มหาวิชชาลัยธรรมิกราช

ธรรมะกึ่งพุทธกาล => พุทธธรรมแห่งความเมตตา => ข้อความที่เริ่มโดย: thanapanyo ที่ กรกฎาคม 28, 2021, 09:47:48 am

หัวข้อ: Rec-3642 ความรักอย่างพุทธะ
เริ่มหัวข้อโดย: thanapanyo ที่ กรกฎาคม 28, 2021, 09:47:48 am


พุทธธรรมแห่งความเมตตา   วันที่  28 กรกฎาคม  2564
บทที่ 86  **ความรักอย่างพุทธะ**
+ +   

ในเช้าของวันที่  28 กรกฎาคม พ.ศ. 2564           ณ สวนธรรมิกราช
เมื่อท่านพระยาธรรมิกราชได้กราบนอบน้อมเข้าเฝ้า ต่อองค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่าน เพื่อเฝ้าฟังธรรมแล้วนั้น   จึงได้นอบน้อมเฝ้าทูลถามพระพุทธองค์ท่านไป ดังนี้ว่า...

“ ข้าแต่องค์พระพุทธบิดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เจ้าขา..
วันนี้ ลูกจะขอเฝ้าฟังธรรมในบทที่ 86น่ะเจ้าค่ะ

พระพุทธองค์ เจ้าขา..  ลูกพอจะเข้าใจเมื่อฟังธรรมคลิปที่ผ่านมา
จนรู้ว่า..ต้องยืนหยัดอยู่ในความถูกต้องต้องเข้มแข็งในความถูกต้อง

และถ้าสิ่งที่ไม่ดีไม่ถูกต้องนั้น.. มันเป็นสิ่งที่กำลังทดสอบเราอยู่
เราก็จำเป็นต้องเข้มแข็งและอยู่เหนือสิ่งเหล่านั้น
... เพื่อที่จะเอาชนะ
ด้วยการให้ความถูกต้อง- อยู่เหนือความไม่ถูกต้อง
ด้วยการไม่พ่ายแพ้ต่อความเมตตา -ที่ไม่มีอุเบกขา

วันนี้ ลูกจึงจะเฝ้าทูลถามถึงความรู้สึกอีกประการหนึ่งต่อยอดขึ้นมาเช่นนี้ว่า..
ทำไมลูกยิ่งค้นหาไปในตัวของลูก --ลูกก็ยิ่งเจอความรักความเมตตาที่ยิ่งใหญ่ที่กว้างขวาง
ที่มากยิ่งขึ้นอยู่ในตัวของลูกอยู่ในหัวใจและดวงจิตของลูก

จนทำให้ลูกคิดว่าลูกนั้น..จะอุเบกขาได้ยังไง -ทั้งที่ความรักนี้มันยิ่งเกิดขึ้น
ลูกคิดว่าลูกจะยิ่งอุเบกขาวางเฉย
- ความรักความเมตตาในใจ..ก็ยิ่งมากยิ่งเพิ่มพูนขึ้น
จึงไม่เข้าใจสภาวธรรมที่เกิดขึ้นนี้เลยพระพุทธเจ้าค่ะ

ขอพระพุทธองค์โปรดทรงเมตตา  แสดงธรรมอธิบายสภาวธรรมนี้ให้ลูกได้ฟัง
ในเรื่องของความรักความเมตตาที่มากที่ไม่มีประมาณด้วยเถิดพระพุทธเจ้าค่ะ
ว่าเพราะอะไรเพราะเหตุใดจึงต้องเป็นเช่นนี้พระพุทธเจ้าค่ะ ”
- - - -

พระพุทธองค์ ::ดีแล้วละ พระยาธรรมเอย.. 
ถ้าอย่างนั้น ลูกก็จงทำจิตใจของลูกให้สงบตั้งมั่น
ฝึกจิตของลูกนั้น..ให้เป็นกลางให้วางเฉย
แล้วก็ชาร์จพลังไปเติมพลังไป
ให้จิตนั้นสงบตั้งมั่นเสียก่อน
แล้วจึงค่อยๆพิจารณาตามเสียงธรรม ที่จะได้ยินได้ฟังดังต่อไปนี้..

เพราะความเมตตาที่ลูกได้เฝ้าทูลถามมานั้น.. คือ ความเมตตาอย่างพุทธะ
ที่ผุดขึ้นเกิดขึ้นในดวงจิตดวงใจของลูก  ในความรู้สึกของลูก
ซึ่งเป็นความเมตตาที่ละเอียดอ่อน
เป็นความเมตตา ที่จะต้องใช้จิตที่มีพลัง

ค่อยๆพิจารณาตาม -จึงจะเห็นตาม รู้ตาม
ใช้ความละเอียดของจิตพิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริง
... ลูกจึงจะสามารถที่จะเข้าใจได้

พระยาธรรมเอย..  ครั้งหนึ่งก็ได้แสดงธรรมและกล่าวถึงธรรมแห่งความเมตตาอย่างพุทธะ
ให้ลูกได้พิจารณาได้ทำความเข้าใจไว้แล้วว่า..

ความเมตตาอย่างพุทธะนั้น.. คือ ความเมตตาที่ประกอบไปด้วยการมีอุเบกขา
เป็นความเมตตา ที่เมตตาอย่างผู้รู้ตื่น  เข้าใจทุกอย่างตามความเป็นจริง
เป็นความเมตตาที่ไม่มีเงื่อนไขอะไร
เป็นความเมตตา ที่หาที่สิ้นสุดที่ประมาณมิได้
เป็นความเมตตาที่ถูกต้องไม่เบียดเบียนใครไม่มีอะไรทำร้ายอะไร
- ทั้งบุคคลผู้เมตตาและบุคคลผู้ถูกเมตตา-

อารมณ์แห่งความเมตตาอย่างพุทธะนั้น.. ย่อมมีอยู่ไม่ได้หายไปไหน +

พระยาธรรมเอย..  ฉะนั้นลูกก็จงตั้งใจพิจารณา ให้เข้าใจธรรมนี้อย่างแจ่มแจ้ง
แล้วลูกก็จะเข้าใจว่า..
ความรักที่ค้นพบอยู่ในดวงจิตดวงใจของลูกนั้น - เกิดจากอะไร ?
ความรักที่ยิ่งใหญ่ -ที่ผุดขึ้นมาในใจของลูกนั้นคือเป็นแบบไหน ?

ลูกจะรู้และเข้าใจ
ลูกจะสามารถที่จะแบ่งแยกความแตกต่างระหว่าง
ความรักที่ควรจะมี- กับความรักที่ไม่มีในตน

พระยาธรรมเอย.. 
ความเมตตานั้น  คือความปรารถนาให้ผู้อื่นได้ดี
ความกรุณานั้น  คือ ความสงสารปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์

ความยินดีให้ผู้อื่นได้ในสิ่งที่ดีและยินดีกับเขาเสมอ
นั่นคือสิ่งที่ควรจะมีอยู่ในดวงจิตแห่งพุทธะและเหล่าพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย

พระยาธรรมเอย..  และการวางใจเฉย คือ อุเบกขานั้น
วางใจเป็นกลาง
ปล่อยให้กฎแห่งกรรมและกฎของความไม่เที่ยงแท้ - ดำเนินไปตามเหตุ
เห็นเป็นธรรมดาในสิ่งเหล่านี้ 
เรียกว่าพรหมวิหาร 4

อารมณ์แห่งพรหมวิหาร 4 นี้ -รวมกันแล้วก็จะเป็น * ความเมตตาอย่างพุทธะ*

พระยาธรรมเอย..  ฉะนั้นให้ลูกพิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริงว่า
การที่ลูกนั้น.. บำเพ็ญบารมีจากพระยาธรรมิกราช
เพื่อเข้าสู่กระแสธรรม ที่ละเอียดมากเพิ่มขึ้นๆ
และเพื่อเข้าสู่การตรัสรู้เป็นองค์พระพุทธเจ้าน้อย..

ย่อมเป็นธรรมดาละ พระยาธรรม..  ที่ลูกจะต้องมีอารมณ์พรหมวิหาร 4
รวมกันมาเป็นความรักอย่างพุทธะ  ผุดขึ้น เกิดขึ้นในดวงจิตของลูกอย่างมากมาย
และมากมายมหาศาล อย่างประมาณมิได้เลย..

และถ้าหากว่า ลูกได้พิจารณาธรรมนี้แล้ว
ลูกเข้าใจ -แต่อาจจะยังไม่เข้าใจ

ลูกก็จงพิจารณาต่อไปอีกในธรรมทั้ง 5 ประการดังต่อไปนี้เถิด..พระยาธรรม
เพื่อที่ลูกจะได้เข้าใจรายละเอียดเพิ่มเติมขึ้นมา
เข้าใจความรักความเมตตาที่ยิ่งใหญ่ ที่มีอยู่ในตน

รู้จักอารมณ์ของการวางอุเบกขา - การวางเฉยนั้น ว่าเป็นแบบไหน  ?
รู้จักว่าความรักอย่างพุทธะนั้น เป็นเช่นไร?
และลูกนั้น ก็จะหาความรู้สึกในใจของลูกนั้นได้เจอ

ประการที่ 1 --
ความรักความเมตตา - ไม่ได้หายไปจากจิตที่เป็นพุทธะหรอกลูก
เพียงแต่จิตที่เป็นพุทธะแล้วนั้น..  จะมีความรักความเมตตาที่ถูกต้อง
ซึ่งจะเป็นความรักความเมตตา - ที่จะประกอบไปด้วยอารมณ์แห่งพรหมวิหาร 4
คือ..
เมตตาปรารถนาให้ผู้อื่นได้ดี
กรุณาสงสารผู้อื่นปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
มุทิตาความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี
และอุเบกขามีการวางใจเฉยวางใจเป็นกลาง
ปล่อยให้เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของกฎแห่งกรรมและกฎของความไม่เที่ยงแท้

นั่นละลูกคือความรักความเมตตาที่ถูกต้อง +

สิ่งเหล่านี้.. ย่อมจะมีอยู่ในจิตอันเป็นพุทธะ
จิตผู้รู้ตื่นเบิกบานแล้ว.. ย่อมมีเป็นธรรมดา

ฉะนั้น.. ให้ลูกทำความเข้าใจว่า  การอุเบกขา -วางเฉย
ไม่ได้ทำร้ายทำลายความเมตตาความรักความปรารถนาดีนั้น - ให้หายไปไหนเลย +

เพียงแต่จะเป็นสิ่งประกอบช่วยให้ความรักความเมตตานั้น..
... กลายเป็นเป็นความรักความเมตตา
- ที่อยู่ในความพอดี
- อยู่ในความเป็นกลาง
- อยู่ในความรักความเมตตา - ที่ถูกต้องตามกรอบของความพอดีเท่านั้นลูก--

ฉะนั้นลูกเอ๋ย.. ความรักความเมตตาไม่ได้หายไปจากจิตที่เป็นพุทธะ
ที่ฝึกฝนตนจนระดับจิตสูงแล้ว

แต่กลับกลายเป็นว่า..ความรักที่มีอยู่ในจิตเหล่านี้นั้น..
เป็นความรักที่บริสุทธิ์
เป็นความรักที่ถูกต้อง
เป็นความรักที่พอดี
เป็นความรักที่สมบูรณ์ดี
เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่
-- และไม่ทำในสิ่งที่ก่อให้เกิดโทษอะไร ในความรักเหล่านี้ --

ต่อไปประการที่ 2 -- ให้ลูกพิจารณาอย่างนี้ว่า..
ความรักที่ถูกต้อง.. จะต้องเป็นความรักที่ไม่ทำร้ายใคร
ทั้งคนที่รัก -และคนที่ถูกรัก

ความรักความเมตตาอย่างพุทธะ..
-  จึงเป็นความรักที่ไม่มีเงื่อนไขและไม่มีขอบเขต
-  จึงเป็นรักที่ยิ่งใหญ่
-  จึงเป็นรถที่นิ่มนวล
-  เป็นรักที่บริสุทธิ์ อย่างแท้จริง

พระยาธรรมเอย..  ลูกจงพิจารณาให้เข้าใจถึงความรักที่ถูกต้อง
เข้าถึงมันอย่างแท้จริงเถิด
แล้วลูกก็จะเข้าใจว่า..เหตุใดลูกจึงเจอความรักที่ยิ่งใหญ่อยู่ในใจของลูก
เหตุใด ยิ่งพยายามจะอุเบกขาวางเฉย
 -- ความรักที่กว้างขวางความรักที่นิ่มนวล.. ย่อมเกิดขึ้นในจิตในใจของลูกนั้น +

ลูกจงพิจารณาให้เข้าใจถึงความรักอย่างพุทธะ - แล้วลูกจะเข้าใจว่า..
เหตุใดรักที่ยิ่งใหญ่.. จึงมีอยู่ในจิตของลูก

ต่อไปประการที่ 3 --
ถ้าเราไม่มีความรักความเมตตานี้ อยู่ในดวงจิตของเรา
-- เราก็จะไม่มีอะไรเป็นแรงบันดาลใจ
เป็นแรงผลักดันที่จะทำให้เรา ปรารถนาที่จะฉุดช่วยผู้อื่นหรอกลูก

ซึ่งการฉุดช่วยดวงจิตทั้งหลาย..ให้พ้นจากความทุกข์นั้น
มันช่างเป็นความทุกข์ยากลำบากเหลือเกิน!

มีแต่ดวงจิตแห่งพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย.. ผู้บำเพ็ญบารมี เพื่อฉุดช่วย
โดยเฉพาะเส้นทางนี้เท่านั้นละลูก --
ที่จะอดทนอดกลั้นได้
ที่จะสามารถฟันฝ่าอุปสรรคปัญหา - เพื่อที่ฉุดช่วยดวงจิตทั้งหลาย..ให้พ้นทุกข์

พระยาธรรมเอย..  ฉะนั้นในเส้นทางที่ลูกเดินอยู่  คือ เส้นทางสายแห่งโพธิสัตว์
ผู้บำเพ็ญบารมี
ผู้สั่งสมความดี
ผู้เจริญด้วยความรักความเมตตาที่บริสุทธิ์ถูกต้องอย่างแท้จริง
- ที่ยิ่งใหญ่และกว้างขวางมาก -

มากเท่าไหร่ - ก็จะยิ่งฉุดช่วยดวงจิตได้มากเท่านั้น  ++

ฉะนั้นพระยาธรรมเอย..  ความรักความเมตตาที่มีอยู่ในดวงจิตของลูก
... จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจ
กลายเป็นแรงผลักดันให้ลูกนั้นลุกขึ้นสู้
แล้วก็สู้ต่อไปอย่างไม่ยอมถอยไม่ยอมท้อไม่ยอมพ่ายแพ้

สิ่งเหล่านี้ละลูกความรักอันยิ่งใหญ่นี้ละลูก..
จะเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกสามารถต้านทานและทนกับความทุกข์ยากลำบาก
--เพื่อฉุดช่วยดวงจิตทั้งหลาย
และในที่สุด.. ลูกก็จะสามารถช่วยพวกเขาได้ +

แล้วทุกอย่างก็จะดำเนินไปตามแผนงาน
คือการกลับมาเพื่อช่วยดวงจิตทั้งหลายให้พ้นทุกข์

ฉะนั้นพระยาธรรมเอย..
จึงเป็นธรรมดาละลูก- ที่ดวงจิตของลูกจะต้องเต็มเปี่ยมไปด้วย..
ความรักความเมตตา เอื้อเฟื้อ 
การเป็นผู้ให้ที่ไม่มีประมาณ
การมีความรักที่ยิ่งใหญ่ ฝังรากลึกอยู่ในจิตของลูก

ซึ่งลูกก็กำลังค้นพบมันแล้ว
และลูกก็กำลังจะใช้ความรักอันยิ่งใหญ่นี้ละ.. เป็นสิ่งที่ผลักดันจิตของลูก
ให้สามารถฟันฝ่าอดทนสู้ที่จะช่วยดวงจิตอื่นด้วย

พระยาธรรมเอย..  ต่อไปประการที่ 4 --
ลูกจงพิจารณาเช่นนี้ว่า..

เพราะฉะนั้นความรักความเมตตานี้ จะมีอยู่ในใจของบุคคลผู้ที่จะช่วยผู้อื่นมากยิ่งๆขึ้น
และมากยิ่งๆขึ้นไปเป็นธรรมดา

ความรักความเมตตา - ที่ไม่มีประมาณไม่มีที่สิ้นสุดไม่มีขอบเขต
... จึงต้องเกิดขึ้นในดวงจิตทุกดวงจิต-ที่มีหน้าที่ที่จะฉุดช่วยผู้อื่นให้พ้นทุกข์

ฉะนั้นลูกทั้งหลายเอ๋ย.. เมื่อลูกนั้นเกิดมาเป็นผู้ฉุดช่วยในระดับของพระยาธรรมิกราช
คือพระพุทธเจ้าน้อย

ลูกก็จะต้องเรียนรู้และฉุดช่วยไปในหน้าที่
เกิดความรักในระดับของตนในดวงจิตตน.. เพื่อฉุดช่วยดวงจิตทั้งหลายด้วย

เมื่อลูกทั้งหลาย.. เกิดมาเป็นพระโพธิสัตว์-ผู้ซึ่งจะได้มาฉุดช่วยผู้อื่น
ลูกก็จะต้องมีความรักความเมตตาความปรารถนาดีเหล่านี้ - อยู่ในดวงจิตของลูก

-- เพียงแต่ลูกต้องฝึกฝน - ให้มันมีอุเบกขาด้วย*
จึงจะเป็นความรักที่ใช้ได้
จึงจะเป็นความรักที่ดีที่สมบูรณ์ที่ไม่ทำร้ายใคร +

แต่จิตทั้งหลาย ผู้เกิดมาเพื่อฉุดช่วยนั้น
-- จำเป็นที่จะต้องมีความรักความเมตตาเหล่านี้..อยู่ในดวงจิตของตน --

ต่อไปประการที่ 5 --
ความรักความเมตตานี้.. จำเป็นที่จะต้องมีอยู่ในโลกใบนี้..ลูกเอ๋ย
-- เพราะความรักความเมตตาในแบบนี้..
- จะเป็นความรักความเมตตา ที่สามารถที่จะฉุดช่วยดวงจิตทั้งหลาย
- เป็นที่พึ่งให้กับดวงจิตทั้งหลาย
- เป็นที่พึ่งให้กับโลก
- เป็นพลังเย็น
- เป็นพลังความสุข
- เป็นพลังความเมตตา

ดวงจิตทั้งหลาย และสรรพสัตว์ทั้งหลาย.. ยังคงจำเป็นที่จะต้องอาศัยความรักเหล่านี้อยู่

ฉะนั้นลูกทั้งหลายเอ๋ย..  ความรักอย่างพุทธะ- เกิดขึ้นแล้วในที่ใด
ในที่แห่งนั้น.. จึงมีความชุ่มเย็นมีความสุขความเจริญ*

พระยาธรรมเอย..  ความรักไม่ได้หายไปไหนลูก  !!
ความเมตตายังคงมีอยู่

เพียงแต่..
แค่ปรับสภาวะให้อยู่ในความถูกต้อง
แค่ปรับให้เป็นความรักที่ไม่ทำร้ายใคร
แค่ปรับให้เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่

และความรักที่ยิ่งใหญ่นั้น.. ย่อมจะสามารถค้ำจุนโลก
ฉุดช่วยดวงจิต
และเป็นที่พึ่งแห่งจิตทั้งหลายในวัฏสงสารนี้ตลอดไป..

เช่นนี้ละ พระยาธรรมเอย..  ลูกลองพิจารณาดูเถิด
ถ้าลูกเข้าใจแล้ว..  ลูกก็จะรู้ว่าความรักที่ยิ่งใหญ่

ทำไมถึงยิ่งมีมากเพิ่มพูนขึ้นมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
เพราะอะไรจึงต้องมีความรักเหล่านี้
และลูกจะทำแบบไหน..ให้ความรักเรานี้ไม่ทำร้ายลูกและไม่ทำร้ายผู้อื่น

จงพิจารณาธรรมนี้ ให้เข้าใจเถิด.. พระยาธรรมเอย   

+ +
พระยาธรรม::  สาธุ พระพุทธเจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณพระพุทธองค์ ที่ทรงเมตตาแสดงธรรมนี้ให้ลูกได้พิจารณา
จนเข้าใจแล้วว่า..

ความรักอย่างพุทธะ.. ควรจะเกิดขึ้นในดวงจิตของผู้หลุดพ้น *
ความรักอย่างพุทธะ คือ ความรักที่ทรงด้วยอารมณ์พรมวิหาร 4  ครบทั้ง 4 ประการสมบูรณ์
... จึงจะเป็นความรักที่ถูกต้อง **

ลูกนั้น พยายามฝึกฝนตนเอง.. ให้มีความรักเหล่านี้ มายาวนาน
จนวันนี้ ลูกเห็นความรักเหล่านี้ - เกิดขึ้นในดวงจิตของลูก
เพียงแต่ว่า ลูกไม่เข้าใจสภาวธรรมที่เกิดขึ้น เท่านั้น..

หลายวันที่ผ่านมา ลูกมีความรู้สึกว่า..
ลูกได้ค้นพบว่า.. ในจิตของลูก มีความรักที่ยิ่งใหญ่
และความรักที่ยิ่งใหญ่นั้น -ก็ทำร้าย ทำให้ลูกเป็นทุกข์

แต่ความทุกข์ที่ยิ่งใหญ่ของลูก คือ การที่ปล่อยให้จิตทั้งหลาย จมอยู่กับความทุกข์
ลูกจึงเลือกที่จะใช้ความรัก ที่มีต่อดวงจิตทั้งหลาย
อดทน และสู้ฟันฝ่า.. เพื่อฉุดช่วยดวงจิตทั้งหลายเหล่านั้น

ลูกเกิดความรู้สึกเช่นนี้ขึ้นมา..
ลูกก็ยังไม่ค่อยเข้าใจความรู้สึกของตนเอง

แต่วันนี้ ลูกพอจะเข้าใจแล้ว พระพุทธเจ้าค่ะ ว่า..
ความรักอันบริสุทธิ์ความรักที่ถูกต้องความรักที่ไม่มีเงื่อนไข
ความรักเมตตาปรารถนาให้ผู้อื่นได้ดีพ้นทุกข์
หวังดี หรือยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี
แล้วก็มีอุเบกขา เห็นทุกอย่างเป็นธรรมดา-ได้เกิดขึ้นในดวงจิตของลูกแล้ว

ลูกจะตั้งใจทำความดีเหล่านี้.. ให้เกิดขึ้นให้เจริญในดวงจิตของคนทั้งหลาย
เพื่อช่วยกันฉุดช่วยให้ดวงจิตทั้งหลาย.. ได้เข้าถึงซึ่งความพ้นทุกข์
-ตามธรรมคำสอนขององค์พระพุทธเจ้าพระพุทธเจ้าค่ะ

ความรักความเมตตา.. ไม่ได้หายไปจากจิตที่เป็นพุทธะ
แต่กลับกลายเป็นว่า..ความรักความเมตตาที่มีอยู่ในจิตที่เป็นพุทธะนั้น
... จะเป็นความรักที่ถูกต้อง

และความรักที่ถูกต้อง - ก็จะไม่ทำร้ายใคร
ทั้งบุคคลผู้รักและบุคคลผู้ที่ถูกรัก

ความรักความเมตตานั้น.. จะต้องปรับไปสู่
ความรักอย่างไม่มีเงื่อนไข
ไม่มีขอบเขตไม่ทำร้ายใคร
-- จึงจะเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ +

และถ้าเราไม่มีความรักความเมตตาเหล่านี้ไม่มีความรู้สึกเหล่านี้
... เราก็จะไม่สามารถที่จะฉุดช่วยใครให้พ้นทุกข์เลย - บนเส้นทางแห่งความทุกข์ยากลำบาก
แห่งการฉุดช่วยนี้

ดวงจิตทุกดวงที่เกิดมาเพื่อฉุดช่วยผู้อื่น.. จึงจำเป็นต้องมีความรักความเมตตาเหล่านี้
อยู่ในจิตของตน
... เพราะโลกใบนี้ยังต้องการความรักความเมตตาเช่นนี้อยู่..
เพื่อค้ำจุนโลก
เพื่อเป็นที่พึ่งให้กับดวงจิตทั้งหลาย

... ลูกพอจะเข้าใจเช่นนี้แล้ว พระพุทธเจ้าค่ะ

และลูกก็จะพยายามพิจารณาถึงพรหมวิหาร 4
คือสิ่งที่เราควรจะทรงอารมณ์เหล่านี้มีอารมณ์เหล่านี้ - อยู่ในจิตของเราอยู่เสมอ

เพื่อที่จะได้ฉุดช่วยให้เรา..พ้นจากความทุกข์ยากลำบาก
คือการจมอยู่กับความทุกข์-เพราะการทำบาป

เพื่อให้เราได้ทำความดี
แล้วก็จะพยายามฝึกฝนยกระดับขึ้นมาเพื่อปรับให้อยู่ในความพอดี
อยู่ในความรักความเมตตาที่ถูกต้องที่ไม่ทำร้ายตน และผู้อื่น

หาความเป็นกลางในความรัก
รู้แจ้งรู้ตื่นเข้าใจในสภาวธรรมทั้งหลาย -อย่างกระจ่างแจ้งอย่างแท้จริงพระพุทธเจ้าค่ะ

พระพุทธองค์ ::ดีแล้วละพระยาธรรมเอย.. 
ฉะนั้น.. ให้ลูกทั้งหลายจงจำง่ายๆเอาไว้เช่นนี้ว่า..

ความรักอย่างพุทธะคือความรักที่ทรงอยู่ในอารมณ์พรหมวิหาร 4
มีเมตตา  ปรารถนาให้ผู้อื่นได้ดี
มีความสงสารปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
มีความยินดี -เมื่อผู้อื่นได้ดี

แล้วก็มีการวางใจเฉยวางใจเป็นกลาง
ปล่อยทุกอย่างดำเนินตามกฎของธรรมชาติ
คือกฎของกรรมและกฎของความไม่เที่ยงแท้

พระยาธรรมเอย.. ทั้ง 4 ประการนี้.. จะรวมมาเป็นความรักอย่างพุทธะ**

และดวงจิตของลูกเมื่อเข้าถึงซึ่งความเป็นพุทธะแล้วมากเท่าไหร่
-- ความรักความเมตตาเหล่านี้.. จะผุดขึ้นมาในจิตของลูกมากเท่านั้น++

ความรักความเมตตาที่ถูกต้องคือความรักความเมตตาที่ประกอบไปด้วยอุเบกขา
คือความรักความเมตตาที่บริสุทธิ์  ที่ไม่มีเงื่อนไข

ความรักความเมตตาเช่นนี้.. จะเป็นความรักความเมตตาที่ยิ่งใหญ่  หาที่สิ้นสุดไม่ได้
และจำเป็นต้องมีอยู่ในจิตทุกดวง -ที่จะฉุดช่วยผู้อื่นให้พ้นทุกข์

ความรักความเมตตานี้..
คือสิ่งที่สง่างาม งดงาม
คือ รักอันบริสุทธิ์ที่ห่อหุ้มโลกใบนี้เอาไว้
-- ให้ยังคงมีความดีและความชุ่มเย็นอยู่+

เพื่อเป็นที่พึ่งให้กับสัตว์โลกสรรพสัตว์ทั้งหลาย.. ผู้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารนี้

เช่นนี้ละ พระยาธรรมเอย..  ลูกก็คงพอจะเข้าใจแล้วนะพระยาธรรม
ในสภาวธรรมที่เกิดขึ้นในตัวของลูก

+ +
พระยาธรรม::  สาธุ พระพุทธเจ้าค่ะ
ลูกพอจะเข้าใจแล้ว พระพุทธเจ้าค่ะ

ความรักที่ยังไม่ค่อยถูกต้อง.. ย่อมทำให้เราก่อทุกข์ได้บ้าง 
แต่เราจะพยายามปรับให้ความรักนั้น.. เป็นความรักที่ถูกต้อง
-- ไม่ใช่ทำให้หายไป !

จิตของเราเมื่อเข้าถึงกระแสแห่งธรรม - มากเท่าไหร่
... ย่อมเป็นธรรมดาที่ความรักในหัวใจของเรา..จะเติบโตมากเท่านั้น +

ความรักความเมตตา..
เป็นสิ่งที่สวยงามบนโลกใบนี้
เป็นที่พึ่งที่อาศัยให้กับดวงจิตทั้งหลาย..

ลูกจะพยายามฝึกฝนตนตาม -ให้รู้ตามเห็นตาม
กระจ่างแจ้งตามยิ่งๆขึ้นไปพระพุทธเจ้าค่ะ

กราบขอบพระคุณพระพุทธองค์  ที่ทรงเมตตาแสดงธรรมนี้ให้ลูกได้ฟังนะเจ้าคะ

ลูกจะน้อมไปพิจารณาให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น
และเผยแพร่ธรรมนี้.. ให้ดวงจิตทั้งหลาย
- ได้เข้าใจในเรื่อง..
* ความรักอย่างพุทธะ
* ความรักที่ไม่หายไป
* ความรักที่ค้ำจุนโลกพระพุทธเจ้าค่ะ

วันนี้ ลูกต้องกราบขอลาก่อนนะเจ้าคะ   เอาไว้ลูกจะมาเฝ้าฟังธรรมใหม่ พระพุทธเจ้าค่ะ…

สาธุ