ผู้เขียน หัวข้อ: Rec-2561 สุกขวิปัสสโกกับความเป็นทิพย์  (อ่าน 965 ครั้ง)

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4093
    • ดูรายละเอียด
Rec-2561 สุกขวิปัสสโกกับความเป็นทิพย์
« เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2018, 02:16:43 pm »


(ถอดความจากคลิป)

พุทธธรรมสำหรับนักบวช วันที่ 17 พฤษภาคม 2561
ตอนที่ 341 **สุกขวิปัสสโกกับความเป็นทิพย์**
+ +

ในเช้าของวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 ณ พุทธอุทยานภูสวรรค์
เมื่อข้าพระพุทธเจ้าได้กราบนอบน้อมเข้าเฝ้า ต่อองค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่านแล้วนั้น จึงได้เฝ้าทูลถาม พระพุทธองค์ท่านไป ดังนี้ว่า...

“ ข้าแต่องค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เจ้าขา..
เมื่อวานนี้ ลูกได้เฝ้าทูลถามถึงการประพฤติปฏิบัติ หรือสภาวธรรมขององค์พระอรหันต์ สายสุกขวิปัสสโก แบบที่ 1 หรือสายที่ 1* น่ะเจ้าคะ

ลูกได้ทูลถาม และฟังคำอธิบายไปแล้ว ก็พอเข้าใจอยู่ในระดับหนึ่ง แต่ทีนี้ ลูกก็ยังมีความสงสัยอีกสักหน่อยน่ะเจ้าค่ะ ซึ่งลูกคิดว่า ถ้าเกิดลูกถามเรื่องนี้ไปแล้วให้ละเอียด.. วันหนึ่ง คนที่เขามาฟังธรรมที่ลูกแสดงตามพระองค์ทรงสอนนี้แล้ว.. เขาก็อาจไม่ต้องสงสัยเหมือนที่ลูกสงสัย
ลูกจึงจะขอเฝ้าทูลถามถึงองค์พระอรหันต์สุกขวิปัสสโก อีกสักเรื่องหนึ่ง น่ะเจ้าค่ะ ”

- - - -

พระพุทธองค์ :: ดีแล้วละ พระยาธรรมเอย.. แล้วลูกนั้น ไปติดใจสงสัยตรงไหนเข้าล่ะ จงกล่าวธรรมนั้นมาเถิด พระยาธรรม มันไม่มีอะไรถูก อะไรผิด
.. มันไม่มีอะไรที่จะต้องไม่ถาม...

ถ้าหากใจของเรามันยังไม่กระจ่างแจ้ง เพราะการที่เราจะเรียนรู้เพื่อเข้าสู่พระนิพพานนั้น ต้องหมดข้อสงสัยทั้งหมด - จึงสามารถที่จะเข้าสู่พระนิพพานได้ +

ฉะนั้น.. ลูกจงถามธรรมที่ลูกสงสัยนั้นมาเถิด แล้วเดี๋ยวจะอธิบายธรรมนั้น ให้ฟังอีกทีหนึ่ง
ไม่ต้องเกรงหรอกลูก เพราะการที่ไม่รู้ -แล้วถาม ไม่เข้าใจ- ทักท้วง

การที่ไม่เข้าถึง ตั้งใจทำให้เข้าถึงด้วยตัวของตนเอง นั่นเป็นเรื่องที่ดี ไม่ใช่เรื่องของการน่าอาย
ไม่ใช่เรื่องของการเกรงใจ ไม่ใช่เรื่องอื่น..
.. แต่เป็นเรื่องที่ต้องทำให้เข้าใจ นั่นแหละดีแล้ว..

จงกล่าวธรรมที่ลูกยังรู้สึกว่า.. ติดค้างอยู่ในใจ ต้องการคำอธิบายนั้นมาเถิด.. พระยาธรรม

+ +
พระยาธรรม :: สาธุเจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณพระพุทธองค์ที่ทรงเมตตา ให้ลูกได้ถามถึงเรื่องที่ลูกสงสัย เจ้าค่ะ

ลูกสงสัยว่า.. *องค์พระอรหันต์ สายสุกขวิปัสสโก* นั้น ท่านใช้กรรมฐานกองไหน ในการประพฤติปฏิบัติ บำเพ็ญ หรือเจ้าคะ ?
หรือท่านใช้ทั้ง 40 กอง หรือใช้กองใดกองหนึ่ง หรือใช้เฉพาะการดูลมหายใจเข้าออก น่ะเจ้าค่ะ
ทำไมท่านไม่มีความเป็นทิพย์ เห็นผี เห็นเทวดาไม่ได้ เพราะอะไรหรือเจ้าคะ ?”

- - -
พระยาธรรมเอ๋ย.. องค์พระอรหันต์สายสุกขวิปัสสโกนั้น เป็นจิตที่เขามีความตั้งมั่น ในคุณความดีแค่เฉพาะสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และยึดหลักสิ่งนั้นเอาไว้ เพื่อที่จะไปให้ถึง ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ

ฉะนั้น.. ถ้าหากว่า เขาได้ทำกรรมฐานกองใดแล้ว เขาก็จะยึดเอากองนั้นเป็นหลักในการประพฤติปฏิบัติ
- เอาจริงเอาจัง เอาให้มันได้ในกรรมฐานกองนั้น..

และองค์พระอรหันต์สายสุกขวิปัสสโกนั้น ก็สามารถทำกรรมฐานได้ ทั้ง 40 กอง ได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่า ขึ้นอยู่กับการที่เรานั้นหยิบเอาอะไรมาเป็นอารมณ์ แล้วเราได้ไปเพ่ง ไปจ้องดู
ไปเอาผลของสมาธินั้น ไปทำให้เกิดผลอย่างนั้น อย่างนี้ ให้มีผลของสมาธิ ทำให้เห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้

หรือว่า เราจะดับการรับรู้ การมองเห็นได้ด้วยตัวของเราเอง โดยที่ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่สนใจในสิ่งที่เห็น..

เมื่อจะเห็น ก็ตัดการเห็นนั้นทิ้งไป เพราะพระอรหันต์ สายสุกขวิปัสสโกนั้น ท่านถืออารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง ที่ท่านหยิบขึ้นมาแล้วนั้น - เป็นที่ตั้งแห่งจิต *

ถ้ามีสิ่งใดที่มันผ่านเข้ามารบกวน หรือมองเห็นสิ่งใด.. ท่านจะถือว่า สิ่งเหล่านั้น เป็นสิ่งที่นอกเหนือจากสิ่งที่ท่านกำลังตั้งใจทำอยู่
- ท่านก็จะดับความรับรู้ทั้งหมดทิ้งไป ด้วยตัวของท่านเอง ++

ฉะนั้น.. ไม่เกี่ยวว่าจะหยิบเอากรรมฐานกองใดขึ้นมา
เกี่ยวแค่ที่ว่า.. ท่านนั้นใช้อะไรเป็นอารมณ์ตั้งมั่น
และตั้งมั่นโดยการตัดความรับรู้อื่นๆ ทั้งหมดทั้งสิ้น

เช่น ท่านจะหยิบดิน น้ำ ลม ไฟ ขึ้นมาพิจารณาก็ได้
แต่ท่านไม่ได้เพ่ง เพื่อให้เกิดฤทธิ์ เกิดคุณวิเศษต่างๆ หรือเพ่งเพื่อเกิดสิ่งอื่นใด
ท่านก็จะเอาใจของท่านตั้งมั่นเฉยๆ อยู่กับสิ่งนั้นที่หยิบขึ้นมา

ไม่ว่าจะเป็นดิน เป็นน้ำ เป็นไฟ หรือว่า เป็นลม ท่านก็จะเอาแค่สิ่งที่ท่านหยิบขึ้นมานั้น วางอารมณ์ให้นิ่ง แล้วก็ยึดเอาความนิ่งนั้น..มาเป็นกำลังแห่งจิต
เพื่อที่จะกลับมาดูที่ตัวที่ตน
ถอดถอนในความเป็นตัวเป็นตนนั้น ให้ได้ ให้จบลง
ถอดถอนในกาย
ถอดถอนในกรรม
ถอดถอนในกิเลสตัณหา

ยึดมั่นในการทำความดี อยู่บนพื้นฐานของ
การมีศีลบริสุทธิ์อยู่เสมอ
ทำความดีด้วยความเพียร
อดทน ทำความดี ฝึกฝนจิตให้นิ่ง
นิ่งแล้วก็ถอดถอนกิเลสในตนให้ได้
... ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนท่านนั้นสามารถที่จะดับกิเลสแห่งตนได้..
ท่านไม่ได้สนใจเรื่องอื่นใด นอกเหนือจากนั้น
ฉะนั้น.. พระยาธรรมเอย การทำจิตให้สงบ เราสามารถหยิบเอาอะไรก็ได้ทั้งนั้น อาจจะมากกว่ากรรมฐาน 40 กองที่ถูกระบุเอาไว้แล้วนั้น ก็ได้

เช่น จะจับเอาต้นไม้ใบหญ้า จะเอาอะไรก็ได้ทั้งนั้นละลูก มาเป็นสิ่งที่ตั้งมั่นไว้เป็นอารมณ์แห่งตน แล้วก็รวมจิตของตนให้สงบอยู่กับสิ่งนั้น ให้มีสติตั้งมั่นอยู่กับสิ่งนั้น คำบริกรรมนั้น เรื่องนั้น.. แล้วก็ทำให้ตนนิ่งไป สงบไป ดับไป พักผ่อนไปกับสิ่งนั้น อารมณ์นั้น ที่เราตั้งมั่น ++

อย่างนี้ละ พระยาธรรม.. คือสิ่งที่องค์พระอรหันต์ สายสุกขวิปัสสโก* เขาทำกัน

เอาง่ายๆอย่างนี้ละกันนะ จะได้เข้าใจง่ายๆ
คือ ทำอารมณ์ใดก็ได้ แล้วทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่กับอารมณ์นั้น โดยไม่เอาอารมณ์อื่นมาปน โดยยึดอารมณ์นั้น เป็นสิ่งที่ทำให้จิตนิ่งอยู่ตรงนั้น แล้วก็ดับไปกับตรงนั้น

เท่านั้นละ พระยาธรรม.. เพราะองค์พระอรหันต์ สายสุกขวิปัสสโกนี้ ไม่ต้องการพิจารณาสิ่งอื่นใดให้มันกว้างไกลไปกว่านั้น เพราะองค์พระอรหันต์สายนี้ ต้องการเพียงแค่ความสงบ - เพื่อที่จะ
- ถอดถอนกิเลสในตนให้ได้
- ถอดถอนเพลิงแห่งการก่อให้เกิดในตนให้ได้

ท่านไม่ได้สงสัย เรื่องโน้น เรื่องนี้มากมาย หรือไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องไปดู ไปรู้ ไปเห็น
เพราะท่านรู้แล้วว่า.. ต่อให้จะรู้จะเห็น หรือไม่รู้ไม่เห็น
-- ทุกอย่างต้องกลับมาลงที่ถอดถอนตน ถอดถอนกิเลส ถอดถอนการเกิดของตนให้ได้ --

ท่านจึงเดินทางสายนี้อย่างนิ่งๆ เดินไปโดยทางเดียวเท่านั้น ตัดตรงเข้าสู่พระนิพพานเลย โดยที่
ไม่ต้องไปฝึกตัวอื่น
ไม่ต้องไปพิจารณาวัฏสงสารนี้
ไม่ต้องไปรู้เรื่องอื่นๆให้มันมากเรื่อง

ท่านจึงดูแค่อารมณ์ของจิต ทำความดี ชำระกิเลสตัณหา ทำจิตของตนให้หมดจากกิเลสตัณหา เท่านั้นก็พอ !

อย่างนี้ละ พระยาธรรม.. เพราะความสงสัยในเรื่องต่างๆของท่านนั้น ไม่ค่อยจะมี องค์พระอรหันต์สายนี้จึงยึดสามารถประพฤติปฏิบัติ - โดยยึดหลักความดี ที่
เชื่อในองค์พระพุทธ องค์พระธรรม องค์พระสงฆ์
เชื่อในการดับกิเลสว่ามีอยู่จริง - ยึดหลักที่องค์พระพุทธเจ้าได้บัญญัติเอาไว้แล้ว

พิจารณาจนเห็นความเป็นจริงที่มันซ่อนอยู่ในตัวของตน แล้วก็ถอดถอนกิเลสให้จบ ท่านถือว่า จบกิจแล้ว
** จิตที่ฝึกในเส้นทางนี้ เขาก็สามารถไปพระนิพพานได้ **

แต่ถ้าหากว่า เราลองฝึกอย่างนี้แล้ว แต่ไม่สามารถทำให้เราหมดข้อสงสัย ยังสงสัยอยู่ดีว่า อดีตชาติมีจริงมั้ย อนาคตมีจริงหรือเปล่า หมายถึงตายแล้วจะไปไหน หรือว่าชาติหน้าจะเป็นยังไง ?

การไปของจิตทั้งหลาย การเวียนวน เวียนว่ายในวัฏสงสารนี้ ในโลกแต่ละโลก อยากจะรู้ อยากจะทำความเข้าใจกับสิ่งเหล่านี้ เรื่องนรก เรื่องสวรรค์ เรื่องการเวียนว่ายเวียนวน ..

ปรารถนาที่จะรู้สิ่งเหล่านี้ เพราะรู้สึกว่า ยึดแบบแนวทางที่ 1* นี้ ก็ไม่ได้ช่วยให้เราหมดข้อสงสัย เราก็จึงค่อยศึกษา ที่จะทำให้ตนมองเห็นสิ่งอื่นภายนอกได้

ที่จริงแล้ว พระยาธรรมเอย.. กรรมฐานกองใดๆ ก็ตาม ท้ายที่สุดแล้ว.. มันก็รวมไปที่จิตสงบ
เมื่อจิตสงบแล้ว.. ย่อมเป็นฌาน 4* ของสมาธิได้ทุกกองเลย *

แล้วก็เอาผลของฌาน 4 นั้น.. ไปใช้ในการท่องวัฏสงสาร หรือไม่ท่อง ไม่สนใจ
เข้าใจแล้ว หรือไม่เข้าใจ ก็เชิญท่องไป ดูไป.. ให้มันเข้าใจ คลายความข้องใจของตนเอง ให้มันสิ้นให้มันจบ
แล้วค่อยกลับมาดูที่ตัว ดูที่ใจ ดูที่กิเลสของเรา - เพื่อเข้าสู่พระนิพพาน

ฉะนั้น.. ไม่มีอะไรแตกต่างกันมากหรอกลูก มันก็อยู่แค่ว่า.. เราสิ้นความสงสัยแล้ว หรือยังไม่สิ้น

ถ้ายังไม่สิ้น ก็ลองใช้รูปแบบของการเอากำลังของฌาน 4* ไปทำให้ก่อเกิดความรู้ ที่เป็นความรู้ภายใน
ที่ตนนั้นจะได้ดับความสงสัย
อย่างนั้น.. ก็จึงค่อยไปฝึกตัวอื่นๆ ตามกิเลสแห่งตน

กิเลสแห่งตน คืออะไร คือ ความอยากรู้มาก หรือไม่ต้องรู้มากก็ได้
เช่น คนที่มีจิตปัญญาเป็นตัวนำ เขาก็จะต้องตรึกตรองคิดถึงเรื่องของปัญญามาก สงสัยมาก อยากรู้มาก

จิตที่มีความศรัทธาแล้ว เขาแค่ฟัง เขาก็มีความศรัทธา เชื่อว่ามีอยู่จริง และมุ่งมั่นตั้งใจปฏิบัติ ทำตนให้เห็นจริงตาม
เช่น สายของสุกขวิปัสสโก ที่กล่าวมา ในแบบที่ 1* นี้ละ.. พระยาธรรม

ฉะนั้น.. จึงไม่มีความแตกต่างอะไรกันเลย
ท้ายที่สุด.. ก็คือ ไปถึงพระนิพพานเช่นเดียวกัน +

ไม่ต้องคิดอะไรให้มันมาก - ก็แค่ทำไป เพื่อดับความสงสัย
ไม่ใช่มีคุณวิเศษมากมายต่างจากกัน หรือดีกว่ากัน แย่กว่ากัน

องค์พระอรหันต์ จุดมุ่งหมาย ก็คือ เข้าสู่พระนิพพานนั่นละ
จึงไม่ต้องสงสัยอะไรมากมายเลย..

คนที่เรียนรู้ในสายอื่นๆ แบบอื่นๆ เพื่อมีคุณวิเศษขึ้นมา

ที่สมมุติว่าเป็นคุณวิเศษนั้น ก็แค่สมมุติขึ้นมา - ให้
- ดับกิเลสของตน ที่แก่กล้านัก ที่ดื้อนัก
- ดับทิฐิอัตตาตัวตน ความสงสัย ความฟุ้งซ่านแห่งตน ให้มันได้
.. แค่นั้นเองละ !

ก็แค่ทำความดี และเอาความดีนั้นดับกิเลสให้ได้ เท่านั้นละ.. พระยาธรรม
จึงไม่มีอะไรแตกต่างกันมากนัก

บางคน ที่ต้องไปฝึก ให้รู้ ให้เห็น ให้แจ้งในจักรวาล.. ก็เพื่อจะได้ชี้ทางแก่ผู้อื่นได้ด้วย
เพราะตนจะรู้การเวียนวนของจิตตน และผู้อื่น
เข้าใจวัฏสงสารได้มาก
- จึงสามารถชี้ทาง บอกทางแก่ผู้อื่น หรือสอนสั่ง แนะนำกับศิษย์ตนได้ -

อย่างนั้นละ พระยาธรรม.. มันก็มีเหตุของมัน
แต่เหตุอะไรก็ตาม.. ท้ายที่สุด ก็จบลงแค่ถอดถอนกิเลสได้ ดับการเกิดแห่งตนได้ และเข้าถึงนิพพานได้ แค่นั้นละลูก

+ +
พระยาธรรม :: สาธุเจ้าค่ะ

พระพุทธองค์เจ้าขา.. ถ้าอย่างนั้น องค์พระอรหันต์ สายสุกขวิปัสสโกนั้น ท่านมีผู้เดินตาม หรือว่า สอนสั่งตาม มีลูกศิษย์หรือเปล่าเจ้าคะ ?
หรือว่าท่านไม่มีลูกศิษย์ ไม่ต้องสอนคนอื่น
.. ท่านก็เลยดับแค่นั้น แล้วก็ไปแค่นั้น น่ะเจ้าค่ะ

- - -
พระยาธรรมเอ๋ย.. ทุกสาย ย่อมมีจิตที่มีจริต หรือนิสัยที่ตรงกับสายแต่ละสาย

ฉะนั้น.. ต่อให้เป็นสายที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 หรือที่ 4 ย่อมต้องมีผู้เรียนตาม รู้ตาม ปฏิบัติตาม
.. เพราะว่าแต่ละสาย มันเกิดขึ้น เพื่อตรงกับจริตของดวงจิตแต่ละกลุ่ม

ฉะนั้น.. ไม่ใช่ตัวตนของใครคนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่ของของใครคนใดคนหนึ่ง
ฉะนั้น.. ก็ต้องมีคนที่เรียนรู้ก่อนแล้ว แล้วก็มีคนที่จิตนั้น มีวิสัยที่ตรงกับกรรมฐาน หรือว่าทางเส้นนี้ ที่ท่านนั้นควรจะเดิน - ท่านก็ต้องฝึกตามเหมือนกัน

ฉะนั้น ทุกสายต้องมีลูกศิษย์
เพียงแต่ศิษย์ของตน ก็จะต้องปฏิบัติตามหนทางที่ตนมีอยู่ - เพื่อเข้าสู่พระนิพพานได้
อย่างนั้นละ พระยาธรรม..

ฉะนั้น.. องค์พระอรหันต์ สายสุกขวิปัสสโกนั้น.. ท่านก็สามารถสอนคนอื่นได้เหมือนกัน
ถ้าสอนแล้ว เขาเป็นเหมือนตน - ตนก็พาเขาพ้นทุกข์ได้
ถ้าสอนแล้ว เขาไม่เป็นเหมือนตน - เขาก็ต้องไปหาครูอาจารย์ ที่ต่างจากตน / ที่อยู่คนละสายกับตน

ฝึกต่อไป.. จนกว่าจะสามารถเอาการฝึกฝน ความรู้เหล่านั้น - กลับมาดับตัวดับตน ดับกิเลสได้
- ก็ถือว่าสำเร็จ เช่นนั้นละลูก..

+ +
พระยาธรรม :: สาธุเจ้าค่ะ

พระพุทธองค์เจ้าขา.. ถ้าอย่างนั้น องค์พระอรหันต์สายสุกขวิปัสสโก ท่านใช้กรรมฐาน หรือกองใดกองหนึ่ง หรืออารมณ์อะไรก็ได้ ขึ้นมาเป็นที่ตั้งแห่งการพิจารณา

ฉะนั้น.. ถ้าท่านทำตรงนี้ลึกเข้าไปเรื่อยๆ ท่านก็จะเข้าไปถึง สติปัฏฐาน 4
คือ การดูกาย ดูเวทนา ดูจิต.. อย่างนั้นด้วยหรือเปล่าเจ้าคะ ?

เมื่อวานพระพุทธองค์ก็บอกว่า ต้องพิจารณาเข้าไปถึงตรงนี้ แต่ลูกก็ยังสงสัยนิดหนึ่งอยู่น่ะเจ้าค่ะ

พระยาธรรมเอ๋ย.. ทุกดวงจิตน่ะลูก ไม่ว่าจะปฏิบัติในสายใดก็ตาม..
ท้ายที่สุดแล้ว ต้องไปลงที่ “สติปัฏฐาน 4” คือการ
ดูกาย เห็นกาย
ดูเวทนา เห็นเวทนา
ดูสัญญา เห็นสัญญา
ดูสังขาร เห็นสังขาร
ดูวิญญาณ เห็นวิญญาณ

เข้าใจกาย แล้ว.. ก็ต้องเข้าใจในความรู้สึกต่างๆ คือ เวทนา
เข้าใจจิต

เวทนาในสติปัฏฐาน 4 นี้ หมายถึง ความรู้สึกของกิเลสที่มันซ่อนอยู่ด้วย ซึ่งเป็นความรู้สึกสุขหรือทุกข์ ที่มันเป็นอารมณ์ของจิต ที่ถูกกิเลสครอบงำ
-- ไม่ใช่เพียงเวทนา ที่เกี่ยวข้องด้วยกาย -

ฉะนั้น.. แยกออกไปเป็นเวทนา ที่มันเป็นเรื่องของจิต ที่มันรู้ว่า นี่คือตัวคือตนของเรา ยึดไว้ถือไว้ ความรู้สึก สุขทุกข์ อารมณ์ต่างๆที่มันเป็นเรื่องของกิเลส

ฉะนั้น.. ทุกดวงจิต ถ้าเกิดจะไปสู่พระนิพพาน จะต้อง..
/ รู้รูป
/ รู้สิ่งที่เกี่ยวข้องกับร่างกายนี้ทั้งหมด ว่ามันไม่เที่ยง มันไม่มีอยู่ในเรา มันไม่ใช่เรา
/ รู้ความรู้สึกแห่งกิเลส คือตัวรู้ที่มันอยู่ในจิต ที่ถูกกิเลสครอบงำอยู่
อันนั้น คือ เวทนาทางจิต

คือสุข คือทุกข์ สิ่งที่ยึดหรือไม่ยึด รับรู้เหล่านั้นละลูก
พิจารณาสิ่งเหล่านั้น ให้มันดับไป ..
แล้วก็ค่อยลึกเข้าไปสู่การพิจารณาจิต - ดับที่จิตอีกทีหนึ่ง
ถอดถอนที่ตัวของจิตอีกทีหนึ่ง
อย่างนี้ละ พระยาธรรม..

ฉะนั้น.. ไม่ว่าจะเป็นสายไหน สายที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 หรือที่ 4 ก็ต้องเข้าตรงนี้
เพราะประตูนิพพานน่ะลูก มีอยู่แค่ประตูเดียวเท่านั้น คือ การเข้าโดยการสลายตัวตน กิเลสตัณหา
ดับทุกอย่างให้สิ้น ไม่ยึดถือในสิ่งใด

นั่นแหละ.. มีประตูเดียวเท่านั้น +
ถึงแม้จะเริ่มต้นที่เส้นทางใดก็ตาม.. จะมาจากทางทิศเหนือ-ใต้ ตะวันออก หรือตก.. ก็ตาม
ต้องมุ่งสู่การดับกิเลส ให้ได้ !

ที่มาจากที่ ที่แตกต่าง - เส้นทางที่แตกต่าง
ด้วยเหตุของแต่ละดวงจิต ที่เวียนว่ายตายเกิด
มีเชื้อกิเลสตัณหา ที่แตกต่าง
.. จึงต้องมาหยิบเอาการปฏิบัติ ที่ตรงกับรูปแบบแห่งตน- เพื่อดับกิเลสแห่งตน
แต่ที่สุด ก็คือ *พระนิพพาน* นั่นละลูก

-- จึงไม่สามารถหลีกเลี่ยง การพิจารณาสติปัฎฐาน 4 นี้ได้เลย --

+ +
พระยาธรรม :: สาธุเจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณพระพุทธองค์ ที่ทรงเมตตาแสดงธรรมนี้ให้ลูกได้ฟัง

ลูกเข้าใจชัดเจน เข้าใจทั้งหมด ขององค์พระอรหันต์ สายที่ 1* แล้วละเจ้าค่ะ

กราบขอบพระคุณนะเจ้าคะ
เพราะลูกคิดว่า ถ้ายังสงสัยอยู่ อีกหน่อย คนเขามาฟังธรรมะที่ลูกแสดงตามพระองค์นี้ เขาก็คงสงสัยอยู่เช่นเดียวกัน

ฉะนั้น.. ลูกก็เลยทูลถาม เพื่อที่จะไม่ต้องสงสัยอะไรอีก
จะได้เข้าใจอย่างแท้จริง จะได้ไม่เป็นการถกเถียงในภายหลัง ตามความคิดความเข้าใจของแต่ละคน น่ะเจ้าค่ะ

วันนี้ ลูกคงต้องขอกราบลาก่อนนะเจ้าคะ
ไว้ลูกจะมาเฝ้าฟังธรรมใหม่อีก เจ้าค่ะ..

สาธุ

๑๑
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 22, 2018, 01:35:51 pm โดย thanapanyo »