ผู้เขียน หัวข้อ: Rec-2568 ผู้ไม่ใช่พระอรหันต์ มีคุณวิเศษได้หรือไม่  (อ่าน 885 ครั้ง)

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4093
    • ดูรายละเอียด





พุทธธรรมสำหรับนักบวช  วันที่  26 พฤษภาคม  2561
ตอนที่ 345  **ผู้ไม่ใช่พระอรหันต์ มีคุณวิเศษได้หรือไม่**
+ +

ในเช้าของวันที่  25 พฤษภาคม พ.ศ. 2561  ณ พุทธอุทยานภูสวรรค์
ข้าพระพุทธเจ้า เมื่อได้กราบนอบน้อมเข้าเฝ้าต่อองค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่านเพื่อเฝ้าฟังธรรม.. จึงได้เฝ้าทูลถามพระพุทธองค์ท่านไปดังนี้ว่า...

“ ข้าแต่องค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เจ้าขา..
ตามที่ลูกได้ฟังธรรมในรูปแบต่างๆ สายต่างๆในการประพฤติปฏิบัติ และสิ่งที่องค์พระอรหันต์แต่ละสายท่านนั้นมี ท่านนั้นมีสภาวธรรมต่างๆนั้นแล้ว..
ลูกก็พอจะเข้าในเรื่องขององค์พระอรหันต์ในแต่ละรูปแบบ น่ะเจ้าค่ะ
แต่ทีนี้ ลูกก็เกิดความสงสัยอีกว่า ถ้าเกิดว่า ดวงจิตที่ไม่ได้สำเร็จเป็นองค์พระอรหันต์ แต่ตั้งใจปฏิบัติและกำลังฝึกฝนทำความดี ทำความเพียรอยู่ จะสามารถเกิดสิ่งที่เรียกว่าคุณวิเศษ เช่น มีหูทิพย์ ตาทิพย์ จะสามารถเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้น แก่ดวงจิตเหล่านั้น ที่ยังไม่บรรลุเป็นพระอรหันต์ ได้หรือเปล่า..
ขอพระพุทธองค์โปรดทรงเมตตาแสดงธรรมนี้ ให้ลูกได้ฟังด้วยเถิด พระพุทธเจ้าค่ะ”
 - - - -   

พระยาธรรมเอ๋ย..  เครื่องมือที่ไว้ใช้สำหรับชำระระล้างกิเลส หรือคุณวิเศษที่ได้กล่าว
ที่มีในองค์พระอรหันต์ทั้ง 4 สายนั้น..
สามารถเกิดขึ้นได้ กับบุคคล ผู้ที่ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ หรือตั้งใจฝึกฝนการทำสมาธิ
เพราะสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น มันเป็นเครื่องมือ
.. ย่อมต้องเกิดขึ้นได้ - ตามเหตุของบุคคลที่ฝึกจนเข้าถึงสิ่งนั้น - ที่จะเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ++

ทั้งนี้ ก็เพื่อจะได้เอาสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น - มาช่วยตนในการปฏิบัติ ชำระกิเลส **

ฉะนั้น.. จึงสามารถเกิดขึ้นได้
เพียงแต่การเกิดขึ้นนั้น มันก็มีความละเอียดอ่อน ที่ต้องแยกออกจากกัน.. ให้ละเอียดลึกเข้าไป..
และคุณวิเศษ หรือสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น -ก็จะยังไม่ชัดเจน
-- ไม่ใช่สิ่งที่ดีอย่างแท้จริง เหมือนกับการที่เกิดกับองค์พระอรหันต์  **

พระยาธรรมเอ๋ย..  ฉะนั้นคำตอบ ก็คือ.. คุณวิเศษเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ *
-- แต่จะไม่ละเอียดเท่าองค์พระอรหันต์ / หรือการมีคุณวิเศษอยู่ในองค์พระอรหันต์ ++

<  เพราะองค์พระอรหันต์ ท่านเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว - ท่านย่อมมีปัญญาอยู่เหนือความลุ่มหลงทั้งปวง  >

การมีคุณวิเศษใดๆก็ตาม.. ท่านย่อมอยู่เหนือคุณวิเศษเหล่านั้น
/  ไม่มีความคิดที่ปรุงแต่ง
/ ไม่มีความคิดแห่งเชื้อกิเลสและตัณหา
-- เข้ามาไปเจือปนอยู่ ในญาณรู้ต่างๆ / ในสิ่งที่ได้ที่มีเหล่านั้น..
ให้เกิดความเศร้าหมอง / เกิดไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง ไม่ดี เป็นอันขาด !

และจะไม่มีการเอาสิ่งทั้งหลายมีเหล่านั้น - มาใช้ในทิศทางที่ผิด ที่ไม่ถูกต้อง
-- เพราะองค์พระอรหันต์ เป็นผู้รู้แจ้งแล้ว **

ฉะนั้น.. สิ่งที่ได้ ที่มี ที่เป็นนั้น จะได้ใช้ - ก็ต่อเมื่อมีเหตุจำเป็น
และไม่ได้ไปใช้.. เพื่อโอ้อวดใคร

จะคอยระมัดระวังในสิ่งที่ตนจะใช้  เพื่อที่จะได้ เป็นเครื่องมือ เครื่องช่วยตน
- ให้ช่วยเหลือผู้อื่นได้บ้าง
- ให้ได้ดูแลตนบ้าง ตามเหตุตามปัจจัยอันสมควร

สิ่งใดก็ตาม พระยาธรรม.. หากปราศจากความลุ่มหลงแล้วนั้น
- ย่อมเป็นสิ่งที่เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์

สิ่งที่เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์..
- ย่อมไม่มีสิ่งมัวหมองเข้ามาเจือปน ในสิ่งเหล่านั้น
-- การจะทำให้ตกไปสู่จุดที่ต่ำนั้น - ย่อมไม่มี **

ฉะนั้น.. ญาณรู้ หรือเครื่องมือที่ได้มา - จะชัดเจน
และเป็นสิ่งที่จะไม่มีพิษมีภัย ไม่อันตรายแก่ใคร ทั้งนั้น ++

แต่ถ้าหากว่า เป็นพระอริยบุคคล ในระดับที่ 1 ที่ 2 ที่ 3
 - ที่ยังไม่เข้าถึง ระดับที่ 4 - เป็นองค์พระอรหันต์
คือ พระอริยบุคคล อริยเจ้าใน 3 ระดับขั้นต้นนั้น - ย่อมมีคุณวิเศษเหล่านี้ได้
.. แต่อาจไม่ชัดเจนเหมือนองค์พระอรหันต์ลูก

และอาจเกิดความลุ่มหลงได้อยู่บ้าง
.. แต่จะเป็นความลุ่มหลงที่หลงไป เพียงเพราะว่า..
-- ตนนั้นจะต้องเรียนรู้ในสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น ที่มี ที่ได้มา  เรียกว่า ลองผิดลองถูก

** แต่จะไม่ตกไปสู่จุดที่ต่ำ
เช่น  เอาคุณวิเศษที่มีเหล่านี้ ไปใช้ไปทำ ในทางที่ไม่ดี..
เพราะองค์พระอริยเจ้า ตั้งแต่ระดับที่ 1 ขึ้นมา..
* ย่อมเป็นผู้มีปัญญา รู้เท่าทันกิเลส
* ย่อมเป็นผู้ ไม่ตกไปสู่จุดที่ต่ำ

รวมถึง ถ้าเป็นองค์พระอริยเจ้าตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นมาแล้ว - ย่อมมีญาณรู้
.. ที่เป็นการรู้แบบแตกฉานในธรรมเข้าช่วย  เช่น
/ รู้การทำอาสวะให้สิ้นไป
/ รู้จักข้ออรรถข้อธรรม
จนตนนั้นสามารถที่จะหยิบเอาสิ่งเหล่านี้ - ที่เป็นการแตกฉานในธรรม เข้าช่วย
- ไม่ให้ตนลุ่มหลงกับสิ่งต่างๆ ที่เป็นผลเกิดมาจากสมาธิ

พระยาธรรมเอ๋ย.. บุคคลผู้แตกฉานในธรรม ถึงแม้จะไม่แจ่มแจ้ง ไม่เหมือนองค์พระอรหันต์
แต่หากเข้าสู่การเป็นพระอริยบุคคล การเป็นพระโสดาบันขึ้นไปแล้ว..
... ย่อมมีความรู้ มีสติ ที่พอจะยับยั้งความลุ่มหลงทั้งปวง - ไม่ให้ตนตกไปสู่ในจุดที่ต่ำ **
 
ฉะนั้น.. ถ้าหากว่าฝึกทำสมาธิ จนเกิดความเป็นทิพย์ขึ้นมาบ้าง เช่น การ
- ได้หูทิพย์ ตาทิพย์
- แสดงฤทธิ์ได้บ้าง
- รู้เหตุเกิด - รู้เหตุดับของจิตทั้งหลาย ว่า..เกิดมาจากไหน ดับแล้วจะไปไหน
- ทายใจผู้อื่นได้
- รู้กรรมแห่งตน และผู้อื่น

คือ มีญาณรู้เกิดรู้ขึ้น ที่มันเป็นญาณรู้ที่เกิดจากผลของสมาธิเหล่านี้
.. ก็อาจจะมีสิ่งที่เป็นผลมาจากการแตกฉานในธรรมเข้าช่วย - คือ การทำอาสวะให้สิ้น บ้าง *
.. การเข้าใจในอรรถในธรรมต่างๆ แตกฉานในธรรมต่างๆ มีความรู้เหล่านี้เข้ามาช่วย

ย่อมจะทำให้จิตของพระอริยบุคคล อริยเจ้าทั้งหลาย.. ไม่ตกไปสู่ที่ต่ำ
ไม่ถูกคุณวิเศษเหล่านี้ครอบงำ จนทำให้ตนนั้นต้องกลายเป็นทุกข์

เพียงแต่จะรู้อยู่ ปฏิบัติตามอยู่ เห็นอยู่ หลงอยู่นิดหน่อย
... แต่เป็นการหลงที่เป็นการเรียนรู้
-ไม่ใช่หลงจนจม จนตนนั้นไม่สามารถเข้าความดีที่แท้จริงได้..
คือ การลองผิดลองถูก

เพื่อวันหนึ่งที่เข้าสู่การเป็นองค์พระอริยเจ้า ในระดับที่ละเอียดขึ้นเรื่อยๆนั้น..
... ก็จะถอดถอนความหลงในสิ่งเหล่านี้ ได้มากขึ้นเรื่อยๆ..
และก็จะมีปัญญารู้ และเข้าใจว่า..
สิ่งทั้งหลายเหล่านั้น - มันเป็นเพียงแค่เรื่องที่นำมาใช้ในการชำระล้างกิเลสตัณหา
-- ความลุ่มหลง ที่จะนำพาไปสู่จุดที่ต่ำ - ย่อมไม่มีในองค์พระอริยบุคคล อริยเจ้าทั้งหลาย.. **
 
พระยาธรรมเอ๋ย.. สรุปแล้วก็คือ- มี 
* สามารถมีญาณรู้
* สามารถเกิดคุณวิเศษ
* สามารถที่จะมีอยู่บ้าง ตามระดับของดวงจิตนั้นๆ
- ที่ประพฤติปฏิบัติ จนเข้าถึงพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี..

แล้วแต่ว่าจิตดวงนั้น  อยู่ในภูมิจิตภูมิธรรมระดับใด
และสามารถมีญาณรู้ ในเรื่องใด - ที่โดดเด่นมากกว่าเรื่องอื่น
สามารถที่จะมีเครื่องมือ ในการช่วยชำระกิเลสแบบไหนบ้าง

เช่น ถ้าเกิดเป็นสายพระอรหันต์สายแรก คือ *สุกขวิปัสสโก*นั้น
-- ก็อาจจะมีฌานสมาธิ - ในการรู้การแตกฉานในธรรม  รู้วิธีทำอาสวะให้สิ้นไป

สิ่งเหล่านี้ถ้าเกิดว่า เราดูให้มันดีๆ - มันก็ย่อมมีความหลงซ่อนอยู่นั้นได้ เช่นเดียวกัน
คนเราน่ะลูก..  แม้ไม่ใช่การแสดงฤทธิ์ เหาะเหินเดินอากาศ
ขอเป็นเพียงแค่ ความดีเล็กๆน้อยๆ - ก็เกิดความหลงได้ลูก !
 
ฉะนั้น.. การที่องค์พระอริยเจ้าในระดับต่างๆ - ที่ไม่ได้เข้าถึงการเป็นพระอรหันต์ น่ะลูก
ก็จะต้องมีการตรึกตรอง ทบทวน ถอดถอนความหลง - ที่เกิดคุณวิเศษเล็กน้อย หรือมาก
หรือมีกี่อย่าง
หรืออยู่ในสายใดของการเป็นองค์พระอรหันต์ ทั้ง 4 สาย
-- ย่อมต้องเรียนรู้ และถอดถอนไปเรื่อยๆ …

แต่จะไม่เป็นเหตุให้อันตราย ถึงจิตนั้นตกต่ำ..  เพราะองค์พระอริยเจ้า อริยบุคคลทั้งหลาย.. ย่อม
// มีธรรมเป็นที่พึ่ง
// มีการแตกฉานเข้าใจในธรรมเป็นที่พึ่ง
- ตามระดับของภูมิจิต ภูมิธรรมของตน..

จึงถือว่า ไม่ใช่เรื่องน่าเป็นห่วงอะไร และสามารถเกิดขึ้นได้ +
-- เพียงแต่ไม่ชัดเจน เท่ากับขององค์พระอรหันต์ เท่านั้นละ.. พระยาธรรม

และที่กล่าวมานี้.. ก็ใช่ว่า ทุกดวงจิตจะมีญาณรู้มากเท่ากัน เสมอกัน นะลูก
บางคน ก็มีคุณวิเศษสิ่งนั้น  มีเครื่องมือสิ่งนี้ สิ่งโน้น - ตามจริตวิสัยแห่งแต่ละดวงจิตที่ปฏิบัติไว้
อย่างนี้ละพระยาธรรม.. มันละเอียดเช่นนี้ละ

ต่อไป - ส่วนปุถุชนคนธรรมดา
- ที่ยังไม่สามารถประพฤติปฏิบัติ จนเข้าถึงการเป็นพระอริยเจ้า อริยบุคคลในระดับต่างๆ
- ยังเป็นดวงจิต ที่เวียนว่ายตายเกิด - ตามเหตุตามผลของการกระทำ และยังไม่เข้าสู่กระแสแห่งพระนิพพาน
-- จิตเหล่านี้ สามารถที่จะมีคุณวิเศษเหล่านี้ได้ไหม - ย่อมสามารถมีได้ ลูก +

แต่จะเป็นเฉพาะคุณวิเศษ - ที่เกิดขึ้นจากผลของการทำสมาธิเท่านั้น !
เช่น
การมีหูทิพย์ ตาทิพย์  ระลึกชาติได้
หรือการที่จะทายใจผู้อื่นได้
การแสดงฤทธิ์ได้
การที่รู้ การเกิดของสัตว์ทั้งหลายว่ามาจากไหน  และไปจากไหน
... ซึ่งสิ่งเหล่านี้ - ที่สามารถมีได้ ก็เพราะว่า มัน เป็นผลที่มาจากการทำสมาธิ อยู่ *
-- มัน ไม่ใช่ผลที่มาจากการบำเพ็ญ ปฏิบัติ จนแตกฉานในธรรม ++

ฉะนั้น.. ต่อให้จะเป็นปุถุชนคนธรรมดา - ถ้าตั้งใจทำสมาธิจนเข้าสู่ฌาน 4
- ก็ย่อมสามารถอาศัยกำลังแห่งสมาธิ  ผลของสมาธิมาเล่นฤทธิ์
- มารู้ใจผู้อื่น
- มามีหูทิพย์ ตาทิพย์
- มารู้ภพชาติแห่งตน และผู้อื่น
... เหมือนหมอดู เหมือนผู้ที่มีการทำนายทายทักทั่วไป น่ะลูก

แต่บุคคลเหล่านี้ - เขาจะไม่มีญาณรู้ ที่มันเกิดจากการแตกฉานในธรรม เช่น
/ การรู้การทำอาสวะให้สิ้นไป
/ การขยายธรรม ที่สั้น -ให้ยาวออกไปได้ โดยพิสดาร
/ การสรุป หรือย่อธรรมที่ยาว -ให้สั้นลงได้ โดยพิสดาร
/ การเข้าใจในถ้อย ศัพท์ต่างๆ ภาษาต่างๆ และนำมาชี้แจงให้ผู้อื่นเขานั้นรู้ได้ เข้าใจตามในธรรมนั้น
/ การที่จะเห็นธรรมเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น - สามารถหยิบเอาถ้อยคำ หรือความคิดต่างๆเข้ามาประกอบกัน

เพื่อที่จะทำให้เหตุที่มันเกิดขึ้นอยู่ตรงนั้น แตกฉานขึ้นมาเป็นธรรม - ให้ผู้อื่นได้รู้ตาม เห็นตาม
.. อย่างนี้เป็นต้น
สิ่งเหล่านี้จะไม่มีเกิดขึ้น ในปุถุชนคนธรรมดา !

เพราะสิ่งทั้งหลายเหล่านี้  ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากผลของการทำสมาธิ ลูก
แต่มันเป็นสิ่งเกิดขึ้น มาจากการประพฤติปฏิบัติ ตั้งจิตมุ่งสู่พระนิพพาน
แล้วแตกฉานในธรรม - ตามความรู้ ในการรู้ทำอาสวะให้สิ้นไป **
อย่างนั้นละ.. พระยาธรรม

ฉะนั้น.. ปุถุชนคนธรรมดา จึงสามารถมีคุณวิเศษเฉพาะในกลุ่ม - ที่ได้มาจากผลของสมาธิเท่านั้น +

และเมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ในปุถุชนคนธรรมดา
- ย่อมอาจทำให้เกิดความลุ่มหลง
- เกิดนำเอาสิ่งเหล่านี้ ไปทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
นำพาตน และผู้อื่นจมอยู่  ตกไปสู่จุดที่ต่ำได้..  พระยาธรรมเอ๋ย

จึงเป็นสิ่งที่ ถือว่า..
เป็นญาณรู้ - ที่ยังใช้ไม่ได้
เป็นญาณรู้- ที่อันตราย
เป็นสิ่งที่ - จะพาตนลงสู่จุดที่ต่ำได้
-- จึงเป็นสิ่ง ที่ไม่น่ายกย่อง !

เปรียบเสมือนบุคคล ผู้ที่มีญาณรู้ - แต่ไม่มีสติและปัญญา ที่จะควบคุมให้ดี
ฉะนั้น.. ย่อมเกิดอันตราย กับตน และผู้อื่น

พระยาธรรมเอ๋ย.. บุคคลผู้ที่เป็นปุถุชน แต่เกิดญาณรู้ต่างๆ หรือว่าเกิดฤทธิ์ต่างๆ
ตามที่กำลังฌานของตนที่มีอยู่นั้น - ย่อมเป็นผู้ที่ไม่สามารถควบคุมได้

เหมือนกันกับการที่เราคุม ม้าที่มันมีแรงกล้า / ม้าที่ เป็นม้าพยศ
เช่นนั้นละ..พระยาธรรม  เราย่อมไม่สามารถควบคุมได้

หรือจะเปรียบเทียบกับรถราสมัยทุกวันนี้ - ก็คงจะเป็นรถที่แรง แต่ไม่มีเบรก
... ย่อมที่จะนำพาตนเข้าไปสู่จุดที่ต่ำ หรือจุดที่อันตราย
... ย่อมเป็นสิ่งที่นำพาความเดือดร้อน เข้ามาหาตนลูก
เพราะไม่มีข้ออรรถข้อธรรม ไม่มีความรู้แจ้งในธรรมเข้าช่วย 

เช่นนี้ละ พระยาธรรม.. มันจึงเป็นญาณรู้ ที่ไม่น่ายกย่อง เป็นคุณวิเศษที่ไม่น่าเชิดชู
เพราะมันเป็นสิ่งที่มีแล้ว - แต่ไม่สมบูรณ์
.. จึงใช้งาน ใช้การอะไรไม่ได้เลย !

-- และเป็นญาณรู้ ที่ไม่เที่ยงแท้ +
เป็นสิ่งที่ได้มา แล้วก็จะต้องดับจากไป เสื่อมไป หายไป อย่างนั้นละ.. พระยาธรรม

บุคคลที่เป็นปุถุชนคนธรรมดา เขาก็สามารถมีได้ ในสิ่งที่เรียกว่าคุณวิเศษ เช่นที่กล่าวมานั้น
เพราะมันเป็นผลของฌานสมาธิลูก แต่ก็มีไม่ครบทุกอย่าง
เช่นที่ได้กล่าวไปแล้วนั้น..
-- ในเรื่องของการแตกฉานในธรรมต่างๆ รู้ทำอาสวะให้สิ้นไป - สิ่งเหล่านี้ไม่มี ++

ฉะนั้น ลูกเอ๋ย.. ญาณรู้ต่างๆย่อมเกิดขึ้นได้ กับดวงจิตทุกดวงที่
มีสมาธิก็ดี
มีการประพฤติปฏิบัติบำเพ็ญเพียร จนเข้าถึงความเป็นองค์พระอริยเจ้าในระดับต่างๆ
-- แต่ถ้าจะชัดเจนที่สุด และใช้ได้อย่างแท้จริง ก็คือ ญาณรู้แห่งองค์พระอรหันต์ +
 
ส่วนของ อริยเจ้าในระดับที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 นั้น.. ก็ยังพอใช้ได้อยู่บ้าง
 - เพื่อที่จะช่วยเหลือตนและผู้อื่น ในการทำความดีในระดับแห่งตน 

ส่วนของปุถุชน บุคคลผู้ที่ไม่ได้เข้าสู่กระแสพระนิพพาน - เป็นญาณรู้ เป็นสิ่งที่ได้มา อย่างอันตราย
ถือว่า.. ใช้ไม่ได้ ลูก !

จงจำไว้เช่นนี้ละ พระยาธรรม.. นำไปประพฤติปฏิบัติ ฝึกฝนตน
ให้รู้  ให้เข้าใจ ให้แจ้ง ในสิ่งต่างๆทั้งหลายเหล่านี้..

-- แล้วนำนำธรรมนี้ไปเผยแผ่ ให้ทุกคนรู้แจ้งตามความเป็นจริงเถิด --

++
พระยาธรรม ::  สาธุเจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณพระพุทธองค์ที่ทรงเมตตาแสดงธรรมนี้ให้ลูกได้รู้ เข้าใจ

ลูกพอจะเข้าใจบ้างแล้วละเจ้าค่ะ
ไว้ลูกจะมาเฝ้าฟังธรรมใหม่ นะเจ้าคะ..

สาธุ



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 08, 2019, 12:29:15 pm โดย thanapanyo »