ผู้เขียน หัวข้อ: Rec-2579 พิจารณาดูจิต  (อ่าน 773 ครั้ง)

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4093
    • ดูรายละเอียด
Rec-2579 พิจารณาดูจิต
« เมื่อ: มิถุนายน 13, 2018, 07:23:13 am »




พุทธธรรมสำหรับนักบวช   วันที่  13 มิถุนายน 2561
ตอนที่ 356  **พิจารณาดูจิต**
+ +

ในเช้าของวันที่  13 มิถุนายน พ.ศ. 2561  ณ พุทธอุทยานภูสวรรค์
ข้าพระพุทธเจ้า ได้กราบนอบน้อมเข้าเฝ้าต่อองค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่านเพื่อเฝ้าฟังธรรม.. จึงได้เฝ้าทูลถามพระพุทธองค์ท่านไปดังนี้ว่า...

“ ข้าแต่องค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เจ้าขา..
วันนี้ลูกจะขอเฝ้าฟังธรรมถึงเรื่องของสติปัฏฐาน 4  ในหมวดของ การพิจารณาจิต
การพิจารณาจิตนั้น เราจะมีวิธีแบบไหนยังไงในการพิจารณา
... เราจะได้พิจารณาถูกต้อง จะได้ระลึกนึกถึงสิ่งที่เป็นจิตนั้น ได้อย่างถูกต้อง
ขอพระพุทธองค์โปรดทรงเมตตาแสดงธรรมนี้ ให้ลูกได้ฟังด้วยเถิดพระพุทธเจ้าค่ะ “
- - - - 

ดีแล้วละ พระยาธรรมเอ๋ย..  ถ้าอย่างนั้นก็จงพิจารณาธรรม ตามนี้เถิดนะ

พระยาธรรมเอ๋ย..  การเกิดของดวงจิตทั้งหลาย ในวัฏสงสารนี้
เหตุที่เกิดได้ ก็เพราะว่า มีดวงจิตก่อน.. พอมีดวงจิตเกิดขึ้นมาแล้ว จิตดวงนั้นไม่มีภูมิคุ้มกัน ต้านทานต่อกิเลสตัณหา ไม่รู้จักว่ากิเลสตัณหานั้นคืออะไร 
จิตดวงนั้นจึงเข้าไปคลุกเคล้าอยู่กับกิเลสตัณหา จนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน..

กิเลสตัณหาจึงพาให้สร้างกรรม ทั้งดีบ้าง ไม่ดีบ้าง
แล้วก็เลยถูกครอบงำ ให้ลุ่มหลงจมอยู่ในทั้งกรรมดีและไม่ดีเหล่านั้น
- ยึดเอาถือเป็นตน เป็นของตน

เมื่อเกิดการยึดเอาถือเอา จึงต้องเกาะกรรมนั้น ไปเกิดในที่ต่างๆ ตามกรรมแห่งตนที่ยึดที่ทำมา
-- เลยมีการเกิด การเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารนี้ …

กายของเรานี้ก็ดี กรรมของเรานี้ก็ดี กิเลสตัณหาที่คลุมเราอยู่นี้ก็ดี
แท้ที่จริงแล้ว สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา
เรานั้นคือดวงจิต และเป็นจิตที่ไม่มีภูมิคุ้มก้น
เราก็เลยต้องถูกอำนาจแห่งกิเลสตัณหาครอบงำ ให้เกิด ให้ตาย
- ให้เวียนวนอยู่ในวัฏสงสารนี้ ไม่รู้จบ..
อย่างนั้นละ.. พระยาธรรมเอย

เมื่อทำความเข้าใจเช่นนี้แล้ว ลูกทั้งหลาย..  ก็จะเริ่มมองตัวของจิตได้อย่างชัดเจน
จิตของเรา เป็นเหมือนคนอีกคนหนึ่ง *
ซึ่งกิเลสตัณหา กรรมวิบาก และกายนั้น ก็เปรียบเสมือน สิ่งอื่นที่มาครอบงำคนๆนั้น
มาเป็นเจ้านาย สั่งให้คอยทำสิ่งนั้นสิ่งนี้
แล้วก็ให้เป็นไปตามใจของเขา หรือว่า จิตของเรา

จะเปรียบเสมือน เมล็ดพืช สักเม็ดหนึ่ง
- ไม่ว่าจะเป็นเม็ดข้าว หรือว่าจะเป็น เมล็ดแตงโม  หรือว่าจะเป็นเมล็ดของมะละกอ
 
จิตของเราเปรียบเสมือนเมล็ดพืชเมล็ดหนึ่ง เมื่อร่วงลงสู่พื้นดิน คือ กิเลสและตัณหา
เมื่อร่วงสู่กิเลสตัณหาแล้ว ..
ธรรมชาติของจิตที่คลุกกับกิเลสตัณหา จึงพาให้งอกเงยขึ้นมา งอกงามขึ้นมา
ให้เป็นต้น ออกดอกออกผล แล้วก็ถ่ายทอดเมล็ดเหล่านั้น สู่พื้นดินต่อไปเรื่อยๆ..
เป็นอยู่อย่างนั้น เวียนว่ายตายเกิด
เช่นนั้นละลูก.. จึงไม่มีวันจบ

อย่างนี้ละ พระยาธรรม.. ดวงจิตของเราทั้งหลาย  ก็เป็นเช่นนี้
เราจึงพิจารณาให้ตรงกับความเป็นจริงว่า..
จิตของเราทั้งหลายนั้น.. ไม่มีความแตกต่างไปจาก เมล็ดพืชที่ตกลงสู่พื้นดิน
ไม่มีภูมิคุ้มกันอะไร ที่จะช่วยให้จิตของเราทั้งหลาย..
/ ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจแห่งกิเลสตัณหา
/ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด
/ หรือรับผลของกรรม ทั้งดีและไม่ดี ที่ตนได้ก่อได้ทำ
เพื่อหลอกล่อว่า นั่นคือ ตัวคือตนของตน
-- แล้วก็พากันจม พากันยึดเอาถือเอา  เวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จบ อย่างนี้ ++

เมื่อเราทำความเข้าใจเช่นนี้ อย่างชัดเจนแล้ว  - ก็จะทำให้เรารู้จัก ตัวที่เป็นจิต
เมื่อเรารู้จักตัวที่เป็นจิตแล้ว.. เรารู้แล้วว่า
แท้ที่จริงดวงจิตของเรา - เหมือนเมล็ดพืชชนิดหนึ่ง ที่เป็นเหตุของการเกิด..
/ หากยังมีอยู่
/ หากยังไม่มีภูมิคุ้มกันที่จะต้านทานต่อ กิเลสตัณหา
-- เราก็จะยังคงทุกข์อยู่อย่างนี้  เป็นอยู่อย่างนี้ อยู่ร่ำไป..

ทีนี้ จึงค่อยมาพิจารณา ดูที่จิตอีกทีหนึ่งว่า..
จิตเอ๋ย  ถ้ายังมีตัวมีตนของจิตอยู่..  ย่อมต้อง
- มีสิ่งที่แอบหลงยึดในตัวในตน ของจิตนั้น
- มีที่ตั้งแห่งการยึดมั่นถือมั่น ในดวงจิตนั้นอยู่

ฉะนั้น.. เราจะพิจารณาถอดถอนความมีของจิต - ไม่ให้จิตนั้นมี
-  เมื่อจิตนั้นไม่สามารถแตกดับสลายไปได้ 

ฉะนั้น.. ค่อยพิจารณาให้จิตนั้น วางความยึดถือในความมี
ให้อยู่เหนือความมี ให้ไม่ยึด ทั้งมี และไม่มีนั้น
ให้จิตว่างเว้น จากการมีตัวตน

จิตเมื่อว่างเว้นจากการมีตัวตนแล้ว ย่อมไม่มีกิเลสตัณหา
คือ ความยึดถือในตัวในตน ยึดมั่นถือมั่นในตนนั้น - ย่อมไม่มี *

เมื่อความยึดมั่นถือมั่นในตัวในตน ไม่มี
การเกิด- การตาย  กรรมดี- กรรมชั่วต่างๆ
ที่จะนำพาให้เราต้องไปเวียนว่ายตายเกิดนั้น - ก็ย่อมไม่มี *

พิจารณาเห็นความเป็นจริง  รู้ว่า
กิเลสตัณหา กรรมและกาย - ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนของตนแล้ว ..

ก็ให้รู้พิจารณาดูจิตอีก ว่า.. จิตที่ยังยึดถือว่า มีตัวมีตนอยู่
จิตนั้น ก็ยังปนเปื้อนด้วยความหลงอยู่ ..
เพราะว่า.. ยังหลงว่า นี่คือตน คือจิตของตน

ฉะนั้น.. จึงควรที่จะถอดถอน ความหลงนี้ ทิ้งไปเสียด้วย
เพื่อที่จะทำให้เมล็ดพืชนี้ -ไม่สามารถที่จะเกิดได้อีก
ถึงแม้ว่าเมล็ดพืชนี้จะตกลงสู่พื้นดิน คือกิเลสตัณหา - มันก็ไม่เกิดอีก !
.. เพราะมันมีภูมิคุ้มกันของมัน 
-- มันมีสิ่งที่ช่วยตัวของมันไม่ให้เกิดอีก ++

ต่อให้มี ก็เหมือนไม่มี
ต่อให้ไม่มี ก็ไม่ได้เป็นอะไร..
มี กับไม่มี มันก็เฉยๆ ว่างเปล่าอยู่อย่างนั้น
จะว่ามี - ก็มีอยู่นั่นละ
จะว่าไม่มี - ก็ไม่มีนั่นละ
.. เพราะไม่มีผลอะไร กับสิ่งที่มี หรือไม่มี

ไม่ไปติดในทางที่มี  / ไม่ไปติดในทางที่ไม่มี
อยู่เฉยๆว่างๆ ไม่สนใจสิ่งใด..
ไม่มีสิ่งใด.. ทำให้ต้องเป็นอะไร อีกต่อไป …

อย่างนี้ละ พระยาธรรม.. คือความจริงของจิตทั้งหลาย จิตที่ก่อเกิดขึ้นมาแล้ว
ไม่เคยฝึกฝนอบรมตน ให้ตนนั้นรู้เท่ารู้ทันกิเลส - ย่อมถูกกิเลสนั้นครอบงำ นำพาให้เกิด

<  จิตที่สามารถฝึกฝนตนจนมีภูมิคุ้มกันแล้ว - ย่อมที่จะอยู่เหนือกิเลสตัณหาได้ >

พระยาธรรมเอ๋ย.. ฉะนั้น การที่ดวงจิตทั้งหลาย ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่
- ก็เพราะไม่รู้ตามความเป็นจริง เช่นนี้  +

ถ้าบุคคลผู้ใดที่รู้ตามความเป็นจริงเช่นนี้ และสามารถ ที่จะถอดถอนจิตของตน
ค่อยๆถอดถอนออก
- จากกาย
- จากกิเลสตัณหา
- จากกรรมต่างๆ

จนจิตของตนนั้นว่าง และวาง
/ มองเห็นทุกอย่าง ว่าไม่ใช่ตัวใช่ตนของตน
/ มองเห็นทุกสิ่ง เป็นปกติธรรมดาอย่างนั้นเองแล้ว
และจิตนั้น ก็ค่อยๆถอยมาสู่การสลายตัวตน คือ การยึดมั่นถือมั่น ในการมีจิตนั้นด้วย..

-- เมื่อทำเช่นนี้
*  จิตนั้นย่อมอยู่เหนือความมี และความไม่มี
*  จิตนั้นย่อมอยู่เหนือกรรม /เหนือกิเลสตัณหา / เหนือการเกิดทั้งปวง

อย่างนี้ละ พระยาธรรม ทุกวันๆ ให้มีสติระลึกรู้เช่นนี้ มีสติระลึกรู้ว่า..
//  กายก็ไม่ใช่ตัวใช่ตนของเรา
//  กรรมก็ไม่ใช่ของเรา
//  กิเลสตัณหาก็ไม่ใช่ของเรา
เรา คือ ดวงจิต *

แต่ถ้ายังยึดว่ามีตัวจิตนี้อยู่.. ย่อมต้องเป็นเหตุให้กิเลสตัณหา และกรรมวิบากต่างๆ
- ส่งผลมาให้เราต้องเป็นไป แน่นนอน  +

ฉะนั้น.. เราควรที่จะสลาย ความมีตัวมีตนในจิตนั้นด้วย
... เหมือนเราคบเพื่อนไม่ดี คบเพื่อนที่เลว คบเพื่อนกรรม
เพื่อน คือผลของกรรม - คือกาย
ถ้าเราไปคบเพื่อนเหล่านี้ เขาจะนำพาให้เราไปเดือนร้อนอยู่ร่ำไป

ฉะนั้น.. เราเลิกคบเขา
เมื่อเลิกคบเขาแล้ว ก็ต้องหาที่หลบ ไม่ให้เขาเห็นตัวเห็นตนของเรา
เขาจะได้ไม่มาเกาะเรา  ไม่มาเรียกเราให้เราให้ไปเป็นพวกของเขา
... จะได้ไม่ต้องไปคบกับเขาอีก

เราต้องหลบ - หลบความมีตัวตน ล่องหน
ไม่มีดวงจิตนั้น ให้สิ่งใดมาเกาะอีกต่อไป..
 
ถึงแม้ว่าเราจะอยู่กับเขา เจอกับเขา -  เขาก็ไม่เจอเรา ไม่เห็นเรา
- เพราะเขาหาเราไม่เจอ !
-- ไม่มีที่ ที่จะให้สิ่งใดเกาะเกี่ยว ดึงมาเป็นพวกอีกต่อไป..

อย่างนี้ละ พระยาธรรม.. ให้พิจารณาง่ายๆแค่นี้  ไม่ได้ยากอะไรหรอกลูก +
ขอเพียงแค่ให้เราคอย..
/ ฝึกฝนสติปัญญา
/ ทำคุณงามความดี
/ ฝึกตนเองให้รู้แจ้ง รู้ตื่นในเรื่องของจิต อย่างนี้
มันไม่มีอะไรยากหรอกลูก..
- หากเราทำความเข้าใจอย่างนี้แล้ว  เข้าใจตามความเป็นจริง  ++
 
กาย คือ ผลของกรรม
กรรม คือ ผลของกิเลส กิเลสสั่งเราได้ ครอบเราเป็นทาสของมัน

ฉะนั้น.. เราเลิกยึดถือในกาย เพราะมันเป็น ผลของกิเลส - ผลของกรรม
เราเลิกยึดถือในกรรมทั้งหลาย คือการกระทำทั้งดี ไม่ดี
ไม่ต้องไปยึดมาเอามาเป็นตัวเป็นเรา เป็นของเรา..  สลายมันไป !
เลิกยึดถือในความหลง ความรัก ความโลภ ความโกรธ
-- เลิกไปดิ้นรน ตามสิ่งเหล่านั้น..

แล้วก็มาดูที่ ตัวของเรา  ยังมีตัวมีตนแห่งจิต อยู่หรือเปล่า ?
แล้วก็สลายจิตนี้ - ให้มันอยู่เหนือความมี และไม่มีทั้งหลาย..

อย่างนี้ละ พระยาธรรม..
จิตของเรา ก็จะสามารถ เข้าสู่เส้นทางของ ผู้บรรลุมรรคผลนิพพาน
จิตของเราก็จะสามารถฝึกฝนตนเอง
… จนกลายเป็น องค์พระอรหันต์  ผู้ -
* อยู่เหนือกิเลส
* อยู่เหนือโลก
* อยู่เหนือการเวียนว่ายตายเกิด

อย่างนี้แหละ ลูก.. การพิจารณาดูจิตนั้น เราสามารถพิจารณาและถอดถอนหลักๆได้เช่นนี้
แล้วเราก็ยังสามารถ ที่จะพิจารณาเป็นแบบอื่น เช่น เป็นปลีกย่อยออกมา

ดังการพิจารณาดูจิตเราอยู่เสมอ..
จับเอาไว้ อย่าวิ่งตามคลื่นที่มันผ่านภายนอกต่างๆ
จับเอาไว้ ให้จิตของเราสงบนิ่ง วางเฉย

แล้วก็ค่อยๆ ผ่อนความวางเฉยนั้น อย่าให้ตึงเครียด ให้จิตเบาๆสบายๆ
เห็นทุกอย่างเป็นธรรมดา

ฝึกอย่างนี้ก็ได้ คือ.. ฝึกพิจารณา ฝึกมีสติ รู้ตามตัวจิตอยู่เสมอ
/ อย่าปล่อยให้จิต ถูกกิเลสครอบงำ
/ อย่าปล่อยให้จิต มีอัตตามีตัวตน
--ให้จิตนั้นว่างๆ อยู่เสมอ..
.. อย่างนี้ละลูก ไม่ได้ยากอะไรเลย..

ลองนำไปฝึกฝนทบทวนดูนะลูก  เพื่อลูกนั้นจะได้เข้าใจ
--  เมื่อเข้าใจแล้ว ก็จะได้นำไปเผยแผ่ ให้บุคคลผู้อื่นเขานั้นได้เข้าใจด้วย ลูก ++

++
พระยาธรรม ::   สาธุ เจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณพระพุทธองค์ ที่ทรงเมตตาแสดงธรรมนี้ให้ลูกได้ฟัง
ลูกจะน้อมนำไปประพฤติปฏิบัติ และเผยแผ่

วันนี้ลูกคงต้องขอลาก่อนนะเจ้าคะ
ไว้ลูกจะมาเฝ้าฟังธรรมใหม่ พระพุทธเจ้าค่ะ..

สาธุ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 08, 2019, 11:51:05 am โดย thanapanyo »