ผู้เขียน หัวข้อ: Rec-2569 ลุ่มหลงในคุณวิเศษ  (อ่าน 763 ครั้ง)

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4134
    • ดูรายละเอียด
Rec-2569 ลุ่มหลงในคุณวิเศษ
« เมื่อ: พฤษภาคม 27, 2018, 07:32:29 am »





พุทธธรรมสำหรับนักบวช  วันที่  27 พฤษภาคม  2561
ตอนที่ 346  **ลุ่มหลงในคุณวิเศษ**
+ +

ในเช้าของวันที่  26 พฤษภาคม พ.ศ. 2561  ณ พุทธอุทยานภูสวรรค์
ข้าพระพุทธเจ้า เมื่อได้กราบนอบน้อมเข้าเฝ้าต่อองค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่านเพื่อเฝ้าฟังธรรม.. จึงได้เฝ้าทูลถามพระพุทธองค์ท่านไปดังนี้ว่า...

“ ข้าแต่องค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เจ้าขา..
วันนี้ ลูกจะขอเฝ้าฟังธรรม ถึงความลุ่มหลงในคุณวิเศษ ที่ได้ที่มี น่ะเจ้าค่ะ
คือ ถ้าเกิดว่า บุคคลผู้ที่ยังไม่ได้บรรลุเป็นองค์พระอรหันต์นั้น ก็สามารถมีคุณวิเศษได้
แล้วถ้าเกิดว่าเรายังไม่เป็นถึงองค์พระอรหันต์  แต่มีคุณวิเศษเกิดขึ้น ก็อาจทำให้เราลุ่มหลงในคุณวิเศษเหล่านั้นได้..

ลูกเลยจะขอเฝ้าฟังธรรมจากพระองค์ ในวิธีการป้องกันไม่ให้เราลุ่มหลงในคุณวิเศษ ต่างๆ ทั้งหลาย
ขอพระพุทธองค์โปรดทรงเมตตาแสดงธรรมนี้ ให้ลูกได้ฟังด้วยเถิด พระพุทธเจ้าค่ะ ”
 - - - -   

พระยาธรรมเอ๋ย.. คุณวิเศษ ในสายของการเป็นองค์พระอรหันต์แต่ละสาย ที่ได้กล่าวไปแล้วนั้น  มันก็คือ เครื่องช่วยชำระกิเลส ตามจริตนิสัยแห่งจิตแต่ละดวง

และคุณวิเศษ ที่มันมากกว่าคุณวิเศษ ที่ได้กล่าวไปแล้วนั้น  ก็คือ
+ การสามารถดับการเกิดแห่งตนได้ +

คุณวิเศษต่างๆที่มันมีอยู่ ในโลก ในวัฏสงสาร - มันมีมากมายเลย ลูก
มากมาย - จนเรานั้นอาจจะลุ่มหลงในสิ่งเหล่านั้น
เพลิดเพลินไปกับ สิ่งเหล่านั้นได้ซะทุกสิ่งทุกอย่าง เลยทีเดียว

แต่พระยาธรรมเอย..  หากว่าเรา มีจิตที่รู้ตื่น ตั้งมั่นอยู่เสมอว่า..
การเวียนว่ายตายเกิด อยู่ในวัฏสงสารนี้ - ไม่ว่าจะมีสิ่งที่ดี ที่วิเศษ ประเสริฐ เพียงใด ..
สิ่งเหล่านั้น.. ก็
//  เป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้ 
//  เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และมันจะดับไป
//  เป็นสิ่งที่มันเป็นเพียงแค่ สิ่งหลอกล่อ ให้เราจมอยู่ ทุกข์อยู่ เท่านั้น

แม้การเข้า ที่เกือบจะถึงการเป็นองค์พระอรหันต์ - ก็ยังยึดเอาถือเอาไม่ได้ !
เพราะการเป็นองค์พระอรหันต์ - ต้องสลายตัวตน สิ่งที่ตนมี ตนทำ ทั้งหมด
ทั้งกรรมดี และกรรมชั่ว

ฉะนั้น .. หากไปติดอยู่ ตรงเป็นพระอรหันต์ - ก็จะยังคงไม่พ้น !

ฉะนั้น..  จงระลึกรู้อยู่เสมอว่า..
สิ่งทั้งหลายในวัฏสงสารนี้ - ไม่มีอะไรวิเศษ
สิ่งที่วิเศษ มันต้องอยู่เหนือความรู้สึก - ที่รู้สึกว่า “วิเศษ”
จิตต้องอยู่เหนือโลก  เหนือจักรวาล - จึงจะใช้ได้  ++

เราต้องทวนอย่างนี้ ระลึกรู้อย่างนี้ ..
ดูเหตุที่มันเกิด  เหตุที่มันเป็นอยู่  และดับไป
ดูให้เห็นความไม่สวยไม่งาม- ของสิ่งทั้งหลาย ที่อยู่ในวัฏสงสารนี้
มองให้เห็นแต่ สิ่งที่ไม่ดี มุมที่ไม่ดี - ของทุกสิ่ง
ใจของเรา จะต้องไม่เห็นว่าอะไรดีเลย ในวัฏสงสารนี้
-- เราจึงจะ ไม่หลงทางอีกต่อไป
-- เราจึงจะ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด อีกต่อไป..

ฉะนั้น.. การลุ่มหลงกับคุณวิเศษต่างๆที่ได้ - นั่นก็ยังไม่วิเศษ !
... เพราะยังเป็นการหลงอยู่ จมอยู่  เวียนวนอยู่ -  ไม่พ้นวัฏสงสาร ลูก

หมั่นพิจารณาธรรม ให้รู้ ให้เห็น ตามความเป็นจริง
เห็นความจริง ในวัฏสงสารนี้
-- แล้วลูกนั้น ก็จะสามารถถอดถอนความลุ่มหลง - ออกจากสิ่งต่างๆทั้งหลาย..
-  ที่มันเป็นสิ่งที่คิดว่า วิเศษ
-  ที่ละเอียดประณีต
-  ที่คิดว่า ดีงาม

พระยาธรรมเอย.. หากว่า เรายังยึดว่าดี  ถือว่าดี ในสิ่งต่างๆ - ที่เป็นคุณวิเศษนั้น
- เราก็จะไม่พ้นวัฏสงสาร..

อย่างดี ก็แค่ไปเกิดอยู่ในพรหมโลก  เทวโลก
เกิดอยู่ ติดอยู่ จุดใดจุดหนึ่ง  ที่มันเป็นจุดที่ละเอียดประณีต - แค่นั้นละลูก
... และท้ายที่สุด การติดอยู่  เป็นอยู่ ในวัฏสงสาร - มันย่อมไม่มีอะไรเที่ยงแท้ ..

ฉะนั้น พระยาธรรมเอ๋ย..  จงพากันทำความเข้าใจ เข้าใจตามคำสอนสั่ง ขององค์พระพุทธเจ้า
.. ว่า องค์พระพุทธเจ้านั้น..
มีจุดมุ่งหมาย  คือ เหตุใด ?
มีเจตนา ที่จะให้ลูกทั้งหลายนั้น ศึกษาเรียนรู้แบบไหน ?

องค์พระพุทธเจ้า สอนให้ลูกนั้น เห็นตามความเป็นจริงว่า.. วัฏสงสารนี้
/ ไม่ใช่ที่ที่เราจะอยู่
/ ไม่ใช่ที่ ของเรา
-- มันเป็นที่ แห่งทะเลทุกข์ !

เราเกิดแล้วตาย ตามเหตุต่างๆที่มันมีอยู่  และลุ่มหลง ตามเหตุเหล่านั้น
จงรู้ตื่น..รู้ตื่นถอดถอนความลุ่มหลง จากสิ่งที่ทั้งดี - และไม่ดี  สลายตัวตนของเราไปสู่พระนิพพาน
จงรู้ จงทำความเข้าใจ ถึงจุดมุ่งหมาย แห่งชาวพุทธ ที่จะประพฤติปฏิบัติ  เพื่อไปให้ถึง
จงรู้เจตนา แห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ชี้บอก ว่า..การทำความดีทั้งหลาย  ทำเพื่อดับการเกิด

ให้ระมัดระวัง..
อย่าหลงดี - อย่าหลงชั่ว
อย่าหลงสิ่งใด ในวัฏสงสารนี้เลย..

เพราะว่า  สิ่งทั้งหลายเหล่านั้น - มันเป็นเพียงแค่สิ่งทดสอบ ที่จะฉุดดึงเรา เอาไว้
เราต้องสลาย  แม้แต่จิตของเรา - ไม่ให้มีตัวมีตน
-- เราจึงสามารถเป็นผู้วิเศษ อย่างแท้จริง..  เพราะ
- ไม่ตาย ไม่เกิด
- ไม่ต้องเป็นทาสของใคร อีกต่อไปแล้ว

อย่างนี้ละ พระยาธรรม.. หมั่นทบทวนให้เข้าใจเจตนา แห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
และจุดมุ่งหมาย แห่งชาวพุทธ ที่ควรจะไป / ควรจะทำ
-- จึงจะไม่ผิดเพี้ยนไปจาก คำสอนของพระพุทธศาสนา หรือหลักธรรมแห่งพระพุทธศาสนา ลูก

ฉะนั้น ลูกทั้งหลาย.. จึงควรทำความเข้าใจในจุดมุ่งหมาย ให้ดี
รู้ว่า เจตนาแห่งพระองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ชี้บอก เพื่อให้เราทั้งหลาย..
/  ทำความดี - เพื่อถอดถอน ชำระกิเลส
/  หยุดยึดถือ ทั้งกรรมดี และกรรมชั่ว
/  อาศัยกรรมดี 
/  เว้นกรรมชั่ว - ไม่ทำ

แล้วเมื่อถึงจุดมุ่งหมาย.. จงวางกรรมดีนั้นทิ้งเอาไว้เสีย  + +
ฉะนั้น.. จึงไม่มีอะไรเลย ที่เป็นสิ่งสำคัญ นอกจากมรรคผลนิพพาน เหล่านั้น

ลูกก็จะได้รู้ว่า.. หากว่าลูกนั้นไปติด ไปยึดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่
- เป็นคุณวิเศษก็ดี
- เป็นสิ่งที่คิดว่าวิเศษแล้ว ดีแล้ว ก็ดี 
ลูกจะได้รู้ว่า.. นั่นกำลังหลงทิศหลงทางอยู่
-- เพราะว่า คำสอนขององค์พระพุทธเจ้า สอนให้ชำระ ละวางทุกสิ่งทุกอย่าง ที่คิดว่าดีเหล่านั้น ++

แม้แต่การเป็นองค์พระพุทธเจ้า  เป็นองค์พระอรหันต์ .. ก็ยังต้องวางความเป็นองค์พระพุทธเจ้า และพระอรหันต์นั้นลงเสีย..
-- เพื่อจะได้สลายทุกสิ่ง ที่เป็นกรรมดี - ที่จะเกี่ยวตนไว้ อยู่ในวัฏสงสารนี้
-- ยังต้องวางสิ่งเหล่านั้น - เพื่อดับการเกิดแห่งตนได้
สูงสุดแล้วแห่งการบำเพ็ญ - ยังต้องสลาย

ฉะนั้น..
มันจะมีอะไรดีละลูก ?
มันจะมีคุณวิเศษอะไรดีล่ะลูก ?
-- ที่สำคัญ มันเป็นเพียงแต่สิ่งหลอกล่อ ฉุดดึง
ให้ลูกจมอยู่  ติดอยู่ เท่านั้นละ..ไม่มีประโยชน์อะไร

อย่างนี้ละ พระยาธรรมเอ๋ย..  จงหมั่นทำความเข้าใจ ให้เห็นแจ้งในวัฏสงสารนี้ว่า.. 
/ ไม่มีสิ่งใดสวยงาม
/ ไม่มีอะไรเป็นสิ่งสำคัญ
/ ไม่มีอะไรวิเศษ

ถ้ามันวิเศษจริง องค์พระพุทธเจ้านั้นประสบพบเจอ ได้รับมาก่อนหน้าโน้นแล้ว..
ทั้งวิเศษทางโลก  // ทั้งวิเศษทางธรรม
องค์พระพุทธเจ้า ก็คงอยู่ตรงที่ได้สิ่งวิเศษนั่นละ..
... คงไม่ต้องไปกันแล้วละ พระนิพพาน  !

ถ้าเกิดว่า. สิ่งที่ได้มาเหล่านั้น - มันคือคุณวิเศษจริงๆ
องค์พระอรหันต์ผู้อยู่ก่อน ถึงก่อน รู้ก่อน ได้มาก่อน - คงจะอยู่ค้ำฟ้ากัน ไม่ไปไหน 
คงจะไม่พากันละ สิ่งที่วิเศษ - ที่ลูกทั้งหลาย คิดว่าวิเศษเหล่านั้น ทิ้งไป - เพื่อไปนิพพาน

จงมีสติรู้ตื่นเช่นนี้เถิด พระยาธรรม.. 
... เพราะว่า ในความเป็นจริงนั้น คุณวิเศษทั้งหลายที่มี..
เรานั้นมีไว้ เพียงแค่เป็นเครื่องช่วยชำระกิเลส
กิเลสมันดื้อนัก - ก็เลยต้องใช้เครื่องช่วย ที่ชำระ
- ที่มีกำลังแรงกล้ามากพอ +
ที่จะชำระกิเลสนั้นไป ให้สิ้นให้ได้ ตามเหตุตามปัจจัย เท่านั้น

เหมือนบุคคลผู้ที่ผูกเชือกไว้ซะแน่น  แล้วเมื่อตนมานั่งแกะปมเชือกที่ตนผูก 
... เพื่อจะได้สลาย ปมที่ตนได้ทำเอาไว้.. 

ปมนั้นแน่นมาก จึงต้องใช้กำลังที่หนักมาก
แต่ดันมานั่งหลงว่า.. มีกำลังเยอะเหลือเกินในการแกะปม..
-- อย่างนี้มันใช้ไม่ได้ ลูก
มันจะทำให้จิตของเราหลงทิศหลงทาง ไปในทิศทางที่ไม่ถูก -ไม่ดี
... หลงทิศหลงทางไป เสียเวลา !

พระยาธรรมเอ๋ย..  หากเรานั้นสามารถประพฤติปฏิบัติ จนเข้าถึงความเป็นองค์พระอริยเจ้าแล้ว..
- เราก็ควรที่จะพิจารณาอย่างนี้อยู่เสมอ อยู่ดีนั่นแหละลูก
 เพื่อจะได้ไม่เป็นการเสียเวลา

จงรู้ตื่นอยู่เสมอว่า..  ตราบใดที่ยังไม่ถึงการเป็นองค์พระอรหันต์
-- ย่อมมีสิ่งที่ตน จะยังคงต้องชำระล้าง  และพิจารณาอยู่ตลอด ++

การลุ่มหลงในสิ่งต่างๆ คือ การแวะข้างทางให้เสียเวลา
+  เราต้องมีจุดมุ่งหมายเดียวเท่านั้น ก็คือ พระนิพพาน  **
เพียงแต่สิ่งข้างทางเหล่านั้น  เราเห็น ก็เพื่อหลอกล่อเราให้แวะไป
มีอยู่.. ก็เพื่อหยิบจับขึ้นมา ทำให้เกิดประโยชน์ แก่ตัวของเรา
-- แล้วจงเร่งสร้างความดี ทำความดี...

พระยาธรรมเอ๋ย..  หากเราเป็นปุถุชนคนธรรมดา -ที่ยังไม่เป็นองค์พระอริยเจ้า
.. เราก็ควรพิจารณาเช่นนี้  เช่นเดียวกัน
พิจารณาให้รู้ ให้เห็น ตามความเป็นจริงว่า..
-- ถ้าวัฏสงสารนี้ดี - องค์พระพุทธเจ้า คงไม่สอนให้ออกจากที่นี่ไป **

เราเป็นชาวพุทธ ต้องเข้าใจคำสอนขององค์พระพุทธเจ้า ให้ดีว่า สอนให้ทำความดี เพื่ออะไร **
+ ทำความดี เพื่อดับกิเลสตัณหา - ไม่ให้ยึดติด ลุ่มหลงกับสิ่งใดทั้งนั้น.. +
... ต้องพิจารณาอยู่อย่างนี้.. แล้วตั้งใจประพฤติปฏิบัติ ฝึกฝนตน ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ..

ยังไม่เป็นแม้แต่ องค์พระอริยเจ้า / องค์พระอริยบุคคล..  แล้วจะถือว่าดี ได้อย่างไรเล่า !
ยังไม่พ้นนรกเลย..
จิตยังไม่พ้นจากจุด ที่จะตกต่ำเลย..

จงเห็นสิ่งไม่ดี ที่ยังมีอยู่ในเรากันเถิดลูก
แล้วจงหมั่นทำความดี
ดันตัวเองให้สูงขึ้นจาก ที่ที่ตนอยู่นั้น..

จงอย่ามัวแต่ลุ่มหลง ว่ามันดี 
อย่าเอาสิ่งที่มีนั้น -ไปทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
... แล้วมันก็กลับกลายมาเป็นโทษเป็นกรรม - ให้เราต้องตกไปอยู่จุดที่ต่ำ และชดใช้มัน ++

พระยาธรรมเอ๋ย..  ตราบใดก็ตาม ลูก..  ที่ยังไม่เป็นองค์พระอริยบุคคล พระอริยเจ้า
/ อย่าเพิ่งหลงดี ยึดดี 
/ อย่าเพิ่งคิดว่าตนดีอยู่แล้ว 
... นั่นคือความลุ่มหลง !

ดีแล้วยังไง.. ศีล 5 ก็ยังไม่ครบ
ดีแล้วยังไง.. ยังต้องตกนรกอยู่ดี
ดีแล้วยังไง.. ยังต้องไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานอยู่ดี
... มันดีตรงไหน ลูก !

ต้องทำความดี  ดันจิตของตนให้สูงขึ้นเรื่อยๆ
 - เพื่อเข้าสู่การเป็นองค์พระอริยบุคคล  อริยเจ้าทั้งหลาย
เมื่อถึงซึ่งการเป็นอริยบุคคล ในระดับที่ 1  ที่ 2  ที่ 3 แล้ว..
- ก็อย่าเพิ่งยึดดี ถือดี เพราะยังไม่จบกิจแห่งการทำดี  +

เชื้อแห่งความชั่วมันยังมีอยู่ในใจ
เหตุที่จะฉุดดึงตนให้แวะข้างทาง - ยังไม่หมดสิ้น

จงตั้งใจทำความดีต่อไป
อย่าหลงในคุณวิเศษ ในสิ่งที่ละเอียดประณีต คิดว่าวิเศษเหล่านั้น..
ทั้งสิ่งที่ตนสามารถทำได้ และมองเห็น
จับต้องได้ หรือว่าไม่ได้
ดีกับใจ หรือว่าดีกับกาย ก็ตาม..

> ไม่ต้องไปสนใจมัน ลูก.. เราต้องมุ่งสู่นิพพานอย่างเดียว ++
แล้วลูกก็จะสามารถ อยู่เหนือความลุ่มหลงได้
อย่างนี้ละ.. พระยาธรรมเอ๋ย

++
พระยาธรรม ::  สาธุเจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณพระพุทธองค์ ที่ทรงเมตตาแสดงธรรมนี้ให้ลูกได้ฟัง

ลูกพอจะเข้าใจบ้างแล้ว ละเจ้าค่ะ
ว่า เราจะต้องพิจารณาเห็นความเป็นจริง
ว่า ทุกสิ่งบนโลกนี้ไม่เที่ยงแท้
ไม่สวยงามอย่างที่เรารู้ เราเห็น - ไม่ได้วิเศษอย่างนั้น..
... ถ้าวิเศษ องค์พระพุทธเจ้าได้ก่อน  องค์พระพุทธเจ้าคงไม่ไปนิพพาน
.. เข้าใจอย่างนี้บ้างแล้วละเจ้าค่ะ

กราบขอบพระคุณที่ทรงเมตตา พระพุทธเจ้าค่ะ..

สาธุ



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 08, 2019, 12:28:29 pm โดย thanapanyo »