ร่างกายนี้ มันไม่สมบูรณ์ หรือมันเจอกระทบ 
มันเกิดขึ้นจากร่างกายของเรา.. คือไม่สบายในกาย น่ะลูก
-- ทุกข์มันเกิดจากกาย มีเวทนาในกาย   เกิดขึ้นจาก กาย..

ส่วนความรู้สึกแบบที่ 2  หรือว่า เวทนาที่ 2*  ก็คือ เรียกว่า เวทนาทางใจ
ความรู้สึกสุขทุกข์ที่มันเกิดขึ้นในใจของเรา / ในความรู้สึกนึกคิดของเรา

บางทีร่างกายก็แข็งแรงดีๆนี่ละ ก็กินดีอยู่ดี สุขสบายดี
แต่ความต้องการของจิตใจนั้น มันขัดสนในสิ่งที่ต้องการ
เรียกร้องอยากจะได้โน่น อยากจะได้นี่..
ไม่ได้ แล้วก็เป็นทุกข์ 
ผิดหวังเสียใจจากบุคคลที่รัก
โดนคนอื่นต่อว่า ได้ยินได้ฟัง แล้วก็เลยเสียใจ
หรือบางทีก็ได้ในสิ่งที่สุขสมหวัง - ก็เลยรู้สึกดีใจ

ทั้งที่มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับร่างกายเลย - แต่มันเป็นเรื่องสุขทุกข์ของใจ
สุขทุกข์ของความรู้สึกที่ส่งไปหาจิต
เมื่อจิตน้อมเอาสุขทุกข์เหล่านี้ มาเป็นตัวของจิต
จิตก็เลยนึกว่า..
- เรานั่นแหละสุข เรานั่นแหละทุกข์.. นึกไปตามๆกันไป

เช่นนี้ อย่างนี้ละ พระยาธรรม.. คือ เวทนาแบบที่ 2 * ของดวงจิต
ผู้ที่ยังยึดเอาถือเอา ความรู้สึกที่มันเกิดขึ้นต่างๆเหล่านั้น - มาเป็นตัวเป็นตน  เป็นของตน
แบ่งแยกออกมาอย่างชัดเจนได้ 2 แบบ เช่นนี้ละ.. พระยาธรรม
คือ เวทนาทางกาย  / เวทนาทางใจ
สุขทุกข์ทางกาย / สุขทุกข์ทางใจ
ความรู้สึกเหล่านี้ เช่นนี้ละลูก - แบ่งออกมาเป็น 2 แบบอย่างนี้..

และการฝึกฝนนั้น - เราก็ควรที่จะมีสติ พิจารณาดูให้ดี ว่า..
ตอนนี้ เวทนาที่มันเกิดขึ้น สุขทุกข์นี้ - มันเกิดจากกาย หรือเปล่า
ถ้ามันเกิดจากกาย..  เราก็ต้องแก้ไขปล่อยวางถอดถอน
- โดยการพิจารณา เวทนาในกาย

เวทนา ความรู้สึกสุขทุกข์เหล่านี้ - มันเกิดขึ้นในใจหรือเปล่า ?
-  เมื่อมันเกิดขึ้นในใจ เราก็ต้องไปพิจารณา  และถอดถอนเวทนา ที่มันเกิดขึ้นในใจ
-- และเราควรที่จะจำเอาไว้ว่า เวทนาทั้งกาย และใจนี้  -ไม่ใช่ตัวใช่ตนของตน
 
เวทนากาย กาย ก็เป็นเขา - ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวใช่ตนของเรา +
มันไม่เที่ยง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป
มันคือ ผลแห่งกรรม
มันคือ สิ่งที่เกิดขึ้น ตามเหตุของมัน
คือ มีเชื้อกิเลสตัณหา และกรรม สั่งให้มันเกิด
มันเลยเป็นอย่างนั้น - เดี๋ยวมันก็ดับไป

ในความเป็นจริงแล้ว.. เราไม่มีอยู่ในเขา เขาไม่มีอยู่ในเรา ++

เมื่อเกิดเวทนาทางใจ ความรู้สึกทางใจเกิดขึ้น สุขหรือทุกข์ก็ตาม..
เราก็ควรที่จะพิจารณาว่า..
* ความรู้สึกนึกคิดปรุงแต่ง ทั้งสุขทั้งทุกข์ ที่ทำให้เรารู้สึกสุข รู้สึกทุกข์เหล่านี้
- มันไม่ใช่ตัวใช่ตนของเราเลย..
มันเป็นเรื่องของ กิเลส
- กิเลสรู้สึกยินดี พอใจ - ก็เลยสุข
- กิเลสรู้สึกไม่ยินดี ไม่พอใจ - ก็เลยทุกข์
-- มันเป็นเรื่องของกิเลสล้วนๆเลย ไม่เกี่ยวกับเราสักหน่อย..

ส่วนตัวของเรา ผู้ซึ่งเป็นจิต - จิตก็ควรจะอยู่เฉยๆ
ไม่ต้องไปวิ่งตามสุข - วิ่งตามทุกข์ // วิ่งตามสภาวธรรมต่างๆภายนอก
 
เหมือนฟ้าฝน เหมือนพายุที่มันมา ลมที่มันมาอย่างแรง
พายุลมฝนที่มันรุนแรง เกิดขึ้นแล้วภายนอกบ้าง
.. เราก็หลบอยู่ในบ้าน ไม่ต้องออกไป !
ไม่ต้องไปเผชิญภัยกับเขา อยู่เฉยๆในบ้านนั้น..
-- แล้วก็ฝึกความรู้สึก ให้อยู่เหนือความเฉยๆขึ้นไปอีก - จะได้เบาสบาย  *

เป็นอย่างนี้ละ.. พระยาธรรม
เราก็เห็นเวทนา รู้เวทนา เห็นมัน รู้จักมันน่ะลูก ไม่ใช่ไม่รู้จักแล้วนะ
เห็นมัน รู้จักมัน.. แต่ปล่อยให้มันทำงานของมันไปเรื่อยๆ..
- เราไม่ต้องเอาเรา ไปยุ่งกับเขา..

ฝึกเราให้อยู่เฉยๆ เหนือเวทนาทั้งกายและใจ - ยกจิตโยกออก ให้อยู่เฉยๆ
แล้วโยกจิต ให้อยู่สูงเหนือความเฉยๆนั้นขึ้นไปอีก..  เราก็จะสบาย

เราจะเป็นผู้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง เพราะเรารู้เท่ารู้ทันแล้ว ว่า..
สิ่งที่มันเกิดขึ้นนั้น..
//  มันเป็นเรื่องของกิเลส
//  มันเป็นเรื่องของวัฏสงสาร
//  มันเป็นเรื่องที่มีอยู่แล้ว เป็นปกติในวัฏสงสารนี้ 
ในนี้..
  - มันเป็นที่แห่งภัยพิบัติ
  - มันเป็นที่ ที่ไม่ปลอดภัย
  - มันเป็นที่ แห่งทะเลทุกข์

<  เมื่อเราเอาเรามาจมอยู่เมื่อไร -ทุกข์ย่อมเกิดขึ้นกับเราเมื่อนั้น  >

ฉะนั้น.. ที่นั่นเรารู้แล้วนี่ลูก มันเป็นภัย มันมีพิษ มันมีทุกข์
... เราจะมาทำไม ลูก ?
-- เราก็จะไม่ปล่อยจิตของเรา ให้ไปจมอยู่ตกเป็นทาสแห่งกิเลสตัณหา อีกต่อไป..
 
เช่นนี้ละ พระยาธรรมเอย.. การพิจารณาเวทนา การอยู่เหนือเวทนา ทั้งกาย และใจ
คือ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์พระปัจเจกพุทธเจ้า และองค์พระอรหันต์เจ้า

< บุคคล ผู้ที่ยังไม่อยู่เหนือเวทนาทั้งกายและใจ ก็คือ บุคคลผู้ที่ยังหลงวนอยู่ในทะเลทุกข์นี้  >

ลูกเอ๋ย.. จงฝึกฝนตัวเองให้เข้าใจเข้าถึง เรื่องของการดูเวทนา - ให้เห็นเป็นภัยแก่ตนยิ่งนัก
แล้วจงพาตนหลบเข้าไป สู่บ้านสู่เรือน
หยุดอยู่นิ่งๆ ไม่ต้องออกมาเผชิญภัย
แล้วก็โยกจิตของตนให้อยู่เหนือ ความเป็นอยู่นั้นอีกทีหนึ่ง..
-- แล้วลูกก็จะไม่ทุกข์อีก ++

พอจะเข้าใจแล้วหรือยังเล่า พระยาธรรม.. จงกล่าวธรรมนั้นมาเถิดลูก

++
พระยาธรรม ::   สาธุ เจ้าค่ะ พอจะเข้าใจบ้างแล้วละเจ้าค่ะ
และจะน้อมไปปฏิบัติตามเพื่อให้เข้าถึงด้วย

วันนี้ลูกคงต้องกราบขอลาพระองค์ก่อนนะเจ้าคะ
ไว้ลูกจะมาเฝ้าฟังธรรมใหม่ พระพุทธเจ้าค่ะ...

 สาธุ



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 08, 2019, 11:51:46 am โดย thanapanyo »