มหาวิชชาลัยธรรมิกราช

กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
การค้นหาขั้นสูง  

ข่าว:

SMF - Just Installed!

ผู้เขียน หัวข้อ: การปฏิบัติธรรม สายสัมมาสัมพุทธะ ปัจฉิมาสัมพุทธะ มี ๕ ขั้นตอน  (อ่าน 6093 ครั้ง)

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4229
    • ดูรายละเอียด

การปฏิบัติธรรม สายสัมมาสัมพุทธะ ปัจฉิมาสัมพุทธะ  มี ๕ ขั้นตอน

ขั้นตอนที่ ๑   ลงทะเบียน สมาทานศีล ๘
ขั้นตอนที่ ๒   ไขรหัสชีวิต เปิดกรรม
ขั้นตอนที่ ๓   สวดคาถาชำระจิต
ขั้นตอนที่ ๔   กรรมฐานพลังพุทธบารมี 
ขั้นตอนที่ ๕   แนะนำพระธรรมคำสอน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 02, 2019, 12:41:17 pm โดย thanapanyo »
บันทึกการเข้า

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4229
    • ดูรายละเอียด





หลักสูตรและวิธีปฏิบัติสายสัมมาสัมพุทธะ ปัจฉิมาสัมพุทธะ

ขั้นตอนที่ 1 ขอขมากรรม มี 2 วิธีคือ
                1.การปฏิบัติบูชา ด้วยการปฏิบัติธรรม รักษาศีล 8 สิกขาบท ตามเวลาที่เหมาะสม
                2.ด้วยอามิสบูชา
                      2.1 การสร้างพระพุทธรูป
                      2.2 การสร้างหนังสือธรรมะ สร้างสื่อธรรมะ 
เครื่องสักการะ
               1. ธูปเทียนแพ. 1 ชุด หรือ เทียน 5 คู่ ธูป 5 คู่
               2. พวงมาลัยมะลิสด 1. พวง  หรือ ดอกไม้ 5 คู่
               3. เงินใส่พานบูชา 7 บาท
วิธีการ

วางเครื่องสักการะนั้นๆไว้ในที่สมควร หน้าพระพุทธรูป จุดเทียนก่อน แล้วจึงจุดธูปที่เตรียมไว้

คำบูชาพระ
 
อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง อะภิปูชะยามิ
อิมินา สักกาเรนะ ธัมมัง อะภิปูชะยามิ
อิมินา สักกาเรนะ สังฆัง อะภิปูชะยามิ

คำนมัสการพระรัตนตรัย

อะระหัง สัมมา สัมพุทโธภะคะวา พุทธังภะคะวันตัง อภิวาเทมิ(กราบ)
พระผู้มีพระภาคเจ้า, เป็นพระอรหันต์ดับเพลิงกิเลส เพลิงทุกข์สิ้นเชิง ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง
ข้าพเจ้าขออภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า, ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน (กราบ)
สะวาขาโต ภะคะวะตาธัมโม ธัมมังนะมัสสามิ(กราบ)
พระธรรมเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า,ตรัสไว้ดีแล้ว , ข้าพเจ้าขอนมัสการ พระธรรม (กราบ)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ(กราบ)
พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า,ปฏิบัติดีแล้ว ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระสงฆ์ (กราบ)

คำขอขมาพระรัตนตรัย

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะฯ (ว่า 3 จบ)
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเตฯ
(ถ้าหลายคนว่า … ขะมะตุโน ภันเต ฯลฯ)
หาก ข้าพระพุทธเจ้า    ได้เคยประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินต่อพระรัตนตรัย       อันมีพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระธรรมและพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย ในชาติก่อนก็ดี ชาตินี้ก็ดีด้วยทางกายก็ดี หรือวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี และมีเจตนาก็ดี ไม่มีเจตนาก็ดี ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี ขอองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระธรรม พระอริยสงฆ์ทั้งหลาย และผู้มีพระคุณทุกท่าน ได้โปรดอดโทษให้แก่ข้าพระพุทธเจ้า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ

คำอาราธนาศีล 8

มะยัง ภันเต ติสะระเณนะสะหะ อัฏฐะ สีลานิยาจามะ
(ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอศีล 8 พร้อมกับสรณะ 3)
ทุติยัมปิ มะยังภันเต ติสะระเณนะสะหะ อัฏฐะ สีลานิยาจามะ
(ท่านผู้เจริญ แม้นในวาระที่ 2 ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอศีล 8 พร้อมกับสรณะ 3)
ตะติยัมปิ มะยังภันเต ติสะระเณนะสะหะ อัฏฐะ สีลานิยาจามะ
(ท่านผู้เจริญ แม้นในวาระที่ 3 ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอศีล 8 พร้อมกับสรณะ 3)
(ถ้าคนเดียวเปลี่ยนจากคำว่า "มะยัง" เป็น "อะหัง"และ "ยาจามะ" เป็น "ยาจามิ")

สมาทานศีล 8

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ฯ  (ว่า 3 จบ)
(ขอนอบน้อมต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้ไกลจากกิเลสควรแก่การกราบไหว้บูชา
เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง ฯ)
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
(ข้าพเจ้าขอยึดเอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระลึก
ข้าพเจ้าขอยึดเอาพระธรรมเป็นที่พึ่งที่ระลึก
ข้าพเจ้าขอยึดเอาพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึก)
ทุติยัมปิ    พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ    ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ    สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
(แม้วาระที่ 2 ข้าพเจ้าก็ขอยึดเอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระลึก
แม้วาระที่ 2 ข้าพเจ้าก็ขอยึดเอาพระธรรมเป็นที่พึ่งที่ระลึก
แม้วาระที่ 2 ข้าพเจ้าก็ขอยึดเอาพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึก)
ตะติยัมปิ   พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ   ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ   สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
(แม้วาระที่ 3 ข้าพเจ้าก็ขอยึดเอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระลึก
แม้วาระที่ 3 ข้าพเจ้าก็ขอยึดเอาพระธรรมเป็นที่พึ่งที่ระลึก
แม้วาระที่ 3 ข้าพเจ้าก็ขอยึดเอาพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึก)

ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(ข้าพเจ้าขอยึดถือเอาสิกขาบท คือตั้งใจงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตผู้อื่น)
อทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(ข้าพเจ้าขอยึดถือเอาสิกขาบท คือตั้งใจงดเว้นจากการถือเอาสิ่งของ ที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้)
อะพรัหมะจะริยา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(ข้าพเจ้าขอยึดถือเอาสิกขาบท คือตั้งใจงดเว้นจากการประพฤติล่วงละเมิดพรหมจรรย์ )
มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(ข้าพเจ้าขอยึดถือเอาสิกขาบท คือตั้งใจงดเว้นจากการพูดคำไม่จริง )
สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(ข้าพเจ้าขอยึดถือเอาสิกขาบท คือตั้งใจงดเว้นจากการดื่มสุราและเครื่องดองของเมา อันเป็น
ที่ตั้งแห่งความประมาทขาดสติ)
วิกาละโภชนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(ข้าพเจ้าขอยึดถือเอาสิกขาบท คือตั้งใจงดเว้นจากการบริโภคอาหารในเวลากาล )
นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนา มาลาคันธะวิเลปะนะธาระณะ-
มัณฑะนะวิภูสะนัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(ข้าพเจ้าขอยึดถือเอาสิกขาบท คือตั้งใจงดเว้นจากการฟ้อนรำ จากการขับร้อง จากการประโคม
ดนตรี จากการดูการเล่นชนิดที่เป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ และงดเว้นจากการทัดทรงสวมใส่ประดับตกแต่งด้วยพวงดอกไม้มาลา ของหอม เครื่องย้อมเครื่องทาผิวทั้งหลาย)
อุจจาสะยะนะมะหาสะยะนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(ข้าพเจ้าขอยึดถือเอาสิกขาบท คือตั้งใจงดเว้นจากการนั่งและนอนบนที่นอนสูงและที่นอนใหญ่
ซึ่งภายในยัดด้วยนุ่นหรือสำลี)
อิมานิ อัฏฐะ สิกขาปะทานิ
(ทั้งหมดนี้คือหัวข้อที่จะต้องศึกษาและปฏิบัติ ๘ ประการ
สีเลนะ สุคะติง ยันติ
ศีลเป็นปัจจัยให้มีความสุข
สีเลนะ โภคะสัมปะทา
ศีลเป็นปัจจัยให้มีโภคสมบัติ
สีเลนะ นิพพุติง ยันติ
ศีลเป็นปัจจัยให้เข้าถึงพระนิพพาน
ตัสมา สีลัง วิโสธะเย ฯ
เพราะฉะนั้น จงทำจิตให้สะอาดหมดจดด้วยศีลตลอดกาลทุกเมื่อเถิดฯ)

ขั้นตอนที่ 2 ไขรหัสชีวิต เปิดกรรม ค้นหาตัวตน เพื่อตัวของคุณนั้นจะได้รู้ว่าคุณเป็นใคร มาจากไหน เกิดมาเพื่อทำอะไร ในอดีตกาลก่อนมีกรรมอันใด ที่เป็นกรรมดี คอยค้ำหนุนอยู่ มีกรรมชั่วอันใดที่เป็นกรรมไม่ดี คอยตัดรอนอยู่ และหาวิธีแก้ไขกรรมไม่ดีเพื่อหนุนนำ และสร้างกรรมดีเพิ่มในชาติปัจจุบันนี้ แต่ไม่ใช่การดูดวง

ขั้นตอนที่ 3 สวดคาถาชำระจิต เพื่อทำความสะอาด วิบากกรรม ความทุกข์ สิ่งที่เก็บกดในจิตนั้นระบายออกมา
ในการสวด อาจมีอาการดังต่อไปนี้ เช่น อาจร้องไห้ เหงื่อแตก จุก แน่นอก หรือปวดหัว อาจมีอาการต่างๆทั้งหลายเหล่านี้ออกมาทางกาย เพราะเป็นการขับสิ่งไม่ดีทั้งหลาย ที่ตกอยู่ในจิต ขับออกมาสู่กาย และคาถานี้ สวดไปเรื่อยๆ จิตจะเป็นตัวออกมาพูดแทนกาย
สมมุติว่าเรามีกายอยู่ข้างนอก มีจิตอยู่ข้างใน เราเกิดเป็นคนเหนือก็พูดเหนือ เกิดใต้ก็พูดใต้ แต่ทุกคนมีจิตเหมือนกันหมด ทุกคนจึงมีภาษาที่พูดออกมาได้ด้วยจิต ที่เรียกว่าเป็นภาษาจิต อย่างสมมุติว่าหากเราสวดคาถานี้ไปเรื่อยๆ สักพักหนึ่งก็จะมีการดันออก จิตจะเป็นตัวออกมาพูด ภาษาก็จะเปลี่ยนไป เป็นภาษาที่เราไม่เคยพูด จิตจะออกมาพูดและระบายในสิ่งต่างๆทั้งหลาย หากสวดคาถาชำระจิตนี้เสร็จแล้ว ก็จะมีอาการหรือความรู้สึกที่เบา สบาย โล่ง โปร่ง เหมือนถังที่ล้างทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว เพื่อรอรับการรับพลัง

ขั้นตอนที่ 4 เราจะสอนการนั่งสมาธิ การนั่งสมาธิ ในสายปฏิบัติธรรม *สัมมาสัมพุทธะ ปัจฉิมาสัมพุทธะ* นี้ มีทั้งหมด 2 ขั้นตอน
                 ขั้นตอนที่ 1 รับแสงพุทธบารมี
                 ขั้นตอนที่ 2  ฝึกการว่าง ว่างจากสิ่งทีมี เพื่อให้พ้นทุกข์
ขั้นตอนที่ 5 จะมีการสอนให้รู้จักการพิจารณาสิ่งต่างๆทั้งหลาย เพื่อดับความทุกข์ หรือจะเรียกอีกแบบหนึ่งว่า สนทนาธรรม เพื่อเติมปัญญา

หลักสูตรค้นหาตัวตน อธิบายโดยละเอียด ::
ขั้นตอนที่ 1 สมาทานศีล 8
ขั้นตอนที่ 2 ไขรหัสชีวิต เปิดกรรม ค้นหาตัวตน เพื่อตัวของท่านนั้นจะได้รู้ว่า ท่านเป็นใคร มาจากไหน เกิดมาเพื่อทำอะไร ตายแล้วจะไปไหน ในอดีตกาลก่อน มีกรรมชั่วอะไรที่ทำไว้ และกำลังส่งผล มาตัดรอนชีวิตในปัจจุบันนี้ มีกรรมดีอะไรที่สร้างสมเอาไว้ และกำลังค้ำหนุนส่งเสริมชีวิตของท่านในปัจจุบันนี้ และควรจะแก้ไขกรรมที่ไม่ดีนั้นอย่างไร เพื่อการทำดีต่อไป
ขั้นตอนที่ 3 คาถาชำระจิต
คาถานี้สวดเพื่อขับวิบากกรรม ขอขมากรรม เป็นคาถาทำความสะอาดจิต หรือดึงจิตของเราที่ปนเปื้อนอยู่ จมอยู่ทั้งหลายนั้น ขึ้นมาสู่สภาวะภูมิจิตของเทพ เทวดา เพื่อให้จิตของเรานั้นเป็นตัวกำหนดว่า จะต้องทำอะไรบ้าง เพราะมนุษย์เรา ทุกๆ คนจะมีภาษาจิตที่ซ่อนอยู่ในกายเนื้อ หากแต่ว่าจิตของเรามาเกิดเป็นคนเหนือ ก็จะพูดเหนือ เกิดเป็นคนใต้ ก็จะพูดใต้ และหากเกิดมาเป็นชาวต่างชาติ ก็จะพูดภาษานั้นๆไป แต่ทุกคนมีจิตที่ซ่อนอยู่ในกายเนื้อ ที่ยังเวียนว่ายตายเกิด ข้ามภพข้ามชาติ โดยการเกิดของเราจะถูกลบข้อมูลทั้งหลายออกไป ทำให้จำไม่ได้แล้วว่าเรามาจากไหน มาเพื่อทำอะไร มีหน้าที่อะไร สิ่งใด คือ การหลง และสิ่งใด คือ การนำพาดวงจิตของเราไปสู่ความพ้นทุกข์ จิตถูกครอบด้วยขันธ์ 5 และกิเลสตัณหาทั้งหลาย ที่เป็นตัวหลอกล่อชักจูงเรา ให้จิตนั้นต้องเป็นทุกข์
ดังนั้น คาถานี้จึงเป็นคาถาชำระจิตและดึงจิตให้มาอยู่เหนือกาย เพื่อให้จิตของเรานั้นมีพลังกำหนดการกระทำของเราว่า ต่อไปควรทำอะไรดี จะเป็นเหมือน 2 คน อยู่ในกายเดียวกัน
หากบางครั้งเราจะทำอะไรที่ไม่ถูก ที่อยู่ในกรอบของการจะสร้างบาป จิตเราก็จะเป็นตัวบอกขึ้นมาว่า ไม่ได้ อย่าทำ จิตเราจะนำทางเราให้อยู่กรอบ ขอบเขตของการกระทำความดี ไม่ให้หลง ไม่ให้จมอยู่กับความทุกข์ทั้งหลาย
แต่ไม่ใช่การลงองค์ ลงเจ้า หรือเป็นร่างทรง
** ข้อควรรู้ในการสวดคาถา “โอม กายาตี”
.... คาถานี้เป็นคาถาแรง-- ผู้ที่จะสวดคาถานี้ได้ ก็ต่อเมื่อได้รับการตรวจกรรมแล้ว และไม่มีจิตวิญญาณตาม หรือมีกรรมหนักอะไร จึงจะสามารถสวดได้ ควรจะได้รับอนุญาตจากครูบาอาจารย์เจ้าของคาถาเสียก่อน หากผู้ที่มีกรรมหนัก ก็จะต้องผ่านการแก้กรรม หรือบล็อกกรรมแล้ว จึงจะสวดได้ หากมิเช่นนั้นแล้ว อาจมีอาการแทรกซ้อนของจิตอื่น เช่น จิตของเจ้ากรรมนายเวรอาจแทรกซ้อนเข้ามา อาจทำให้จับไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเอง จึงควรแก่การที่จะให้ครูบาอาจารย์แนะนำเสียก่อน ห้ามแนะนำให้ใครสวดเด็ดขาด
< วิธีสวดคาถาชำระจิต >
ให้นั่งขัดสมาธิ และมือพนมขึ้น แล้วสวดคำว่า กายาตี สวดคำนี้ซ้ำๆ ไวๆ สวดไปเรื่อยๆ สักพักหนึ่งก็จะรู้สึกว่ามีพลังดันขึ้นมาจากท้อง ดันขึ้นมาเรื่อยๆ จนขึ้นมาทีคอ ลิ้นก็จะรัว เปลี่ยนไปเป็นภาษาแปลกๆไป และเป็นคำพูดหรือภาษาที่เราไม่เคยพูด เรียกว่า ภาษาจิต
เสียงสวดก็จะไม่เป็น “โอม กายาตี” แล้ว อาจเป็น โอมกะตีๆ หรือเป็นภาษาแบบไหนก็ปล่อยมันไปเลย ไม่ต้องฝืน หากหลุดเป็นภาษาแปลกๆ หรือคำพูดแปลกๆ ไปแล้ว ไม่ต้องทวนกลับมาที่คำว่า “โอม กายาตี” อีก
อาจรู้สึกอยากร้องไห้ ก็ปล่อยให้มันร้องไปเลย อย่าไปฝืน หรืออาจมีการร้อน เหงื่อแตก ปวดหัว มือสั่น อยากอาเจียน ก็ปล่อยมันไปเลย ปล่อยให้มันระบายออกมาทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะนั่นคือ การระบายหรือขับกระแสวิบากกรรม ความทุกข์ สิ่งที่เราเก็บกดไว้ในจิตทั้งหมดออกมาทางกาย แต่เราจะรู้ตัวทุกอย่าง รู้ตัวตลอดเวลา ควบคุมได้ตลอดเวลา หากเราจะหยุดสวดเมื่อไหร่ก็ได้
เมื่อสวดคาถานี้จนเสร็จแล้ว ก็จะรู้สึกว่า เบา สบายในตัว ..จิต กาย ใจ ก็จะเบาไปด้วย





[/size]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 04, 2014, 03:44:40 pm โดย thanapanyo »
บันทึกการเข้า

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4229
    • ดูรายละเอียด




หลักการทำสมาธิ เริ่มแรกให้ผู้ที่จะทำสมาธินั่งขัดสมาธิ แบมือทั้ง 2 ข้าง เอาไว้ที่หัวเข่า เพื่อรับพลังพุทธบารมี ให้ตัดความยึดมั่นถือมั่น ทุกสิ่งทุกอย่าง ตัดอดีตที่ผ่านมา เพราะว่าแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว ตัดอนาคตที่ยังมาไม่ถึง เพราะว่าเป็นเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น ให้อยู่กับปัจจุบัน และคิดว่าตอนนี้เรากำลังนั่งทำสมาธิอยู่ในโลกอีกโลกหนึ่ง ซึ่งเป็นโลกของความสงบสุข เมื่อได้ตัดความวุ่นวายทั้งหลายออกไปแล้ว ให้หายใจลึกๆ ค่อยๆหลับตาลง ให้ตั้งสมมุติขึ้นมาว่าเหนือศีรษะของเราขึ้นไป สูงขึ้นไป มีองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์ขนาดใหญ่ เป็นกายแก้วใสๆ นั่งอยู่บนดอกบัวแก้ว แล้วพระองค์ท่านมีฉัพพรรณรังสี.. สว่างเจิดจ้าด้วยพุทธบารมี
เมื่อเราเอาความรู้สึกนึกคิดไปถึงที่นั่น จิตกายภายในก็ได้ไปถึงที่นั่นแล้วจริงๆ แล้วจะได้รับถึงความรู้สึก ความชุ่มเย็นจากพลังพุทธบารมีของพระองค์ท่านที่ส่งมาให้ ตอนนี้เราอยู่ต่อหน้าพระพุทธองค์ท่านแล้ว ให้ตั้งจิตกายภายในขึ้นมา เอากายภายในสมมุติว่ายกมือไหว้ และตั้งจิตอธิษฐานขอขมากรรมว่า หากกรรมอันใดที่ข้าพเจ้าได้เคยประมาทพลาดพลั้ง ล่วงเกินต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่อคุณพระรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ต่อคุณบิดามารดา ครูบาอาจารย์ ผู้มีพระคุณทั้งหลาย รวมถึงเพื่อนร่วมโลก จิตวิญญาณทุกผู้ทุกคนนั้นแล้ว ข้าพระพุทธเจ้ากราบขอขมากรรม ขออโหสิกรรม ต่อหน้าองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
และขอพระองค์โปรดเมตตาอดโทษ งดโทษ แก่ข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิด เพื่อให้ข้าพระพุทธเจ้านี้ ได้รับพลังพุทธบารมี เข้าถึงความสงบสุขของฌานสมาธิเถิด เพื่อพิสูจน์พระธรรมคำสอน เพื่อให้รู้เห็นตามความเป็นจริง
หากจิตของข้าพระพุทธเจ้า นิ่งได้ด้วยฌานสมาธิแล้ว ขอให้ข้าพระพุทธเจ้าได้พบเห็นโลกทิพย์ก็ดี กรรมเก่าที่เคยกระทำมาแล้วก็ดี หรือเห็นสภาวธรรมต่างๆ เพื่อเติมกำลังของสติปัญญาไม่ให้หลงและยึดติด จนทำให้ข้าพระพุทธเจ้าไม่สามารถออกจากความทุกข์ได้ด้วยเถิด แล้วให้ใช้คำบริกรรมว่า *สัมมาสัมพุทธะ ปัจฉิมาสัมพุทธะ *
สมมุติว่า หากเราท่องคำบริกรรมนี้ไปแล้ว 1 ครั้ง ให้เรานั้นสูดลมเข้าไปไว้ในท้อง 1 ครั้ง ตามการท่องบริกรรม*สัมมาสัมพุทธะ ปัจฉิมาสัมพุทธะ* นั้นด้วย แล้วให้ทำท้องยุบลงไป 1 ครั้ง เท่ากับเก็บพลังบารมีนั้นไว้ในท้อง 1 แต้ม ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเห็นแสงสว่างเกิดขึ้นในท้อง อาจเห็นลูกแก้วลูกเล็ก หรือลูกใหญ่ ตามกำลังฌานของแต่ละคน และให้บริกรรม *สัมมาสัมพุทธะ ปัจฉิมาสัมพุทธะ* ไปเรื่อยๆ ให้นิ่งอยู่กับพลังเย็นๆ ที่ได้รับมา จนกว่าจะเห็นร่างกายของตนเองมีแสงเกิดขึ้น เห็นดวงแก้ว ดวงธรรม เกิดขึ้นในกายภายใน แล้วจึงอธิษฐานจิต เพื่อให้จิตกายภายในได้ไปภพต่างๆ ที่ต่างๆ ตามความปรารถนาของตัวเราเอง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 15, 2014, 12:17:48 pm โดย thanapanyo »
บันทึกการเข้า

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4229
    • ดูรายละเอียด





หากระหว่างการนั่งสมาธิ มีภาพใดรบกวนสมาธิ หรือมีสิ่งใดที่เข้ามาขัดขวาง ทำให้จิตว้าวุ่น ทำให้นิ่งไม่ได้ ให้แผ่เมตตาแก่สิ่งนั้นๆ ในสมาธิ

แล้วจิตเริ่มตั้งต้นใหม่ เช่น บุญอันใดที่ข้าพเจ้าทำมาแล้ว หรือกำลังจะกระทำ ขออานิสงส์บุญนั้นจงแผ่ถึงเจ้ากรรมนายเวร หรือผู้ที่คอยมารบกวนนี้ให้ได้รับผลบุญ แล้วให้เป็นสุข อย่าได้มาขัดขวางการนั่งสมาธิ การสร้างบุญของเราเลย

การนั่งสมาธิตามรูปแบบนี้ เพื่อให้เรา ได้รู้สภาวธรรมตามความเป็นจริงของโลกทิพย์ ที่มีอยู่และซ่อนอยู่ ให้เราเข้าใจในสิ่งต่างๆ ทั้งหลาย เพื่อตัดความยึดมั่นถือมั่น และความลุ่มหลง จนทำให้ตนนั้นตกอยู่ในความทุกข์เท่านั้น หากการนั่งสมาธินั้น ทำให้สามารถระลึกชาติได้ หรือพบเจอสิ่งทีดีกว่าสิ่งทีมีอยู่ในปัจจุบัน หรือเห็นกรรมของตนเอง ไม่ให้ลุ่มหลงอยู่กับสิ่งนั้น เพราะมันจะทำให้ตนกลายเป็นผู้ที่ไม่มีสติอยู่กับปัจจุบัน








เมื่อทุกคนได้มีศีลครอบกายเอาไว้ ไม่ให้กระทำสิ่งบกพร่อง เบียดเบียน กระทำในสิ่งที่ไม่ดีแล้ว ต่อจากนี้ให้ทุกๆคนตั้งใจนั่งกรรมฐานตามดัง ต่อไปนี้ ทุกๆคนนะจ๊ะ

ให้ทุกคนนั่งขัดสมาธิ แบมือทั้งสองข้างเอาไว้ที่หัวเข่า แล้วหายใจลึกๆ ให้ทุกคนนึกขึ้นมาเช่นนี้ว่า …
... ความทุกข์ทั้งหลาย ญาติทั้งหลาย หนี้สินทั้งหลาย ผู้มีพระคุณทั้งหลาย ภาระทั้งหลาย หน้าที่ทั้งหลาย ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีนั้น เพราะว่ามี “เรา”
... เมื่อมีเราเกิด จึงมีความทุกข์ มีสิ่งต่างๆทั้งหลายเหล่านี้เกิดขึ้นตามเรามา แล้วจึงเป็นเหตุให้เราทุกข์อยู่อย่างนี้ วันนี้เราจะไม่มีอีกแล้ว ไม่มีตัวตน ไม่มีเรา ไม่มีของของเรา ไม่มีอะไรอีกแล้ว ทุกสิ่งกำหนดไว้ที่ความว่างเปล่า แล้วหลับตาลง นึกขึ้นมาว่า

** ข้างนอกว่าง ข้างนอกว่าง ** …

ข้างนอกว่างนี้ หมายถึง  กายที่เป็นเป็นกายเนื้อของเราว่างเปล่า ไม่มีร่างกาย ไม่มีชื่อ เมื่อไม่มีเราแล้ว สรรพสิ่งนั้นไม่มี หากไม่มีเราเสียแล้ว อย่างอื่นก็จะไม่มีอีก

ให้พิจารณาร่างกายดังนี้ ร่างกายนี้มีโครงสร้างของมัน ประกอบด้วยธาตุขันธ์ทั้งหมด รวมมาเป็นร่างกายที่เรียกว่า *เรา* แต่วันนี้เราจะสลายมันไปให้หมด มันจะไม่มีอีกแล้ว มันจะดับลงไปแล้ว แล้วถ้าสมมุติว่าวันไหนถ้าเราตายไป ธาตุที่เป็นขันธ์ ๕ เป็นร่างกายของเรานี้ก็จะดับสูญไป

ให้เราสมมุติว่าเรานั้นเหมือนคนตายที่ว่างเปล่า ดับสูญแล้ว ไม่มีร่างกายอีกแล้ว แล้วให้ท่องคำว่า..

** ข้างนอกว่าง **

ทีนี้เมื่อข้างนอกว่างแล้ว ให้มานึกถึงดวงจิต หากว่ากายของเราดับสูญไป หมดไปจากข้างนอก ดับกายไปแล้วก็ยังเหลือจิต จิตที่เรียกว่าเป็นกายภายใน ที่จะต้องเป็นตัวเวียนว่ายตายเกิด วนเวียนไปในภพต่างๆ ยังเหลือจิตตรงนั้นอีก หากว่าจิตตรงนั้นยังไม่ว่าง ยังไม่ดับ ยังไม่จบ เราก็ยังจะมีเราอยู่อีก ยังจะมีที่ไปยึดเหนี่ยว ยึดติด มีที่ที่ต้องไป เมื่อมีที่ที่ต้องไป ก็ยังมีที่ที่ต้องมาอีก ตราบใดก็ตามที่ยังมามีอยู่นั้นย่อมไม่มีทางที่จะหลุดพ้น

ให้ลูกพิจารณาจิตกายภายใน แล้วหาดูว่า จิตข้างในของเรานั้น เป็นลักษณะแบบไหน อาจมีกายเป็นเทวดา เป็นดวงจิตเล็กๆ หรือจะเป็นในรูปแบบเงาใสๆ จะเป็นแบบไหนก็ดี ตามระดับฌานของแต่ละคน ให้กำหนดไปที่จิตข้างในอีกทีว่า “ว่าง”
หากว่า ว่างของนอก แต่ไม่ว่างข้างในนั้นก็ยังไม่ไปถึงที่สุด ฉะนั้นเมื่อตัดข้างนอกแล้ว ไม่มีกายสังขาร ทุกอย่างไม่มี..ว่างเปล่า

เมื่อจิตไม่มี ไม่มีแล้ว ไม่มีกายภายใน ไม่มีจิต ไม่มีตัวตน ไม่มีอะไรเป็นของเราอีกแล้ว ข้างในก็มีแต่ความว่างเปล่า เราก็จะว่างเปล่าไปจากทุกสิ่งทุกอย่าง ให้ท่องว่า ..
** ว่าง ข้างในก็ว่าง **

ลูกทั้งหลายเอ๋ย .. ให้จงภาวนาตามนี้เถิดว่า ..
*ข้างนอกว่าง* หายใจออก
*ข้างในว่าง* เมื่อหายใจเข้า

เมื่อหายใจออก ให้ท่องว่า **ข้างนอกว่าง**
เมื่อหายใจเข้า ให้ท่องว่า **ข้างในว่าง**

ท่องอย่างนี้ตามลมหายใจไปเรื่อยๆ เมื่อมีภาพของญาติ ของเจ้ากรรมนายเวร ของเรื่องนั้นเรื่องนี้ เหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง สิ่งใดสิ่งหนึ่งผุดขึ้นมา เราจงเอาคำว่า ”ว่าง” นั้น กำจัดออกไป เพราะหากว่าว่างแล้ว ไม่มีตัวเราแล้ว จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับเราอีก เพราะไม่มีเราอีกแล้ว ญาติก็ไม่มี เพื่อนฝูง พี่น้อง ปัญหา การงาน การเงิน เจ้ากรรมนายเวร ลูกหลานทั้งหลาย ไม่มีในเราอีกแล้ว เพราะขนาดตัวของเราก็ไม่มีเรา

ฉะนั้นว่างเปล่า แม้จะมีภาพสิ่งใดเกิดขึ้นมา ให้ลูกจงท่องคำว่า “ว่าง” ข้างนอกว่าง ว่างเว้นจากสรรพสิ่ง ว่างเว้นจากทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีอะไรอีกแล้ว เพราะไม่มีเรา ไม่มีของของเรา ท่องไปเรื่อยๆ บริกรรมไปเรื่อยๆ
... * ข้างนอกว่าง ข้างในว่าง.. ข้างนอกว่าง ข้างในว่าง *…
แล้วหากว่าเราไปเห็นจิตตัวข้างในของเรา ว่ามีรูปร่างหน้าตาแบบนี้ เป็นกายแบบนี้ ไปในที่นี้ ไปทำสิ่งนี้สิ่งนั้น มีบ้านเรือน มีเวียงวัง มีข้าวของ ทรัพย์สินต่างๆ มีอะไรก็ดีเข้ามาให้เราเห็นอยู่ในกายภายใน เราก็อย่าไปสนใจมัน ให้เอาคำว่า“ว่าง” ตัดออกไปซะ เพราะหากว่าจิตของเราไม่มีแล้ว สรรพสิ่งก็ย่อมไม่มีอีก ไม่มีเรา ไม่มีของของเรา ข้างนอกก็ว่าง ข้างในก็ว่าง ท่องอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. อย่าไปสนใจกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเลย การที่เรานั้นยังติดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เราก็จะทุกข์เพราะสิ่งนั้นๆ ติดอยู่กับอะไร เราก็จะเป็นทุกข์อยู่กับอันนั้น ความสุขที่แท้จริงนั้น คือ การว่างเปล่า ว่างเว้นจากความมีตัวตน ว่างเว้นจากการมีสรรพสิ่ง.. ไม่มีเรา ไม่มีของของเรา **

ลูกทั้งหลายเอ๋ย .. ลูกจงฝึกกรรมฐานนี้บ่อยๆเถิดลูก กรรมฐานนี้จะนำพาลูกไปถึงความว่างเปล่า ความไม่มี ความดับสูญ จากการต้องการทุกสิ่งทุกอย่าง ลูกจะว่างเว้นจากการต้องการต้องการแล้ว ก็จะว่างเว้นจากความสุข ความทุกข์ที่จะมาปนเปื้อนกับเรา เรานั้นก็จะมีพลังบุญที่มีความสุข เกิดมาจากจิตกายภายในอย่างแท้จริง เรียกว่า นิพพาน

ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. หากว่าลูกนั้นฝึกกรรมฐานนี้บ่อยๆ จะทำให้ลูกเข้าถึงสภาวะธรรมของนิพพาน คือ การว่างเว้นจากทุกสิ่งทุกอย่าง คือ การเบา สบาย ไม่มีอะไรแล้วสักสิ่งสักอย่างที่จะทำให้เป็นทุกข์ แล้วก็จะเกิดสติปัญญาขึ้นมาว่า หากมีอะไร ก็ทุกข์เพราะอันนั้น เมื่อเกิดสติปัญญาเช่นนั้นแล้ว ลูกก็จะพิจารณาไปถึงว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมีขึ้นมาเพราะว่า มีเรา หากว่าไม่มีเราเสียแล้ว สรรพสิ่งย่อมไม่มี เหตุเกิดอยู่ที่ไหน ดับที่เหตุนั้น เหตุเกิดที่เรา จงดับที่เราเถิด
...* เมื่อดับถูกเหตุ เหตุนั้นย่อมดับไป ย่อมไม่มีอีกแล้วในภพนี้ ในภพหน้า ลูกนั้นจึงจะเป็นผู้ที่เข้าถึงความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง

ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. ในสายปฏิบัติธรรม สัมมาสัมพุทธะ ปัจฉิมาสัมพุทธะ มีสายปฏิบัติธรรมทั้งหมด ๒ กอง

กองที่ ๑ คือ การสอนเพื่อให้รับพุทธบารมี พลังจากพระนิพพาน เพื่อให้ลูกได้ถอดจิตกายภายใน ไปท่องเที่ยวยังสวรรค์ ไปท่องเที่ยวยังโลกทิพย์ เพื่อเกิดปัญญา รู้ว่าสวรรค์นั้นมีจริง บาป-บุญมีจริง ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว นรกมีจริง แต่กรรมฐานกองที่ ๑ นั้นจะยังไม่เข้าถึงความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง แต่เป็นกรรมฐานกองแรกที่สายปฏิบัติธรรมได้นำขึ้นมา เพื่อให้ลูกนั้นได้เจริญปัญญา เจริญศรัทธาเพื่อให้เข้าถึงความรู้ การพิสูจน์ เพื่อจะนำทางไปถึงการกรรมฐานในรูปแบบที่ ๒ นี้ เพื่อจะเข้าสู่การพ้นทุกข์อย่างแท้จริง

ลูกทั้งหลายเอ๋ย..จงฝึกกรรมฐานนี้บ่อยๆเถิด แล้วลูกนั้นจะรู้ถึงความพ้นทุกข์ จะได้นิพพานสุข ตั้งแต่ยังมีชิวิตอยู่ เมื่อครั้งดับสูญจากชาตินี้ไป ก็จะไปถึงนิพพานอย่างแท้จริง

กรรมฐานกองที่ ๒ นี้  เรียกว่า กรรมฐานเข้าสู่พระนิพพาน

ลูกทั้งหลายเอ๋ย.. จงกระทำตนนั้นให้ถึงความสุข ความว่างเปล่า การไร้ตัวตนเถิด...

สาธุ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 15, 2014, 12:18:29 pm โดย thanapanyo »
บันทึกการเข้า

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4229
    • ดูรายละเอียด

ฝึกกรรมฐานรับพุทธบารมี ๖๐ นาที
บันทึกการเข้า

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4229
    • ดูรายละเอียด

ฝึกกรรมฐานเข้าสู่พระนิพพาน ๖๐ นาที

บันทึกการเข้า

nubwo23

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 3
    • ดูรายละเอียด

ขอบคุณสำหรับข้อมูลที่ดีและมีประโยชน์มากๆมันน่าสนใจมากๆฉันรักเรื่องทั้งหมดที่คุณแบ่งปัน
เที่ยวภาคกลาง
บันทึกการเข้า
 

หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.213 วินาที กับ 19 คำสั่ง