ผู้เขียน หัวข้อ: Rec-2572 รวมสี่สายกลายเป็นหนึ่ง  (อ่าน 758 ครั้ง)

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4093
    • ดูรายละเอียด
Rec-2572 รวมสี่สายกลายเป็นหนึ่ง
« เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2018, 07:58:59 am »






พุทธธรรมสำหรับนักบวช   วันที่  30 พฤษภาคม  2561
ตอนที่ 349  **รวมสี่สายกลายเป็นหนึ่ง**
+ +

ในเช้าของวันที่  28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561  ณ พุทธอุทยานภูสวรรค์
ข้าพระพุทธเจ้า เมื่อได้กราบนอบน้อมเข้าเฝ้าต่อองค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่านเพื่อเฝ้าฟังธรรม.. จึงได้เฝ้าทูลถามพระพุทธองค์ท่านไปดังนี้ว่า...

“ ข้าแต่องค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เจ้าขา..
ลูกนั้นฟังธรรมที่พระองค์ทรงแสดงไว้ ในเรื่องของ องค์พระอรหันต์  ทั้ง 4 สาย น่ะเจ้าค่ะ
เมื่อลูกได้ฟังแล้ว ก็เลยทำให้ลูกเกิดความคิดรวบรวมเครื่องมือ ที่จะช่วยให้เราเข้าถึงพระนิพพานเอาไว้ทั้งหมด 
ลูกจึงปรารถนาที่จะเฝ้าทูลถามพระพุทธองค์ว่า เครื่องมือทั้งหลายเหล่านั้น..  เราจะสามารถรวมมาไว้เป็นหมวดเดียวกัน หรือทำความเข้าใจรวมกัน ว่ามันมีสิ่งนั้น มีสิ่งนี้ สิ่งโน้น
เพื่อให้เราได้รู้ตามความเป็นจริง ของสิ่งที่มันเป็นธรรมดา
หากเราได้ประพฤติปฏิบัติตามสิ่งเหล่านี้แล้ว - ก็จะเกิดขึ้น มีอยู่ เป็นธรรมดา
และสามารถนำพาเราเข้าสู่พระนิพพานได้ ลูกก็เลยรวบรวมมาไว้เป็นหมวดเดียวกัน

วันนี้ ลูกจะเฝ้าฟังธรรมจากพระพุทธองค์ เรื่องของ สิ่งต่างๆ ที่รวมกันมาเป็นอุปกรณ์ ไว้ใช้สำหรับเดินทางเข้าสู่พระนิพพาน  ใช้สำหรับการชำระจิต  น่ะเจ้าค่ะ ”
- - - -   

ดีแล้วละ พระยาธรรม..  ก็ดีเหมือนกันนะลูก หากว่าเรานี้ รวมกันไว้เป็นหมวดเดียวกัน
เราจะได้ท่องได้ จำเอาไว้ ว่ามันมีอะไรบ้างที่มันเกิดขึ้น ในการประพฤติปฏิบัติ เป็นธรรมดา

และในแต่ละสิ่งนั้น มันคือ เครื่องมือแห่งการช่วยชำระล้างกิเลสตัณหา
เพื่อเราจะได้รู้ว่า บุคคลผู้ที่จะไปสู่พระนิพพานนั้น - มีเครื่องมืออะไรบ้าง อย่างชัดเจน

ไหนเล่า พระยาธรรม ลูกนั้นรวบรวมไว้ แบบไหนบ้าง มีอะไรบ้าง  ลองกล่าวธรรมนั้นมาเถิด..

++
พระยาธรรม ::  สาธุเจ้าค่ะ  ลูกได้ฟังธรรม มาหลายวันนี้ ทำให้ลูกได้เข้าใจว่า ..
สิ่งที่จะช่วย และนำพา ให้เราไปสู่พระนิพพานได้นั้น
คือ การมีศีล มีธรรม มีสมาธิ และมีปัญญา - มีสิ่งเหล่านี้ เป็น 4 ย่างก้าว

ถ้าเปรียบกับรถ - ก็จะเปรียบเหมือนล้อ 4 ล้อ ของรถคันนั้นๆ
- เพื่อที่จะพาเราไปสู่พระนิพพาน *

แล้วก็จะมีเครื่องช่วยอีก ที่เราสามารถนำมาเป็นสิ่ง ที่จะช่วยชำระล้างดวงจิตของเรา ให้สะอาด
ล้างกิเลส ให้หมดให้สิ้นไป  คือ

การทำอาสวะให้สิ้นไป
การระลึกชาติได้
การรู้จุติ และอุบัติบังเกิดของสัตว์ทั้งหลาย
การมีตาทิพย์  หูทิพย์ 
แสดงฤทธิ์ได้
ทายใจผู้อื่นได้
ขยายธรรมที่ยาว ให้สั้นลง // ขยายธรรมที่สั้น ให้ยาวออกไป
เข้าใจในคำพูด คำศัพท์ต่างๆ
สามารถหยิบธรรม มาอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจ  และเห็นตาม
สามารถที่จะเห็นธรรมเฉพาะหน้า
.. และอธิบาย หรือหยิบยกตัวอย่าง เรื่องนั้น เรื่องนี้- ให้เหมาะกับเหตุการณ์ สถานการณ์ต่างๆ
อย่างนี้.. น่ะเจ้าค่ะ

ลูกเลยไปรวบรวมไว้ เป็นหมวดเดียวกันอย่างนี้  เพราะลูกคิดว่า..
ถ้าเกิดว่าเราปฏิบัติ เพื่อที่จะไปสู่พระนิพพาน 
อย่างน้อย เราก็จะได้รู้ว่า - สิ่งเหล่านี้ เป็นตัวช่วยของเรา..
และ
//  เราก็จะได้ปฏิบัติตาม ศีล ธรรม สมาธิ ปัญญา 
//  เราจะได้รู้ การทำอาสวะให้สิ้นไป
//  เราจะได้หยิบเอาแต่ละสิ่งที่มันเกิดขึ้นกับเรา ในแต่ละเรื่อง แต่ละอย่าง ซึ่งอาจจะแตกต่างกันไป
.. จะได้เอาสิ่งเหล่านี้ ขึ้นมา เพื่อช่วยเราในการปฏิบัติ พระพุทธเจ้าค่ะ

... ลูกจึงรวบรวมไว้เป็นหมวดเดียวกัน.. อย่างนี้

- - -
ดีแล้วละ พระยาธรรม..  มันก็จะทำให้มองเห็นแนวทางได้ชัดเจนขึ้น
ถ้าเกิดจะพูดโดยรวมว่า ประพฤติปฏิบัติเพื่อไปสู่พระนิพพาน - ก็เข้าใจดี
- แต่อาจจะไม่รู้ว่า  ต้องทำแบบไหน..
 
สิ่งที่รวบรวมมาเป็นหมวดเดียวกันนี้..  ก็ดีเหมือนกัน  จะได้เห็นอย่างชัดเจนเลยว่า..
ถ้าหากว่าเราจะไปสู่พระนิพพาน
- เรานี้ จะต้องทำแบบไหน 
- มีอะไรบ้างที่เราจะต้องทำ

พระยาธรรมเอ๋ย.. จะได้รู้ว่า เราต้องเริ่มจากการ..
ตั้งสัจจะ รักษาศีล เสียก่อน
เมื่อเรามีศีลแล้ว.. เราก็ควรที่จะฟังธรรมต่างๆ เพื่อรู้แผนที่แห่งการบอกทาง
รู้ว่า องค์พระพุทธเจ้า สอนสั่งแนวทางไว้เช่นไรบ้าง.. เราจะได้รู้ 

เมื่อเรารู้แล้ว เราก็จะได้ฝึกฝนสมาธิ  เพื่อเป็นกำลังค้ำหนุน ฝึกฝนปัญญา
เมื่อเรา มีศีล มีธรรม มีสมาธิ และปัญญาแล้ว.. เราก็จะเกิดความรู้
หรือว่าอยากรู้เครื่องมือต่างๆขึ้น- ตามรอบ ตามเหตุ ตามปัจจัย ของแต่ละบุคคล
เช่น
การรู้ การทำอาสวะให้สิ้นไป
การระลึกชาติได้
การรู้ตามกฎแห่งกรรม อย่างแท้จริง
รู้จุติ อุบัติเกิดขึ้นของสัตว์ทั้งหลาย
-- เมื่อเรามีญาณรู้ ต่างๆเหล่านี้ - เราก็จะได้นำมาใช้ มาช่วยในการขัดเกลากิเลสตัณหา **

พระยาธรรมเอ๋ย..  เมื่อบุคคลทำความเข้าใจ ให้รู้ ให้เห็นเป็นธรรมดา ว่า..
มีศีล มีธรรม มีสมาธิ และปัญญา
มีการรู้ - รู้ที่จะทำอาสวะให้สิ้นไป
มีญาณรู้ รู้ระลึกชาติได้
มีญาณรู้ รู้จุติ และอุบัติบังเกิด ของสัตว์ทั้งหลาย
มีตาทิพย์ หูทิพย์ 
แสดงฤทธิ์ได้ ทายใจผู้อื่นได้
สามารถมีปัญญาแตกฉานในธรรม - ทั้ง
-  เรื่องของการสรุปธรรม
-  เรื่องของการขยายธรรม
-  เรื่องของการรู้จักเอาถ้อยคำแต่ละคำ มาทำให้เกิดประโยชน์
ที่ฟังแล้วเข้าใจในเรื่องนั้น ที่กำลังชี้บอก หรือเห็นธรรมเฉพาะหน้า 

* สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ - เป็นสิ่งที่จะต้องประสบพบเจอเป็นธรรมดา
- สำหรับการปฏิบัติ  เพื่อที่จะไปสู่พระนิพพาน

พระยาธรรมเอ๋ย.. สิ่งทั้งหลายเหล่านี้  เมื่อเรารู้แล้ว เราเข้าใจแล้ว
เราเห็นเป็นธรรมดาว่า.. มันเป็นเครื่องมือ ที่จะช่วยให้เราไปสู่พระนิพพาน ได้นั้น..
เราก็จะประพฤติปฏิบัติตาม อย่างถูกหลักการ
คือรู้ มีศีล มีธรรม มีสมาธิ และปัญญาแล้ว

รวมถึง อาจจะเกิดสิ่งที่ลูกเรียกว่า คุณวิเศษ ข้อใดข้อหนึ่ง - 2 ข้อ  3 ข้อ
เราก็จะได้เอาสิ่งเหล่านั้น - มาช่วยชำระล้างกิเลสแห่งตน ให้สิ้นไป

พระยาธรรมเอ๋ย..  ดีแล้วละลูก ที่รวบรวมเป็นหมวดเดียวกัน
อย่างน้อย.. ถ้าเกิดคิดว่าจะไปพระนิพพาน  ก็ยังเข้าใจว่า..
/ ไปแบบไหน
/ เริ่มต้นยังไง และเราจะได้เจอกับอะไรบ้าง
/ เจอแล้ว ต้องทำยังไงบ้าง

สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ มันเป็นสิ่งที่จะปรากฏแก่ตัวของเรา *
- ตามเหตุที่เราจะปฏิบัติ 
- ตามเหตุแห่งกรรมวิบาก และเชื้อกิเลส ที่เรามีอยู่ 
-- แต่เราจะสามารถอาศัยเครื่องเหล่านี้ ในการดับกิเลสแห่งตน ++

ลูกเอ๋ย..  ฉะนั้น เมื่อรู้แล้วว่า เรามีศีล มีธรรม มีสมาธิ มีปัญญา / และมีญาณรู้ต่างๆ
จะช่วยให้เราเข้าสู่พระนิพพานได้ +
ก็จงตั้งใจประพฤติปฏิบัติกัน - ตามสิ่งที่รู้ ที่ทำความเข้าใจ นี้เถิดลูก

เราเริ่มจาก ศีล ธรรม สมาธิ ปัญญา
ส่วนสิ่งอื่นที่จะเกิดขึ้นมาช่วยเรา.. ก็คงจะเป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัย

หากเรามีศีล ธรรม สมาธิ ปัญญาแล้ว อย่างหนักแน่นแล้ว
สิ่งอื่นๆที่มันเกิดขึ้นตามหลังมา - เราย่อมมีปัญญาควบคุม 
และใช้สิ่งเหล่านั้น เป็นเครื่องมือในการชำระกิเลสได้ - โดยไม่ลุ่มหลงกับมัน  ++

พระยาธรรมเอย..  สิ่งทั้งหลายเหล่านี้นะลูก มันจะปรากฏขึ้นเป็นธรรมดา
- เพราะมันเป็นเครื่องมือในการชำระกิเลส ตามธรรมชาติ..

หากเราปฏิบัติ ตาม ศีล ธรรม สมาธิ ปัญญา - มุ่งสู่พระนิพพาน
สิ่งทั้งหลายเหล่านี้..  ย่อมผุดขึ้น เกิดขึ้นกับเรา เป็นแน่แท้  +
-- อาจจะไม่ทั้งหมด..  ก็อาจจะเกิดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  2 เรื่อง  3 เรื่อง
แล้วแต่ว่า เราจะมีกี่อย่าง ในตัวเรา
มีกี่อย่าง - ก็เพื่อชำระกิเลสแห่งตนเท่านั้น **

เมื่อเห็นเช่นนี้ เข้าใจเช่นนี้  เราก็จะได้รู้ตามความเป็นจริง
โดยไม่หลงทิศทางไป ว่าจะปฏิบัติแบบไหน จะไปยังไง..
เจอกับตัวนั้นตัวนี้  เรื่องนั้นเรื่องนี้ - ก็จะแตกตื่น ตกใจ 
.. นึกว่าวิเศษมากมาย  อาจเกิดความลุ่มหลงได้..

และเมื่อเราบอก เราสอนผู้อื่น - เราก็ควรจะชี้ จะบอก จะสอนผู้อื่น ดังนี้เหมือนกัน..
ที่สอนให้ทุกคนรู้ว่า สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ -ไม่ใช่เรื่องวิเศษอะไร
- แต่มันเป็นเครื่องช่วยชำระกิเลสตัณหา.. ที่มันมีอยู่แล้ว ตามเหตุของธรรมชาติ
- มันคือความจริง ที่ทุกคนต้องเจอ
เพียงจะไม่เจอทุกสิ่ง ในคนเดียวกัน 
หรือบางคน.. อาจจะมีทุกสิ่งในคนเดียวกัน ก็ได้
บางคน.. อาจจะมีแค่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง 2 สิ่ง 3 สิ่ง - แล้วแต่เหตุ แล้วแต่ปัจจัย
... แต่จะมีสิ่งเหล่านี้ เป็นธรรมดา ..

ลูกเอ๋ย..  การที่บุคคลผู้เกิดคุณวิเศษ เครื่องมือในการชำระกิเลส เหล่านี้ขึ้น
แล้วนำมาเผยแผ่แก่ผู้อื่น โดยใช้ความลุ่มหลงนั้น  ย่อมจะนำพาให้ผู้อื่นหลง และตนหลง
หลงทิศหลงทาง  หลงผิดไป
เป็นการอวดอุตตริ -  เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ !

แต่ถ้าหากว่าเราประพฤติปฏิบัติ อย่างมีสติ มีปัญญา
- เราอยู่เหนือความลุ่มหลงเหล่านี้..
เราย่อมสามารถสอนผู้อื่นได้ ตามความเป็นจริง 
และจงสอนให้ผู้อื่นนั้น มีสติรู้ตามด้วย - อย่าให้เกิดความลุ่มหลง !

ถ้าเราคิดว่า เราควบคุมให้อยู่ในกรอบที่ดีได้ - เราก็สามารถสอนได้
เพียงแต่ว่า อาจจะหลบหลีกหน่อย ในเรื่องของการหยิบยกตนขึ้นมาปรารภ
.. ขึ้นมากล่าวถึงคุณวิเศษ  ที่ตนมีอยู่ - ไม่ต้องไปพูดถึงมันหรอกลูก

มี -ไม่มี ก็ช่างมัน !
แต่เราสามารถที่จะสอนคนอื่นได้ ในเรื่องเหล่านี้ เพราะ..
มันเป็นความจริงของศาสนา ที่เกิดขึ้น
มันเป็นสิ่งที่จะนำพา - เพื่อไปสู่พระนิพพาน
เป็นเครื่องมือแห่งการชำระกิเลส และตัณหา 

ฉะนั้น.. ความจริง ก็คือความจริง  ไม่มีใครปกปิดความจริงได้ลูก
สิ่งที่บัญญัติไว้ว่า ห้ามอวดอุตตริ ในสิ่งที่เป็นคุณวิเศษต่างๆ
- เพียงแค่  ไม่ให้หยิบยกตัวตนขึ้นมา เท่านั้น  !

<  แต่สิ่งเหล่านี้ สามารถที่จะประกาศไปได้ ชี้ทางผู้อื่นได้..  ให้ทุกคนรู้เห็นตามความเป็นจริง  >

พระยาธรรมเอย..  วันนี้ที่ได้เรียบเรียงเอาไว้ จนเป็นหมวดหนึ่ง ของแนวทางการปฏิบัติ 
- หรือเครื่องมือที่ช่วยชำระกิเลสตัณหา..
ที่เมื่อ มีศีล ก็มีธรรม มีศีล มีปัญญา
เมื่อรู้ทำอาสวะให้สิ้นไปแล้ว ก็อาจจะมีญาณรู้วิเศษ อื่นๆตามมาอีกหลายอย่าง
สิ่งเหล่านี้ มันเป็นธรรมชาติ
ก็ดีแล้วละ ลูก

แต่จงสอนผู้อื่น และตนเองให้ดี  อย่าให้เกิดความลุ่มหลง ก็แล้วกัน
-- ให้นำมาใช้งาน ในทิศทางที่ถูกต้อง ++

ลูกเอ๋ย..  ความจริงในพระพุทธศาสนา -  เป็นสิ่งที่ผู้ประพฤติปฏิบัติ
//  ไม่สามารถปฏิเสธได้ ว่ามันมีอยู่จริง
//  ไม่สามารถปกปิดได้ ว่ามันมีอยู่จริง

เพราะสิ่งที่เราทำ มันย่อมทำให้ปรากฏขึ้นได้ เป็นธรรมดา
แต่จงเห็นเป็นธรรมดา - จะได้ไม่เห็นว่าเป็น คุณวิเศษ
และจงให้ผู้อื่นเห็นว่า..  เป็นธรรมดาของการปฏิบัติ
- มันย่อมมีเครื่องมือเหล่านี้  เป็นปรกติอยู่แล้ว ++

อย่างนี้ละ.. พระยาธรรม
ลูกนั้น ได้รวบรวมไว้ ก็ดีแล้ว
จงหมั่นทบทวน ฝึกฝน ทบทวน ดูให้มันเห็นเป็นปรกติไป 
แล้วทุกอย่าง- ก็จะไม่วิเศษอะไรสำหรับลูกเลย..

++
พระยาธรรม ::  สาธุเจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณพระพุทธองค์ ที่ทรงเมตตาแสดงธรรมนี้ให้ลูกได้ฟัง

ลูกพอจะเข้าใจ  และรวบรวมจากธรรมะ ที่พระพุทธองค์ได้ทรงสอนมา
เพราะลูกคิดว่า ถ้าเกิดแบ่งแยกกันไป แยกกันมา มันจะดูเยอะ ดูไม่เข้าใจ ดูสับสน
ดูไม่รู้ว่า มันมีอะไรบ้าง
 
แต่ถ้าเรารวมกัน มาเป็นหมวดเดียวกัน มาเป็นแบบนี้  บุคคลผู้จะไปนิพพาน เขาดูปุ๊บ
.. เขาก็จะรู้แล้วว่า
มีศีล มีธรรม มีสมาธิ มีปัญญา
มีการรู้ ในการทำอาสวะให้สิ้นไป
ระลึกชาติได้
รู้จุติ อุบัติบังเกิดของสัตว์ทั้งหลาย
มีตาทิพย์  หูทิพย์
แสดงฤทธิ์ได้
ทายใจผู้อื่นได้
ขยายธรรมให้ยาวได้  สรุปสั้นได้
ใช้คำพูดที่เหมาะสม กับเหตุการณ์ ชี้แจงให้ผู้อื่นเข้าใจได้  รู้ตามได้
-- สิ่งเหล่านี้ มันเป็นเรื่องปรกติ ที่มันมีอยู่ในหนทางของการปฏิบัติ..
ก็จะสามารถรู้ และเข้าใจ นำมาใช้งานได้ ...

วันนี้ คงต้องกราบขอลาก่อน นะเจ้าคะ..
ไว้ลูกจะมาเฝ้าฟังธรรมใหม่ พระพุทธเจ้าค่ะ..

สาธุ



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 08, 2019, 12:26:16 pm โดย thanapanyo »