ผู้เขียน หัวข้อ: Rec-2573 สติปัฏฐาน 4  (อ่าน 825 ครั้ง)

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4134
    • ดูรายละเอียด
Rec-2573 สติปัฏฐาน 4
« เมื่อ: มิถุนายน 07, 2018, 07:42:33 am »

 




พุทธธรรมสำหรับนักบวช   วันที่  7 มิถุนายน  2561
ตอนที่ 350  **สติปัฏฐาน 4**
+ +

ในเช้าของวันที่  7 มิถุนายน พ.ศ. 2561  ณ พุทธอุทยานภูสวรรค์
ข้าพระพุทธเจ้า ได้กราบนอบน้อมเข้าเฝ้าต่อองค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่านแล้วนั้น.. จึงได้เฝ้าทูลถามพระพุทธองค์ท่านไปดังนี้ว่า…

“ ข้าแต่องค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เจ้าขา..
นอกเหนือจากเครื่องช่วยการชำระกิเลส เครื่องช่วยที่จะนำพาให้เราไปสู่พระนิพพาน คือศีล ธรรม สมาธิ และปัญญา กับคุณวิเศษต่างๆที่ได้กล่าวไปแล้วนั้น
ที่พอจะช่วย หรือเป็น เครื่องช่วยให้ดวงจิตทั้งหลาย.. ได้อาศัยเพื่อไปสู่พระนิพพาน
ยังมีอย่างอื่นนอกเหนือจากนั้น หรือเปล่าเจ้าคะ..
ขอพระพุทธองค์โปรดทรงเมตตา แสดงธรรมนี้ให้ลูกได้ฟังด้วยเถิด พระพุทธเจ้าค่ะ “
- - - -

พระยาธรรมเอ๋ย.. เมื่อดวงจิตทั้งหลายได้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ โดย..
อาศัย ศีล ธรรม สมาธิ และปัญญา
อาศัย สิ่งที่โลก เรียกว่า คุณวิเศษต่างๆที่ได้กล่าวไปแล้วนั้น
... หรือเครื่องช่วยในการชำระกิเลสต่างๆเหล่านั้น..

เมื่อได้อาศัยสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ช่วยตน จนเข้าถึงระดับที่จิตของตนนั้น..
มีพลังที่มากพอ - มากพอที่จะนำเอา..
* พลังของสมาธิ
* พลังของความสงบ
* พลังแห่งสติและปัญญา
* พลังแห่งความรู้แจ้งเหล่านั้น
- มาพิจารณาถอดถอน - เพื่อที่จะได้พาตนเข้าสู่พระนิพพาน อย่างแท้จริง ++


จิตทั้งหลายเหล่านั้น ก็จะประพฤติปฏิบัติตน ดังต่อไปนี้ คือ..
จะนำเอากำลังเหล่านั้น มาพิจารณาให้เห็นแจ้งตามความเป็นจริง
- ในสิ่งที่ตนมี ในสิ่งที่มีอยู่ในตน.. เพื่อถอดถอนกิเลสให้สิ้นไป อย่างแท้จริง

พระยาธรรมเอ๋ย..  ดวงจิตทั้งหลาย ผู้ที่จะเข้าสู่พระนิพพานนั้น
จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องผ่านขั้นตอนเหล่านี้
เมื่อผ่านขั้นตอนเหล่านี้แล้ว จึงสามารถบรรลุเป็นองค์พระอรหันต์ได้

บุคคลผู้ใดก็ตาม.. ที่ยังมองไม่เห็นสิ่งเหล่านี้
บุคคลผู้นั้น.. ต่อให้จะมีคุณวิเศษมากเพียงใด - ย่อมไม่ถึงซึ่งพระนิพพาน
อาจเป็นผู้หลงอยู่  ติดอยู่ ในความดีใดความดีหนึ่ง ที่เป็นความดีอย่างละเอียดประณีต
-- แต่อยู่ในวัฏสงสารนี้ - ไม่อาจที่จะดับการเกิดแห่งตนได้  ++

ลูกเอ๋ย.. ฉะนั้น เมื่อเราเริ่มต้นในการทำความดี โดยอาศัย ศีล ธรรม สมาธิและปัญญา
จนเรานั้นเกิดคุณวิเศษต่างๆ - ซึ่งเป็นเครื่องช่วยในการชำระกิเลส

เราจึงอาศัยสิ่งทั้งหลายเหล่านี้  มาพิจารณาให้เห็นแจ้งตามความเป็นจริง
ถึงสิ่งที่มีอยู่ในเรา ซึ่งสิ่งเหล่านั้น ก็คือการพิจารณา ดูกาย

เมื่อดูกายแล้ว ก็ต้องดู กายในกาย อีกทีหนึ่ง
ถอดถอน สิ่งที่เรียกว่ากายนั้นให้ได้
ถอดถอน สิ่งที่เรียกว่ากายนั้น ให้รู้ ให้เห็นตามความเป็นจริง

รวมถึงจะต้องพิจารณาให้เห็น เวทนา
- เวทนาที่อยู่ในกาย //  เวทนาที่อยู่ในจิต -
จะต้องพิจารณาให้เห็น ความสุข ความทุกข์-  ที่ซ่อนอยู่ในความรู้สึก
ของทั้งกายและจิต ให้ลึกเข้าไปให้ถึงที่สุด
ให้เห็นแจ้ง เห็นชัด เวทนาในกาย / เวทนาในจิต
ถอดถอน ให้รู้ว่านั่นไม่ใช่ตัวใช่ตน / ไม่ใช่เรา ใช่ของของเรา

นอกจากนั้นแล้ว ยังคงต้องพิจารณาให้ลึก
ถอดถอนความมีตัว มีตน  มีที่ตั้งแห่ง จิต
ถอดถอนจิตนั้น
/ ให้อยู่เหนือ ความมี และความไม่มี
/ ให้จิตนั้นมีพลังที่อยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่าง

มี คือไม่มี
มีนั้น ก็ไม่ได้แตกต่างอะไรจาก มี หรือไม่มีเลย
-- คือ จิตนั้น จะว่างเว้นจากการยึดถือว่า มี หรือยึดถือว่า ไม่มี ++

พระยาธรรมเอ๋ย..  เมื่อเราพิจารณาจนเห็นจิตที่อยู่เหนือความมีหรือความไม่มีแล้ว
ก็พิจารณาให้เห็นอีก เห็นธรรม
ธรรม คือ ความจริงที่องค์พระพุทธเจ้าได้ชี้บอกเอาไว้
ธรรม คือ ความจริงที่มันมีอยู่ในกาย ในเวทนา ในจิต
เห็นแจ้งตามความเป็นจริงชัดเจนแก่ตัวของเรา - ที่สมมุติว่าเป็นตัว
เป็นความรู้สึกที่มี ที่เข้าใจ
.. แล้วก็วางความรู้สึกเหล่านั้น - จนไม่ยึดถือสิ่งใด

อย่างนี้ละ พระยาธรรม.. คือเครื่องช่วยในการชำระกิเลส - ในอีกขั้นตอนหนึ่ง *
ที่ทุกดวงจิต จะต้องเข้าไปถึงจุดตรงนี้ - หากว่าจิตทั้งหลายเหล่านั้นต้องการที่จะไปสู่พระนิพพาน
 
พระยาธรรมเอ๋ย.. ขั้นตอนนี้ จึงเป็น ขั้นตอนสุดท้าย
และเป็นขั้นตอนแห่งการพิจารณาที่ละเอียดอ่อนยิ่งนัก
ซึ่งจะต้องอาศัย กำลังของสมาธิที่สูง / กำลังของจิตที่อยู่ในกรอบของศีล
... จนจิตนั้น เป็นภูมิจิตที่อยู่ในที่ที่สูง *
/ จะต้องอาศัยการเข้าใจในธรรม
/ อาศัยปัญญาที่มาก
/ จะต้องอาศัยคุณวิเศษที่ตนมี ในบางประการ หรือทั้งหมดที่มี  มีทั้งหมดทุกข้อ
/ อาศัยสิ่งต่างๆทั้งหลายเหล่านี้ เข้าช่วย จึงสามารถที่จะเข้าใจ

พระยาธรรมเอย..
บุคคลผู้ใดก็ตาม.. ที่ไม่สามารถที่จะทรงกำลังของ ศีล ธรรม สมาธิ และปัญญาอย่างแท้จริง
บุคคลผู้นั้น.. ต่อให้จะได้ยิน ได้ฟังเรื่องของการ พิจารณากาย พิจารณาเวทนา จิตและธรรม
- ก็ไม่สามารถเข้าใจได้ลูก  เพราะ..
//  มันเป็นเรื่องของพระอริยะเจ้า
//  มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน
//  มันเป็นเรื่องที่รู้เห็น เข้าใจได้ เฉพาะตนเท่านั้น

บางที การที่เราได้ยินคำพูดคำหนึ่ง ซึ่งเป็นคำพูดง่ายๆ
แต่คำพูดคำนั้น ก็สามารถที่จะตีความหมายไปได้หลายรูปแบบ - ตามระดับภูมิจิตแต่ละภูมิ

เช่น ถ้าเกิดว่า บุคคลผู้ที่เคยได้ยิน ได้ฟัง
ในเรื่องของการพิจารณาดูกาย ดูเวทนา ดูจิต ดูธรรม
ฟังดูแล้วเข้าใจ เพียงแค่ชั้นเดียว
กาย ก็คือ กายนี่ละ
เวทนา ก็คือ การรับรู้สุขทุกข์นี่ละ
จิต ก็คือ จิตนี่ละ
ธรรม ก็คือ ธรรมนี่ละ

อาจจะเข้าใจแบบระดับชั้นต้น เข้าใจเพียงชั้นเดียว  - ไม่อาจที่จะเข้าถึง การแตกฉานอย่างแท้จริง
- ตนจึงตีความไปตามที่ตนนั้นเข้าใจ ว่า..
ธรรม คือ ธรรม
กาย ก็คือ กาย
จิต ก็คือ จิต
เวทนา ก็คือ เวทนา
... ก็เลยตีความหมาย เข้าใจแบบที่ตนคิด  / แบบที่ภูมิจิตแห่งตนนั้น ทรงความรู้อยู่เพียงเท่านั้น..
คือเข้าใจแบบหยาบๆ - จึงเอามาเปรียบเทียบในเรื่องของความหยาบ
-- แล้วก็เลยตัดสินว่า..  เป็นอย่างนั้น อย่างนี้

พระยาธรรมเอ๋ย..  แต่หากว่า ตนนั้นเป็นบุคคลผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ จนเข้าถึง..
การพิจารณากาย การพิจารณาเวทนา จิต หรือธรรม - ด้วยการเป็นพระอริยะเจ้า
เป็นผู้ที่เข้าถึงพระนิพพานแล้ว ในส่วนหนึ่ง...
คือ จิตนั้นสามารถเข้าสู่กระแสแห่งนิพพาน *

พระยาธรรมเอ๋ย..  จิตที่มีสภาวธรรมสูงเช่นนั้น - ย่อม
มีปัญญา
มีสิ่งที่จะช่วยให้พิจารณา ให้เห็นตามความเป็นจริง- สิ่งที่ละเอียดลึกเข้าไปอีก
เช่น เห็นกาย เห็นทั้งกายนอก และกายใน - กายที่ซ้อนในกายอีกทีหนึ่ง
เช่น พิจารณาเห็นเวทนา ย่อมเห็นทั้งเวทนาที่หยาบ - และละเอียดเข้าไป
 
พิจารณาดูจิต  ย่อมรู้และเข้าใจในเรื่องของจิต ว่าจิต มีกับไม่มี เสมอเหมือนกัน
ให้อยู่เหนือทั้งความมีและความไม่มีนั้น - ย่อมเข้าใจได้เป็นอย่างดี

เช่น พิจารณาธรรม ย่อมเข้าใจว่า ธรรมนั้น หมายถึง ธรรมในระดับของธรรมที่หยาบ
- หรือธรรมที่ละเอียดลึกเข้าไป ..
จนทะลุแจ่มแจ้ง
จนเข้าใจในสิ่งที่เรียกว่า เรา
ในตัวในตนของเรา
ในตัวในตนของบุคคลผู้อื่น หรือสิ่งอื่น ได้อย่างชัดเจน
-- จนรู้แจ้ง ถอนรากถอนโคนของการเกิดจนได้.. เพราะตนเป็นผู้รู้ตื่น อย่างแท้จริงแล้ว …

--ไม่ใช่การตีความ - ตามความเข้าใจแห่งตน  ++

พระยาธรรมเอ๋ย.. เรื่องของการประพฤติปฏิบัติ นะลูก
มันมีทั้งแบบที่หยาบ กลาง  และปลาย คือ ละเอียดมาก

บางทีเราประพฤติปฏิบัติ เข้าใจธรรมในขั้นต้น
- เกิดความลุ่มหลง ว่าเรารู้แล้ว เข้าใจแล้ว..
แต่เมื่อเราประพฤติปฏิบัติลึกเข้าไป..
-- ยังมีธรรมที่ละเอียด ที่ซ้อนลึกเข้าไปเรื่อยๆ อีกมากมาย  ++

ฉะนั้น.. เราจึงควรที่จะประพฤติปฏิบัติ  ให้ตนนั้นเข้าถึง เข้าใจอย่างแท้จริง
เมื่อเข้าถึงเข้าใจอย่างแท้จริงแล้ว.. เราจะได้ไม่หลงว่า รู้แล้ว เข้าใจแล้ว
.. เพราะการที่ปฏิบัติจนเข้าถึงอย่างแท้จริง - มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนยิ่งนัก ++

จึงฝากธรรมนี้ ไว้ให้ลูกนั้นได้นำไปเผยแผ่ เพื่อที่จะเปิดทางให้กับดวงจิตทั้งหลาย.. ผู้ที่เข้ามาฟังธรรมนี้แล้ว
- อาจจะรู้สึกว่า ไม่ถูกต้องตามที่ตนรู้
- อาจจะรู้สึกว่า ตนรู้แล้ว เข้าใจแล้ว

พระยาธรรมเอ๋ย..
เรื่องของ พระธรรม
เรื่องของ การประพฤติปฏิบัติ
เรื่องของ หนทางที่จะไปสู่พระนิพพานนั้น

มันเป็นเรื่องที่รู้ได้เฉพาะตน  และรู้ได้อย่างแท้จริง จากการประพฤติปฏิบัติเท่านั้น
อาจจะเกิดการถกเถียงกันขึ้นมา..
- เมื่อได้ยินได้ฟังในเรื่องของ การพิจารณากาย จิต เวทนาและธรรม
อาจจะเกิดการถกเถียง..
- ตามความเข้าใจของระดับภูมิจิตภูมิธรรม ของแต่ละคนที่ประพฤติปฏิบัติกัน

แต่ลูกเอ๋ย.. ความจริง ก็คือ ความจริง  ความจริง คือ ผู้ปฏิบัติเท่านั้นที่จะ..
สามารถเห็นธรรมที่ซ้อนธรรม
เห็นสิ่งที่มันซ่อนมันซ้อนละเอียดลึกเข้าไป คือความเป็นจริง

บุคคลผู้ที่ถึงแล้ว ซึ่งการเป็นองค์พระอรหันต์ จะเป็นบุคคลผู้ที่เข้าใจอย่างแท้จริงเท่านั้น  **
ไม่ใช่บุคคลผู้ที่เคยได้ยิน เคยผ่านหู ผ่านตา เคยท่องเคยจำเอาไว้
ไม่ใช่ลูก..  ต้องประพฤติปฏิบัติ ให้เข้าถึง

ฉะนั้น พระยาธรรมเอย.. เรื่องของการพิจารณากาย เวทนา จิตและธรรมนั้น - จึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

ฉะนั้นลูก.. จงตั้งใจศึกษาธรรมเหล่านี้ ให้ดี ให้ละเอียดอ่อนอย่างที่สุด
เพื่อประโยชน์แก่ดวงจิตทั้งหลาย..  ผู้ที่ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ เพื่อเข้าสู่พระนิพพาน
.. แล้วเอาความจริงไปพูดกันเถิด..

อย่ามัวแต่เอาสิ่งที่คิดว่ารู้แล้ว เข้าใจแล้ว ตามความคิดเห็นแห่งตน
- มานำพาตนให้หลงอยู่ในความรู้แล้ว เข้าใจแล้ว.. เหล่านั้นเลย  !

พระยาธรรมเอ๋ย.. เครื่องช่วยในการชำระกิเลสนั้น..
มีสิ่งที่ให้ลูกนั้นได้พากันประพฤติปฏิบัติ ขั้นต้น
คือ ศีล ธรรม สมาธิและปัญญา
รวมถึงคุณวิเศษต่างๆ ที่ได้กล่าวไปแล้วก่อนหน้านั้น
.. มีสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ซึ่งเป็นขั้นต้น ขั้นตอนต่างๆในการประพฤติปฏิบัติ ลูก

ทำให้ได้ ทำให้เข้าถึง ทำให้ได้กำลังจากสิ่งเหล่านี้
แล้วก็ค่อยเอากำลังจากสิ่งเหล่านี้ มาพิจารณา
เรื่องของกาย  เรื่องของ เวทนา เรื่องของจิต ของธรรม
ที่รวมอยู่ในหมวดของการมีสติระลึกรู้ ตามความเป็นจริง ในสิ่งที่เรียกว่า เรา
-- เพื่อถอดถอนตัวเรา ดับเราให้สิ้นจากการเกิด ++
- ไม่ให้เราเกิดอีกต่อไป..

พระยาธรรมเอ๋ย.. และการพิจารณาดูกาย ดูจิต ดูธรรม ดูเวทนา นั้นมันก็เป็นเรื่องละเอียดอ่อน
วันนี้ก็ทำความเข้าใจเอาไว้ก่อนนะลูก
แล้วจะค่อยๆอธิบาย เป็นแต่ละขั้น แต่ละตอน แต่ละหัวข้อ ในการพิจารณา

เช่น การพิจารณากาย นั้น..
มีวิธีในการพิจารณาแบบไหน
มีกี่แบบในการพิจารณา
เราต้องพิจารณาแบบไหนบ้าง

การพิจารณาดู จิต ดูเวทนาหรือธรรม ก็เช่นเดียวกัน..
... ต้องค่อยๆศึกษาไป ทีละขั้นทีละตอน ทีละแบบ - ให้เข้าใจ เข้าถึงอย่างแท้จริงเถิด

ลูกเอ๋ย.. จงตั้งใจทำหน้าที่แห่งตนให้ดี
ดวงจิตอีกมากมายที่จะอาศัยธรรมเหล่านี้ เพื่อเข้าสู่พระนิพพาน

วันนี้ แม้จะเป็นแค่วันที่ เพาะปลูก หว่านเมล็ด
ยังไม่ถึงวันที่ออกดอกออกผล

แต่สิ่งใดก็ตาม หากเราได้ทำไปแล้ว - สิ่งนั้นย่อมจะเจริญงอกงาม
ขอเพียงแค่ให้เราหว่านเมล็ดพืชที่ดีที่สุดเอาไว้
และดูแลมัน ตามเหตุและปัจจัยที่ควรจะเป็น..
ถึงเวลา.. ผลก็ย่อมออกมาเองละ ++

พอจะเข้าใจแล้วหรือยัง.. พระยาธรรมเอย

++
พระยาธรรม ::   สาธุเจ้าค่ะ พอจะเข้าใจบ้างแล้วละเจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณพระพุทธองค์ ที่ทรงเมตตาแสดงธรรมนี้
ให้ลูกได้ทำความเข้าใจ และนำไปเผยแผ่

วันนี้ พระพุทธองค์ทรงสอน เรื่องของการมีสติ อยู่กับ กาย เวทนา จิต และธรรม
ให้เข้าใจสภาวธรรมความละเอียดของการพิจารณา
เข้าใจว่า เราต้องอาศัย ศีล ธรรม สมาธิ ปัญญา
และเครื่องช่วยในการขัดเกลากิเลสต่างๆ
- อาศัยสิ่งเหล่านี้เป็นกำลังในการพิจารณา...

ดวงจิตทั้งหลายผู้ที่จะไปสู่พระนิพพาน - ต้องผ่านการพิจารณา กาย เวทนา จิต และธรรม
บุคคลผู้ที่ฟัง บุคคลผู้ที่เคยได้ยินเฉยๆ แต่ไม่ปฏิบัติ ท่องเอา จำเอา
-- จะไม่สามารถเข้าใจ เข้าถึง ธรรมที่ซ้อนธรรม
- เข้าถึงความละเอียดที่ซ้อนอยู่ - ในสิ่งที่มันมีมันเป็นอยู่ ++

ฉะนั้น.. ทุกคนจึงควรที่จะปรับจิตปรับใจ ค่อยๆพิจารณา
ตามธรรม ที่พระพุทธองค์จะทรงเมตตาแสดงต่อไปนี้ คือการชี้ทาง
ในรูปแบบของการพิจารณา กาย จิต เวทนาและธรรม สิ่งเหล่านั้นอย่างละเอียด
.. พอจะเข้าใจเช่นนี้แล้วละเจ้าค่ะ

กราบขอบพระคุณพระพุทธองค์ที่ทรงเมตตา นะเจ้าคะ
ไว้ลูกจะมาเฝ้าฟังธรรมใหม่ พระพุทธเจ้าค่ะ..

สาธุ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 08, 2019, 12:25:25 pm โดย thanapanyo »