มหาวิชชาลัยธรรมิกราช

กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
การค้นหาขั้นสูง  

ข่าว:

SMF - Just Installed!

ผู้เขียน หัวข้อ: หนังสือหลักสูตรค้นหาตัวตน  (อ่าน 2321 ครั้ง)

thanit

  • Administrator
  • Newbie
  • *****
  • กระทู้: 21
    • ดูรายละเอียด
หนังสือหลักสูตรค้นหาตัวตน
« เมื่อ: มิถุนายน 06, 2014, 08:33:14 pm »

คำนำ
สายปฏิบัติธรรมสัมมาสัมพุทธะ  ปัจฉิมาสัมพุทธะนี้ ก่อเกิดมาในยุคของกึ่งศาสนา  เพื่อมาเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนในรูปแบบใหม่ตามยุค ตามสมัย  เพื่อให้ได้เข้าใจถึงพระธรรมคำสั่งสอนตามแนวทางขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยมีการสอนในรูปแบบใหม่ เพื่อให้ได้เข้าใจในพระธรรมคำสั่งสอนได้ง่ายขึ้น เพราะในพระธรรมคำสั่งสอนที่ได้บัญญัติเอาไว้แล้วนั้น ล้วนแต่เป็นภาษาบาลี   ถึงปัจจุบันจะได้รับการแปลบ้างแล้ว บางส่วนในหลายภาษา แต่ก็ยังเป็นคำศัพท์ที่ฟังแล้วยากต่อการเข้าใจ  สำหรับคนธรรมดา หรือคนที่ไม่มีพื้นฐานความรู้บาลีมาก่อน ดังนั้น คนส่วนใหญ่
ไม่มีโอกาสได้ศึกษา เล่าเรียนจึงไม่สามารถเข้าถึงพระธรรมคำสอนเลย สายปฏิบัติธรรมสัมมสัมพุทธะ ปัจฉิมาสัมพุทธะนี้  จึงถูกจัดก่อขึ้นมาใหม่ด้วยพุทธบารมีขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อแสดงธรรมคำสั่งสอนในรูปแบบใหม่ให้เหมาะสม กับยุคสมัยปัจจุบัน ให้คนได้เข้ามาศึกษา เรียนรู้พระธรรมคำสั่งสอนได้ง่ายขึ้น โดยเริ่มเรียนรู้ตั้งแต่ ดวงจิตก่อเกิดมาจากไหน โลกแต่ละโลกก่อเกิดมาเพราะอะไร อาทิ โลกสวรรค์ก่อเกิดมาจากไหน และมีสภาวธรรมอะไรในโลกสวรรค์ โลกบาดาลก่อเกิดมาจากไหน และมีสภาวธรรมอะไรบ้างในโลกบาดาล โลกมนุษย์ก่อเกิดมาจากไหน และมีสภาวธรรมก่อเกิดมาเพื่ออะไร เป็นต้น เพื่อให้ได้เข้าใจในกลไกและการหมุนเวียนของสามโลก จะได้ไม่ยึดติด ยึดมั่นอยู่ในเหตุของปัจจุบันที่เป็นอยู่  เมื่อได้รู้หน้าที่นั้นแล้วจะได้ไม่หลงอยู่กับโลกจนทำให้ตนนั้นต้องจมอยู่กับความทุกข์ 

สายปฏิบัติธรรมสัมมาสัมพุทธะ  ปัจฉิมาสัมพุทธะ ได้มีหลักสูตรนี้ขึ้นมา เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาเรียนรู้ศึกษาพระธรรมในหลักสูตรนี้ ได้เข้าใจ และยกระดับจิตของแต่ละดวงจิตออกจากกองทุกข์ได้ โดยใช้เวลาในการศึกษาอยู่ระหว่าง 3-7 เดือน ก็สามารถสำเร็จในหลักสูตรได้แล้ว

จะดีแค่ไหนถ้ารู้ว่าคุณเป็นใคร  มาทำอะไรบนโลกนี้ และรู้ว่าข้างหน้าจะเป็นอย่างไร  มีความยินดีขอเชิญชวนร่วมค้นหาตัวตนกับ  สายปฏิบัติธรรมสัมมาสัมพุทธะ  ปัจฉิมาสัมพุทธะ





สารบัญ
คำนำ                              หน้า
ดวงจิตก่อเกิดมาจากไหน                     หน้า
โลกสวรรค์ก่อเกิดมาจากไหน, มีสภาวธรรมอะไรบ้าง            หน้า
โลกบาดาลก่อเกิดมาจากไหน, มีสภาวธรรมอะไรบ้าง            หน้า
โลกมนุษย์ก่อเกิดมาจากไหน, มีสภาวธรรมอะไรบ้าง            หน้า
โลกแห่งพระนิพพานก่อเกิดมาจากไหน, มีสภาวธรรมอะไรบ้าง      หน้า
รูปแบบของการเกิด                        หน้า
   -แบบที่ 1 กรรมลิขิต                     หน้า
   -แบบที่ 2 บุญลิขิต                     หน้า
การพิจารณาการเกิด                        หน้า
การพิจารณาร่างกาย                        หน้า
การพิจารณาความตาย                        หน้า
การไขรหัสชีวิต เปิดกรรม  และค้นหาตัวตน               หน้า
คาถาชำระจิต                           หน้า
ความทุกข์ของมนุษย์                        หน้า
หลักการนั่งสมาธิ และข้อควรรู้ในการนั่งสมาธิ            หน้า
ตารางการปฏิบัติธรรม                      หน้า
กฎระเบียบ                                                                                                       หน้า






หลักสูตร ค้นหาตัวตน
สายปฏิบัติธรรมสัมมาสัมพุทธะ  ปัจฉิมาสัมพุทธะ
ดวงจิตมาจากไหน
ดวงจิตของมนุษย์  เหล่าเทพเทวดา นาค หรือสัตว์ ดวงจิตต่างๆเหล่านี้ ที่จริงก่อเกิดขึ้นมาจากโลกอีกโลกหนึ่ง ซึ่งในโลกใบนั้นมีสภาวะอากาศอบอ้าว จึงสามารถเปลี่ยนจากอากาศนั้นกลับกลายมาสู่การก่อเกิดดวงจิตต่างๆ ซึ่งดวงจิตนั้นเกิดขึ้นมาจากธาตุของ ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่อยู่ในสภาวะที่เหมาะสม  จึงก่อเกิดเป็นดวงจิต  เช่นเดียวกันกับโลกมนุษย์เรา ที่มีตัวแมลง หรือตัวหนอนที่เกิดขึ้นได้ในที่สกปรก และในแต่ละวันดวงจิตต่างๆ ก็ก่อเกิดขึ้นมาอย่างเยอะแยะมากมาย จนโลกใบนั้นเกิดสภาวะแออัด แน่นจนดวงจิตหลายๆดวงเริ่มคิดค้นหาความหลุดพ้น จากความแออัดวุ่นวายนั้น จึงมีดวงจิตบางส่วนได้นั่งสมาธิ เมื่อนั่งสมาธิจนถึงสภาวธรรมหนึ่งของฌานสมาธิแล้ว ก็สามารถหลุดออกไปสู่โลกสวรรค์ได้

โลกสวรรค์ก่อเกิดมาจากไหน , มีสภาวธรรมอะไรบ้าง
เมื่อดวงจิตได้หลุดไปสู่โลกสวรรค์แล้ว ดวงจิตนั้นก็มีกายเป็นกายทิพย์เป็นกายของเทพเทวดา มีรูปร่างหน้าตาสวยงาม ผ่องใส และมีความเป็นทิพย์ สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ ซึ่งเป็นโลกที่มีความสวยงามน่าอยู่มากอีกโลกหนึ่ง ดวงจิตที่เป็นเทพเทวดาในโลกสวรรค์ จึงได้คิดว่าจะหาหนทางช่วยดวงจิตที่ยังไม่สามารถหลุดให้มาสู่ยังโลกสวรรค์นั้นได้อย่างไร จึงจะได้หลุดพ้นจากความทุกข์เช่นเดียวกัน ดวงจิตเทพเทวดาที่หลุดพ้นแล้วนั้น จึงได้ใช้กำลังฌานสมาธิ กลับไปดึงดวงจิตที่เจริญสมาธิอยู่ เพื่อนำทางเข้ามาสู่ในโลกสวรรค์  จึงได้ก่อเกิดโลกสวรรค์ขึ้นมา เมื่อมีดวงจิตเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มีดวงจิตเยอะแยะมากมายอยู่ในโลกสวรรค์ เมื่ออยู่ร่วมกันจำนวนมากขึ้น ก็เริ่มมีความแตกแยก แบ่งพรรคแบ่งพวก จนทำให้โลกสวรรค์เริ่มมีสภาวะของความวุ่นวาย จึงมีการประชุมกันของเหล่าเทพเทวดาว่า หากโลกสวรรค์ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป ก็คงจะไม่ต่างอะไรจากโลกเดิม ที่ก่อเกิดดวงจิตของพวกตน จึงมีการจัดตั้งกฎระเบียบขึ้นมาใหม่โดยมีการจัดแยกจิตให้เป็นฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย มีการจับคู่ครองเรือนกันเพื่อให้มีบุตรธิดา หากดวงจิตใดก็ตามจะมาเกิดอยู่ในโลกของสรรค์จะต้องมาเกิดจากผู้ที่เป็นบิดามารดาจะได้มีความรัก ความผูกพันทางสายใย มีการดูแลช่วยเหลือกันและกันอย่างเต็มที่ ผู้เป็นบิดามารดา จะได้สั่งสอนบุตร ธิดา ให้รู้จักประพฤติปฏิบัติดี นอบน้อม มีความเคารพนับถือต่อผู้ที่เป็นบิดามารดาและผู้อื่น  จากนั้นมา จึงมีครอบครัวเกิดขึ้นบนโลกสวรรค์ และยังมีกฎระเบียบของสวรรค์  ที่เป็นข้อห้าม หากใครทำผิดกฎก็จะถูกลงโทษ และส่งไปเกิดยังโลกบาดาล
สภาวธรรมของโลกสวรรค์นั้น จึงยังมีความรัก ครอบครัว และมีบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ไม่ต่างจากโลกมนุษย์ของเรามากนัก เพราะจะต้องมีผู้ดูแลกฎของโลกสวรรค์ โดยเทวดาสูงสุดที่คอยดูแลโลกสวรรค์คือพระอินทร์  และจะมีเทวดาองค์อื่นๆที่คอยทำหน้าที่  ดูแลเหล่าเทพเทวดา ให้ปฏิบัติตนอยู่ในกรอบของกฎระเบียบสวรรค์  เฉกเช่นประเทศไทยของเรา ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นตำแหน่งสูงสุดของผู้บริหารประเทศ มีรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ มีข้าราชการน้อยใหญ่ดูแลงาน ในส่วนต่างๆ ซึ่งการมอบหมายตำแหน่งหน้าที่บนสวรรค์นั้น ก็ตามบุญบารมีของเทวดาองค์นั้นๆ
นอกจากกฎระเบียบการปกครองแล้ว สภาพความเป็นอยู่ในโลกสวรรค์นั้น ก็มีสถานที่บำเพ็ญปฏิบัติธรรม และมีนักบวชที่อยู่ทางโลกทิพย์ คอยเป็นผู้ชี้นำธรรมแก่ดวงจิตต่างๆ  เช่นเดียวกับโลกมนุษย์เรา ที่มีสถานปฏิบัติธรรม มีนักบวชที่คอยชี้นำพระธรรมคำสอน โลกสวรรค์จึงมีสภาวะความเป็นอยู่ที่คล้ายคลึงกับโลกมนุษย์ของเรา แต่มีความเป็นทิพย์สูงกว่า สามารถเหาะเหินเดินอากาศ หายตัวได้ แม้จะเจ็บป่วยในกายทิพย์ไม่นานก็สามารถหายได้เอง และเทพเทวดาก็มีอายุขัยยาวนานกว่าโลกมนุษย์หลายเท่าเลย  เวลา 1 วันของสวรรค์ชั้นที่พระอินทร์อยู่  จะเท่ากับเวลาในโลกมนุษย์ 73 ปี และในแต่ละชั้นของสวรรค์ ก็จะมีความยาวนานของแต่ละวันที่แตกต่างกันออกไป ตามระดับของแต่ละชั้นของสวรรค์ นี่เป็นสภาวธรรมเบื้องต้นของโลกสวรรค์ ท่านเองก็สามารถพิสูจน์ได้ด้วยตัวของท่านเอง ด้วยการปฏิบัติธรรมตาม สายปฏิบัติธรรมสัมมาสัมพุทธะ ปัจฉิมาสัมพุทธะ

โลกบาดาลก่อเกิดมาจากไหน , โลกบาดาลมีสภาวธรรมอะไรบ้าง
      เมื่อเหล่าเทพเทวดาทำผิดกฎของสวรรค์ จึงถูกส่งไปอยู่ในโลกบาดาลเพื่อบำเพ็ญ หรืออยู่ในโลกที่มีความเป็นทิพย์น้อยลงไปกว่าโลกของสวรรค์ แต่มีความเป็นทิพย์มากกว่าโลกมนุษย์ เพื่อชดใช้ความผิดนั้น  แล้วค่อยสร้างความดีบุญบารมีกลับไปสู่โลกของสวรรค์อีกครั้ง ตามกำลังบุญของจิตนั้นๆ เมื่อมีจิตที่ถูกส่งไปอยู่ในโลกบาดาลมากขึ้นทุกวันๆ จนโลกบาดาลนั้นมีดวงจิตก่อเกิดขึ้นอยู่อาศัยอยู่มากมายทำให้เกิดความวุ่นวาย  มีการแก่งแย่งชิงดี  มีความทะเยอทะยานอยากมากมายขึ้นในโลกบาดาล จึงมีการประชุมร่วมกันระหว่างเหล่าเทพเทวดาบนสวรรค์ และนาค ในโลกบาดาลเพื่อบัญญัติกฎระเบียบของโลกบาดาลขึ้น ว่า หากจิตดวงไหนที่ละเมิดกฎ ทำผิด ทำความชั่ว เบียดเบียนต่อผู้อื่น ก็จะถูกส่งมาเพื่อชดใช้กรรมบนโลกมนุษย์

      โลกบาดาลเป็นโลกที่มีความเป็นทิพย์น้อยกว่าโลกสวรรค์ แต่มากกว่าโลกมนุษย์ และมีอายุขัยยืนยาวกว่ามนุษย์หลายเท่า เช่น เมื่อเทียบกับเวลาในโลกมนุษย์ นาค จะมีอายุขัยตั้งแต่หนึ่งร้อยปีถึงหมื่นปี และนาคบางองค์อาจมีอายุขัยถึงล้านปีก็มี  ซึ่งขึ้นอยู่กับกรรม หรือความปรารถนาของนาคองค์นั้นๆ ในโลกบาดาลมีสภาวธรรมความเป็นอยู่ คือ ยังครองคู่ ครองเรือนเป็นครอบครัว มีบุตรธิดา มีสถานที่ปฏิบัติธรรม นักบวช นักบำเพ็ญ คอยชี้ทางธรรมให้กับดวงจิตต่างๆ  เฉกเช่นบนโลกสวรรค์ และโลกมนุษย์เรา และยังมีนาคที่เป็นภูมิของสัตว์ในโลกบาดาลด้วย นาคในภูมินี้เกิดมาจากวิบากกรรมของตนที่ได้สร้างมาจึงได้มาชดใช้กรรมในกายของสัตว์เลื้อยคลาน คือนาคที่เป็นตัวไม่สามารถกลายร่างเป็นกายทิพย์หรือกายเหมือนมนุษย์ได้
      ระบบการปกครองดูแลในโลกบาดาลก็ยังมีพระอินทร์เป็นผู้ดูแลสูงสุด แต่ก็มีเจ้าวังแห่งบาดาลที่ดูแลบาดาลรองลงไปจากพระอินทร์ มีนาคชั้นน้อยใหญ่ดูแลบาดาลในส่วนต่างๆเช่นเดียวกับโลกสวรรค์ โดยทั่วไปแล้วใช้หลักการคล้ายคลึงกับสวรรค์

โลกมนุษย์ก่อเกิดมาจากไหน , โลกมนุษย์มีสภาวธรรมอะไรบ้าง
      โลกมนุษย์ก่อเกิดเริ่มต้นมาจาก นาค ที่ทำผิดกฎของโลกบาดาล จะถูกส่งมาเกิดบนโลกมนุษย์ ซึ่งเป็นโลกที่หากเทียบแล้วก็จะมีอายุขัยของการเวียน ว่าย ตาย เกิดนั้นน้อยมาก ถ้าเทียบกับโลกสวรรค์และโลกบาดาล เหมือนเป็นการมาเกิดเพื่อชดใช้วิบากกรรมและเป็นโลกที่จะต้องมีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ในเวลาไม่ช้าไม่นาน โลกมนุษย์เรานี้จึงนับว่าเป็นโลกของการชำระดวงจิต หรือการมาเกิดเพื่อทำสิ่งที่ดี เพื่อดันดวงจิตของตนนั้นไปสู่สภาวธรรมที่สูงขึ้น จึงมีดวงจิตเยอะแยะมากมายที่มาเวียนว่ายตายเกิดอยู่บนโลกมนุษย์นี้

      สภาวธรรมของโลกมนุษย์จึงถูกจัดอยู่ในโลก    ที่ถือว่าเป็นโลกแห่งการคัดกรองดวงจิตเพื่อเลื่อนไปสู่ภพภูมิที่สูงขึ้น หรือต่ำลงตามการกระทำของจิตนั้น โดยมีกิเลสตัณหา ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ลาภ ยศ สรรเสริญ ความยึดมั่น ถือมั่นต่างๆ ทั้งหลายนี้เป็นตัวทดสอบ การเกิดมาบนโลกจึงเปรียบเสมือนมาเล่นเกมส์ชีวิต ที่จะต้องมีกฎของเกมส์ และสิ่งต่างๆเข้ามาเพื่อทดสอบจิต  ว่าจิตดวงใดนั้นจะเลื่อนภูมิจิตขึ้นสูงได้ขนาดไหน หรือจะทำให้จิตนั้น พ่ายแพ้ต่อบททดสอบ และต้องตกต่ำไปสู่จุดที่ต่ำกว่าเดิม จึงมีเหล่าเทพเทวดาลงมาเกิดเพื่อทดสอบบารมี เลื่อนภูมิไปสู่ที่สูงกว่า หรือแสวงหาการพ้นทุกข์   ดวงจิตต่างๆเกิดขึ้นมาจึงมีหน้าที่ของแต่ละดวงจิต  ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ต่างๆหรือมนุษย์เราเอง ก็เช่นเดียวกัน จึงมีรูปแบบของการมาเกิดที่แตกต่างกันออกไป จะได้กล่าวไว้ในลำดับต่อไป

โลกพระนิพพานก่อเกิดมาจากไหน , โลกพระนิพานมีสภาวธรรมอะไรบ้าง
เมื่อสามโลก ได้แก่ โลกสวรรค์ โลกบาดาล และโลกมนุษย์ ได้เวียนวน  เกิดและดับ  วนไปวนมา เทวดาลงมาเกิดเป็นนาค นาคขึ้นมาเกิดเป็นมนุษย์  เทวดาลงมาเกิดเป็นมนุษย์  และมนุษย์ก็กลับไปสู่เทวดาหรือนาค  เป็นอยู่อย่างนี้แต่สุดท้ายนี่ก็ไม่ใช่ความหลุดพ้น  ที่แท้จริงอยู่ดี เพราะว่ายังมีกิเลส ตัณหา สภาวธรรมของแต่ละโลก ยังมีการสร้างสะสมบุญบารมีเพิ่มขึ้น และน้อยลง ยังมีการเวียนว่ายตายเกิดวนเวียนอยู่ดี หลังจากนั้นมีดวงจิตที่เป็นดวงจิตแรกที่คิดค้นหาวิธี ที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง นั่นคือ ดวงจิตของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปฐม พระองค์ท่านจึงเป็นดวงจิตดวงแรก  ที่คิดค้นการหาทางหลุดพ้น โดยการมาเกิดบนโลกมนุษย์เพื่อตัดความยึดมั่น ถือมั่น และค้นหาเหตุของทุกข์ และการดับทุกข์ทั้งหลาย พระองค์ท่านจึงลงมาตรัสรู้ธรรมบนโลกมนุษย์ หลังจากที่จิตของพระองค์ท่านได้หลุดพ้นไปแล้วนั้น จิตของพระองค์ท่าน จึงได้เข้าสู่พระนิพพาน ซึ่งเป็นโลกที่เงียบสงบและสิ้นแล้ว  ด้วยกิเลสทั้งหลาย ดวงจิตใดก็ตาม หากยังปนเปื้อนด้วยกิเลส ตัณหา จะไม่สามารถเข้าสู่โลกแห่งพระนิพพานนั้นได้เลย  จากนั้นมาจึงมีโลกพระนิพพานเกิดขึ้นมาอีกโลกหนึ่ง
หากดวงจิตใดที่เหนื่อยล้า จากการเวียนว่ายตายเกิดของการเป็นเทพเทวดา เป็นนาคแล้ว จึงบำเพ็ญเพื่อบรรลุธรรมให้หลุดเข้าไปสู่ดินแดนพระนิพพาน     เหมือนกับองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์เจ้า ดังนั้นเมื่อมีดวงจิตใดที่เหนื่อยและท้อแล้ว  จึงบำเพ็ญแสวงหาความหลุดพ้นตามทางขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
สภาวธรรมของโลกแห่งพระนิพพาน เป็นโลกที่ดวงจิตที่เข้าไปอยู่  ล้วนแต่เป็นดวงจิตที่หลุดพ้นแล้วจากกิเลส ตัณหา รัก โลภ โกรธ หลง  และสามารถยกจิตของตนอยู่เหนือความทุกข์ทั้งหลายเหล่านั้นได้แล้ว  จึงเป็นโลกที่เงียบสงบ ไม่มีความวุ่นวาย แต่มีธรรมชาติที่สวยงาม และมีสัตว์ที่สวยงามอาศัยอยู่ เป็นสภาวธรรมที่มีความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติที่น่าอยู่อาศัย  สวยกว่าทั้งสามโลก สัตว์ต่างๆในโลกพระนิพพานนี้ก่อเกิดมาจากองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้มีความสมบูรณ์ และให้เกิดความสมดุลของธรรมชาติเท่านั้น ไม่มีจิตหรือการเวียนว่ายตายเกิด ส่วนบ้านเรือนก็จะเป็นเรือนแก้ว  และองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ก็จะมีอาณาจักรเป็นของแต่ละพระองค์ และมีเหล่าอรหันต์สาวกอยู่ใกล้กัน เพื่อคอยช่วยกันแผ่บุญกลับมาช่วยดวงจิตอื่นที่ยังไม่หลุดพ้น แต่จะไม่มีความรู้สึกสุขหรือทุกข์ในการทำสิ่งใดๆแล้ว เพียงแต่ทำไปตามสภาวธรรมที่เหมาะสมเท่านั้น กายก็เป็นกายแก้ว ไม่มีความหิว ไม่ต้องแสวงหาสิ่งใดอีก และในดินแดนแห่งพระนิพพานนั้นยังมีพระนิพพานที่ซ้อนนิพพานขึ้นไปอีก ซึ่งเป็นสภาวธรรมอีกรูปแบบหนึ่งของความเงียบ สงบขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง  ซึ่งเป็นที่ดวงจิตของผู้ที่สำเร็จไปนานแล้วกว่าหลายแสนปี ก็จะมีกายที่ว่างเปล่า มีสภาวธรรมเหมือนอากาศ  แต่สามารถรับรู้ได้ว่ามีดวงจิตอาศัยอยู่ที่นั่น และสามารถปรากฏกายแก้วขึ้นมาให้พบเห็นได้



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 04, 2016, 01:42:57 pm โดย thanapanyo »
บันทึกการเข้า

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4093
    • ดูรายละเอียด
Re: หนังสือหลักสูตรค้นหาตัวตน
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: เมษายน 04, 2016, 01:44:21 pm »


รูปแบบของการเกิด
เมื่อเราได้รู้กันแล้วว่าการเกิดมาของมนุษย์เราเกิดมาเพื่ออะไร และมีสภาวธรรมอะไรบ้างไปแล้ว ลำดับต่อไปก็จะเป็นรูปแบบของการเกิด การเกิดของมนุษย์เรานั้น                        แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ดังนี้



รูปแบบที่ 1 เรียกว่ากรรมลิขิต
กรรมลิขิต ก็คือผลของการกระทำของดวงจิตนั้นๆ ที่กระทำไปแล้วในอดีตกาลก่อน จะเป็นตัวมาลิขิตชีวิตของตน และชะตาชีวิตของดวงจิตนั้นๆ ให้เป็นไปตามผลของการกระทำ โดยมีเจ้าเกณฑ์ชะตาชีวิตเป็นผู้ลิขิตว่า จะต้องไปเกิดเป็นอะไร แบบไหน ชดใช้กรรมอะไร และเป็นผู้แต่งนิยายเรื่องราวชีวิตเพื่อชดใช้หนี้กรรมที่ได้เคยทำมาในกาลก่อนนั้น ก็ถือว่าผู้ที่เกิดเป็นผู้ที่มาเพื่อชดใช้หนี้ และสร้างบุญใหม่ เพื่อไปลบล้างหนี้กรรมเก่า และได้ชดใช้กรรมนั้นๆ ตามเกณฑ์ชะตาชีวิตของคนผู้นั้น  และ

รูปแบบที่ 2 เรียกว่า บุญลิขิต
ผู้ที่เกิดมาโดย บุญลิขิต นั้นคือ เทพ เทวดาที่อยู่บนสวรรค์ชั้นใดชั้นหนึ่ง หรือ เป็นเทพที่อยู่ทางโลกบาดาล แต่ตั้งใจอธิษฐานขึ้นมาเพื่อสร้างบุญบารมี สร้างคุณงามความดี  ไปค้ำหนุนดวงจิตของตนเพื่อให้สูงยิ่งๆขึ้นไป โดยจะมีการลิขิตชีวิตของตน เช่น จะเลือกว่าตนจะไปเกิดในรูปแบบไหน ต้องเผชิญกับอะไร  และมีอะไรคือบททดสอบ เพื่อให้ดวงจิตของตนได้ทดสอบความดี ทดสอบจิต ทดสอบกำลังบารมี และสร้างสั่งสมบุญบารมีใหม่ๆ เพื่อให้เลื่อนภูมิจิตจากนาคขึ้นไปเป็นเทพ หรือเทพขึ้นไปหาความหลุดพ้น เช่นเดียวกันกับ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า หรือเหล่าพระอรหันต์ ที่ลงมาเกิดเพื่อหาความหลุดพ้น ในกายของมนุษย์ และสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของแต่ละดวงจิตนั้น ก็คือบททดสอบเพื่อให้ตนนั้น ได้ผ่านการทดสอบเข้าไปสู่การเก็บบารมี สร้างสมบุญบารมี เลื่อนไปสู่สภาวธรรมที่สูงกว่าที่เป็นอยู่   จึงสามารถที่จะเลือกได้ว่า ตนจะเล่นเกมส์อะไร แบบไหน เพื่อให้ได้คะแนนสูงสุด  ในรอบของการมาสร้างบุญสร้างบารมีนั้น  การเกิดในรูปแบบนี้ จึงจัดอยู่ในแบบของบุญลิขิต
บนโลกมนุษย์ของเรานี้ มีการเกิดทั้งในรูปแบบของ กรรมลิขิต และ บุญลิขิต มีผู้ที่ต้องมาชดใช้กรรมตามการกระทำในอดีตกาลก่อน   และมีผู้ที่มาเพื่อทดสอบบารมี  เพื่อเลื่อนสู่สภาวธรรมที่สูงกว่าที่เป็นอยู่ และไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบไหนก็ตามทุกๆคนมีหน้าที่  จะมาทำให้ดวงจิตของตนนั้นสูงกว่าที่เคยเป็นอยู่ หากเป็นหนี้กรรมอยู่ก็มาเพื่อล้างหนี้กรรม เลื่อนจากการเป็นหนี้ เข้าสู่การหลุดหนี้และเก็บเกี่ยวแต้มคะแนนบุญ แต่หากว่ามีบุญอยู่แล้ว ก็มาเพื่อสร้างสมบุญเพื่อเลื่อนภูมิจิตให้สูงยิ่งๆขึ้นไปอีก ทั้งหมดนี้ก็คือรูปแบบของการเกิด

การพิจารณาการเกิด
เมื่อเราได้รู้แล้วว่า การก่อเกิดของดวงจิตนั้น ก่อเกิดมาจากไหน และการก่อเกิดของโลกแต่ละโลกนั้นก่อเกิดมาจากสภาวธรรมอะไรบ้างแล้ว จากนี้ก็จะเป็นหัวข้อธรรม ที่ว่าการก่อเกิดของมนุษย์เราเกิดมาเพื่ออะไร แท้จริงการเกิดมาของมนุษย์นั้น คือ การเกิดมาเพื่อหากำไรให้ดวงจิตของตน ทุกๆคนเกิดมาก็เหมือนกับการลงทุนทำการค้า  เพื่อหากำไรไปสู่ดวงจิตของตน กำไรใน ณ ที่นี้มิได้หมายถึงการค้าขายที่เป็นเงินทอง   แต่ถ้ากำไรของดวงจิตนั้น  คือการสร้างสมบุญบารมี เพื่อให้เลื่อนภูมิจิตของตนจากต่ำขึ้นไปสูง    และจากสูงแล้วให้สูงยิ่งๆขึ้นไป    หากการเกิดมาของมนุษย์เรา เกิดมาแล้วไม่ได้สร้างคุณงามความดี ไม่ได้ทำหน้าที่หากำไรให้กับดวงจิตของตน ก็นับว่าเสียดาย ที่มาเกิดเป็นมนุษย์   เหมือนกับคนที่ลงทุนทำการค้าแล้วต้องขาดทุนกลับไป แต่หากใครที่มาเกิดเป็นมนุษย์แล้วสร้างคุณงามความดี หากำไรให้กับดวงจิตของตน บุญกุศลนั้นค้ำหนุนดวงจิต  ให้เลื่อนสู่สภาวะของจิตที่เป็นภูมิจิตที่สูงนั้น  ก็ถือว่าเป็นผู้มีกำไรในการมาเกิด  และไม่ขาดทุนในการมาทำการค้าในคราวครั้งนั้น การเกิดมาเป็นคนนั้นมีค่า แต่จะไม่มีค่าอะไรเลยหากว่าเกิดมาแล้วมิได้สร้างบุญสร้างบารมี และโดยเฉพาะหากดวงจิตเกิดมาแล้วสร้างแต่กรรมชั่ว  ทำแต่สิ่งที่ไม่ดีให้จิตของตนนั้น ขาดทุน ก็ย่อมจะไม่มีค่าอะไรเลย เพราะฉะนั้น เมื่อได้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว ก็จงรีบเร่งสร้างบุญกุศล หากำไรให้กับตน อย่ามัวแต่หลงอยู่กับสิ่งต่างๆ และสร้างกรรมชั่ว สร้างความทุกข์ให้กับตนเลย เพราะมีเวลาในการมาหากำไรไม่นานนักหรอก  เดี๋ยวก็หมดเวลากันแล้ว จงรีบเร่งขวนขวายทำกำไรให้กับดวงจิตของตนให้เลื่อนสภาวะจิต  จากต่ำขึ้นไปสู่สูง และหากสูงอยู่แล้วก็ให้สูงยิ่งๆขึ้นไปอีก
การที่คนเราเกิดมานั้น อาจมีภูมิจิตเดิมแตกต่างกัน หรือไม่เท่ากัน เช่นเดียวกับบางคนไปทำการค้ามีทุนไปเยอะ จึงไม่ค่อยลำบากเท่าไหร่ แต่บางคนต้องกู้หนี้ยืมสินในการที่จะไปริเริ่มการค้า   จึงต้องรีบเร่งค้าขายหากำไร เพื่อไปใช้จ่ายหนี้สินเหล่านั้น   แต่ไม่ว่าจะยังไงก็ดีหากเรารู้หน้าที่ว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร ก็จงตั้งใจทำหน้าที่ของตน   หากเป็นหนี้เก่าอยู่ก็รีบเร่งสร้างคุณงามความดี  เพื่อไปชดใช้หนี้กรรมเก่านั้นให้หมดสิ้น จึงจะได้บุญบารมีมาสร้างสะสมเก็บเกี่ยวเอาไว้ เพื่อเป็นพลังผลักดันดวงจิตให้ไปสู่จุดที่สูง ใครก็ตามถ้ามีทุนของบุญกุศลค้ำหนุนมามาก  จงอย่าหลงในสิ่งที่มีจนทำให้ตนนั้นไม่มีสติในการค้าแล้วขาดทุนกลับไป ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ก็มีสิทธิ์ที่จะดีขึ้นและลดลงได้ตามการกระทำของตน เกิดมาเป็นคนแล้ว ก็จงรีบหากำไรสร้างบุญกุศลให้กับตนเองเถิด

การพิจารณาร่างกาย
      ร่างกายของมนุษย์เรา แท้ที่จริงก็ไม่ต่างอะไรกับรถ จิตของมนุษย์เราก็เหมือนกับคนขับรถ เมื่อมีการสร้างรถขึ้นมาหนึ่งคัน ก็ต้องไปจับจองเพื่อเป็นเจ้าของ เหมือนกันกับการก่อเกิดของร่างกาย  ที่เกิดขึ้นในครรภ์ของมารดาก็จะมีจิตหนึ่งดวง  ไปจับจองร่างกายนั้น เพื่อให้ได้มาเกิดใช้ในการหากำไรให้กับจิตของตน คือการสร้างคุณงามความดี สร้างบุญบารมี เพื่อเลื่อนภูมิจิตของตนนั้นไปสู่จุดที่สูงขึ้นกว่าเดิม โดยเปรียบเทียบให้เห็นคือ หากเรามีรถเราก็ต้องดูแล และเวลาจะไปไหนก็ต้องเติมน้ำมัน ให้สามารถออกเดินทางได้แม้ว่าน้ำมันจะแพงเท่าไหร่ แถมยังต้องชำระภาษีแต่ละปี บางครั้งอาจมีค่าซ่อมบำรุงอีกมากมาย หากไม่มีเงินจ่ายสด ก็ต้องมานั่งผ่อนค่างวดอีก หาเงินมาตกแต่งเพื่อให้เกิดความสวยงามตามยุคตามสมัยเพื่อให้เกิดความสวยงาม ให้คนอื่นชื่นชม ชื่นชอบ แม้ว่าเราจะเหนื่อยขนาดไหน ท้ายที่สุดมันก็จะต้องเก่าไปอยู่ดี และมันก็จะเสียไปอยู่ดี เมื่ออายุการใช้งานของมันหมดรอบแล้ว มันก็จะเหลือแค่โครงเหล็กที่ขึ้นสนิมไม่มีใครขับขี่   ร่างกายของมนุษย์เราก็เหมือนกัน แต่ละวันเราก็ต้องหาอาหารมากิน เพื่อให้มีเรี่ยวแรงในการทำงานได้ และแถมยังต้องหาของสวยๆงามๆหอมๆมาประดับตกแต่ง  เพื่อให้ทันยุคทันสมัย    และเพื่อให้คนชื่นชอบในร่างกายของเรา ต้องดูแล หาอาหารดีๆมารับประทาน  เพื่อรักษาสุขภาพ เมื่อแก่ชราสุขภาพไม่ดี  ต้องไปหาหมอคอยดูแลรักษา ต้องคอยเป็นทุกข์กับร่างกาย  เมื่อรถเก่าๆไปเสียอยู่ข้างทาง ต้องอยู่กลางแดดกลางฝน บางทีดึกๆมืดค่ำก็ยังต้องไปคอยเฝ้ามันอยู่    ก็เหมือนกันกับคนแก่ๆ  ที่ต้องคอยดูแลร่างกายประคับประคองมันไปจนกว่าลมหายใจจะจบสิ้น  แต่ไม่ว่าเราจะดูแลมันดีขนาดไหน จัดหาอาหารดีขนาดไหนมากิน ดูแลความสะอาดมากมายเพียงใด ตกแต่งร่างกายขนาดไหน  เพื่อให้สวยงามก็ตามร่างกายก็ยังมีอายุขัยในการใช้งานตามกาลเวลาของมันอยู่ดี   หรือหากประสบอุบัติเหตุ  จะต้องเสียชีวิตไปก่อนวัยอันสมควร
ก็เหมือนว่า  แม้จะเป็นรถคันใหม่ๆ ถ้าเกิดอุบัติเหตุก็ยุบพัง  และใช้งานไม่ได้ บางคันเจออุบัติเหตุที่รุนแรงยุบพังทั้งคัน ไม่สามารถซ่อมแซมกลับเอามาใช้ใหม่ได้อีก หรือแม้จะใช้ชีวิตจนแก่ชราสักวันหนึ่งเราก็ตายอยู่ดี ก็เหมือนกับรถที่เราต้องคอยดูแลจนกว่าจะไม่สามารถใช้งานได้ สรุปแล้วไม่ว่าเราจะเหนื่อยมากแค่ไหน ต้องมาดูแลมันแบบนี้ เป็นทุกข์เพราะมันแบบนี้ เมื่อขายไปก็ต้องไปซื้อคันใหม่มาอีก และจะต้องดูแลมันใหม่อีก เช่นเดียวกับคนขับ ไม่รู้จักจบสิ้น   เหมือนกันคนที่ต้องเวียน ว่าย ตาย เกิด อย่างไม่มีวันจบสิ้น   แต่หากเป็นรถ ถ้าเราเหนื่อยกับการดูแลเราก็ขายได้  แล้วก็ไปซื้อใหม่อีก แต่ถ้าเป็นกายเนื้อล่ะจะทำอย่างไร เพื่อให้มันหายไป มันจะได้ไม่ต้องมีขึ้นมาอีก การที่จะทำให้กายเราหายไปนั้น  ต้องหมั่นสร้างความดี สร้างบุญ สร้างกุศล บำเพ็ญ ภาวนา แล้วปล่อยวาง ไม่ยึดมั่น ถือมั่นในร่างกาย เรา  จะได้ไม่ต้องเกิดมามีร่างกายเนื้ออีก  เช่นเดียวกันกับการไม่อยากจะมีรถอีก
      ร่างกายมนุษย์นั้น แท้จริงต้องเสื่อมไปตามกาลเวลาหากได้ร่างนั้นมาแล้ว หลงอยู่กับมันจนเกินความพอดี ทำให้ตนต้องตกเป็นทุกข์เพราะความลุ่มหลงนั้น แล้วไม่ยอมไปทำอะไร  เพื่อให้ก่อเกิดกำไรให้แก่ดวงจิตของตน กลับสร้างกรรม สร้างสิ่งไม่ดี  เพื่อได้มาตกแต่งเสริมแต่ง  เพื่อให้ดูดี สวยงามในกายนั้น เมื่อหมดอายุขัยการใช้งาน จิตนั้นก็ตกออกจากร่างไป  เพื่อไปแสวงหาหรือจับจองร่างกายใหม่ให้จิตได้อยู่อาศัย  และทำหน้าที่ต่อไป  แต่ถ้าจิตนั้นไม่มีบุญบารมีอะไรที่ได้สร้างสมเอาไว้เพราะตอนที่มีร่างกายอยู่ มัวแต่หลงอยู่กับร่างกายนั้น  จึงไม่มีบุญเปรียบเสมือนคนไม่มีเงิน ไปซื้อรถคันใหม่ที่ดีได้  จึงต้องไปอยู่ในร่างกายของสัตว์เปรียบเสมือนรถคันเก่าๆ  ไม่สามารถไปทำอะไรได้มาก ค่อยๆสร้างสมบารมีความดีได้แค่ทีละเล็กทีละน้อย ได้บุญบารมีเพียงน้อยนิดเท่านั้นก็สิ้นอายุขัยอีกแล้ว วนเวียนอยู่นานกว่าจะมีบุญบารมีเพียงพอ  เพื่อไปจับจองร่างกายของมนุษย์ที่มีความสะดวกมากขึ้น  ในการสร้างสมบุญบารมีคุณงามความดีต่อไป สำหรับคนที่มีบุญบารมีมาก เพราะมีสติปัญญาเมื่อครั้งมีกายมนุษย์อยู่ไม่หลงอยู่กับกายนั้น ก็จะเก็บเกี่ยวสร้างสมบุญบารมีไว้มาก ก็เหมือนคนรวยที่สามารถซื้อรถดีๆมาทำงาน  เพื่อสร้างกำไร ก็จะสามารถมีร่างกายที่สวยงามเพียบพร้อมทุกอย่าง และไม่ว่าจะทำอะไรก็จะสะดวกสบายในการสร้างสมบุญบารมี และสามารถเข้าถึงการหลุดพ้นได้ง่ายกว่า
ร่างกาย มีได้ใน 3 รูปแบบ คือ 1.กายเนื้อของมนุษย์เรา  2.กายทิพย์ของเทพเทวดา  3. กายแก้ว หรือกายแห่งพระนิพพาน


การพิจารณาการตาย
      ชีวิตของคนเราเมื่อเกิดมาจะต้องมีความตายเป็นแน่แท้  จะเหมือนผู้หญิงเมื่อตั้งครรภ์ขึ้นมาแล้วจะต้องวันคลอด เริ่มตั้งแต่ 1 เดือน 2 เดือนจนถึง 9 เดือน และถึงเวลาคลอด ไม่มีใครที่จะแบกครรภ์นั้นตลอดไป โดยไม่มีวันคลอด เพราะธรรมชาติของมันจะต้องคลอดออกมาตามกฎเกณฑ์ของสัตว์โลก ชีวิตของคนเราก็เช่นเดียวกัน เมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องเติบโต  มีวิวัฒนาการตามวัยของมัน และเมื่อถึงเวลาตาย ก็จะต้องตายไปอยู่ดี ไม่ว่าจะปรารถนาหรือไม่  เพราะความตายนี้จะเกิดขึ้นกับทุกชีวิตที่ต้องมีการเกิด จึงเป็นสิ่งที่ไม่น่ากลัว และไม่ควรมองข้ามกับความตาย แต่เราจะมีวิธีใดที่จะช่วยให้เราไม่กลัวต่อสิ่งที่มันต้องเกิดขึ้นนั้น  ให้เราหมั่นระลึกถึงความตายอยู่เสมอ เราจะไม่กล้ากระทำในสิ่งที่ผิด อันจะก่อเกิดบาป ทำให้จิตของตนนั้นตกไปสู่จุดที่ต่ำ แล้วจะกลัวต่อการที่ต้องพลัดพรากจากคนที่รักที่พอใจทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นผู้มีพระคุณ หรือผู้ที่มีความเกี่ยวข้อง เกี่ยวพันกัน เราก็จะไม่กล้ากระทำความชั่วและสิ่งที่ไม่ดีเหล่านั้น ก็จะทำให้เราคงอยู่ในความเป็นคนดี และหากพิจารณาความตายอยู่เสมอ ก็จะทำให้เรา ระลึกถึงการพลัดพรากจากทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นลาภ ยศ สรรเสริญ ทรัพย์สินเงินทอง หรือบุคคลทั้งหลาย  จะไม่ทำให้เราหลง และยึดติดจนเกินความพอดี จนทำให้เรานั้นต้องตกอยู่ในความทุกข์  จึงเป็นเหตุที่ควรระลึกถึงความตายอยู่เสมอ เพราะการระลึกถึงความตายนี้ ทำให้เราเตรียมตัวในการที่จะประสบ กับเหตุการณ์ของความตายอยู่เสมอ และจะไม่กลัวกับมัน ส่วนความดีที่ได้สร้างสมอยู่เสมอ โดยไม่เบียดเบียนผู้อื่นนั้นก็จะส่งผลให้เราไปสู่ภพภูมิที่ดีกว่า
      ลองนั่งลงแล้วสมมุติว่าตัวเองตาย ให้จินตนาการเรื่องราวชีวิตว่าหากเราตายจะเป็นแบบไหน คนที่ตายแล้วจะขยับไม่ได้คนที่ตายแล้ว เมื่อมีแมลงมาเกาะก็ไม่รู้สึกอะไรแล้ว สมมุติต่อไปอีกว่าตอนนี้เรากำลังเป็นซากศพอยู่ หมดสิ้นลมหายใจแล้ว เมื่อเราตายผ่านไปสองสามชั่วโมง  ร่างกายของเราแข็ง ญาติพี่น้องของเราก็ทยอยกันมาและร้องไห้ พ่อแม่ก็ร้องไห้ ญาติพี่น้องก็ร้องไห้ สามีหรือภรรยา และลูกก็กอดกันร้องไห้  มีคนมาร่วมงานศพของเรามากมาย แต่ว่าเราคุยกับใครไม่ได้เลย  ร่างกายเราติดอยู่ในโลงศพนั้น  เดินไปสัมผัสกับรถของเรา  รถไม่ใช่ของเราอีกแล้ว เดินไปจับสามี หรือภรรยา  เค้าก็ไม่ใช่สามีหรือภรรยาของเราอีกแล้ว   แม้จะเดินไปจับพ่อกับแม่แล้วพูดว่า อย่าร้องไห้ หนูอยู่นี่  เค้าก็ไม่รู้เรื่อง  ตอนนี้ร่างของเราเริ่มเขียว  เริ่มเน่าเหม็น ทุกคนเริ่มกลัวเห็นเราเป็นผีไปแล้ว สุดท้ายแล้วไม่มีอะไรเป็นของเราเลย   เงินที่เราเฝ้าหามามากมายด้วยความเหน็ดเหนื่อยก็ไม่สามารถใช้ได้อีก ทรัพย์สินเงินทองมากมายเอาอะไรไปด้วยไม่ได้เลยสักอย่าง  สุดท้ายเค้าก็หามเราไปที่เมรุแล้วจุดไปเผาร่างของเรา ไหม้ไปเหลือแต่เถ้าถ่าน  พิจารณาชีวิตของเราและนึกอยู่เสมอ  ว่าเราจะต้องตายเป็นแน่แท้ แล้วเตือนตัวเองไม่ให้เราหลงต่อสิ่งที่มี  จมอยู่กับสิ่งที่เป็น  ทุกข์อยู่ในทรัพย์สินเงินทอง ชื่อเสียง ลาภยศต่างๆ อย่าประมาทกับชีวิต  เพราะการเกิดของมนุษย์ของเรานั้น  ก็เหมือนการมาบำเพ็ญเพียรเพียงช่วงเวลาสั้นๆช่วงหนึ่งเท่านั้น  ชีวิตเราก็เหมือนเป็นแค่ความฝันที่ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทไหน  ก็ต้องมีเวลาที่ต้องตื่นจากฝันนั้นอยู่ดี   สุดท้ายแล้วสิ่งที่จะสามารถนำไปกับดวงจิตเมื่อละจากร่างกายแล้ว  ก็มีแต่บุญบารมีคุณงามความดีที่เฝ้าสั่งสมมาเท่านั้น

การไขรหัสชีวิต เปิดกรรม และค้นหาตัวตน
หลังจากที่เราได้รู้กันแล้วว่า มีรูปแบบการเกิดอยู่ 2 รูปแบบ ลำดับต่อไปก็จะขอนำท่านผู้อ่านเข้าสู่การไขรหัสชีวิต เปิดกรรม  และค้นหาตัวตน เพื่อให้รู้ว่าตัวเรานั้นเกิดมาในรูปแบบที่ 1 หรือ รูปแบบที่ 2 แล้วชีวิตของเราเกิดมาเพื่ออะไร  สิ่งต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตนั้นคือบททดสอบ หรือหนี้กรรมที่ต้องชดใช้   โดยทางสายปฏิบัติธรรมสัมมาสัมพุทธะ ปัจฉิมาสัมพุทธะ มีครูบาอาจารย์ที่จะช่วยในการค้นหาตัวตน  และคอยชี้นำทางอยู่ การที่เราจำเป็นจะต้องรู้ว่าตัวเราเกิดมาเพื่ออะไรนั้น เพราะ หากว่าเราไม่รู้หน้าที่ของตน   ก็เปรียบเสมือนคนที่ต้องไปทำงานในที่แห่งหนึ่ง   มีระยะเวลาในการทำงานอย่างจำกัด ว่าจะต้องทำงานให้เสร็จภายในกี่วัน กี่เดือน หรือกี่ปี    แต่พอไปถึงในที่นั้นกลับลืมไปว่าต้องมาทำอะไร และมีหน้าที่อะไร  มัวแต่หลงอยู่ในสิ่งที่เป็น  สิ่งหลอกล่อทั้งหลาย จนหมดเวลาแล้วยังไม่ได้กระทำในหน้าที่  ที่ตนนั้นได้ตั้งใจเอาไว้เลย   แต่ถ้าหากเรานั้นรู้ว่าเรามาเพื่อสิ่งใด มาเพื่อทำอะไร ก็จะเป็นการเห็นแสงสว่างทั้งก่อนที่จะมา  และก่อนที่จะต้องไปข้างหน้า ย่อมถือว่าเป็นทางที่ดีที่สุดสำหรับดวงจิตทุกๆดวง
คาถาชำระจิต
เมื่อไขรหัสชีวิตและเปิดกรรมแล้ว สายปฏิบัติธรรมสัมมาสัมพุทธะ  ปัจฉิมาสัมพุทธะ จะมีคาถาเพื่อสวดขับวิบากกรรมขอขมากรรม    เป็นคาถาทำความสะอาดจิต     หรือดึงดวงจิตของเราที่ปนเปื้อนอยู่ จมอยู่ทั้งหลายนั้น  กลับมาสู่สภาวะภูมิจิตของเทพเทวดา เพื่อให้จิตของเรานั้นเป็นตัวกำหนดว่าจะต้องทำอะไรบ้าง เพราะจิตของมนุษย์เราทุกๆคน  จะมีภาษาจิตที่ซ้อนอยู่ในกายเนื้อ หากแต่ว่าจิตของเรานั้นมาเกิดเป็นคนอะไร ก็จะพูดภาษานั้น เช่น เกิดมาเป็นคนเหนือก็จะพูดภาษาเหนือ เกิดเป็นคนใต้ก็จะพูดภาษาใต้ และหากเกิดมาอยู่ในประเทศหรือชนชาติใด ก็ย่อมที่จะพูดภาษานั้นๆไป แต่ทุกคนมีจิตที่ซ้อนอยู่ในกายเนื้อที่ยังเวียนว่ายตายเกิดข้ามภพข้ามชาติ โดยการเกิดเราจะถูกลบข้อมูลทั้งหลายออกไป ทำให้จำไม่ได้แล้วว่าเรามาจากไหน มาทำอะไร มีหน้าที่อะไร สิ่งใดคือการหลง และสิ่งใดคือการนำพาดวงจิตของเราสู่ความหลุดพ้น จิตถูกครอบด้วยขันธ์ 5 และกิเลสตัณหาทั้งหลายที่เป็นตัวหลอกล่อชักจูงเรา ให้จิตนั้นเป็นทุกข์ ดังนั้น คาถานี้ จึงเป็นคาถาชำระจิตและดึงจิตให้มาอยู่เหนือกาย   เพื่อให้จิตของเรานั้นมีพลังในการกำหนด  การกระทำของเราว่าต่อไปควรจะทำอะไรดีจะเหมือน 2 คน   อยู่ในกายเดียวกัน หากบางครั้งเราจะทำอะไร  ที่ไม่ถูกที่อยู่ในกรอบของการที่จะสร้างบาปกรรม  จิตของเราก็จะเป็นตัวบอกขึ้นมาว่า ไม่ได้อย่าทำ  คาถานี้จะนำทางเราให้อยู่ในกรอบขอบเขตของการกระทำความดีให้ไม่หลง ไม่จมอยู่ในความทุกข์
สายปฏิบัติธรรมสัมมาสัมพุทธะ  ปัจฉิมาสัมพุทธะ มีความยินดีของเชิญชวนผู้ประสงค์ที่จะค้นหาตัวตน ไขรหัสชีวิต และเปิดกรรม เข้าร่วมปฏิบัติธรรมค้นหาตัวตนกับเราได้


บันทึกการเข้า

thanapanyo

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4093
    • ดูรายละเอียด
Re: หนังสือหลักสูตรค้นหาตัวตน
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: เมษายน 04, 2016, 01:45:27 pm »


ความทุกข์ของมนุษย์
ความทุกข์ที่มีอยู่ในร่างกายของมนุษย์ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แต่เราสามารถที่จะแก้ไขและเอาชนะมันได้ ทุกข์ที่หนึ่ง คือทุกข์ที่เกิดจากการกิน ไม่ว่าเราจะเหนื่อยมากเพียงใดเราต้องทำมาหากินอย่างไม่รู้จักเพียงพอต่อการบริโภค ในแต่ละวันนอกเรากินอาหารเข้าไปเยอะแล้ว  ยังต้องตามใจกิเลสที่เกิดขึ้นอีก หิวก็เป็นทุกข์  อิ่มมากไปก็เป็นทุกข์ กินไม่ได้ ร่างกายผอมโซก็เป็นทุกข์ กินมากไปร่างกายอ้วนก็เป็นทุกข์  บางคนเพราะความอยากจะกินจึงต้องสร้างกรรม สร้างวิบากกรรมเบียดเบียนผู้อื่น เช่น ฆ่าสัตว์เพื่อนำมาเป็นอาหาร ลักขโมย หรือทำอาชีพที่ไม่สุจริต  เพื่อนำมาหาซื้อหาอาหาร ดังนั้น ให้เราพิจารณาตามแล้วค่อยๆเปลี่ยนนิสัยการกิน  ให้เรารู้จักในการพอประมาณในการกิน กินเท่าที่เรามีอยู่ ไม่ต้องพยายามหาสิ่งของหาของกิน ที่ทำให้เราพอใจแต่กลับสร้างความเดือดร้อนให้เรา เช่น มีเงินก็น้อย แต่ต้องกินของแพงๆ กลัวอ้วนแต่กินสิ่งที่ชอบ  แบบไม่มีจำนวนจำกัด และยังต้องมีโรคภัยเบียดเบียนตามมาอีกด้วย ให้พยายามตัดนิสัย เช่น หากเรากินมากก็ให้กินน้อยลง หากชอบกินของแพงๆก็ให้กิน  แต่พอประมาณตามที่เรามีอยู่ตามเหตุตามปัจจัย  อย่าให้เรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่เพราะเราจะตกเป็นทาสของมันแบบไม่รู้ตัว ให้ทำแบบนี้ ค่อยๆทำไปในที่สุด เราก็จะสามารถเอาชนะมันได้ ไม่ต้องตกเป็นทาสของมันอีก ชีวิตของเราก็ไม่ต้องเป็นทุกข์เพราะการกินอีกต่อไป
   ทุกข์ที่สอง คือการกลัวการแก่ มนุษย์เราทุกคนมักจะกลัวกับความแก่ เมื่อแก่ตัวลง ความไม่สบาย ความไม่สวยไม่งามก็มาเยือน  มักจะเป็นโรคขี้น้อยใจคิดมาก กลัวลูกหลานจะรังเกียจและไม่รักตน จู้จี้ขี้บ่น เพราะเป็นห่วงลูกหลาน เลยกลายเป็นช่วงชีวิตที่ยากและเป็นทุกข์มากในตอนแก่  อย่ามัวแต่กลัวมันเลย  ทำใจยอมรับความจริงมองทุกอย่างให้เป็นจริงตามธรรมชาติ ทำบุญ สวดมนต์ไหว้พระทำจิตให้ชื่นบาน  หากคนแก่ที่มีแต่บุญอยู่ในจิตใจ กายภายในก็จะเปลี่ยนกายภายนอกให้เป็นคนที่น่าอยู่ใกล้   ใครเห็นก็อยากจะช่วยเหลือขอพร และอยากจะทำบุญด้วย หากเรากลัวและไม่ยอมรับความจริง ก็เหมือนคนดื้อ ใครก็ไม่อยากเข้าใกล้ไม่อยากทำดีด้วย  ก็จะเป็นเหมือนคนน่ารังเกียจไปจริงๆ  การที่จะสามารถเอาชนะความแก่ได้ คือการที่สามารถมองเห็นความเป็นจริง มองความจริงให้เป็นความธรรมดา ทำบุญ ทำจิตใจให้เบิกบาน และปล่อยวาง ในที่สุดเราก็จะสามารถเอาชนะมัน ไม่ต้องตกเป็นทาสของมัน
   ทุกข์ที่สาม คือ ทุกข์จากความตาย สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของมนุษย์เรา คือ ความตาย  แต่ส่วนมากมนุษย์ก็มักจะมองข้ามความจริงข้อนี้อยู่เสมอ ลุ่มหลงกับสิ่งที่มีจนไม่มีเวลาเตรียมตัว เตรียมใจ และมักจะร้องขอชีวิตเมื่อถึงวาระสุดท้าย แต่ไม่ว่าจะร้องขอชีวิตมากเพียงใด สุดท้ายก็ต้องตายอยู่ดีเป็นไปตามธรรมชาติเป็นแบบนี้ ให้เราปรารถนาที่จะหลุดพ้นจากการกลัวตาย  ในแต่ละวันให้เตือนตัวเองอยู่เสมอว่าสักวันหนึ่ง  ฉันจะต้องตายเป็นแน่แท้ ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันทำความดีทำบุญทำทาน มากแล้วหรือยัง ได้ตอบแทนพระคุณบิดา มารดา  และผู้มีคุณของเราบ้างแล้วหรือยัง   เราได้สร้างกรรมหรือทำบาปไว้กับสิ่งใด ก็ให้รีบแก้ไขก่อนที่จะไม่มีเวลา ให้รีบสร้างสมบุญบารมีไปลบล้าง และขอขมากรรมให้หลุดก่อนที่ชีวิตเราจะสิ้นลงไป   แล้วก็มาดูความดีว่า มันยังน้อยเกินไปหรือเปล่า และจะทำบุญ ทำความดีอะไร มาสร้างสมเพิ่มให้ได้มากที่สุด เพราะอย่าลืมว่าบุญกุศล คุณงามความดี เป็นสิ่งที่จะพาดวงจิตของเราไปสู่ที่  ที่สูงกว่าที่เป็นอยู่  เปรียบเสมือนการเก็บสะสมเงินทองข้าวของที่มนุษย์เราปรารถนาที่จะเก็บให้ได้มากที่สุด   เท่าที่จะทำได้ เราก็ลองเปลี่ยนมาเป็นเก็บสะสมบุญกุศล คุณงามความดี สะสมให้ได้มากๆเท่าที่พอจะทำได้เช่นเดียวกัน แต่มันต่างกันตรงที่ว่าการเก็บสะสมเงินทองไว้มากๆเกินความจำเป็น จะทำให้เราติดอยู่และเราก็จะตกอยู่กับความทุกข์ ทำให้เราจะยังติดอยู่ในวัฏสงสาร ต้องวนเวียน ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย อยู่อย่างนี้ไม่มีวันพ้นทุกข์ แต่การเก็บสะสมบุญนั้น หากยิ่งมากเท่าไหร่  ก็จะยิ่งดีเท่านั้น และยังสามารถนำพาเราให้พ้นจากความทุกข์ ทำบุญตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ จนชีวิตหลังความตายก็จะกลับไปสู่ที่ที่ดีกว่า เป็นแน่แท้และก็จะหลุดพ้นจากความทุกข์ แม้แต่ความตายเราก็จะไม่กลัว  ให้เราสำนึกอยู่เสมอว่าการเกิดมาครั้งนี้ของเราขาดทุนหรือเปล่า การเกิดของมนุษย์ก็เหมือนการมาลงทุน หากเราสร้างความดี สร้างบุญสร้างกุศล ส่งจิตไปสู่ที่สูงกว่าหรือดีกว่าได้ ถือว่าเป็นผู้มีกำไรมาเกิด  แต่ถ้าเราเกิดมาแล้ว  ไม่รู้ค่าในการเกิดสร้างแต่บาปทำแต่ความชั่ว เราก็จะตกเป็นผู้ขาดทุนในการมาเกิด   การเกิดมาของมนุษย์นั้นมีค่ามาก แต่จะไม่มีค่าอะไรเลย หากตกเป็นคนขาดทุนในการเกิด เปรียบเสมือนสิ่งของ  ที่ไม่มีค่าอะไรแล้วก็กลายเป็นของไร้ค่า จะถูกทิ้งลงถังขยะในที่สุด


หลักการทำสมาธิ
เริ่มแรกให้ผู้ที่จะทำสมาธินั่งขัดสมาธิ แล้วเอามือทั้งสองข้างวางหงายลงบนหัวเข่า  เพื่อรับพลังพุทธบารมี  ให้ตัดความยึดมั่นถือมั่นทุกสิ่งทุกอย่าง ตัดอดีตที่ผ่านมาเพราะแก้ไขอะไรไม่ได้ ตัดอนาคตที่ยังมาไม่ถึง เพราะเป็นเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น ให้อยู่กับปัจจุบัน และคิดว่าตอนนี้เรากำลังทำสมาธิอยู่ในโลกอีกโลกหนึ่งของความสงบสุข  เมื่อได้ตัดความวุ่นวายทั้งหลายออกไปแล้วให้หายใจลึกๆ และค่อยๆหลับตาลง ให้ตั้งสมมุติขึ้นว่า เหนือศีรษะของเราขึ้นไป สูงขึ้นไปข้างบน มีองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ขนาดใหญ่  เป็นกายแก้วใสๆนั่งอยู่บนดอกบัวแก้ว แล้วพระองค์ท่านมีฉัพพรรณรังสี สว่างเจิดจ้า ด้วยพุทธบารมี เมื่อเราเอาความรู้สึกนึกคิดไปถึงที่นั่น จิตกายภายในของเราก็ได้ไป  อยู่ในที่นั่นจริงๆ แล้วจะรับได้ถึงความรู้สึก และความชุ่มเย็นจากพลังบุญบารมีของพระองค์ท่าน ที่ส่งมาให้ ตอนนี้เราอยู่ต่อหน้าพระพุทธองค์ท่านแล้ว ให้ตั้งจิตกายภายในขึ้นมา เอากายภายในสมมุติยกมือไหว้ และตั้งจิตอธิษฐานขอขมากรรม ว่า    “ หากกรรมอันใดที่ข้าพระพุทธเจ้า ได้เคยประมาท พลาดพลั้ง ล่วงเกิน ต่อองค์พระบิดา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่อคุณพระรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณบิดามารดา ครูบาอาจารย์ ผู้มีพระคุณทั้งหลาย รวมถึงเพื่อนร่วมโลกทุกๆจิตวิญญาณ ทุกผู้ทุกคนนั้นแล้ว  ข้าพระพุทธเจ้ากราบขออโหสิกรรมต่อหน้าองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอพระองค์โปรดเมตตา อดโทษ งดโทษ แก่ข้าพระพุทธเจ้าด้วยเทอญ   เพื่อให้ข้าพระพุทธเจ้าได้รับพลังพุทธบารมีเข้าถึงความสุขของฌานสมาธิ  เพื่อพิสูจน์พระธรรมคำสั่งสอน เพื่อให้รู้เห็นตามความเป็นจริง หากจิตของข้าพระพุทธเจ้านิ่งได้ด้วยฌานสมาธิแล้ว ขอให้ข้าพระพุทธเจ้าได้พบเห็นโลกทิพย์ก็ดี กรรมเก่าที่เคยกระทำมาแล้วก็ดี หรือเห็นสภาวธรรมต่างๆเพื่อเติมกำลังของสติปัญญา ไม่ให้หลง และยึดติดจนทำให้ไม่สามารถออกจากทุกข์ด้วยเทอญ “    ให้ใช้คำบริกรรมว่า  “สัมมาสัมพุทธะ ปัจฉิมาสัมพุทธะ ” แล้วสูดลมเข้าไปไว้ในท้อง สูดลมเข้าไปไว้ในท้อง 1 ครั้ง ตามการท่องคำบริกรรม “สัมมาสัมพุทธะ ปัจฉิมาสัมพุทธะ ” เสร็จให้ทำท้องยุบลงไป 1 ครั้ง เท่ากับได้เก็บพลังบารมีนั้นไปไว้ในท้องแล้ว 1 แต้ม ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าจะเห็นแสงสว่างเกิดขึ้นในท้อง อาจเห็นลูกแก้วลูกเล็กหรือลูกใหญ่ตามกำลังฌานของแต่ละคน และให้บริกรรม “สัมมาสัมพุทธะ ปัจฉิมาสัมพุทธะ ” ไปเรื่อยๆ ให้นิ่งอยู่กับพลังเย็นๆที่ได้รับมา  จนกว่าจะเห็นร่างกายของตนนั้น  มีแสงเกิดขึ้น เห็นดวงแก้วดวงธรรมเกิดขึ้นที่กายภายใน แล้วจึงอธิษฐานจิต เพื่อให้จิตกายภายใน ได้ไปในภพต่างๆ ที่ต่างๆตามความปรารถนาของเราเอง

ข้อควรรู้ในการนั่งสมาธิ
   หากระหว่างการนั่งสมาธิมีภาพใดที่เข้ามารบกวนสมาธิ หรือมีสิ่งใดที่เข้ามาขัดขวางทำให้จิตว้าวุ่นนิ่งไม่ได้ ให้แผ่เมตตาให้แก่สิ่งนั้นๆในสมาธิแล้ว  ตั้งจิตเริ่มต้นใหม่         เช่น ตั้งจิตอธิษฐานว่า  “ หากบุญอันใดที่ข้าพเจ้ากระทำมาแล้ว หรือกำลังจะกระทำขอ อานิสงส์บุญนั้นจงแผ่ถึงเจ้ากรรมนายเวร หรือผู้ที่คอยมารบกวนนี้ให้ได้รับผลของบุญแล้ว ให้เป็นสุขอย่าได้มาขัดขวางการเจริญสมาธิ การสร้างบุญของเราเลย ” และ
   การนั่งสมาธิตามรูปแบบที่ได้สอนไว้นี้  เพื่อให้เราได้รู้สภาวธรรมตามความเป็นจริงของโลกทิพย์ที่มีอยู่  และซ่อนอยู่ ให้เราเข้าใจในสิ่งต่างๆทั้งหลาย  เพื่อตัดความยึดมั่น ถือมั่น ความลุ่มหลงจนทำให้ตนตกอยู่ในความทุกข์เท่านั้น หากการนั่งสมาธินั้น  ทำให้สามารถระลึกชาติได้ หรือได้พบเจอสิ่งที่ดีกว่าสิ่งที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน หรือเห็นกรรมของตัวเอง ไม่ให้ลุ่มหลงอยู่กับสิ่งนั้น เพราะมันจะทำให้ตนกลายเป็นผู้ไม่มีสติปัญญาอยู่กับปัจจุบัน









ตารางเวลาการปฏิบัติธรรม
04.30 น. – 05.00 น.      ตื่นนอนทำกิจส่วนตัว
05.00 น. – 05.30 น.      ฟังธรรมจากพระยาธรรมิกราช
05.30 น. – 06.30 น.      ทำวัตรเช้า
06.30 น. – 09.00 น.      รับประทานอาหารเช้า และ ทำกิจที่สมควร
09.00 น. – 11.00 น.      ปฏิบัติธรรมตามหลักสูตร ค้นหาตัวตน
11.00 น. – 12.00 น.      รับประทานอาหารกลางวัน 
12.00 น. – 14.00 น.      พักผ่อนและทำกิจที่สมควร
14.00 น. – 16.00 น.   ปฏิบัติธรรมตามหลักสูตร ค้นหาตัวตน
( นั่งกรรมฐานสัมมาสัมพุทธะ  ปัจฉิมาสัมพุทธะ )
16.00 น. – 17.30 น.      อาบน้ำ ทำกิจส่วนตัว
17.30 น. – 21.00 น.      ทำวัตรเย็น และตอบปัญหาธรรมะ โดย พระยาธรรมิกราช
21.00 น.         พักผ่อน




                กฎระเบียบสายปฏิบัติธรรมสัมมาสัมพุทธะ ปัจฉิมสัมพุทธะ
เพื่อไม่ให้เบียดเบียนสำหรับผู้ที่มาปฏิบัติธรรม เพื่อสร้างสั่งสมบุญบารมี  หรือเพื่อศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนอย่างแท้จริง ขอความร่วมมือให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด จะได้ไม่เป็นการเบียดเบียนผู้อื่นและตนเอง
1.   ห้ามใช้เครื่องมือสื่อสารในขณะปฏิบัติธรรม ใช้ได้เฉพาะจำเป็นจริงๆเท่านั้น
2.   ห้ามคุยกันขณะปฏิบัติธรรม และในขณะรับประทานอาหาร
3.   เวลาพัก ห้ามจับกลุ่มคุยกันเกิน 10 นาที และห้ามคุยปัญหาส่วนตัวให้ผู้ปฏิบัติธรรมคนอื่นฟังโดยเด็ดขาด
4.   ช่วยกันดูแล และรักษาความสะอาดของสถานที่ปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด

 



บันทึกการเข้า
 

หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.107 วินาที กับ 19 คำสั่ง