ผู้เขียน หัวข้อ: Rec-1444 ความหลงทำให้ทุกข์อย่างไร  (อ่าน 2208 ครั้ง)

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4066
    • ดูรายละเอียด
Rec-1444 ความหลงทำให้ทุกข์อย่างไร
« เมื่อ: เมษายน 17, 2016, 02:51:26 pm »




(ถอดความจากคลิป)
 
ธรรมะจากพระพุทธเจ้า วันที่ 23 ตุลาคม 2558
ตอนที่ 74 **ความหลงทำให้เป็นทุกข์อย่างไร*

+ +
เมื่อพระยาธรรมิกราชได้เข้าเฝ้านอบน้อมต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทูลถามคำถาม ::
“ ถ้าเรายังมีความหลงอยู่ในตัวของเราอยู่ จะให้ความทุกข์อะไรกับเราบ้าง ? “
พระพุทธองค์ได้ทรงเมตตาแสดงธรรมตอบ ดังนี้ว่า…
- - - -
 
พระยาธรรมเอ๋ย.. ความหลง เป็นสิ่งที่เรานี้ไม่รู้ตามความเป็นจริง เมื่อไม่รู้ตามความเป็นจริง จึงยังหลงอยู่ เพราะเราหลงเชื่อ หลงทางไปสู่ทางที่ผิด และคิดว่าถูกอยู่
ความลุ่มหลง เป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์ชนิดหนึ่ง-- ที่ทำให้เรานั้นหลงทางไปไกลแสนไกล
คำว่า *หลง* ก็เหมือนเรานั้น”หลงทาง” น่ะลูก

หากว่าเราจะไปกรุงเทพ แต่ว่าเราหลงทางไปอีกทางหนึ่ง ที่ไม่ได้ไปกรุงเทพฯ
ทีนี้เราก็ต้องเสียเวลาย้อนกลับคืนมา กว่าจะหาทางลงกรุงเทพฯเจอ-- ก็ต้องเสียเวลาไปมากมาย**
ความลุ่มหลงก็เป็นเช่นนี้ลูกเอ๋ย..
เรายิ่งมีความหลงมากเท่าไหร่-- ก็จะยิ่งทำให้เรานั้นเสียเวลามากเท่านั้น
 
บางคนหลงอยู่.. อยู่กับบุคคลที่รัก ทั้งที่คนนั้นเป็นคนไม่ดีเลย แต่ตนก็ลุ่มหลงอยู่กับบุคคลผู้นั้น จนมีแต่เสียเวลาไปหลายปี จมอยู่แต่กับความทุกข์
 
บางคนลุ่มหลงอยู่แต่กับทรัพย์สิน ข้าวของเงินทอง ก็เลยเห็นแต่เงินทองสำคัญที่สุด จึงเบียดเบียนคนที่อยู่ด้วย อยู่ร่วม ไม่เว้นแม้แต่คนในครอบครัวกันเอง จึงทำให้ตนนั้นสูญเสียคนจริงใจ คนที่รักจริง /อยู่ด้วยอยู่ร่วมอย่างแท้จริงไป
 
บางคนลุ่มหลงในเงินทอง จนยอมสร้างกรรมไปเบียดเบียนบุคคลผู้อื่น จนบุคคลผู้อื่นต้องเดือดร้อน และผลของกรรม ก็ส่งผลกลับมา- ทำให้ตนนั้นต้องเดือดร้อนไปด้วย
 
บางคนลุ่มหลง หลงอยู่กับสิ่งล่อตาล่อใจ จนลืมคำสั่งสอนของบิดามารดา / จนลืมว่าหน้าที่แห่งตนคืออะไร
ลุ่มหลงไปกับสังคม-ไปกับสิ่งล่อตาล่อใจ.. ท้ายที่สุดก็เลยเสียผู้เสียคน
เกิดมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่อนาคตที่ดีนั้นไม่มี--ดับไปเพราะความลุ่มหลงในสิ่งที่ยั่วยุยั่วยวน ล่อหลอกตาหลอกใจเหล่านั้น...
 
บางคนลุ่มหลง หลงอยู่ในโลกใบนี้ / หลงอยู่ในสิ่งต่างๆทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นสิ่งอุปโลกน์ขึ้นมา
สมมุติว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ สิ่งสมมุติทั้งหลาย.. รวมถึงกายตนด้วย
สิ่งเหล่านี้ คือสิ่งสมมุติ ลุ่มหลงในสิ่งสมมุติ-- ก็เลยทำให้ต้องเสียเวลาในการวนแล้ววนอีก
วนกลับมาเกิดแล้วเกิดอีก.. อยู่อย่างนั้นไม่จบไม่สิ้น
 
บางคนลุ่มหลงอยู่นานแสนนาน เวียนว่ายตายเกิดเป็นล้านๆชาติก็มี..ลูกเอ๋ย
แล้วก็เลยได้รับความทุกข์..
-- ทุกข์จากกฎของธรรมชาติบ้าง / กฎแห่งกรรมบ้าง
-- ทุกข์เพราะต้องเวียนว่ายตายเกิด ต้องมีเกิด มีดับ มีพลัดพราก มีจาก มีผิดหวัง สมหวัง เสียใจ มีภาระหน้าที่
… สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ เกิดจากความลุ่มหลง
 
พระยาธรรมเอ๋ย.. ความลุ่มหลงนั้น ยังมีอยู่..มีอยู่ในดวงจิตทุกๆดวงเลย - ที่ยังไม่บำเพ็ญตนให้ถอดถอนความลุ่มหลงได้
แต่ขึ้นอยู่กับว่า จะหลงอยู่กับอะไร / จะหลงอยู่กับสิ่งไหน
แต่ความหลงนั้น เมื่อยังมีอยู่ในบุคคลผู้ใด-- บุคคลผู้นั้น ก็ยังคงเป็นทุกข์อยู่
 
คนทั้งหลายที่ยังอยู่ในการเวียนว่ายตายเกิด ไม่มีใครหรอกลูกที่ไม่ทุกข์แล้ว.. ล้วนแล้วแต่เป็นทุกข์ทั้งนั้น !
ยังเหมือนผู้หลงทางที่ยังเดินทางผิดอยู่ และไม่สามารถรู้ / เข้าใจตามความเป็นจริง ถอดถอน- ดึงตน หวนกลับมาสู่ทางที่ถูกต้องได้
 
พระยาธรรมเอ๋ย.. ความลุ่มหลงนั้นสร้างเหตุของทุกข์ได้ เช่นนี้ อย่างนี้แหละลูก
ฉะนั้น.. จงถอดถอนความลุ่มหลงทั้งหลายออกจากตัวเราเสีย

ถอดถอนด้วยการ “บำเพ็ญปฏิบัติ”
การบำเพ็ญปฏิบัตินี้ มีสติปัญญามากพอที่จะถอดถอนความลุ่มหลงต่างๆได้ ไม่ว่าจะเป็นการ
- ลุ่มหลงในบุคคล
- ลุ่มหลงในสิ่งของข้าวของ
- ในสิ่งที่ล่อตาล่อใจ
- หรือจะเป็นการลุ่มหลงในตัวในตน
- ลุ่มหลงในวัฏสงสารก็ตาม
** จะช่วยถอดถอนและนำทางลูก เดินออกจากกองทุกข์ **
 
พระยาธรรมเอ๋ย.. การที่จะถอดถอนความลุ่มหลงนี้ “ ต้องใช้เวลา //ใช้กำลังของจิต”
ฉะนั้นจงระลึกรู้ไว้เถอะ ลูกเอ๋ย..

ตราบใดที่ยังไม่ถึงนิพพาน ตราบนั้นยังมีความหลงอยู่.. หลงรู้ หลงคิด หลงนึก ลุ่มหลงในสิ่งที่ดี / ลุ่มหลงในสิ่งที่ไม่ดี-- ย่อมหลงได้ทั้งนั้นเลย
พยายามแกะความลุ่มหลงของตน ให้รู้ว่าตอนนี้เราหลงอยู่กับอะไรอยู่หรือเปล่า
และที่สำคัญก็คือ มันเป็นสิ่งที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนมาก
> เราต้องมี **สมาธิ ต้องมีสติและปัญญาอย่างแท้จริง** เราจึงจะสามารถที่จะแกะได้ว่า อันนี้คือความลุ่มหลง อันนี้คือพอดีแล้ว ไม่หลงแล้ว
 
พระยาธรรมเอ๋ย.. จงหมั่นบำเพ็ญ รักษาศีล ภาวนา ตั้งจิตทำแต่ความดีเถิดลูก..
ความดี สิ่งที่ทำทั้งหลาย > จะค้ำหนุนจิตของลูกทั้งหลายนั้น ให้ยกสูงเหนือระดับขึ้นมาเป็นชั้นๆไป
... แล้วก็จะทำให้ลูกยืนอยู่ในจุดที่ สูงขึ้นๆ

เมื่อลูกยืนอยู่ในจุดที่สูงขึ้นแล้ว.. ลูกก็จะมองเห็นพื้นเบื้องล่าง- ตามความเป็นจริง ว่าถนนเส้นนี้ชนกับเส้นนั้น เส้นนั้นชนกับเส้นโน้น บ้านเรือนเป็นอย่างนี้เอง โลกเป็นเช่นนี้เอง
-- จะเห็นความ”เป็นธรรมดา” ของสิ่งทั้งหลาย --
> แล้วลูกจะเข้าใจตามความเป็นจริง เมื่อนั้นแหละลูกเอ๋ย.. จึงจะสามารถถอดถอนความลุ่มหลงได้
 
พระยาธรรมเอ๋ย.. ความลุ่มหลงนั้นสร้างเหตุของทุกข์ คือ “การเวียนว่ายตายเกิด”
และยังสร้างเหตุของทุกข์ คือ การเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ ไม่ได้อะไรกลับคืนมา // สร้างเหตุของทุกข์
ทำให้ตนนั้นจมอยู่ กับบ่วงกรรมทั้งปวง จมอยู่กับกรรมชั่ว กรรมไม่ดีที่ลุ่มหลง และทำไป ชดใช้กรรมไม่จบไม่สิ้น ลูกเอ๋ย..
 
ทำให้ตนนั้น...
/ จมอยู่กับบ่วงกรรมทั้งปวง
/ จมอยู่กับกรรมชั่ว กรรมไม่ดีที่ลุ่มหลง และทำไปชดใช้กรรมไม่จบไม่สิ้น.. ลูกเอ๋ย
/ ทำให้ตนนั้นจมอยู่กับสิ่งที่ลุ่มหลง แล้วก็ทุกข์อยู่เช่นนั้น อย่างนั้น
> จึงไม่ควรปล่อยให้มันมีอยู่ในตัวของเราเลย --
 
พระยาธรรมเอ๋ย.. **เพียงแค่เราถอดถอนความลุ่มหลงเดียว คือ หลงในตัวตนของเรา
> เราก็จะถอดถอนความลุ่มหลงอื่นๆได้ด้วย **
 
ฉะนั้น.. จงหมั่นรักษาศีล ฟังธรรม สวดมนต์ นั่งสมาธิ ปฏิบัติ เพื่อทำให้ตนนั้น รู้แจ้ง เข้าใจ เห็นตามความเป็นจริง ทั้งในตนและบุคคลผู้อื่น
> ลูกนั้นก็จะพ้นทุกข์ได้-- เพราะลูกนั้นไม่มีความลุ่มหลงอีกต่อไป...
 
บุคคลที่เดินหลงทางนั้น ย่อมเสียเวลา และน่าสงสารนัก..ลูกเอ๋ย
ลูกทั้งหลายได้หลงทางมาในวัฏสงสารนี้ นานแสนนานแล้ว จงหาทางออก หาทางกลับเถิดลูก
-- อย่าจมอยู่ในนี้เลย เพราะว่า มันมีแต่ทุกข์ มีแต่เสียเวลา ไม่ได้อะไรเลย.. ลูกเอ๋ย --
 
สาธุ
 
% %
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 14, 2016, 06:48:27 pm โดย thanapanyo »